Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Banner Contact
Advanced
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Banner Contact
Sign in Sign up

ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 351 ดวงตาของข้าก็คือไม้บรรทัด

  1. Home
  2. ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
  3. ตอนที่ 351 ดวงตาของข้าก็คือไม้บรรทัด
Prev
Next
<*>นิยายBookmarksไม่แจ้งเตือนท่านสามรถดูนิยายอัพเดทได้ที่นี่<*>Click

ตอนที่ 351 ดวงตาของข้าก็คือไม้บรรทัด

พวกของหลิวจี้ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ประสิทธิภาพในการเพาะปลูกนั้นมิได้มีความเกี่ยวข้องกับจำนวนคนมากน้อยสักเท่าใด

หลิวจี้นำผู้คุ้มกันและสารถีสิบกว่าคนลงแรงเพาะปลูกทั้งวันก็ยังมิสามารถเพาะปลูกเมล็ดพันธุ์ข้าวสาลีในที่ดินสิบหมู่ได้ทั้งหมด

ครั้นยามพลบค่ำ อาวั่งไปรับเด็กๆ กลับบ้านก็ถือโอกาสแวะไปตรวจดูคุณภาพของงานในทุ่งนา พอกลับถึงบ้านใบหน้าของเขาก็ดำคล้ำไปหมด

คนงานสิบกว่าคน เพาะปลูกไปได้เพียงห้าหมู่ และอย่างน้อยที่สุด สองหมู่ครึ่งของจำนวนนั้นยังจำเป็นต้องรื้อทำใหม่ทั้งหมด!

อาวั่งโกรธมากและผลที่ตามมาก็ร้ายแรงมากเช่นกัน

ทว่าปลาไหลในค่ำคืนนี้ช่างหอมอร่อยอย่างแท้จริง!

เมื่อรับประทานอาหารเย็นเสร็จสิ้น ต่างคนต่างก็กลับไปยังเรือนของตน พอหัวถึงหมอนก็หลับใหลไปในทันที ฉีเซียนกวนเหนื่อยล้าจนไม่มีเรี่ยวแรงเหลือพอจะไปขบคิดเรื่องจิปาถะอื่นใดอีกแล้ว เขาหลับรวดเดียวจนกระทั่งฟ้าสาง คุณภาพของการนอนหลับดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

หลิวจี้ถือเครื่องมือการเกษตรมารออยู่ด้านนอกเรือนปทุมตั้งแต่เช้าตรู่ เมื่อทนการอ้อนวอนอย่างหน้าด้านหน้าทนของเขาไม่ไหว ฉีเซียนกวนจึงจำต้องพาสือโถวและพวกตามเขามายังทุ่งนาอีกครั้ง เริ่มต้นวันอันแสนวุ่นวายอีกครา

ในยามนี้ สองศิษย์พี่ศิษย์น้องยังมิได้ตระหนักถึงความร้ายแรงของสถานการณ์ พวกเขายังคงถือจอบขุดดินในทุ่งนาอย่างสนุกสนานร่าเริง เจ้าขุดหลุม ข้าหย่อนเมล็ด การกระทำซ้ำๆ ที่เดิมทีน่าเบื่อหน่ายกลับกลายเป็นเรื่องสนุกสนานขึ้นมาได้บ้าง

เมื่อเห็นว่าที่ดินสิบหมู่ใกล้จะเพาะปลูกจนเสร็จสิ้นแล้ว สองศิษย์พี่ศิษย์น้องก็สบตากันพลางแย้มยิ้ม ขณะที่กำลังจะตบมือเพื่อเฉลิมฉลองนั้นเอง อาวั่งผู้ซึ่งเพิ่งส่งเด็กๆ ไปยังสำนักศึกษาและเดินทางกลับมาถึงหมู่บ้านก็มาถึงยังที่เกิดเหตุพอดี

ยังมิทันที่หลิวจี้จะได้เอ่ยปากทักทายด้วยความตื่นเต้น อาวั่งก็เดินเข้ามาด้วยใบหน้าเคร่งขรึมมาหยุดอยู่ข้างกายสือโถว ท่ามกลางสายตาอันตกตะลึงของอีกฝ่าย เขากระชากจอบออกจากมือของสือโถวในทันที จากนั้นก็ลงมือขุดทำลายร่องดินอันบิดเบี้ยวที่อยู่เบื้องหน้าสือโถวจนสิ้น

เมล็ดข้าวสาลีที่เพิ่งจะอุตส่าห์ลงแรงฝังกลบลงไปอย่างยากลำบากเมื่อครู่นี้ ถูกขุดขึ้นมาจนหมดสิ้น

อาวั่งเคลื่อนไหวรวดเร็วมาก รวดเร็วจริงๆ จอบในมือของเขานั้นตวัดได้ว่องไวเสียจนมองเห็นเป็นภาพซ้อน ไม่ถึงหนึ่งเค่อด้วยซ้ำ ที่ดินเกือบครึ่งหมู่ก็ถูกเขาขุดจนราบเรียบไปแล้ว

เมื่อนั้นหลิวจี้จึงเพิ่งตั้งสติได้ เขาวิ่งพรวดไปอยู่เบื้องหน้าอาวั่งด้วยความโกรธจัด ตวาดลั่น “อาวั่ง เจ้าโดนของมารึ พวกเราอุตส่าห์ลงแรงเพาะปลูกไปตั้งมากมาย เหตุใดเจ้าจึงต้องขุดทำลายมันทิ้งทั้งหมดด้วย”

อาวั่งไม่สนใจ ยังคงขุดต่อไป หลิวจี้ร้อนใจจนทนไม่ไหวจึงยื่นมือออกไปหมายจะแย่งจอบคืนมาจากเขา

คิ้วของอาวั่งขมวดเข้าหากันในทันที มือของเขาออกแรงดึงเพียงเล็กน้อย หลิวจี้ก็ล้มก้นกระแทกพื้น นั่งนิ่งอยู่บนพื้นดินจ้องมองอาวั่งด้วยความตกตะลึง

อาวั่งเหลือบมองเขาอย่างเย็นชาแวบหนึ่ง หลิวจี้ก็รู้สึกราวกับว่าตนเองกำลังถูกพญามัจจุราชจับจ้องอยู่ก็มิปาน ทั่วทั้งร่างพลันสั่นสะท้านขึ้นมา ริมฝีปากสั่นระริก เค้นคำพูดออกมาได้เพียงคำเดียวว่า “บังอาจ!”

เขาไม่อยากจะยอมรับเลยว่า ตนเองถูกอาวั่งทำให้หวาดกลัวจนขวัญหนีดีฝ่อไปแล้ว

ทว่าเพียงชั่วพริบตาเดียว อาวั่งก็กลับกลายมาเป็นอาวั่งคนเดิมที่ดูซื่อๆ ทึ่มๆ คนนั้นอีกครั้ง

เขายื่นมือออกไป ฉุดร่างของหลิวจี้ให้ลุกขึ้นจากพื้นแล้วลากไปยังบริเวณที่ดินเพิ่งถูกขุดจนราบเรียบเมื่อครู่นี้ กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้อารมณ์ “ปลูกใหม่”

“อะไรนะ?” หลิวจี้แทบไม่อยากจะเชื่อหูของตนเอง

อาวั่งกล่าวซ้ำอีกครั้งอย่างสั้นๆ แต่ใจความชัดเจนมาก “ปลูกใหม่ตามแบบของข้า”

พอสิ้นเสียง อาวั่งก็ลงมือทำแปลงสาธิตให้พวกของหลิวจี้ดูในทันที เขาชี้ไปยังร่องดินที่ขุดไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยทั้งแนวตั้งและแนวนอน กล่าวว่า “ต้องปลูกเช่นนี้จึงจะถือว่าได้มาตรฐาน”

สือโถวมองดูแวบหนึ่ง เป็นระเบียบเรียบร้อยมาก ทุกแถวทุกแนวล้วนตรงแหน่ว ระยะห่างระหว่างร่องก็เท่ากันทุกกระเบียดนิ้ว เขาเผลอแย้งขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว “นี่มันจะเป็นไปได้อย่างไร…”

“เป็นไปได้!” อาวั่งตวัดสายตาคมกริบมองเขา แววตาของเขาฉายประกายดื้อรั้นทว่าก็แฝงไว้ด้วยความจริงจัง

สือโถวลูบจมูกของตนเองอย่างเจื่อนๆ แล้วหันไปมองหลิวจี้ “คุณชายหลิว ถ้าคนรับใช้ของบ้านท่านยังจะก่อเรื่องวุ่นวายเช่นนี้ไม่เลิกอีก พวกข้าคงต้องขอตัวลากลับแล้วนะขอรับ!”

หลิวจี้ตบแขนของอาวั่งเบาๆ “ข้าว่านะเจ้าหนู อย่าได้จริงจังเกินไปนักเลย นี่มันมิใช่วิธีที่คนธรรมดาสามัญจะสามารถเพาะปลูกได้หรอก ทั่วทั้งหมู่บ้านก็ไม่เคยมีคนปลูกได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยถึงเพียงนี้”

อาวั่ง “ข้าเป็นคน”

หลิวจี้แบมือออก “เช่นนั้นก็ได้ เจ้าก็ปลูกไปคนเดียวเลย”

เขาเรียกสือโถวและพวก “พวกเราถอนทัพ! จะได้ถือโอกาสพักผ่อนเสียหน่อย อย่างไรเสียหากฉินเหยาเอ่ยถามขึ้นมาก็มิใช่ความผิดของข้าอยู่แล้ว”

“ห้ามไป” อาวั่งกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

หลิวจี้มิได้ใส่ใจแม้แต่น้อย คิดในใจว่า ‘ข้าคือนายท่านใหญ่ของเจ้านะเฟ้ย!’ คว้าตัวศิษย์พี่ตัวน้อยที่กำลังลังเลอยู่เข้ามา “ไป! พวกเราไปหาท่านอาจารย์เพื่อเล่นหมากล้อมกันเถอะ”

“นี่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่กระมัง…” ฉีเซียนกวนเอ่ยคำว่า ‘กระมัง’ ยังไม่ทันจะจบด้วยซ้ำ อาวั่งพลันก็ปรากฏกายขึ้นเบื้องหน้าพวกเขา จอบในมือถูกยกขึ้นขวางทางไว้ กั้นมิให้พวกเขาจากไป

หลิวจี้เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง “เจ้าคิดจะแข็งข้อรึ!”

เขายื่นมือออกไปหมายจะจับด้ามจอบเพื่อยกมันออกไป ทว่ามือเพิ่งจะสัมผัสกับด้ามจอบก็ถูกอาวั่งจับไว้ได้ จอบที่วางขวางอยู่ถูกพลิกกลับตั้งขึ้น ยัดเข้าใส่อุ้งมือของเขาอย่างเหมาะเหม็ง

ฝ่ามือเหล็กอันหนาและกว้างของอาวั่งกำรอบมือของเขาไว้แน่นแล้วลากทั้งคนทั้งจอบไปยังกลางทุ่งนา

พื้นดินที่เป็นหลุมเป็นบ่อและเต็มไปด้วยร่องลึกนั้น ทำให้หลิวจี้เดินโซซัดโซเซไปมา เกือบจะหกล้มอยู่หลายรอบ ทว่าก็ถูกอาวั่งกระชากเสียจนเท้าทั้งสองข้างลอยพ้นจากพื้นจึงไม่ทันได้ล้มลงไป

หลิวจี้เบิกตากว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ “เจ้ามิได้บอกข้าว่าเจ้าไม่เป็นวรยุทธ์หรอกรึ”

อาวั่งเบิกตาปริบๆ อย่างไร้เดียงสา พอถูกถามก็ตอบว่า “ไม่เป็น”

หลิวจี้มองดูเท้าทั้งสองข้างของตนที่ลอยคว้างอยู่กลางอากาศ ‘เจ้าคนผู้นี้อย่างนี้เรียกว่าไม่เป็นวรยุทธ์รึ’

ก่อนหน้านี้เมื่อเห็นฉินเหยามอบต้าหลางให้อยู่ในความดูแลของอาวั่ง หลิวจี้ยังคิดว่าเป็นเพียงการให้อาวั่งคอยกำกับดูแลต้าหลางฝึกฝนวรยุทธ์เท่านั้น ส่วนกระบวนท่าต่างๆ นั้นฉินเหยาได้สอนไว้ล่วงหน้าแล้ว

ประกอบกับทุกเช้าตรู่เขามัวแต่คิดเกี่ยวกับการท่องจำตำรา พอท่องตำราเสร็จสิ้น ต้าหลางก็ฝึกฝนวรยุทธ์เสร็จแล้วเช่นกัน แม้จะอาศัยอยู่ใต้ชายคาเดียวกัน เขาจึงมิเคยได้เห็นอาวั่งใช้วรยุทธ์เลยแม้แต่ครั้งเดียว

บังเอิญเหลือเกินที่ทุกคนรอบข้างต่างก็รู้ดีว่าอาวั่งมีวรยุทธ์ ทว่าพวกของฉีเซียนกวนกลับทึกทักเอาเองว่าเขาผู้เป็นเจ้าของบ้านย่อมต้องรู้เรื่องนี้อยู่แล้วจึงไม่มีผู้ใดบอกกล่าวแก่เขาเลยสักคนเดียว

จนกระทั่งวินาทีนี้ เมื่อเท้าทั้งสองข้างของเขาลอยพ้นจากพื้นดิน หลิวจี้จึงเพิ่งตระหนักได้ว่า เรื่องที่คนอื่นเขารู้กันทั่ว มีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้นที่ไม่รู้!

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะตกตะลึงหรือโกรธจัดจนเกินไป ชั่วขณะหนึ่งหลิวจี้ถึงกับลืมที่จะต่อต้านขัดขืน

อาวั่งวางเขาลงบนแปลงนาส่วนที่เป็นของเขาแล้วรีบหันกลับไปอย่างรวดเร็ว มือข้างหนึ่งคว้าจับผู้คุ้มกันคนหนึ่งแล้วทำเช่นนี้ซ้ำๆ หลายครั้ง จัดแจงให้พวกเขาแยกย้ายกันไปประจำตามส่วนต่างๆ ของทุ่งนา ยัดจอบและเมล็ดพันธุ์ข้าวสาลีใส่มือ จากนั้นจึงสั่งให้พวกเขาทำตามตน จัดการวางแผนให้ทุกคนอย่างเรียบร้อย ฉีเซียนกวนเองก็มิได้รับการยกเว้น

นานทีปีหนที่มโนธรรมในใจของหลิวจี้จะทำงานขึ้นมาบ้าง เขาเอ่ยเตือนเสียงแผ่ว “อาวั่ง เขายังเป็นเด็กนะ”

อาวั่งร้องอ้อออกมาคำหนึ่ง แล้วหิ้วตัวฉีเซียนกวนขึ้น ยกเขาออกจากทุ่งนาแล้ววางลงบนคันนา “เช่นนั้นท่านก็ไปวิ่งเล่นเถิด”

ฉีเซียนกวนถึงกับตกใจที่ได้รับการยกเว้น ชะงักไปสองวินาทีจึงได้สติกลับมา เขามองไปยังพวกของหลิวจี้ที่อยู่ในทุ่งนาด้วยแววตาสงสาร

หลิวจี้กำจอบไว้แน่น มืออีกข้างก็เก็บเมล็ดข้าวสาลีที่เพาะปลูกไว้ก่อนหน้านี้ขึ้นมาพลางกล่าวอย่างหน้าไม่อาย “อาวั่ง หากข้าบอกว่าข้าก็ยังเป็นเด็กอยู่ เจ้าจะช่วยยกข้าออกจากทุ่งนานี้หรือไม่”

อาวั่งตอบอย่างเย็นชาไร้เยื่อใย “ไม่ได้”

“ก็ได้” ฮือๆๆ ถ้ารู้แต่แรกว่าจะต้องลงมือทำใหม่อีกครั้ง ข้าคงจะตั้งอกตั้งใจเพาะปลูกให้ดีตั้งแต่แรกแล้ว! หลิวจี้อยากจะร้องไห้แต่ก็ไร้น้ำตา

สือโถวรู้สึกว่าตนเองนั้นน่าสมเพชเวทนายิ่งกว่า เป็นผู้คุ้มกันอยู่ดีๆ บัดนี้กลับต้องมาเป็นชาวนา ถูกคนบางคนข่มขู่ด้วยกำลัง ทำได้เพียงก้มหน้าก้มตาทำตามคำสั่งของเขาอย่างเชื่อฟังเท่านั้น ขุดดินที่อุตส่าห์ปลูกไว้อย่างดีแล้วขึ้นมาใหม่ จากนั้นก็ลงเมล็ดอีกครั้ง

ทว่าผู้ที่มีความเชี่ยวชาญนั้นย่อมแตกต่างออกไปจริงๆ ที่นาซึ่งเพาะปลูกขึ้นใหม่นั้นเป็นระเบียบเรียบร้อยยิ่งนัก ทุกแถวเป็นแนวสี่เหลี่ยมจัตุรัส มองดูแล้วช่างเจริญตาเจริญใจเสียเหลือเกิน

ไม่รู้ว่าเป็นชาวบ้านคนใดที่สังเกตเห็นเป็นคนแรก พอถึงช่วงบ่ายคล้อย ชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงก็พากันเดินมามุงดูโดยเฉพาะ เมื่อได้เห็นผืนดินที่ได้รับการจัดเตรียมไว้อย่างเป็นระเบียบสวยงามก็พากันส่งเสียงชื่นชมไม่ขาดปาก ไม่นึกเลยว่าจะมีผู้ใดสามารถเพาะปลูกได้งดงามถึงเพียงนี้

อาวั่งเองมิได้แสดงท่าทีเย่อหยิ่งหรือใจร้อน เขาสั่งการพวกของหลิวจี้อย่างเป็นขั้นเป็นตอนและมีระเบียบแบบแผน ผิดเพี้ยนไปแม้แต่กระเบียดนิ้วเดียวก็ไม่ได้

เขาเอ่ยว่า “ดวงตาของข้าคือไม้บรรทัด ดังนั้นอย่าได้คิดทำสิ่งใดแบบขอไปทีเป็นอันขาด”

หลิวจี้ยังคงไม่ยอมเชื่อง่ายๆ เขาจงใจทำเบี่ยงออกไปเล็กน้อย รออยู่ครึ่งเค่อก็ยังไม่เห็นอาวั่งปรากฏกายขึ้นตรงหน้าเพื่อตำหนิให้แก้ไข ขณะที่เขากำลังจะลิงโลดใจและเอ่ยปากเยาะเย้ยออกมานั้นเอง

วินาทีต่อมา จอบเล่มหนึ่งก็พลันมาปรากฏขึ้นเบื้องหน้าเขา จัดการแก้ไขส่วนที่โค้งเล็กน้อยซึ่งเขาจงใจทำไว้ให้กลับมาตรงดังเดิม

หลิวจี้ถึงกับพูดไม่ออกเลยทีเดียว!

ฝากนิยายบ้านน้อยๆไว้ด้วยนะคะ บราวนี่ออนไลน์ <จิ้ม>
Prev
Next

Comments for chapter "ตอนที่ 351 ดวงตาของข้าก็คือไม้บรรทัด"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

Novel PDF

YOU MAY ALSO LIKE

ดาวน์โหลด (1)
ยอดหญิงอันดับหนึ่ง
05/09/2022
novelpdf-061
หวนคืนชะตาแค้น
02/11/2023
novelpdf5r4r
เมื่อสาวออฟฟิศกลายเป็นแม่สามีในยุคโบราณ
11/07/2026
M0l3ZdE
ทะลุมิติสู่ยุค 70 ไปแต่งงานกับผู้ชายคลั่งรัก
29/01/2025

    © 2020 - 2023 Novelpdf.xyz
    เว็บอ่านนิยาย นิยาย pdf เว็บ “novelpdf.xyz ” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน อัพเดททุกวัน ดฯฌซ,ฑ๊โฌฮฤ

    Sign in

    Lost your password?

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.

    Sign Up

    Register For This Site.

    Log in | Lost your password?

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.

    Lost your password?

    Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.