ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 546 ภาพลูกไก่จิกข้าว
ตอนที่ 546 ภาพลูกไก่จิกข้าว
Ink Stone_Romance
แม้ว่าจะไม่ได้คาดหวังอะไรกับการไปร่วมงานเลี้ยงที่กำลังจะมาถึงแล้ว แต่เมื่อถึงวัน หลิวจี้ก็ยังต้องออกจากบ้านอยู่ดี
แต่เช้าตรู่ ฉินเหยาก็ให้หลี่ซื่อนำชุดใหม่เอี่ยมมาให้เขา เป็นชุดบัณฑิตที่ทำจากผ้าไหม รัดเกล้าที่ทำจากเงิน แม้แต่รองเท้าก็เป็นรองเท้าผ้าฝ้ายพื้นหนาพันชั้นคู่ใหม่
ช่วงไม่กี่วันนี้อากาศเริ่มเย็นลงเรื่อยๆ พอถึงปลายเดือนเก้า ในตอนเช้าและตอนเย็นก็เริ่มสัมผัสได้ถึงไอเย็นจางๆ ของต้นฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง
ชุดนี้เหมาะกับการสวมใส่ในฤดูกาลนี้พอดี
หลิวจี้เปลี่ยนเสื้อผ้า ต้องบอกเลยว่า ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง พอแต่งตัวเสร็จแล้วส่องกระจกดูตัวเอง หลิวจี้ก็ถึงกับตะลึงในความหล่อของตัวเองไปชั่วขณะ
ชายหนุ่มรูปงามสง่าผ่าเผยในกระจกนี่ คือตัวข้าเองหรือ
พอกลอกตาไปมาก็เห็นสตรีใจร้ายมายืนอยู่หน้าประตูตั้งแต่เมื่อใดไม่รู้ กำลังใช้สายตามองสำรวจเขาตั้งแต่บนลงล่าง มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย นางพยักหน้าเบาๆ เป็นครั้งคราว ดูเหมือนจะพอใจกับการแต่งตัวของเขาอยู่ไม่น้อย
หลิวจี้รีบเก็บกระจกบานเล็กแล้วถามอย่างประหลาดใจ “เมียจ๋าเจ้ามาตั้งแต่เมื่อใด”
“เมื่อกี้นี้เอง” ฉินเหยาตอบพลางก้าวเข้ามาในห้อง เดินวนรอบตัวหลิวจี้สามรอบด้วยความชื่นชมแล้วพูดอย่างพอใจว่า “ไม่เลว…เสื้อผ้าสวยดีจริงๆ”
มุมปากของหลิวจี้ที่กำลังจะยิ้มกว้างพลันแบะลงอย่างไม่สบอารมณ์ ที่แท้ก็แค่เสื้อผ้าสวยดีอย่างนั้นรึ ไม่ควรจะเป็นตัวเขาที่ดูดีหรอกหรือ
“อาวั่งรออยู่ที่หน้าประตูแล้ว เจ้าไปเถอะ รีบกลับมาหน่อยล่ะ” ฉินเหยากำชับด้วยรอยยิ้มจางๆ
การกำชับด้วยสีหน้ายิ้มแย้มของนางเช่นนี้ ทำให้หลิวจี้รู้สึกไม่คุ้นเคยอย่างยิ่ง รู้สึกเหมือนมีเลศนัยอะไรบางอย่าง เขาจึงลองถามหยั่งเชิงอย่างอ่อนแรงว่า
“เมียจ๋าเจ้าจะไปกับข้าด้วยหรือไม่”
ฉินเหยาโบกมือ “ข้าเป็นสตรี ไม่ออกไปเปิดหน้าเปิดตาข้างนอกหรอก”
หลิวจี้เบิกตากว้าง “เมียจ๋าเจ้าพูดอะไรนะ” เขาสงสัยว่าหูตัวเองเสียไปแล้ว ถึงได้หูแว่วไป
หลิวจี้ตกใจจนผงะ รีบเดินอ้อมนางออกไปนอกประตูพลางตบหน้าอกและบ่นพึมพำ “ไม่ไปก็ไม่ไปสิ พูดเรื่องเปิดหน้าเปิดตาอะไร ตกใจหมดเลย”
ฉินเหยาเดินตามไปอย่างพูดไม่ออก พอมาถึงนอกลานบ้านก็กำชับอาวั่งให้ขับรถม้าอย่างระมัดระวังแล้วโบกมือพูดว่า “ไปเถอะ”
เดิมทีหลิวจี้ก็ไม่สนใจการไปร่วมงานเลี้ยงวันนี้อยู่แล้ว พอเห็นปฏิกิริยาของฉินเหยาอีกก็ยิ่งไม่มีกะจิตกะใจ พอรถม้าเคลื่อนตัว เขาก็นอนแผ่หลาอยู่ในตัวรถม้า
นอนไปสักพักก็รู้สึกเบื่อจึงลุกขึ้นมาพิงประตูรถม้าแล้วถามคำถามอาวั่งไปเรื่อยเปื่อย
ทนมาจนถึงอำเภอ ในที่สุดพอได้สัมผัสกับความคึกคักของตลาด คนถึงได้มีชีวิตชีวาขึ้นมาบ้าง
เมื่อรถม้าหยุดลงหน้าประตูใหญ่สีแดงชาดอันโอ่อ่าของจวนเสิ่น ดวงตาของหลิวจี้ก็ค่อยๆ เป็นประกายขึ้น
เขาคิดในใจว่า อย่างไรเสียก็เป็นมหาเศรษฐี บางทีตนควรจะคาดหวังกับพวกเขามากกว่านี้อีกสักหน่อย
ทว่า พอไปถึงงานเลี้ยง ความคาดหวังในใจของหลิวจี้ก็ดับวูบลงในที่สุด
และก็เข้าใจขึ้นมาในทันทีว่าเหตุใดฉินเหยาถึงไม่ยอมตามมาด้วย
ดูเจ้าบ้านตระกูลเสิ่นนั่นสิ พูดจาเป็นการเป็นงานอิงแบบแผน ไม่ยิ้มไม่แย้ม ท่าทางแบบนั้นไม่ชวนให้คนอยากจะพูดคุยด้วยเลยแม้แต่น้อย
งานเลี้ยงในจินตนาการของหลิวจี้คือมีการดื่มอวยพรกันอย่างครื้นเครง คึกคัก มีชีวิตชีวา มีหญิงขับร้องและนางรำพร้อมหน้าพร้อมตา
อย่างน้อยที่สุดก็ควรจะมีนักเล่านิทานสักคนสองคน เจ้าบ้านให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น สุราเลิศรสและอาหารชั้นดีถูกยกมาขึ้นโต๊ะไม่ขาดสาย
แต่ในความเป็นจริงคือ เจ้าบ้านมีอาหารดีๆ อยู่บ้าง แต่ก็เป็นอาหารที่หลิวจี้เคยกินเคยเห็นมาแล้ว พูดให้ไม่น่าฟังหน่อยก็คือ ยังไม่ดีเท่าตอนที่เขาไปเป็นแขกที่ตระกูลฉีเลยด้วยซ้ำ
ส่วนความบันเทิงอื่นๆ นั้นไม่มีเลยแม้แต่อย่างเดียว แม้แต่สุรายังไม่มียกขึ้นโต๊ะ มีแต่ชาต้าหงเผาชั้นเลิศอะไรเทือกนั้นที่เขากินแล้วก็ไม่รู้รสชาติ
พองานเลี้ยงดำเนินไปได้ครึ่งหนึ่ง อาจเป็นเพราะบรรยากาศมันแปลกประหลาดเกินไป ในที่สุดเจ้าบ้านก็รู้ตัว ให้คนรับใช้นำพู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึกมา ให้เขาแต่งกลอนแก้เบื่อ
ตอนนั้นหลิวจี้มีสีหน้าเดียวคือ…สิ้นหวังในชีวิต
ก็ต้องโทษตัวเองด้วยที่สร้างภาพลักษณ์คนจนที่เคร่งครัดในระเบียบวินัยต่อภายนอก เจ้าบ้านตระกูลเสิ่นนี่ก็เชื่อเป็นตุเป็นตะ ไม่เล่นตามบทเลยสักนิด
โชคยังดีที่โฉนดที่ดิน บ้านเรือนและร้านค้าที่มอบให้ในตอนท้ายยังไม่เลวนัก
มิฉะนั้น หลิวจี้เกรงว่าจะอดใจไม่ไหวสาดชาใสถ้วยนี้ใส่ตัวเจ้าบ้านตระกูลเสิ่นไปแล้ว
ชา ชา ชา บ้านเจ้ากินแต่ชากันทั้งบ้านเลยหรือไง!
เพียงแต่ไม่รู้ว่าเจ้าบ้าที่ไหนนำคำพูดไร้สาระที่ว่าเขาไม่ชอบการร้องรำทำเพลงและความฟุ่มเฟือยไปบอกต่อถึงตระกูลเติ้งและตระกูลเฉียนที่จะต้องไปเยือนในภายหลัง ทำให้งานเลี้ยงสองครั้งถัดมา เขาถูกรินชาให้ดื่มไปถึงสามกาเต็มๆ ถูกบังคับให้วิจารณ์กลอนเปรี้ยวๆ ไปอีกห้าบท
แถมยังวาดภาพลูกไก่จิกข้าวไปอีกสิบภาพ
“ภาพลูกไก่จิกข้าว?”
ฉินเหยาฟังรายงานของอาวั่งแล้วขมวดคิ้วอย่างสงสัย การดื่มชาวิจารณ์กลอนยังพอว่า อยู่ในขอบเขตความสามารถของหลิวจี้
แต่เขาลงมือวาดภาพด้วยตัวเอง นี่มันลูกเล่นอะไรกัน
ฝีมือวาดภาพแค่นั้นของเขา ยังกล้าเอามาอวดอีกหรือ
มุมปากของอาวั่งกระตุกเล็กน้อย ไม่ได้ตอบอะไร เพียงแค่ชี้ไปทางห้องหนังสือ เป็นนัยว่าให้นางไปดูเองก็จะรู้
ฉินเหยาลุกขึ้นทันทีแล้วเดินไปยังห้องหนังสือของหลิวจี้ ประตูห้องเปิดกว้าง หลิวจี้นั่งหันหลังให้ประตูอยู่ที่หน้าโต๊ะแปดเซียน กำลังนับอะไรบางอย่างอยู่บนโต๊ะ
หูของฉินเหยากระดิกเล็กน้อย เหมือนจะได้ยินเสียงทื่อๆ ของก้อนเงินที่กระทบกัน
นางก้าวไปข้างหน้าสองก้าว ก้มหน้าลงมองบนโต๊ะ สีเงินขาวโพลนจนแทบจะทำให้ตานางบอด!
หลิวจี้ไม่แปลกใจกับการมาถึงของนาง เขาเลื่อนก้อนเงินทั้งหมดบนโต๊ะมาตรงหน้านางอย่างรู้หน้าที่แล้วพูดด้วยรอยยิ้มภาคภูมิใจว่า
“เมียจ๋า ต่อไปนี้เจ้าแค่นั่งเสวยสุขอยู่ที่บ้านก็พอ เรื่องเล็กน้อยอย่างการหาเงินปล่อยให้เป็นหน้าที่ของสามีอย่างข้าเอง ขอเพียงแค่เจ้าปรนนิบัติข้าให้ดี รับรองว่าจะทำให้เจ้าได้กินดีอยู่ดี”
พูดจบ เขาก็เลิกคิ้วใส่นางอย่างลำพอง “ไม่ต้องประหลาดใจในความสามารถของสามีเจ้าเกินไปหรอก เอาไปสิ ใช้ไปเลยตามสบาย อยากจะใช้อย่างไรก็ใช้! ใช้หมดแล้วก็ยังมีอีก!”
“ใช้หมดแล้วก็ยังมีอีก?” คิ้วของฉินเหยาขมวดแน่น นางมองดูกองเงินก้อนเล็กๆ บนโต๊ะซึ่งมีไม่ต่ำกว่าร้อยตำลึงแล้วมองดูท่าทางลำพองของหลิวจี้ ก่อนจะถามอย่างอันตรายว่า “เจ้าใช้วิธีไหนหลอกเอามา”
“หลอกอะไรกัน” หลิวจี้ลุกพรวดขึ้นมา พูดอย่างมีเหตุผลว่า “นี่เป็นเงินที่ข้าหามาได้ด้วยความสามารถของตัวเองล้วนๆ ใสสะอาดบริสุทธิ์”
“ความสามารถของเจ้าน่ะหรือ” ฉินเหยาอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเยาะออกมา “ก็คือภาพลูกไก่จิกข้าวนั่นน่ะนะ”
นางพอจะรู้แล้วว่าทำไมอาวั่งถึงอ้ำๆ อึ้งๆ ไม่กล้าพูด
“เจ้าขายภาพไปได้เงินเท่าไร” ฉินเหยานั่งลง หยิบเงินก้อนขึ้นมาโยนเล่นสองสามก้อน มันหนักอึ้ง เป็นเงินแท้ๆ ทั้งหมด
หลิวจี้เดาความหมายของนางไม่ออก เขาใช้มือทั้งสองข้างค้ำโต๊ะแล้วโน้มตัวลงมา ถามหยั่งเชิง “เมียจ๋า ข้าหาเงินได้แล้วเจ้าไม่ดีใจหรือ”
ฉินเหยาเงยหน้าขึ้นจ้องมองดวงตาวิบวับของเขา ท่าทีพลันก็เปลี่ยนเป็นดุดันขึ้นมาทันที ดวงตาเย็นเยียบราวกับมีดแหลมคมที่ทิ่มแทงเข้ามา ทำให้รอยยิ้มประจบประแจงบนใบหน้าของหลิวจี้นั้นหายวับไปใน เขารีบสารภาพว่า
“มีคนอยากให้ข้าช่วยทำธุระเล็กๆ น้อยๆ ให้ ข้าก็เลยวาดภาพลูกไก่จิกข้าวสิบภาพนี้ขึ้นมา ข้าวหนึ่งเม็ดแทนเงินหนึ่งตำลึง พวกเขาแต่ละคนใช้เงินยี่สิบสามสิบตำลึงประมูลไป ด้วยวิธีนี้เงินก็จะมาถึงมือข้าได้อย่างสมเหตุสมผล ต่อให้วันหน้ามีคนสังเกตเห็นก็ดูไม่ออกถึงความผิดปกติ”
“เมียจ๋า นี่เป็นเรื่องที่ต่างฝ่ายต่างเต็มใจ อีกอย่างเงินนี่ตอนนี้ก็ฟอกจนขาวสะอาดแล้ว รับรองว่าเมียจ๋าเอาไปใช้จะไม่มีปัญหาแม้แต่น้อย”
ยิ่งพูดหลิวจี้ยิ่งมั่นใจ เขาไม่ได้ทำอะไรผิดเลยสักนิด จะร้อนรนไปทำไม