ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 551 ย่างเท้าเข้าสู่เส้นทางสู่เมืองหลวง
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 551 ย่างเท้าเข้าสู่เส้นทางสู่เมืองหลวง
ตอนที่ 551 ย่างเท้าเข้าสู่เส้นทางสู่เมืองหลวง
เดิมทีฉินเหยาเพียงแค่ต้องการเปิดประชุมสั้นๆ เพื่อกำหนดเป้าหมายการผลิตกล่องเครื่องใช้สตรีชุดที่สอง
ไม่คาดคิดว่าทุกคนจะถกเถียงกันอย่างกระตือรือร้นจนได้ข้อสรุปที่คาดไม่ถึง ยิ่งคุยก็ยิ่งตื่นเต้น ไม่ได้กินข้าวกลางวันกันเลยจนกระทั่งถึงตอนบ่ายทุกคนต่างก็คอแห้งผาก อ่อนเพลีย ถึงได้แยกย้ายกันไปอย่างไม่เต็มใจ
ตอนนี้ฉินเหยาได้ตัดสินใจแล้วว่าของชุดที่สองจะส่งมอบกล่องเครื่องใช้สตรีประดับมุกหนึ่งร้อยชิ้น จากนั้นก็ผลิตกล่องเครื่องใช้สตรีรุ่นฤดูใบไม้ผลิห้าสิบชิ้นและกล่องเครื่องใช้สตรีสีผสมอีกห้าสิบชิ้นพร้อมๆ กัน เพื่อกระตุ้นตลาดหลังปีใหม่
และในกล่องเครื่องใช้สตรีชุดใหม่ จะเพิ่มหนังสือนิทานเล่มเล็กพร้อมภาพประกอบเข้าไปด้วย เพื่อสร้างความประทับใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นให้แก่เหล่าสตรีสูงศักดิ์ในเมืองหลวง
หากไม่มีอะไรผิดพลาด ด้วยการดำเนินการสองระลอกนี้ ผลิตภัณฑ์ชุดกล่องเครื่องใช้สตรีระดับสูงก็น่าจะสามารถยืนหยัดในตลาดได้อย่างมั่นคงในเมืองหลวงแล้ว
แต่เมื่อเทียบกับเรื่องนี้แล้ว ตอนนี้ฉินเหยาให้ความสนใจกับเงินค่าสินค้าชุดแรกมากกว่า
เงินสดขนส่งไม่สะดวก ทางด้านชิวเยี่ยนหลังจากหักผลกำไรส่วนของตนเองออกไปแล้ว เงินที่เหลืออีกเก้าพันตำลึงจึงเปลี่ยนเป็นตั๋วเงินทั้งหมดแล้วส่งคนสนิทมามอบให้ถึงมือฉินเหยาโดยเฉพาะ
คนที่มาก็เป็นคนคุ้นหน้าคุ้นตากับฉินเหยา
“ไม่คิดว่าเถ้าแก่จะส่งรองผู้ดูแลมา” ฉินเหยากล่าวด้วยความประหลาดใจพลางเชิญเจี่ยงเหวินเข้ามานั่งในบ้าน
เจี่ยงเหวินยิ้มอย่างอิจฉา “นี่มันตั๋วเงินเก้าพันตำลึงเชียวนะ ให้คนอื่นมาเถ้าแก่ก็คงไม่วางใจ”
“จะว่าไปแล้วกิจการของเราทั้งสองก็ร่วมมือกันมาพักหนึ่งแล้ว ก่อนหน้านี้ไม่เคยได้มาดูเลยสักครั้ง ครั้งนี้เป็นโอกาสดี ข้าเองก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่ากล่องเครื่องใช้สตรีนี่ทำออกมาได้อย่างไร”
ทั้งสองคนนั่งลงในห้องโถง หลี่ซื่อก็ยื่นน้ำชาและเค้กไข่ที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ มาให้ ดูแล้วก็ธรรมดา แต่กลิ่นหอมหวานนั้นกลับทำให้ดวงตาของเจี่ยงเหวินเป็นประกาย
“นี่คือ” เขาชี้ไปที่จานเค้กไข่สีทองฟูนุ่ม
ฉินเหยาอธิบายว่า “เค้ก เป็นของกินเล่นที่ทำขึ้นมามั่วๆ รสชาติก็ไม่เลว ท่านลองชิมดูสิ”
เจี่ยงเหวินบอกว่าไม่เกรงใจก็คือไม่เกรงใจจริงๆ ใช้มือหยิบไม่สะดวก เขาจึงยกจานขึ้นมาเสียเลยแล้วใช้ช้อนเงินที่หลี่ซื่อเตรียมมาให้โดยเฉพาะตักขึ้นมาชิ้นหนึ่งแล้วตักเข้าปากชิม
ความรู้สึกแรกที่เข้าปากคือหอมและนุ่ม ไม่ใช่นุ่มแบบขนมแป้ง แต่เป็นความนุ่มละมุนเหมือนปุยเมฆที่ละลายในปาก เจี่ยงเหวินไม่เคยลิ้มรสสัมผัสแบบนี้มาก่อนจึงรู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่ง
พอได้ลิ้มรสชาติอย่างละเอียดแล้ว นี่จะเรียกว่ารสชาติไม่เลวได้อย่างไร นี่มันของวิเศษชัดๆ!
เขากินไปครึ่งจานรวด ถึงได้หยุดเพราะติดคอ ดื่มชาไปสองสามอึกเพื่อล้างคอจนเกือบจะสำลักออกมาทำให้ฉินเหยาหัวเราะขำ
“พอใช้ได้หรือไม่” ฉินเหยาถามด้วยรอยยิ้มจางๆ ท่าทางใสซื่อราวกับไม่เห็นว่าเขาทำอะไรน่าอายลงไปอย่างนั้น
เจี่ยงเหวินพยักหน้าอย่างอดกลั้น ตักอีกช้อนเข้าปากแล้วกลืนลงไป ถึงได้พูดว่า “ไม่เลวเลย”
ของก็กินแล้ว ตั๋วเงินก็ส่งมอบแล้ว ถึงเวลาคุยธุระแล้ว
ฉินเหยาเห็นว่าเจี่ยงเหวินดูกระปรี้กระเปร่าดีจึงพาเขาไปเดินชมโรงงานเครื่องเขียนรอบหนึ่งแล้วก็พาไปเดินดูตามที่ต่างๆ ในหมู่บ้าน ถือโอกาสเล่าเรื่องที่ตนเองอยากจะเปิดร้านเฉพาะทางสำหรับกล่องเครื่องใช้สตรีในเมืองหลวงให้ฟัง
“ร้าน…เฉพาะ…ทาง” เพราะไม่เคยได้ยินคำแบบนี้มาก่อน เจี่ยงเหวินจึงพูดออกมาทีละคำ กลัวว่าจะพูดผิด
หมู่บ้านตระกูลหลิวนี้ดูห่างไกล แต่กลับมีคำศัพท์ใหม่ๆ ที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อนมากมาย
เช่น หัวหน้านักออกแบบ กลุ่มศึกษาเฉพาะทาง โรงอาหาร อาหารกลางวันสำหรับพนักงาน เป็นต้น เมื่อครู่เขานึกว่าเป็นภาษาถิ่นของหมู่บ้านนี้เสียอีก
ไม่คิดว่า คนงานในโรงงานจะบอกว่าทั้งหมดนี้เรียนรู้มาจากผู้จัดการใหญ่ฉินของพวกเขา
ดูท่าแล้ว ผู้จัดการใหญ่ฉินคงจะชอบพูดคำศัพท์ใหม่ๆ ที่คนอื่นฟังไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่านางไปเรียนมาจากไหน
ฉินเหยากล่าวด้วยรอยยิ้มจางๆ ว่า “ใช่ ร้านเฉพาะทาง ก็คือร้านที่ขายเฉพาะกล่องเครื่องใช้สตรี ตั้งแต่การต้อนรับหน้าร้านไปจนถึงบริการหลังการขายครบวงจร เพียงเพื่อให้บริการระดับสูงแก่ผู้ซื้อกล่องเครื่องใช้สตรีเท่านั้น”
“แน่นอนว่าเงินเปิดร้านเราเป็นคนออก แต่เนื่องจากเราไม่คุ้นเคยกับสถานที่ ไม่เหมือนกับห้างการค้าของท่านที่มีรากฐานมั่นคง ดังนั้นจึงยังต้องอาศัยห้างการค้าช่วยดูแลเป็นอย่างมาก ร้านถึงจะเปิดได้”
เจี่ยงเหวินฟังแล้วก็งงไปครู่หนึ่ง เมื่อเห็นท่าทางของฉินเหยาที่เหมือนกับวางแผนเรื่องนี้มานานแล้วก็อดไม่ได้ที่จะต้องเตือนนางสักหน่อย
“ผู้จัดการใหญ่ฉิน ไม่มีใครเปิดร้านขายของเพียงอย่างเดียวหรอกนะ ท่านรู้หรือไม่”
ฉินเหยาพยักหน้า “ข้ารู้ ดังนั้นเราถึงได้ทำผลิตภัณฑ์ใหม่ออกมาอีกสองแบบมิใช่หรือ เมื่อครู่รองผู้ดูแลท่านก็ได้ดูแล้วก็พอใจมากมิใช่หรือ”
เจี่ยงเหวินตะลึงไป แค่สีต่างกันก็เรียกว่าของใหม่แล้วหรือ
เขารู้สึกว่ามันไร้สาระมาก แต่พอคิดอีกที การร่วมมือกับนางก็เป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่ออยู่แล้ว การจะน่าเหลือเชื่อต่อไปอีกหน่อยก็คงไม่เป็นไร
“การจะเปิดร้านในเมืองหลวงสักร้านไม่ใช่เรื่องง่าย ท่านคิดดีแล้วหรือ” เจี่ยงเหวินเตือนอย่างจริงจัง
ฉินเหยาพยักหน้าอย่างหนักแน่น
เจี่ยงเหวินมองนางอย่างสงสัยอยู่เป็นเวลานาน “หากเปิดร้านขึ้นมา นั่นก็จะไม่ใช่กล่องเครื่องใช้สตรีที่มาจากห้างการค้าฟู่หลงแล้วนะ ตอนนี้เหล่าคุณหนูในเมืองหลวงรู้จักแต่กล่องเครื่องใช้สตรีที่มาจากห้างการค้าฟู่หลงของเราเท่านั้น อย่างอื่นล้วนไม่ยอมรับ”
ฉินเหยายิ้ม ยิ้มอย่างสบายใจ “ดังนั้นข้าถึงได้บอกว่าร้านค้าโรงงานเครื่องเขียนของเราจะเป็นคนเปิด แต่การบริหารจัดการจะยังคงมอบให้ห้างการค้าของท่านเป็นผู้ดูแล ในด้านการบริการลูกค้า เราไม่มีประสบการณ์เลยและก็ไม่กล้าที่จะบริหารเองด้วย”
“ให้เปล่าหรือ” เจี่ยงเหวินกลับยิ่งสงสัยในตัวนางมากขึ้นไปอีก ในโลกนี้ไม่มีของให้เปล่า
ฉินเหยายักไหล่ “เช่นนั้นหากข้าเสนอความคิดเห็นเรื่องการเปิดร้านขายเฉพาะทาง ห้างการค้าของท่านจะยอมรับหรือไม่”
“ค่าเช่าร้านทำเลดีในเมืองหลวงหนึ่งปีก็ต้องสามพันตำลึงแล้ว ยังไม่รวมค่าตกแต่งและค่าใช้จ่ายอื่นๆ จิปาถะ รวมๆ แล้ว อย่างน้อยก็ต้องใช้ห้าพันตำลึงต่อปีถึงจะประคองร้านไว้ได้” เจี่ยงเหวินกลัวว่านางจะไม่รู้จึงช่วยคำนวณบัญชีให้เสร็จสรรพ
แน่นอนว่ามีส่วนที่พูดเกินจริงไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก
รอยยิ้มของฉินเหยาลึกล้ำขึ้น นางขยิบตาให้เขา อย่าลืมสิว่าตอนนี้นางคือคนที่มีตั๋วเงินเก้าพันตำลึงอยู่ในมือ
อีกอย่าง เงินที่พวกนางหามาได้ในตอนนี้ ไม่ใช่แค่สำหรับตัวเองเท่านั้น แต่ยังมีองค์หญิงใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังอีกด้วย
ในใจของเจี่ยงเหวินหนักอึ้ง “ข้ากลับไปจะเรียนให้เถ้าแก่ทราบ”
ฉินเหยาพอใจแล้ว นางถามเขาด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่า “ผู้ดูแลคิดจะกลับเมื่อใดหรือ”
“พรุ่งนี้เช้าตรู่เลย” หมู่บ้านตระกูลหลิวแห่งนี้เขาไม่กล้าอยู่นานแม้แต่นิดเดียว
ฉินเหยาร้อง “อ้อ” ออกมาคำหนึ่ง ส่งเขาไปถึงปากทางเข้าหมู่บ้านแล้วพูดขึ้นมาว่า “เช่นนั้นพรุ่งนี้ข้าจะให้หลิวเฝยไปกับท่านด้วย เด็กหนุ่มบ้านนอกไม่เคยออกจากอำเภอเลย พอไปถึงเมืองหลวงแล้วต้องรบกวนเถ้าแก่ช่วยชี้แนะด้วย”
เจี่ยงเหวินเบิกตากว้าง เถ้าแก่ของเขายังไม่ได้ตกลงเลยนะ! จะมายัดเยียดคนให้แบบนี้ไม่ได้!
ฉินเหยาไม่มองเขา ช่วยหวดม้าให้เขาไปหนึ่งทีแล้วร้องกระตุ้นม้า เมื่อม้าเจ็บก็ออกวิ่งทันที พาเจี่ยงเหวินที่กำลังฉุนเฉียวเข้าไปในอำเภอไคหยาง
ที่บ้านไม่มีห้องว่าง จะให้เจี่ยงเหวินมาเบียดเสียดก็ไม่ดี ดังนั้นจึงจัดให้เขาไปพักที่โรงเตี๊ยมของเถ้าแก่ฟ่านหนึ่งคืน เลี้ยงดูด้วยสุราอาหารอย่างดี โดยลงบัญชีนางไว้
มองส่งเจี่ยงเหวินจากไป ฉินเหยาก็รีบกลับบ้านทันที หยิบลูกคิดขึ้นมาคำนวณบัญชี
ตั๋วเงินเก้าพันตำลึงไม่น่าตื่นตาตื่นใจเท่ากับเงินหลายหีบ มันเบาหวิว ไม่ให้ความรู้สึกตื่นเต้นเลย
หักต้นทุน โบนัสคนงานและเงินปันผลให้คนในหมู่บ้านแล้ว ยังเหลือเงินอีกเจ็ดพันห้าร้อยตำลึง
ในจำนวนนี้สามส่วนซึ่งก็คือสองพันสองร้อยห้าสิบตำลึง ไม่ว่าองค์หญิงใหญ่จะต้องการค่าประชาสัมพันธ์นี้หรือไม่ ฉินเหยาก็เตรียมจะมอบให้ด้วยความเต็มใจ
ที่เหลืออีกห้าพันสองร้อยห้าสิบตำลึง คือผลกำไรส่วนตัวของฉินเหยา
อาจเป็นเพราะความต้องการทั้งหมดในปัจจุบันได้รับการตอบสนองโดยพื้นฐานแล้ว เงินห้าพันกว่าตำลึงนี้จึงไม่สามารถทำให้ในใจของนางเกิดความรู้สึกใดๆ ได้
แต่สำหรับหลิวเฝยที่พกตั๋วเงินจำนวนมหาศาลถึงเจ็ดพันตำลึงติดตัว กำลังจะติดตามเจี่ยงเหวินเข้าเมืองหลวงของมณฑล ไปยังเมืองหลวงและยังต้องไป ‘ถวายเครื่องบรรณาการ’ ที่จวนองค์หญิงอีก ความไว้วางใจที่พี่สะใภ้สามมอบให้นี้ เป็นภาระที่หนักอึ้งเกินกว่าที่เขาจะแบกรับไหว!
แต่นั่นคือเมืองหลวงเลยนะ หนุ่มน้อยผู้เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นก็ยังอดไม่ได้ที่จะใฝ่ฝันถึง
ดังนั้น ท่ามกลางสายตาที่เปี่ยมด้วยความหวังของทุกคนในครอบครัว หลิวเฝยผู้พกเงินก้อนโต แบกรับภารกิจสำคัญในการเปิดร้านที่พี่สะใภ้สามมอบหมายและความคาดหวังในการค้นหาตนเอง ก็ได้ย่างเท้าเข้าสู่เส้นทางสู่เมืองหลวงด้วยใจที่สั่นระรัว