ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 556 เจินอวี้ไป๋
ตอนที่ 556 เจินอวี้ไป๋
เจินอวี้ไป๋ฟื้นแล้ว
ที่หน้าผาก ลำคอและข้อมือของเขาถูกพันด้วยผ้าขาว เขากำลังนอนพักอยู่บนเตียงไม้มีเสาที่ช่างไม้หลิวตั้งใจทำขึ้นเป็นพิเศษเพื่ออาจารย์โดยเฉพาะ
โชคดีที่เขาไม่เป็นอะไรมาก มีเพียงรอยฟกช้ำและบาดแผลภายนอกเล็กน้อย ท่านหมอจินทายาขี้ผึ้งระงับปวดและห้ามเลือดให้เขาแล้ว เพียงนอนพักครึ่งเดือนก็จะหายดี
“นี่คือยาสำหรับครึ่งเดือน เปลี่ยนยาทุกวัน ก่อนแผลจะตกสะเก็ดห้ามโดนน้ำเด็ดขาด เรื่องอาหารการกินให้กินของรสจืดก็พอ คนหนุ่มร่างกายแข็งแรง เดี๋ยวก็หายดี”
ท่านหมอจินสั่งเขียนใบสั่งยาพลางเหลือบมองคนไข้บนเตียงแล้วกล่าวเสริมว่า “ท่านอาจารย์อาจจะตกใจขวัญเสียไปบ้าง พวกเจ้าดูแลเขาให้ดีๆ ก็แล้วกัน”
พูดจบ เขาก็รับเงินสองตำลึงซึ่งเป็นค่าตรวจและค่ายาจากฉินเหยาแล้วสะพายหีบยาเดินจากไป
เขาต้องรีบกลับไปที่เมืองก่อนฟ้าจะมืด
สารถีและรถที่เช่ามายังคงรออยู่ที่ริมแม่น้ำ ฉินเหยาจึงให้หลิวหยางไปส่งท่านหมอจิน ถือโอกาสกลับไปเอาของใช้ในชีวิตประจำวัน ผัก และข้าวสารที่บ้านมาด้วย
ก่อนหน้านี้ชาวบ้านไม่รู้ว่าท่านอาจารย์จะมาเมื่อไรจึงเตรียมแค่เครื่องเรือนง่ายๆ ไม่กี่ชิ้นกับผ้าห่มหนึ่งผืน ที่เหลือยังว่างเปล่าโล่งเตียน ยังไม่สามารถเข้าอยู่ได้
หลิวหยางเอ่ยขึ้น “เช่นนั้นข้าจะกลับไปให้ท่านแม่ทำกับข้าวมาให้ก่อนนะขอรับ”
ฉินเหยากล่าว “ให้หลี่ซื่อทำมาพร้อมกันเลยก็ได้ จะได้ไม่ต้องวิ่งไปวิ่งมาหลายรอบ”
หลิวหยางก็ไม่ได้เกรงใจนาง ตอบรับแล้วพาหมอจินออกไป
บ้านที่เพิ่งสร้างเสร็จใหม่ๆ ยังไม่มีไออุ่นของผู้อยู่อาศัย วันนี้อากาศก็เย็นลงอย่างกะทันหัน ในห้องจึงเย็นยะเยือกปราศจากความอบอุ่นโดยสิ้นเชิง
เมื่อได้ยินเสียงไอมาจากบนเตียง ฉินเหยาจึงหันไปมองก็เห็นเจินอวี้ไป๋ขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มที่ไม่หนานัก ไอจนน้ำตาเล็ด ตัวสั่นงันงก
“…หนาว” คำตอบสั้นกระชับได้ใจความมาก
ฉินเหยาพยักหน้ารับรู้แล้วหันขวับไปคว้าตัวหลิวจี้ที่กำลังทำตัวลับๆ ล่อๆ แอบมองอยู่หน้าประตู “เจ้าไปก่อไฟใส่กระถางมา”
หลิวจี้พึมพำ “ทำไมต้องเป็นข้าด้วย”
ฉินเหยาย้อนถาม “หรือจะให้ข้าทำ”
หลิวจี้ฝืนใจแสยะยิ้ม พูดประชดประชันว่า “บ่าวมิกล้าใช้ท่านผู้ใหญ่บ้านหรอกขอรับ!”
เขาพับแขนเสื้อ เอียงคอชำเลืองมองชายที่นอนไอค่อกแค่กอยู่บนเตียงในห้อง พ่นลมหายใจอย่างไม่พอใจออกมาทีหนึ่งแล้วจึงเดินไปยังห้องว่างที่ใช้เก็บศพอย่างไม่เต็มใจ
ที่นี่คือห้องครัว ชาวบ้านขนฟืนมาเก็บไว้แล้วไม่น้อย ด้วยคิดว่ารอให้ท่านอาจารย์มาจะได้สะดวกสบาย ตอนนี้กลับเป็นประโยชน์กับหลิวจี้ไปเสียได้ ทำให้เขาไม่ต้องเสียแรงไปหาฟืนเอง
เขาก้าวข้ามเสื่อที่ห่อร่างสารถีไว้ ค้นหาอยู่พักหนึ่งก็ไม่เจอกระถางดินเผาที่พอจะใช้ได้เลยหยิบกระทะเหล็กที่ชาวบ้านลงขันซื้อให้อาจารย์บนเตาลงมาแทน จากนั้นผ่าฟืนก่อไฟในกระทะจนลุกโชน
เมื่อกระทะไฟถูกยกเข้ามาในเรือนฝั่งตะวันออก เจินอวี้ไป๋ถึงได้รู้สึกถึงไออุ่นที่แผ่ซ่านเข้ามา หากไม่นับว่าภาชนะที่ใช้คือกระทะเหล็กใบใหม่เอี่ยมก็คงจะดี
เมื่อร่างกายเริ่มอุ่นขึ้น เจินอวี้ไป๋ถึงมีแรงลุกขึ้นนั่งเพื่อขอบคุณคนที่อยู่ตรงหน้า
“ท่านคงจะเป็นฉินเหนียงจื่อผู้ใหญ่บ้านแห่งหมู่บ้านตระกูลหลิวสินะขอรับ” แม้เจินอวี้ไป๋จะใช้ประโยคคำถาม แต่น้ำเสียงและแววตากลับมั่นใจอย่างยิ่ง
เพราะเขาไม่เคยเห็นสตรีที่องอาจสง่างามเช่นนางมาก่อน ชายหญิงอยู่ด้วยกันตามลำพังในห้อง แต่นางกลับไม่มีท่าทีเคอะเขินแม้แต่น้อย ทั้งยังสุขุมและใจกว้าง แตกต่างจากคนทั่วไปอย่างสิ้นเชิง
ฉินเหยาพยักหน้าแล้วถอนหายใจ “ฝนที่ตกหนักเมื่อคืนทำให้ถนนลื่นจนเกิดเหตุไม่คาดฝันในวันนี้ขึ้น เป็นเรื่องที่พวกเราไม่มีใครอยากให้เกิด แต่คนปลอดภัยก็ดีแล้ว ชีวิตยังต้องดำเนินต่อไป”
เจินอวี้ไป๋ฟังออกว่าคำพูดของนางมีความหมายลึกซึ้งซ่อนอยู่ เขานึกอะไรบางอย่างขึ้นได้กะทันหันจึงมองไปรอบๆ ในห้องนอกจากเขากับฉินเหยาก็ไม่มีใครอื่นแล้ว ในใจพลันหนักอึ้ง รีบโน้มตัวไปข้างหน้าถามอย่างร้อนรน
“แล้วสารถีของข้าเล่า เขาเป็นอย่างไรบ้าง”
ฉินเหยาหลุบตาลง “ท่านอาจารย์เจิน โปรดทำใจ”
เมื่อได้ยินนางเรียกตนว่าอาจารย์เจินไม่ใช่อาจารย์ติง เจินอวี้ไป๋ก็มีสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย เขาข่มความเศร้าเสียใจต่อการตายของสารถีลงแล้วถามเสียงแผ่ว “ผู้ใหญ่บ้านทราบฐานะของข้าแล้วหรือขอรับ”
ฉินเหยาพยักหน้ารับ ยอมรับว่าตนได้ดูสัมภาระของเขา
พร้อมกันนั้นก็เอ่ยถามข้อสงสัย “เดิมทีอาจารย์ที่ถูกกำหนดไว้คืออาจารย์ติง ไม่ทราบว่าเหตุใดจึงเปลี่ยนเป็นอาจารย์เจินได้”
“อาจารย์ติงคนเดิมล้มป่วยขอรับจึงได้เปลี่ยนเป็นข้าแทน ข้าเองก็เพิ่งได้รับข่าวไม่นาน น่าจะเป็นเพราะทางราชการยังไม่ทันได้แจ้งให้ผู้ใหญ่บ้านทราบจึงเกิดความเข้าใจผิดขึ้น…”
ขณะที่พูด ไม่รู้ว่านึกถึงชะตากรรมของตนเองในตอนนี้ขึ้นมาหรือไม่ อารมณ์ของเจินอวี้ไป๋ก็ยิ่งหดหู่ลงเรื่อยๆ สุดท้ายเขาเอนกายพิงหัวเตียง ถอนหายใจยาวอย่างอ่อนแรง
“ท่านผู้ใหญ่บ้าน ตอนนี้สภาพของข้าไม่สะดวกจะทำอะไรได้ สารถีมองข้าเติบโตมาตั้งแต่เล็ก สำหรับข้าแล้วเขาเปรียบเสมือนญาติผู้ใหญ่คนหนึ่ง ไม่คาดคิดว่าจะต้องมาจบชีวิตลงเพราะข้าเช่นนี้ ได้โปรดช่วยข้าจัดการฝังเขาอย่างดีด้วยเถิด”
ดวงตาของเจินอวี้ไป๋คลอไปด้วยน้ำตา เขากลับมานั่งตัวตรงอีกครั้ง อดทนต่อความเจ็บปวดแล้วคารวะฉินเหยาอย่างนอบน้อมเพื่อร้องขอ
ฉินเหยามองเขาแล้วรู้สึกว่าชายผู้นี้มีความแปลกประหลาดที่อธิบายไม่ถูก
เขาไม่มีท่าทีว่าจะโทษหมู่บ้านตระกูลหลิวของพวกนางเลยแม้แต่น้อย เพราะหากจะว่ากันตามจริง ถ้าไม่ใช่เพราะเขาจะมาเป็นอาจารย์ที่หมู่บ้านตระกูลหลิวก็คงไม่ได้เดินทางมาที่นี่
ถ้าไม่ได้มาที่หมู่บ้านตระกูลหลิว ก็คงไม่เกิดอุบัติเหตุในวันนี้ขึ้น
ดังนั้นเจินอวี้ไป๋สามารถโทษว่าอุบัติเหตุครั้งนี้เป็นความผิดของชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลหลิวทั้งหมดและเรียกร้องค่าชดเชยหรือคำอธิบายได้
อย่างน้อยที่สุด เขาก็ควรจะซักไซ้เรื่องการตายของสารถีบ้าง แต่กลับไม่มีเลย เขาใจกว้างจนไม่เหมือนชายหนุ่มอายุยี่สิบกว่าที่เลือดกำลังร้อน กลับยอมรับเรื่องราวทั้งหมดได้อย่างสงบนิ่งถึงเพียงนี้
คนที่สามารถใช้แท่นฝนหมึกซงซานได้จะถ่อมตนถึงเพียงนี้เชียวหรือ
บางที เขาอาจจะเป็นคุณชายจากตระกูลร่ำรวยที่ได้รับการอบรมสั่งสอนมาอย่างดีเยี่ยมกระมัง ฉินเหยาเองก็คิดหาเหตุผลอื่นไม่ออกแล้ว
จดหมายแนะนำตัวจากทางการมีตราประทับของทางราชการ เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าที่มาที่ไปของชายผู้นี้ถูกต้อง นางจึงไม่มีอะไรต้องสงสัย
“ท่านอาจารย์โปรดวางใจ ท่านพักรักษาตัวให้สบายใจเถิด เรื่องอื่นๆ พวกเราชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลหลิวทุกคนจะช่วยท่านจัดการให้เรียบร้อย หวังว่าท่านอาจารย์จะไม่เสียใจจนเกินไปและหายดีในเร็ววัน”
ฉินเหยาพยักหน้าให้เขาแล้วเติมฟืนในกระถางไฟอีกสองสามท่อนเพื่อให้ไฟลุกโชนขึ้นอีก ก่อนจะถอยออกมา
พอนางออกมา หลิวจี้ที่นั่งเบื่ออยู่ในห้องเรียนก็รีบปรี่เข้ามาหาทันที เขาซักไซ้เรื่องครอบครัวและที่มาที่ไปของชายคนนั้นอย่างกระตือรือร้น แต่งงานแล้วหรือยัง มีลูกหรือไม่ เหตุใดถึงมาคนเดียว
ฉินเหยาตอบ “ไม่ได้ถาม ไม่รู้”
“เรื่องแบบนี้เจ้าไม่อยากรู้เลยรึ” หลิวจี้ไม่เข้าใจอย่างยิ่ง เขาอยากรู้จะตายอยู่แล้ว
“เจ้าว่างมากสินะ” ฉินเหยาเหลือบมองเขาอย่างเย็นชา “ไม่กลับบ้านแล้วมาอยู่ที่นี่ทำไม การบ้านของวันนี้ทำเสร็จแล้วหรือ”
หลิวจี้ทำท่ากุมอกอย่างเกินจริง โงนเงนถอยหลังไปสองก้าวแล้วเบิกตากว้างถามกลับ “เมียจ๋า เจ้าไม่รู้จริงๆ หรือว่าข้ามาที่นี่ทำไม เจ้าทำข้าเสียใจจริงๆ”
“เกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้ เจ้ายังต้องอยู่กับอาจารย์ที่ยังไม่รู้หัวนอนปลายเท้าคนนี้ตามลำพังอีก หากข้าไม่อยู่เป็นเพื่อน ชื่อเสียงของเจ้าคงได้ป่นปี้กันหมดพอดี นี่ยังจะมาถามข้าอีกว่าอยู่ทำไม ข้ากินอิ่มแล้วหาเรื่องใส่ตัวหรือไงแล้วไฟในกระถางในห้องนั่นมันจะลุกขึ้นมาเองได้รึ”
ฉินเหยา “…”
วินาทีก่อนที่นางจะง้างหมัดขึ้น หลิวจี้ก็กอดอกพูดอย่างหน้าไม่อายว่า “เราสองคนเป็นสามีภรรยาใจเดียวกัน เรื่องที่เจ้าทำข้าเสียใจ ข้าจะไม่ถือสาหาความแล้ว บอกมาเถอะ มีงานอะไรอยากให้ข้าทำอีก”
ฉินเหยาสูดหายใจเข้าลึกๆ ข่มความปรารถนาที่จะใช้กำลังลงไปแล้วกัดฟันสั่ง “เจ้าไปหาที่ฮวงจุ้ยดีๆ จัดการฝังม้ากับสารถีเสีย”
หลิวจี้ยื่นมือออกมา “เงิน”
เมื่อเห็นสายตาของนางเย็นชาลงเรื่อยๆ หลิวจี้ผู้รู้จักเอาตัวรอดจึงรีบพูดว่า “ช่างเถอะๆ ไว้จัดการเสร็จแล้วข้าค่อยมาเอาจากเจ้าก็แล้วกัน”
สิ้นเสียงพูด ร่างของเขาก็วิ่งหายไปไกลกว่าร้อยเมตรแล้ว เขาวิ่งเข้าไปในหมู่บ้านเพื่อหาคนมาช่วยงาน