ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 560 ใครกันที่กล้ามาหาเรื่องเมียจ๋า
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 560 ใครกันที่กล้ามาหาเรื่องเมียจ๋า
ตอนที่ 560 ใครกันที่กล้ามาหาเรื่องเมียจ๋า
“ตอนกลางวันเหล่าผู้คุ้มกันของตระกูลฉีอยู่กันพร้อมหน้า เกรงว่าในหมู่พวกเขาจะมีสายลับของอัครเสนาบดีฉีปะปนอยู่ด้วย ข้าน้อยจึงยังหาโอกาสเปิดเผยตัวตนกับท่านอาจารย์ไม่ได้”
“คืนนี้ในที่สุดก็หาโอกาสมาพบกับท่านอาจารย์ได้สักครั้ง…ท่านอาจารย์ องค์ชายทรงรู้สึกผิดมาโดยตลอดที่เรื่องนั้นทำให้ท่านอาจารย์ต้องตกระกำลำบากมาถึงที่นี่ หลายครั้งหลายคราที่ทรงต้องการตามหาท่านอาจารย์เพื่อกล่าวขออภัยต่อหน้า แต่ทว่าองค์หญิงก็ทรงขัดขวางไปทุกครั้งจึงไม่อาจออกจากเมืองหลวงได้เลย…”
“โชคดีที่ในที่สุดข้าน้อยก็ได้พบท่านอาจารย์แล้ว หากทรงทราบว่าท่านยังสบายดี องค์ชายจะต้องยินดีเป็นอย่างยิ่ง…”
ข้อมูลที่ได้ยินนี้มันมหาศาลเกินไปแล้ว ฉินเหยากำลังฟังอย่างเพลิดเพลินก็ได้ยินกงเหลียงเหลียวตะคอกด้วยเสียงแผ่วต่ำแต่เปี่ยมไปด้วยพลังออกมาว่า
“ไสหัวไป!”
หลังจากคำว่า ‘ไสหัวไป’ ที่ยอดเยี่ยมคำนี้ถูกเอ่ยออกมา ภายในห้องก็พลันเงียบสงัดลงอย่างน่าประหลาด
ฉินเหยาที่กำลังแอบฟังอยู่พึมพำอย่างไร้เสียงว่า ว้าว~
“ยังไม่ไสหัวไปอีก จะรอให้ข้าผู้เฒ่าเรียกคนหรืออย่างไร” กงเหลียงเหลียวเป็นคนอารมณ์ร้อน บทจะโกรธก็โกรธขึ้นมาทันที เขาเตรียมจะเรียกคนแล้ว
เจินอวี้ไป๋ร้อนใจขึ้นมา ไม่ทันได้พูดอะไรก็รีบลุกขึ้นหนีออกจากเรือนปทุม
ในชั่วขณะที่เปิดประตู เขาราวกับสัมผัสได้ถึงบางสิ่งจึงตวัดสายตามองไปทางกำแพงด้านซ้ายอย่างรวดเร็ว แต่กลับเห็นเพียงอากู่ที่สลบอยู่จึงขมวดคิ้วมุ่น เขาเดินเข้าไปพยุงอีกฝ่ายให้นั่งพิงกับเสา โบกมือโปรยยาถอนพิษออกไปแล้วก็เหินข้ามกำแพงจากไปอย่างไม่เต็มใจเช่นเดียวกับตอนที่มา
บนคาน ฉินเหยาค่อยๆ หย่อนเท้าทั้งสองข้างลงแตะพื้นอย่างแผ่วเบา นางกุมหน้าอก หัวใจเต้นระรัว เกือบจะถูกจับได้แล้ว น่าตื่นเต้นยิ่งนัก!
แต่ไม่ว่าจะตื่นเต้นเพียงใดก็ไม่อาจเทียบได้กับความน่าตื่นเต้นของข้อมูลที่เพิ่งได้ยิน
ฟังจากความหมายของเจินอวี้ไป๋แล้ว เขาเป็นสายลับที่องค์ชายคนหนึ่งส่งมาตามหากงเหลียงเหลียว
ปฏิกิริยาของตาเฒ่ากงเหลียงเหลียวนั้นกลับน่าสนใจยิ่งกว่า เขาถึงกับไล่คนให้ไสหัวไป ดูท่าแล้วคงไม่ต้องการให้องค์ชายผู้นั้นหาตัวเจอ
แต่ถึงเขาไม่อยากก็ยังถูกหาตัวเจอจนได้ วันคืนอันสงบสุขเช่นนี้จะอยู่ไปได้อีกนานเท่าไรกันนะ
เมื่อนึกถึงท่าทางดื้อรั้นที่ถึงร่างกายจะพิการแต่จิตใจกล้าแกร่งของตาเฒ่า ฉินเหยาก็อดไม่ได้ที่จะสงสารเขามากขึ้นอีกหลายส่วน
บรรดาองค์ชายสูงศักดิ์เหล่านั้น เหตุใดจึงไม่ยอมปล่อยให้ชายชราพิการคนหนึ่งได้ใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบสุขกันนะ!
ไร้มนุษยธรรมสิ้นดี
ฉินเหยาถอนหายใจออกมา หนึ่งวินาทีก่อนที่อากู่จะลืมตา นางก็กระโจนออกจากเรือนปทุมไป
เมื่อกลับถึงบ้าน นางก็ถอดเสื้อตัวนอกที่สกปรกมอมแมมออก เหลือเพียงเสื้อตัวในบางๆ แล้วมุดเข้าไปในผ้าห่มที่ถูกถุงน้ำร้อนอุ่นไว้จนอุ่นสบาย คลุมโปงนอนหลับอุตุไป
เมื่อตื่นขึ้นมาในวันรุ่งขึ้น นางถึงเพิ่งนึกเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ ถ้าตาเฒ่าจากไปแล้ว เจ้าหลิวสามจะทำอย่างไรเล่า
ขณะที่ฉินเหยากำลังเก็บตัวเงียบอยู่คนเดียวพลางลอบคิดว่าจะฆ่าเจินอวี้ไป๋แล้วนำศพไปฝังอยู่นั้น สำนักศึกษาของหมู่บ้านตระกูลหลิวก็ได้เปิดเรียนในที่สุด
เจินอวี้ไป๋เลือกวันที่ยี่สิบเอ็ดเป็นวันเปิดภาคเรียน พวกชาวบ้านได้รับข่าวนี้เมื่อสองวันก่อนแล้วจึงเตรียมตัวให้ลูกๆ ของตนเองทันที
หีบหนังสือ พู่กัน หมึก แท่นฝนหมึกและกระดาษ ถ่านสำหรับใส่กระถางไฟ ของเหล่านี้ล้วนจัดเตรียมไว้ให้เด็กๆ จนครบครัน เมื่อเห็นว่าอากาศเริ่มหนาวเย็นลง แต่ละบ้านก็กลัวว่าลูกๆ จะหนาวจนเขียนหนังสือไม่ได้จึงกัดฟันตัดชุดปีใหม่ให้ล่วงหน้า
ปีนี้ชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลหลิวใจกว้าง ยอมจ่ายเงินกันจริงๆ อย่างไรเสียเมื่อไม่กี่วันก่อนก็เพิ่งได้รับเงินปันผลมาห้าตำลึง ซื้อเสื้อบุฝ้ายให้ทุกคนในบ้านก็ยังเหลือเฟือ
เรื่องที่สำนักศึกษาเปิดเรียนยังแพร่สะพัดไปถึงหมู่บ้านอีกหลายแห่งที่อยู่ใกล้กับหมู่บ้านตระกูลหลิว
เมื่อถึงวันเปิดเรียน ขบวนชาวบ้านที่จูงลูกจูงหลานมาสมัครเรียนก็มาเริ่มต่อแถวกันตั้งแต่เช้ามืด
ขบวนคบไฟทอดยาวคดเคี้ยวจากสำนักศึกษาของหมู่บ้านตระกูลหลิวไปจนถึงช่องเขาตรงปากทางเข้าหมู่บ้าน ถึงจุดนั้นก็ยังสามารถมองเห็นแสงไฟริบหรี่ได้อยู่ไกลๆ
คนจากหมู่บ้านเซี่ยเหอและเมืองจินสือต่างก็มากันแล้ว ยังมีหมู่บ้านซ่างเหอที่อยู่ต้นน้ำของหมู่บ้านตระกูลหลิวซึ่งห่างไกลมากก็พาลูกๆ มาลองเสี่ยงโชคด้วยเช่นกัน
หลังจากป่าวประกาศเรื่องการเรียนโดยไม่คิดเงินมาสองปี ตอนนี้ชาวบ้านในแคว้นเซิ่งส่วนใหญ่ต่างก็รับรู้ถึงเรื่องดีๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนเรื่องนี้แล้ว ขอเพียงมีโอกาส ต่อให้ไม่มีเงินก็จะกู้ยืมมาเพื่อส่งลูกหลานไปเรียนสักสองปี
ทว่าสัดส่วนของเด็กผู้ชายที่มากกว่าเด็กผู้หญิงอย่างเห็นได้ชัดนั้น ผ่านไปสองปีแล้วก็ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก
แต่ทุกครั้งที่มีเด็กผู้หญิงเพิ่มขึ้นหนึ่งคนในสำนักศึกษา ฉินเหยาก็จะรู้สึกยินดี อย่างน้อยก็ยังมีการเปลี่ยนแปลงบ้างไม่ใช่หรือ
สำนักศึกษาหมู่บ้านตระกูลหลิวมีที่นั่งเพียงห้าสิบที่นั่ง เด็กในหมู่บ้านของตนเองที่มีอายุเข้าเกณฑ์เรียนโดยไม่คิดเงินก็ใช้ไปแล้วยี่สิบที่นั่ง เหลือให้หมู่บ้านอื่นอีกเพียงสามสิบที่นั่งเท่านั้น
เจินอวี้ไป๋ใช้วิธีการจับฉลากซึ่งอ้างอิงมาจากสำนักศึกษาตระกูลติง โดยให้ฉินเหยาซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านถือกระบอกฉลากไว้แล้วให้เด็กๆ ที่มาสมัครเรียนจับฉลากทีละคน
แต่ก่อนที่จะจับฉลาก ฉินเหยาได้มอบฉลากสามอันให้แก่เด็กผู้หญิงเพียงสามคนในแถวที่มาสมัครเข้าเรียน
และเนื่องจากที่พวกนางมาเรียนได้ก็เพราะที่บ้านมีพี่ชายหรือน้องชายคอยไปรับไปส่งด้วยกัน ฉินเหยาจึงมอบที่นั่งให้พี่ชายหรือน้องชายของเด็กหญิงทั้งสามคนไปเลยสามที่
ในพริบตาเดียว จากสามสิบที่นั่งก็เหลือเพียงยี่สิบสี่ที่นั่ง
ทั่วทั้งลานเกิดความโกลาหล!
“ไหนตกลงกันว่าจะจับฉลากอย่างไรเล่า ผู้ใหญ่บ้าน ที่ท่านทำนี้มันหมายความว่าอย่างไร”
“เพื่อให้ลูกชายข้ามาทัน ข้าออกเดินทางมาตั้งแต่เที่ยงคืน พวกท่านทำเช่นนี้ได้อย่างไร!”
“ใช่ๆ! ไหนว่าตกลงกันแล้วว่าจะจับฉลาก ไฉนจึงมอบที่นั่งให้โดยตรงได้เล่า นี่มันไม่ยุติธรรมสักนิด!”
ยังมีคนตะโกนว่าจะไปฟ้องทางการ อย่างไรเสียครั้งที่แล้วที่ตระกูลติงเล่นไม่ซื่อเรื่องสิทธิ์เข้าเรียน ท่านนายอำเภอก็ลงโทษพวกเขาอย่างหนัก
เจินอวี้ไป๋ไม่คิดว่าฉินเหยาจะทำเช่นนี้จึงทั้งประหลาดใจและลนลานเล็กน้อย
เมื่อเห็นท่าทีโกรธแค้นของพวกชาวบ้าน เขาก็กลัวว่าอีกสักพักคนจากหลายหมู่บ้านจะตีกับคนหมู่บ้านตระกูลหลิว
และความจริงก็เป็นไปตามที่เขาคาดการณ์ไว้ เพื่อปกป้องผู้ใหญ่บ้านของตนเอง ชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลหลิวจึงต่างพากันออกมายืนล้อมฉินเหยาไว้ตรงกลาง จ้องมองชาวบ้านจากหมู่บ้านอื่นที่กำลังตะคอกใส่ผู้ใหญ่บ้านของตนอย่างกราดเกรี้ยว
หลิวหยาง หัวหน้าตระกูลพร้อมทั้งอดีตผู้ใหญ่บ้านพยายามไกล่เกลี่ยอยู่ตรงกลาง บอกว่าที่ผู้ใหญ่บ้านของพวกเขาทำเช่นนี้ต้องมีเหตุผลของนางเป็นแน่ ขอให้ทุกคนใจเย็นๆ อย่างไรเสียก็ยังเหลือที่นั่งอีกยี่สิบสี่ที่
หลิวจี้ซึ่งอยู่ที่เรือนปทุมได้ยินเสียงเอะอะโวยวายจากสำนักศึกษา ในใจก็พลันกระตุกวูบ ไม่ต้องดูก็รู้ได้ทันทีจากสัญชาตญาณว่าเมียที่บ้านต้องไปก่อเรื่องทำให้ฟ้าดินพิโรธผู้คนก่นด่าอีกแล้วเป็นแน่!
“ท่านอาจารย์ ศิษย์พี่ตัวน้อย ข้าขอตัวไปเข้าส้วมสักครู่” เขาวางพู่กันลง ไม่รอให้กงเหลียงเหลียวและฉีเซียนกวนตอบก็ใช้ข้ออ้างว่าจะไปเข้าส้วมเพื่อปลีกตัวออกมา
เขาต้องไปดูเมียคนนั้นสักหน่อย เรื่องรับนักเรียนเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้นางก็ยังทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายจนเกือบจะมีเรื่องกันได้ ถ้าไม่มีเขาอยู่ด้วยก็ไม่ไหวจริงๆ
เมื่อเดินผ่านสะพานไป หลิวจี้ก็ไม่ลืมที่จะตะโกนเสียงดังไปทางเชิงเขาว่า “อาวั่ง!”
อาวั่งโผล่ศีรษะออกมาจากประตูก็เห็นนายท่านใหญ่ยืนอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ โบกมือเรียกตนเองอย่างบ้าคลั่ง
เขาถอนหายใจอย่างจนใจ ทำได้เพียงพุ่งตัวไปอยู่ข้างกายนายท่านใหญ่
เมื่อมีอาวั่งองครักษ์ส่วนตัวผู้นี้อยู่ข้างกาย หลิวจี้ก็เดินอาดๆ ไปที่สำนักศึกษาอย่างองอาจผ่าเผย
พอไปถึงก็ตะโกนเสียงดังลั่นว่า “ใครกันที่กล้ามาหาเรื่องเมียจ๋าของข้า ยังจะไปฟ้องทางการอีก? ถามความเห็นของนายท่านจวี่เหรินอย่างข้าแล้วหรือยัง!”
คนหมู่บ้านตระกูลหลิวพอเห็นว่านายท่านจวี่เหรินมาแล้วจึงรีบถอยออกไปเปิดทางให้เขา
ชาวบ้านจากหมู่บ้านอื่นที่กำลังโต้เถียงจนตาแดง พอได้ยินตำแหน่งจวี่เหริน ท่าทีกร่างในตอนแรกก็หายไปในทันที
หลิวจี้เชิดคางมองคนจากหมู่บ้านอื่นอย่างเย่อหยิ่งจนกระทั่งเดินมาถึงเบื้องหน้าฉินเหยา
เมื่อเผชิญหน้ากับคนนอก หลิวจวี่เหรินเชิดหน้าอย่างยโส
แต่เมื่อเผชิญหน้ากับเมียจ๋า หลิวจวี่เหรินกลับประจบประแจง
เขาฉีกยิ้มอย่างประจบพลางพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า “เมียจ๋า ถ้าเจ้าจะใช้เส้นสายให้เด็กหญิงสามคนนั่นก็แอบทำเงียบๆ ก็สิ้นเรื่องแล้ว หรือถ้าเจ้าไม่อยากลดตัวลงไปทำเรื่องแบบนี้ก็มอบให้สามีอย่างข้าสิ ข้าหน้าด้านอยู่แล้ว ตอนนี้เจ้าเล่นทำอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้ไม่เท่ากับทิ้งหลักฐานให้คนอื่นเอาผิดได้หรอกหรือ”
สายตาของฉินเหยาเย็นชา กำหมัดจนเกิดเสียงดังกรอบแกรบ
หลิวจี้ถอนหายใจอย่างจนใจ “ข้ารู้ว่าเมียจ๋าทำอะไรย่อมมีเหตุผลของเจ้า ตอนนี้เรื่องมันเกิดขึ้นแล้ว เมียจ๋าเจ้าให้เหตุผลข้ามาสักข้อ ข้าจะไปสั่งสอนพวกเขาให้เจ้าเอง”
ฉินเหยาตอบ “ไม่มีเหตุผล ข้าอยากให้ก็ให้”
นี่คือคำพูดจากใจจริงของนาง นางแค่อยากให้เด็กหญิงสามคนนั้นได้เข้าเรียน ไม่มีเหตุผลอื่นอีก
หลิวจี้ตัวแข็งทื่อ “เอ่อ นี่…นี่…เมียจ๋าใจเย็นๆ อย่าไปถือสาหาความกับพวกเขาเลย เจ้าพักก่อน ข้าไปครู่เดียวเดี๋ยวมา”
เขาคิดหาเหตุผลเองก็แล้วกัน!