ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 559 หวาดระแวงเกินเหตุ
ตอนที่ 559 หวาดระแวงเกินเหตุ
เมื่อเห็นฉินเหยาเอาแต่ยิ้มไม่พูดอะไร เจินอวี้ไป๋ก็คาดเดาความหมายของนางไม่ออกจึงเอ่ยถามอย่างหยั่งเชิงไปว่า
“ท่านผู้ใหญ่บ้านคิดว่าการเปิดเรียนปลายเดือนนี้เป็นอย่างไรบ้าง”
“เพียงแต่อากาศเริ่มหนาวเย็นลงทุกที หากสำนักศึกษาเปิดเรียนในเวลานี้ เกรงว่าเด็กๆ จะหนาวจนล้มป่วยได้ คงต้องเตรียมถ่านไฟเพิ่มอีกสักหน่อยจึงจะดี”
“สองสามวันมานี้ข้าก็ได้เดินสำรวจดูในหมู่บ้านดูแล้ว ฐานะของแต่ละบ้านในหมู่บ้านดีกว่าที่ข้าคิดไว้มากนัก คิดว่าแต่ละบ้านคงไม่มีปัญหาที่จะนำถ่านไฟออกมาจำนวนหนึ่งเพื่อให้เด็กๆ ได้ใช้ในการเล่าเรียน เพียงแต่เรื่องนี้คงต้องให้ท่านผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้เอ่ยปากจึงจะดี”
ฉินเหยาฟังออกว่า เจินอวี้ไป๋ครุ่นคิดเรื่องนี้มาอย่างจริงจังแล้วจึงมาหานาง
เรื่องถ่านไฟไม่มีปัญหา ฉินเหยายิ้มพลางพยักหน้า “ท่านอาจารย์ช่างใส่ใจยิ่งนัก เรื่องถ่านไฟท่านวางใจได้ ทุกบ้านย่อมไม่ตระหนี่ถ่านไฟเพียงเล็กน้อยนี้เพื่อการศึกษาของลูกๆ แน่”
“ส่วนเรื่องการเปิดเรียนช่วงปลายเดือน ขอเพียงท่านอาจารย์แน่ใจว่าร่างกายของท่านหายดีเป็นปกติแล้ว ทางข้าจะรีบไปแจ้งชาวบ้านทันที พวกเด็กๆ จะต้องดีใจมากอย่างแน่นอน”
เจินอวี้ไป๋ถอนหายใจอย่างโล่งอก วางถ้วยชาลงแล้วลุกขึ้นยืนพร้อมประสานมือคารวะ “ถ้าเช่นนั้นก็ตกลงตามนี้ ต้องรบกวนท่านผู้ใหญ่บ้านแล้ว”
“ยังมีบุญคุณที่ท่านผู้ใหญ่บ้านเคยช่วยชีวิต ข้าขอบคุณท่านมาก!” จากนั้นจึงโค้งคำนับฉินเหยาอย่างนอบน้อมอีกครั้ง หยุดนิ่งไปครู่หนึ่งจึงค่อยยืดตัวขึ้น
ฉินเหยาประคองเขาขึ้นตามมารยาท เจินอวี้ไป๋ยิ้มอย่างซาบซึ้งแล้วกล่าวว่าครั้งหน้าหากมีเรื่องอันใดก็ขอให้ฉินเหยาสั่งตนได้ทุกเมื่อแล้วจึงหมุนตัวจากไป
ฉินเหยาเดินไปส่งเขาที่ริมฝั่งแม่น้ำ เมื่อเห็นเขาเดินเข้าหมู่บ้านไปแล้วนางจึงกลับมา
ไม่คิดเลยว่า พอหันกลับมา บุรุษผู้หนึ่งที่แววตาเต็มไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจก็ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าอย่างกะทันหัน ฉินเหยาเกือบจะชกเขาจนกระเด็นไปแล้ว
“หลิวจี้ เจ้าทำอะไร!” หมัดของฉินเหยาเฉียดแก้มของหลิวจี้ไป ตอนที่ชักหมัดกลับก็ยังอดไม่ได้ที่จะตบไปที่ท้ายทอยของเขาหนึ่งที “ไม่ส่งเสียงไม่บอกกล่าว คิดจะทำให้ใครตกใจรึ”
น่าเสียดายที่คนผู้นั้นเดินไปไกลแล้ว เห็นเพียงแสงสว่างริบหรี่จากคบเพลิง เขาจุ๊ปากอย่างขัดใจพลางเอ่ยว่า “ยังเรียกตัวเองว่าอาจารย์อีก ไม่รู้จักกฎเกณฑ์อันใดเลย ดึกดื่นค่อนคืนยังมาหาผู้อื่นถึงที่บ้าน!”
ฉินเหยาเหลือบมองเขาอย่างจนคำพูดแล้วก้าวยาวๆ ไปด้านหน้า
หลิวจี้รีบตามไปติดๆ ดมกลิ่นนางตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าราวกับสุนัขจ้องมองชิ้นเนื้อทำให้ฉินเหยาโกรธจนหันกลับไปเตะเขาทีหนึ่ง “สมองเจ้ามีปัญหาหรือไร! วาดตำราภาพเสร็จแล้วหรือ”
หลิวจี้หลบลูกเตะนั้นไม่พ้นจึงล้มก้นกระแทกพื้นแล้วรีบลุกขึ้นมาใหม่ เขายิ้มอย่างน่าหมั่นไส้พลางพูดว่า “เมียจ๋า เจ้าวางใจเถิด ใช้เวลาเพียงครู่เดียวไม่เสียการเสียงานหรอก ข้าได้ยินเสียงของอาจารย์เจินผู้นั้นก็เลยคิดว่าจะออกมาดูเสียหน่อย ดูว่าเขาซ่อนความลับอะไรที่บอกใครไม่ได้ไว้หรือไม่”
ฉินเหยาหัวเราะเยาะแล้วถาม “แล้วเจ้าดูออกหรือไม่เล่า”
“ไม่” หลิวจี้ตอบมั่นใจด้วยท่าทางไร้เหตุผล!
ฉินเหยา “…”
อาจเป็นเพราะสัมผัสได้ว่าระดับความโกรธของนางใกล้จะถึงขีดสุดแล้ว พอเข้าประตูบ้าน หลิวจี้ก็รีบวิ่งกลับไปที่ห้องหนังสือทันทีเพื่อวาดภาพที่ยังไม่เสร็จต่อ
แต่เขาไม่รู้เลยว่า ทันทีที่เขากลับเข้าห้องไป ฉินเหยาก็ปีนกำแพงออกไปยังที่ตั้งของสำนักศึกษาแล้วเร้นกายอยู่ในความมืดมิดของรัตติกาล
เจ้าหลิวสามพูดได้ไม่ผิด เจินอวี้ไป๋คนนี้มีความแปลกประหลาดที่บอกไม่ถูกอยู่จริงๆ
เจินอวี้ไป๋เพิ่งกลับมาถึงที่พักในสำนักศึกษา เขาจุดเทียนบนเชิงเทียนในห้อง ดับคบเพลิง จากนั้นก็ปิดประตูหน้าต่าง เลื่อนอ่างไฟไปไว้ข้างโต๊ะแล้วคลี่กระดาษและพู่กัน นั่งลงหน้าโต๊ะแล้วเริ่มเขียนตารางการสอน
ฉินเหยากระชับคอเสื้อให้แน่นแล้วย่อตัวเฝ้าอยู่ใต้หน้าต่างเป็นเวลาครึ่งชั่วยาม เขาถึงเก็บพู่กัน ดูเหมือนกำลังจะเข้านอนพักผ่อนแล้ว
หรือว่าเจินอวี้ไป๋จะไม่มีสิ่งใดผิดปกติ?
หรือเป็นนางที่ถูกคำพูดแปลกๆ ของเจ้าหลิวสามทำให้คิดมากไปเอง
นางนั่งคุดคู้อยู่อีกเกือบครึ่งชั่วยาม ภายในห้องก็ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ดูเหมือนว่าเขาจะหลับไปแล้ว
เปลือกตาของฉินเหยาเริ่มหนักอึ้ง นางหาวออกมาอย่างเงียบเชียบ คิดจะเลิกรา แต่ใจกลับไม่ยอมแพ้
ยามนี้แสงเทียนในหมู่บ้านดับลงหมดแล้ว แม้แต่ไก่ก็เริ่มขันบอกเวลาแล้ว ขณะที่ฉินเหยากำลังจะถอนตัวนั้นพลันมีเสียงกรอบแกรบดังขึ้นในห้อง
ฉินเหยาที่กำลังจะลุกขึ้นพลันหยุดชะงักแล้วย่องถอยไปอยู่บริเวณหลังบ้าน
ไม่นานก็ได้ยินเสียงประตูเปิด โคมไฟดวงหนึ่งยื่นนำออกมาก่อน ตามมาด้วยรองเท้าสีดำพื้นหนาคู่หนึ่ง
เท้าคู่นั้นเดินตรงมาทางฉินเหยา
ฉินเหยาทะยานร่างขึ้นไปเกาะชายคาแล้วขึ้นไปบนหลังคา
เจินอวี้ไป๋ในชุดสีดำตลอดร่างปรากฏกายขึ้นต่อหน้านาง เห็นเพียงเขาถือโคมไฟส่องไปทั่วทั้งด้านหน้าและด้านหลังบ้านในตำแหน่งที่นางเคยซ่อนอยู่แล้วชะงักไปครู่หนึ่ง
ฉินเหยาไม่กล้าผ่อนลมหายใจออกมาแม้แต่น้อย แต่ในใจกลับตื่นเต้นยิ่ง ข้อสงสัยของนางไม่ผิดเลย เจินอวี้ไป๋สามารถรับรู้ได้ว่ามีคนกำลังแอบจับตาดูเขาอยู่
ในยามนี้ฉินเหยารู้สึกโชคดีอย่างยิ่งที่ตนเองไม่ได้ทิ้งร่องรอยไว้มากนัก ทั้งยังมีความอดทนมากพอ รอจนเจินอวี้ไป๋คิดว่านางจากไปแล้ว
เจินอวี้ไป๋ในชุดสีดำตรวจสอบบริเวณรอบนอกบ้านทั้งหมดหนึ่งรอบ เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย ทันใดนั้นก็ยกโคมไฟขึ้นส่องไปยังด้านบน
ไม่เห็นความผิดปกติใดๆ เห็นเพียงอิฐสีเขียวและกระเบื้องสีครามเรียงเป็นแถว เขายังคงไม่วางใจเอ่ยปากหยั่งเชิงไปว่า “ออกมาเถิด!”
“…”
สิ่งที่ตอบกลับเจินอวี้ไป๋คือเสียงลมหนาวที่พัดหวีดหวิวในยามค่ำคืน
เนิ่นนานมาก เขาจึงถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วพึมพำกับตนเองเสียงต่ำ “ในหมู่บ้านเล็กๆ บนภูเขาแห่งนี้จะมีใครมาได้? ช่างหวาดระแวงเกินเหตุไปแล้ว”
เขาเป่าโคมไฟให้ดับ ปิดประตูบ้านเรียบร้อยแล้วเดินไปยังเรือนหลังหนึ่งที่อยู่ลึกเข้าไปในหมู่บ้านทีละก้าวๆ
เขาเดินไม่ช้า แต่กลับไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าเลยแม้แต่น้อย แม้แต่ลมหายใจก็ยังแฝงเร้นอยู่ท่ามกลางสายลมที่พัดหวีดหวิวยามค่ำคืน
หากไม่ใช่เพราะฉินเหยาเห็นด้วยตาตนเอง นางย่อมไม่มีทางสังเกตเห็นถึงการมีอยู่ของเขาได้อย่างแน่นอน
ช่างน่าทึ่งจริงๆ เห็นได้ชัดว่าลมปราณของเขาไม่ต่างจากคนธรรมดา ทั้งยังสามารถประสบอุบัติเหตุตกลงไปในคูน้ำได้ แสดงว่าไม่มีวรยุทธ์ เช่นนั้นแล้วความสามารถในการซ่อนตัวและต้านทานการสอดแนมนี้ฝึกฝนมาได้อย่างไรกัน
เมื่อเห็นเจินอวี้ไป๋หยุดอยู่ที่กำแพงด้านนอกของเรือนปทุม ฉินเหยาซึ่งสะกดรอยตามเขาอยู่ห่างๆ ก็รีบหยุดฝีเท้าลงด้วยเช่นกัน
นางมายังโลกนี้เนิ่นนานเพียงนี้แล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่นางซ่อนตัวอย่างจริงจังถึงเพียงนี้
ที่แปลกก็คือ สมองของฉินเหยากลับตื่นเต้นอย่างหาใดเปรียบมิได้ คืนนี้นางได้สัมผัสกับความตึงเครียดและเร้าใจที่ห่างหายไปนานอีกครั้ง
เจินอวี้ไป๋ในชุดสีดำหยุดอยู่ที่นอกเรือนปทุมครู่หนึ่ง ทันใดนั้นก็เหินกายขึ้นอย่างแผ่วเบาราวกับหงส์ป่าเข้าไปในตัวเรือนปทุม
สือโถวและองครักษ์คนอื่นๆ ไม่ทันได้สังเกตเห็น ฉินเหยาพลันคิดถึงฉีเซียนกวนและกงเหลียงเหลียวที่อยู่ข้างในจึงสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วพลิกกายขึ้นกำแพงของเรือน
นางหมอบอยู่บนกำแพง เห็นเจินอวี้ไป๋เดินเลี่ยงอากู่ที่กำลังลาดตระเวนยามค่ำคืนเข้าไปในห้องของกงเหลียงเหลียวอย่างราบรื่น
ในชั่วขณะที่เจินอวี้ไป๋เข้าไปในห้อง ร่างของอากู่ก็โซเซขึ้นมาทันที เขาพิงเสาหินตรงระเบียงแล้วทรุดตัวลงไปอย่างรวดเร็ว
มือข้างหนึ่งยื่นออกมาจากประตู ประคองศีรษะของอากู่แล้วค่อยๆ วางเขาลงบนพื้น
ฉินเหยาใช้มือต่างพัดปัดไปมาที่ปลายจมูก กลิ่นหอมจางๆ สายหนึ่งลอยเข้าสู่ปลายจมูก นางสูดดมไปเพียงเล็กน้อย สมองก็พลันว่างเปล่าไปชั่วขณะ
เจินอวี้ไป๋ใช้ยาสลบเป็นด้วย!
เรื่องราวชักน่าสนใจขึ้นเรื่อยๆ แล้ว
ฉินเหยามองอากู่ที่ล้มลงไปนอนสลบอยู่กับพื้นก็นึกเป็นห่วงความปลอดภัยของชายชรา นางกระโดดเข้าไปในลานบ้าน กำลังจะผลักประตูเข้าไปจับเจินอวี้ไป๋ให้ได้คาหนังคาเขา ทว่าฝ่ามือเพิ่งจะแตะบานประตูก็พลันได้ยินเสียงดังตุบดังมาจากในห้อง นั่นเป็นเสียงคุกเข่า
เสียงที่เต็มไปด้วยความเคารพของเจินอวี้ไป๋ดังมาจากด้านใน “หากล่วงเกินไปบ้าง ขอท่านอาจารย์โปรดอภัย”
ฉินเหยาชะงักมือที่กำลังจะผลักประตู นางไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย ถอยไปอยู่ข้างๆ แล้วแนบหูกับผนังเพื่อแอบฟัง