ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 558 ฮูหยิน ท่านก็ตามใจเขาเข้าไปเถอะ
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 558 ฮูหยิน ท่านก็ตามใจเขาเข้าไปเถอะ
ตอนที่ 558 ฮูหยิน ท่านก็ตามใจเขาเข้าไปเถอะ
เมื่อเห็นว่าหลิวจี้ไม่ฟังที่ตนพูดเลย เอาแต่คาดเดาส่งเดช ฉินเหยาก็กลอกตาอย่างจนใจ
นางพูดใหม่อีกครั้ง “ข้าให้เขาไปสอนหนังสือ เขาก็ไม่มีโอกาสพบเจอท่านอาจารย์ของเจ้าโดยบังเอิญแล้ว เจ้ายังจะร้อนใจอะไรอีก”
“หา?” หลิวจี้ชะงักไป
แปลว่าเมียจ๋ารับฟังคำพูดของเขา ทั้งยังช่วยเขาคิดหาวิธีแก้ไขด้วยหรือ
เมื่อคิดถึงจุดนี้ ในใจของหลิวจี้ก็พลันไหวสะท้าน ยืนยันอย่างไม่อยากจะเชื่อ “เมียจ๋า ความหมายของเจ้าคือ ข้าไม่ต้องกังวลเรื่องนี้แล้วใช่หรือไม่”
ฉินเหยาแค่นหัวเราะแล้วโยนสมุดภาพว่างเปล่าที่โรงงานเครื่องเขียนเพิ่งซื้อกลับมาให้เขาปึกหนึ่ง “นี่ต่างหากคือเรื่องที่เจ้าต้องกังวล ส่วนตำแหน่งของเจ้าในใจกงเหลียงเหลียวนั้น ตราบใดที่ข้ายังอยู่ อย่าได้หวังว่าใครจะมาสั่นคลอนได้!”
อาวั่งที่กำลังขนอิฐผ่านห้องโถงมุมปากกระตุกเล็กน้อย ฮูหยิน ท่านก็ตามใจเขาเข้าไปเถอะ!
หลิวจี้มองรอยยิ้มเหยียดหยันที่มุมปากของฉินเหยาอย่างเหม่อลอย เพียงรู้สึกว่าสตรีคนนี้ช่างเด็ดเดี่ยวสะใจเสียจริง!
แต่ว่าสมุดภาพว่างเปล่าพวกนี้เอาไว้ทำอะไรกัน
เมื่อได้รับการรับรองจากเมียจ๋า ตอนนี้หลิวจี้ก็ผ่อนคลายลงทั้งตัว อย่างไรเสียฟ้าถล่มลงมาก็ยังมีเมียจ๋าค้ำไว้ให้ เขาเพียงต้องทำเรื่องที่นางสั่งให้ดีก็พอแล้ว
หลิวจี้นำสมุดภาพว่างเปล่าทั้งหมดมาไว้ตรงหน้าแล้วถามอย่างมีความสุข “เมียจ๋า นี่เอาไว้ทำอะไรหรือ”
หรือว่าจะคิดได้กะทันหัน เตรียมให้เขาแสดงฝีมือภาพลูกไก่จิกข้าวอีกครั้ง
แน่นอนว่าไม่ใช่
ฉินหยานำต้นแบบสมุดนิทานสำหรับกล่องเครื่องใช้สตรีมายื่นให้หลิวจี้แล้วอธิบายว่า “นี่คือสมุดภาพของแถมสำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ของโรงงานในปีหน้า มีจุดประสงค์เพื่อให้ลูกค้าจดจำตราสินค้ากล่องเครื่องใช้สตรีของเราได้ดียิ่งขึ้น ดังนั้นเจ้าต้องตั้งใจวาดให้ดี วาดให้ละเอียด ได้ยินหรือไม่”
พวกนางเตรียมสมุดภาพไว้สองร้อยเล่ม แต่ในหมู่บ้านมีบัณฑิตที่เชี่ยวชาญการวาดภาพอยู่ไม่มาก มีเพียงห้าคน เฉลี่ยแล้วคนละสี่สิบเล่ม ปริมาณงานนับว่าค่อนข้างมาก
เรื่องนี้หากเป็นเมื่อหนึ่งเค่อก่อน หลิวจี้ย่อมต้องต่อรองราคาสักพักเป็นแน่
แต่ตอนนี้เมื่อรู้ว่าเมียจ๋ามีคำตอบให้ทุกคำพูด มีทางแก้ให้ทุกปัญหา ในใจของหลิวจี้ก็กำลังเปี่ยมสุขอย่างล้นเหลือจึงลืมถามถึงราคาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนแล้วรับภารกิจวาดภาพมาด้วยสีหน้าจริงจัง
“ท่านอาจารย์บอกว่าพรสวรรค์ด้านการวาดภาพของข้านั้นด้อยกว่าศิษย์พี่ตัวน้อย แต่กลับมีพรสวรรค์อย่างยิ่งในด้านการวาดลอกเลียนแบบ ดังนั้นเมียจ๋าวางใจได้ ข้าจะทำงานทั้งวันทั้งคืน ค่อยๆ วาดภาพในสมุดภาพออกมาให้สมบูรณ์แบบทีละฝีแปรง รับรองว่าจะไม่ทำให้เมียจ๋าเจ้าส่งของล่าช้าเด็ดขาด!”
เมื่อพูดจบ เย็นวันนั้นหลังจากกินข้าวเย็นเสร็จ หลิวจี้ก็ไม่ไปเรือนปทุมแล้ว เขาอุ้มสมุดภาพเข้าไปในห้องหนังสือ แขวนป้าย “ห้ามผู้ไม่เกี่ยวข้องรบกวน” ไว้ที่ประตูห้อง แล้วจุดตะเกียงก้มหน้าก้มตาวาดภาพอย่างขะมักเขม้น
เขาเชื่อฟังถึงเพียงนี้ ฉินเหยากลับรู้สึกไม่ค่อยชินเท่าไรนัก นางมองไปทางสวนหลังบ้านอยู่บ่อยครั้ง เมื่อเห็นเงาของคนที่กำลังง่วนอยู่กับงานสะท้อนอยู่บนหน้าต่างก็รู้สึกว่ามันไม่สมจริงเอาเสียเลย
“ท่านอาจารย์ วันนี้ยังจะขึ้นเขาอยู่อีกหรือไม่เจ้าคะ” อินเยว่เหงื่อท่วมตัว วิ่งเข้ามาในลานบ้านแล้วถามอย่างคาดหวัง
บัดนี้ นางได้เพิ่มระยะทางจากเดิมห้ากิโลเมตรเป็นแปดกิโลเมตรแล้ว ในตอนแรกยังวิ่งได้ไม่เร็วเท่าไรนัก ต้องรอจนกระทั่งกินข้าวเย็นที่บ้านเสร็จถึงจะทำภารกิจได้สำเร็จ
ฉินเหยาเห็นว่านางสวมเพียงเสื้อตัวเดียว ทั้งยังเปียกโชกไปด้วยเหงื่อ เกรงว่าจะต้องลมจนเป็นหวัดจึงโบกมือเป็นสัญญาณให้นางไปใส่เสื้อผ้าเพิ่มก่อน “คืนนี้อากาศดี เจ้าไปกินข้าวเย็นก่อน พักสักครู่แล้วค่อยขึ้นเขาไปฝึกพิเศษ”
“ได้เลยเจ้าค่ะ!” อินเยว่รับคำอย่างสดใสแล้ววิ่งไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่สวนหลังบ้าน
หลังจากเดือนสิบเป็นต้นมา ฟ้าก็มืดเร็วขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้ท้องฟ้ามืดสนิทแล้ว ฉินเหยานั่งผิงไฟอยู่ข้างประตูห้องโถง หันหน้าเข้าหาประตูใหญ่ที่เปิดกว้างก็สามารถมองเห็นแสงเทียนในหมู่บ้านส่องประกายวิบวับราวกับดวงดาวบนท้องฟ้าที่ร่วงหล่นลงมาสู่โลกมนุษย์
ท่ามกลางม่านราตรีที่มีแสงเทียนพร่างพราย แสงไฟที่เคลื่อนไหวอยู่สายหนึ่งก็ดึงดูดความสนใจของฉินเหยา
เมื่อเห็นว่าคบเพลิงนั้นกำลังเคลื่อนเข้ามาทางบ้านของตนอย่างช้าๆ ฉินเหยาก็เลิกคิ้วขึ้นอย่างประหลาดใจ
ช่างเหมือนดังคำว่า พอเอ่ยถึงโจโฉ โจโฉก็มา
“อาวั่ง” นางเรียกเบาๆ
“ฮูหยินมีอะไรจะสั่งหรือขอรับ” อาวั่งขมวดคิ้วถาม โดยปกติฮูหยินจะไม่เรียกเขา แต่ถ้าเรียกเมื่อใด ย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แน่นอน
อินเยว่ยกกับข้าวที่เหลือซึ่งเพิ่งตักออกมาจากกระทะร้อนๆ เดินเข้ามาใกล้ประตูห้องครัวด้วยความสงสัยก็ได้ยินฉินเหยาสั่งว่า
“อีกเดี๋ยวเจ้าพาอินเยว่เข้าเขาไปฝึกพิเศษครึ่งชั่วยาม ตราบใดที่ไม่กระทบกับงานของนางในวันพรุ่งนี้ ที่เหลือก็ตามใจเจ้า”
อินเยว่ที่กำลังกินข้าวชะงักไป เสียงร้องโหยหวนอย่างเจ็บปวดของต้าหลางที่ดังขึ้นมาในตอนฝึกฝนยามเช้าวันหยุดราวกับยังคงดังก้องอยู่ในหู นางตกใจจนตัวสั่นสะท้านขึ้นมาทันที
“ท่านอาจารย์…” คำว่าอย่าเลยเจ้าค่ะยังไม่ทันได้พูดออกมา หูก็พลันได้ยินเสียง อินเยว่หันไปมองที่ประตูใหญ่ เจินอวี้ไป๋ถือคบเพลิงหยุดอยู่หน้าประตูกำลังจะยกมือขึ้นเคาะประตู
อินเยว่เข้าใจแล้ว คืนนี้ท่านอาจารย์คงไปฝึกพิเศษเป็นเพื่อนตนไม่ได้แล้ว
แต่ว่า…นางแอบมองอาวั่งที่ใบหน้าไร้ซึ่งอารมณ์ แต่เห็นได้ชัดว่าอารมณ์ไม่ดี อินเยว่ก็รีบก้มหน้าก้มตากินข้าวอีกสองสามคำ จะได้ไม่โดนฝึกจนตายเสียก่อน
เจินอวี้ไป๋เดินเข้ามาในลานบ้าน ลมหนาวพัดคบเพลิงในมือจนดับวูบไปชั่วขณะแล้วก็ลุกโชนขึ้นมาใหม่ ในช่วงเวลาไม่ถึงหนึ่งลมหายใจ พ่อบ้านอาวั่งที่เมื่อครู่ยังยืนอยู่ในลานบ้านกลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
เจินอวี้ไป๋ตกใจไปชั่วขณะ เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อสงบสติอารมณ์แล้วเดินตรงไปยังห้องโถงที่สว่างไสวด้วยแสงเทียน
“ท่านอาจารย์มาเสียดึกป่านนี้ มีธุระอันใดหรือเจ้าคะ”
ฉินเหยาลุกขึ้นยิ้มต้อนรับ นำคนเข้าไปในห้องโถงแล้วชี้ไปที่ม้านั่งเล็กข้างกระถางไฟ “อากาศหนาว ท่านอาจารย์เดินมาตลอดทางคงจะหนาวไม่น้อย ท่านเพิ่งจะหายดีได้ไม่นาน รีบนั่งผิงไฟให้อบอุ่นก่อนเถิดเจ้าค่ะ”
หลี่ซื่อทำอาหารเย็นเสร็จในตอนค่ำก็กลับไปพักผ่อนที่สวนหลังบ้านแล้ว ฉินเหยาลุกขึ้นไปหยิบถ้วยชามาด้วยตนเอง ยกกาน้ำร้อนที่ตั้งอยู่บนเตาถ่านขึ้นมาแล้วรินชาสองถ้วย
ถ้วยหนึ่งยื่นให้เจินอวี้ไป๋ “ท่านอาจารย์อย่าได้รังเกียจเลยนะเจ้าคะ”
ส่วนตนเองก็ยกอีกถ้วยขึ้นมาถือไว้ในมือแต่ไม่ได้ดื่ม นั่งลงตรงข้ามกับเจินอวี้ไป๋ รอให้เขาเป็นฝ่ายเปิดปากก่อน
เจินอวี้ไป๋ยิ้มให้นางเล็กน้อย เป่าถ้วยชาเบาๆ จิบชาไปหนึ่งอึกแล้วสังเกตสภาพแวดล้อมโดยรอบ
บ้านของฉินเหยาไม่ได้ตกแต่งอะไรมากมาย เป็นเพียงบ้านหลังใหญ่ทรงสี่เหลี่ยมธรรมดา ภายในวางของใช้ในชีวิตประจำวัน บนผนังแขวนเสื้อกันฝนฟางและหมวกงอบไว้สองสามชิ้น แต่ก็โดดเด่นที่ความสะอาดสะอ้านและสว่างไสว
เจินอวี้ไป๋มองไปรอบๆ แล้วถอนหายใจในใจ ดูไม่ออกเลยจริงๆ ว่าเจ้าของบ้านเป็นถึงนายท่านจวี่เหริน
และยิ่งดูไม่ออกเลยว่า ผู้ใหญ่บ้านหญิงที่อยู่ตรงหน้าคือเถ้าแก่ของโรงงานเครื่องเขียน
แต่เมื่อเห็นขนมและผลไม้ที่วางอยู่บนโต๊ะเล็กเป็นประจำก็รู้สึกได้ว่าฐานะทางบ้านของเจ้าของบ้านนั้นมั่นคง
มิฉะนั้นแล้วบ้านไหนจะยอมใช้แป้งขาวละเอียดที่โม่ถึงเจ็ดแปดรอบมาทำขนมกันเล่า
หากฐานะทางบ้านไม่มั่นคงอย่างยิ่ง นิสัยการกินเช่นนี้ย่อมไม่มีทางปรากฏในบ้านของชาวนาผู้มั่งคั่งในหมู่บ้านชนบทเป็นแน่
นี่ช่างเป็นความเข้าใจผิดที่สวยงามจริงๆ
ถึงแม้ฐานะทางบ้านจะไม่ดี แต่เรื่องอาหารการกินฉินเหยาก็ไม่มีทางยอมอ่อนข้อให้เด็ดขาด
เมื่อสังเกตจนพอแล้ว เจินอวี้ไป๋จึงถือถ้วยชาแล้วค่อยๆ กล่าวถึงจุดประสงค์ที่มา
ร่างกายของเขาหายดีสมบูรณ์แล้ว เด็กๆ ในหมู่บ้านก็กระตือรือร้นที่จะได้ไปสำนักศึกษา ดังนั้นเขาจึงมาหาผู้ใหญ่บ้านเพื่อปรึกษาเรื่องวันเปิดเรียนของสำนักศึกษา
ฉินเหยายิ้ม นางกำลังจะให้อาวั่งไปแจ้งเจินอวี้ไป๋ในวันพรุ่งนี้ให้เตรียมตัวเปิดสอน แต่เขากลับมาหานางด้วยตนเองเพื่อปรึกษาเรื่องวันเปิดเรียนเสียก่อน เจินอวี้ไป๋ผู้นี้สามารถได้ยินความคิดในใจของพวกนางได้หรืออย่างไร