ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 729 หุ้นส่วน
ตอนที่ 729 หุ้นส่วน
หลิวเฝยดีใจจนเก็บอาการไว้ไม่อยู่ ตะลึงค้างไปสองวินาทีจึงพยักหน้าอย่างจริงจัง “ขอบคุณพี่สะใภ้สามขอรับ!”
เขาจะต้องทำออกมาให้ดีที่สุดอย่างแน่นอน
ฉินเหยาตบไหล่ชายหนุ่มเบาๆ “ร้านเป็นของที่บ้าน ไม่ต้องเสียค่าเช่าร้าน เจ้าลงมือทำได้อย่างเต็มที่ ต่อให้ขาดทุนก็คงไม่เท่าไร”
ฉินเหยาหมุนตัวกลับเข้าห้อง ค้นหาโฉนดร้านค้าและสัญญาเช่าร้าน ส่งมอบให้หลิวเฝยไปพร้อมกัน
หลิวเฝยเก็บของทั้งสองสิ่งนี้ไว้เป็นอย่างดี ตบอกเบาๆ เพื่อให้แน่ใจว่าของในอกเสื้อจะไม่หล่นออกมาแล้วประสานมือคารวะอีกครั้ง “พี่สะใภ้สาม ถ้าอย่างนั้นข้าขอตัวไปเตรียมตัวเดี๋ยวนี้เลยนะขอรับ”
ฉินเหยาพยักหน้าอมยิ้ม “ไปเถอะ”
หลิวเฝยขานรับเสียงดังกังวาน “ขอรับ!” เขาแทบจะรอไม่ไหวแล้ว รีบหันหลังวิ่งออกไปในทันที
ยามลงบันไดเกือบจะหกล้ม โชคดีที่คว้าเสาข้างๆ พยุงตัวไว้ได้ทัน ชายหนุ่มปัดฝุ่นตามเสื้อผ้าแล้วหัวเราะออกมา ก่อนจะก้าวเท้าฉับๆ เดินมุ่งไปข้างหน้า
“หลิวเฝย!”
ผู้เรียบเรียง : Novel PDF
จู่ๆ ก็มีคนเรียกเขาจากด้านหลัง
หลิวเฝยอมยิ้มพลางหันกลับไป ครั้นเห็นผู้ที่มาก็แปลกใจเล็กน้อย “พี่อินเยว่ มีธุระอันใดหรือ”
ต้าหลางที่กำลังซ้อมมือกับหุ่นไม้ด้านข้างเอ่ยเตือนว่า “ท่านอาเล็ก ท่านเรียกผิดลำดับศักดิ์แล้ว!”
อินเยว่ซึ่งคล้องตะกร้าเปล่าใบใหญ่ไว้ที่แขน ยิ้มพลางกล่าวว่า “เป็นความผิดของข้าเองที่เรียกผิด ข้าควรเรียกว่าท่านอาเล็กต่างหาก”
หลิวเฝยรู้สึกกระดากอายอยู่บ้าง หัวเราะแห้งๆ ออกมา “ความจริงท่านก็อายุมากกว่าข้าเล็กน้อย”
อินเยว่ยืนกรานจะเรียกว่าท่านอาเล็กและให้หลิวเฝยเรียกเพียงชื่อของนางก็พอ ก่อนจะขยับตะกร้าเป็นเชิงชวนเขาให้ออกไปด้วยกัน
“ข้ากำลังจะไปจ่ายตลาดพอดี กุ้งปลาที่ตลาดทิศใต้สดใหม่นัก ตั้งใจจะซื้อกลับมาให้อาวั่งทำทอดมันกุ้งให้พวกซื่อเหนียงกิน”
คำพูดนี้ของอินเยว่ฟังอย่างไรก็เหมือนข้ออ้างที่จงใจยกขึ้นมา
ความจริงหลิวเฝยกับนางไม่ได้สนิทชิดเชื้อกันนัก เปรียบเสมือนญาติห่างๆ ของพี่ชายและพี่สะใภ้ ปกติเพียงพูดคุยกันตามมารยาท
ท่าทีที่ผิดวิสัยของอินเยว่เช่นนี้ หลิวเฝยมองปราดเดียวก็ดูออกว่านางมีธุระจึงเอ่ยถามอย่างเกรงใจว่า
“เจ้ามีเรื่องอะไรจะพูดกับข้าหรือ”
เขาเคยได้ยินพวกซื่อเหนียงชมฝีมือการหวีผมอันยอดเยี่ยมของศิษย์พี่เยว่ของพวกนางไม่ขาดปาก ครั้นนึกถึงเรื่องที่เพิ่งคุยกับพี่สะใภ้สามและยังไม่ทันที่อินเยว่จะเอ่ยปาก เขาก็ชิงถามหยั่งเชิงดูก่อนว่า
“เจ้าเกล้าผมเป็นใช่หรือไม่ ข้าเคยได้ยินพวกซื่อเหนียงพูดเปรยกันว่าเจ้าเกล้าผมได้ดีมาก ทำได้หลายรูปแบบ แถมยังคิดค้นทรงบัวโอบจันทร์ขึ้นมาเองอีกด้วย”
อินเยว่พยักหน้า เรื่องนี้เป็นงานที่นางถนัดจึงไม่จำเป็นต้องถ่อมตัว
อีกอย่าง นางออกมาหาลู่ทางทำมาหากิน ย่อมต้องแสดงฝีมือให้เป็นที่ประจักษ์ถึงจะดี คาดไม่ถึงว่าพวกซื่อเหนียงจะช่วยป่าวประกาศแทนเสียแล้ว ช่วยแบ่งเบาภาระนางไปได้โข
อินเยว่เป็นคนเปิดเผยและตรงไปตรงมาจึงรีบเอ่ยว่า “เมื่อครู่ข้าได้ยินเจ้าคุยกับท่านอาจารย์เรื่องจะเปิดร้านสระเกล้าผม บริการครบวงจรตั้งแต่สระไปจนถึงประทินโฉม ข้าจึงคิดว่าตนเองพอมีฝีมืออยู่บ้าง ตอนนี้อยู่บ้านว่างๆ ไม่มีอะไรทำ อยากจะถามเจ้าว่ายังขาดหุ้นส่วนหรือไม่ ข้าสามารถใช้ฝีมือเข้าร่วมหุ้นได้!”
“แน่นอนว่า เรื่องเงินข้าก็พอร่วมลงทุนได้ส่วนหนึ่ง” อินเยว่ปลดถุงเงินจากเอว ภายในนี้คือเงินเก็บสะสมทั้งหมดของนางแล้ว
แม้มิได้มากมาย มีเพียงสิบเจ็ดตำลึงซึ่งในจำนวนนี้สิบห้าตำลึงได้มาจากการขายของขวัญที่จวนราชครูมอบให้ท่านอาจารย์
หลิวเฝยหัวเราะอย่างร่าเริง ในใจลิงโลดยิ่งนัก นี่คือลูกศิษย์ของพี่สะใภ้สามเชียวนะ หาใช่หุ้นส่วนธรรมดาทั่วไปไม่
“ตกลง!” หลิวเฝยรีบรับเงินร่วมหุ้นที่อินเยว่ยื่นมาให้อย่างรวดเร็ว เอ่ยอย่างตื่นเต้นว่า “ข้ากำลังจะไปดูร้านที่พี่สะใภ้สามมอบให้พอดี เจ้าจะไปด้วยกันหรือไม่”
อินเยว่คิดไม่ถึงว่าทุกอย่างจะราบรื่นถึงเพียงนี้ ในใจก็รู้สึกยินดียิ่งจึงพยักหน้าตอบรับ “ไปสิ”
หลิวเฝยมองดูตะกร้าจ่ายตลาดที่ว่างเปล่าของนาง “จะทำให้เจ้าเสียเวลาจ่ายตลาดหรือไม่”
อินเยว่ส่ายหน้า “ไม่หรอก ที่บ้านยังมีกับข้าวอยู่ ข้ากลับช้าหน่อยก็ไม่เป็นไร”
“แล้วเจ้าต้องบอกอาจารย์ของเจ้าก่อนสักหน่อยหรือไม่” หลิวเฝยถามด้วยความเป็นห่วง เกรงว่าพี่สะใภ้สามจะตำหนิที่ตนชักชวนลูกศิษย์นางไปทำการค้าจนกระทบต่อการฝึกวรยุทธ์
อินเยว่หันกลับไปมองประตูใหญ่ของบ้านที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล รอยยิ้มบนใบหน้ายิ่งสดใสกว่าเก่า “วางใจเถอะ ท่านอาจารย์ข้าทราบเรื่องแล้ว”
“ทราบได้อย่างไร” หลิวเฝยไม่เข้าใจ พลางเหลียวซ้ายแลขวา พี่สะใภ้สามก็ไม่ได้ซ่อนตัวอยู่แถวนี้นี่นา
อินเยว่นึกขบขันกับท่าทีของเขา นางหัวเราะพลางชี้ไปที่หูของอีกฝ่าย “ก็ใช้หูฟังอย่างไรเล่า”
“ฟังหรือ” หลิวเฝยมีสีหน้างุนงง
อินเยว่ส่ายหน้าอย่างจนใจ กระซิบบอกเขาว่า “ผู้ฝึกวรยุทธ์มีโสตประสาทเป็นเลิศ ท่านอาจารย์มีกำลังภายในลึกล้ำ พวกเราเพียงคุยกันอยู่หน้าประตู ท่านก็ได้ยินทุกอย่างชัดเจน”
“เจ้าวางใจเถอะ” ด้วยกลัวหลิวเฝยจะกังวลมากเกินไป อินเยว่จึงอธิบายเสริมว่า “ข้าจะไม่ทำให้เสียการฝึกฝนและไม่ทำให้เสียเวลาจ่ายตลาดด้วย”
อาจารย์บอกว่าพื้นฐานของนางแน่นดีแล้ว ต่อไปสิ่งที่ต้องทำคือหมั่นฝึกฝน ไม่ต้องฝึกหนักทั้งเช้าทั้งเย็นเหมือนคราอยู่ในหมู่บ้านอีก
ตอนนี้นางเพียงตื่นมาฝึกฝนยามเช้าและทบทวนอีกรอบก่อนนอน หรือตอนที่ท่านอาจารย์นึกครึ้มอกครึ้มใจอยากจะชี้แนะเคล็ดวิชาให้ เวลาส่วนที่เหลือล้วนเป็นอิสระ
หากร้านสระผมเปิดกิจการได้ ต่อให้ต้องวิ่งเต้นสองทางก็ไม่กระทบไม่เสียงาน
เพราะอาวั่งเป็นยอดฝีมือที่เก่งทั้งงานในบ้านและนอกบ้าน ไม่ว่าจะปัดกวาดเช็ดถู เลี้ยงม้า ปลูกผัก ทำกับข้าว หรือซักผ้า เขาแทบจะเหมาทำเองแทบทุกอย่าง
มิหนำซ้ำเรื่องจุกจิกเหล่านี้อาวั่งยังทำมันอย่างเพลิดเพลิน ถึงขั้นดื่มด่ำไปกับมันด้วยซ้ำ
เทียบกันแล้วนางแทบจะไร้ประโยชน์ แค่รับหน้าที่ผ่าฟืนซื้อของซึ่งไม่ได้ลำบากอันใด
แน่นอนว่า นางเคยเสนอตัวช่วยทำอาหาร แต่กลับถูกคนทั้งบ้านปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย
แม้แต่สามีท่านอาจารย์ ผู้ที่หากนอนได้ก็จะไม่มีวันลุกขึ้นนั่ง ยังเอ่ยปากว่า ยอมเหนื่อยลงมือเองดีกว่าต้องทนกินข้าวฝีมือนาง
อินเยว่รู้สึกจนใจยิ่งนัก เรื่องในห้องครัวนั้นต้องอาศัยพรสวรรค์ คนที่บ้านยิ่งไม่ยอมให้นางทำ นางก็ยิ่งทำไม่เป็น
ครั้นยิ่งทำไม่เป็นก็ยิ่งสลัดตำแหน่งผู้ที่ทำอาหารรสชาติแย่เป็นอันดับสองของบ้านไม่หลุด
ติดตามตอนล่าสุดได้ที่ novelpdf.xyz
“แล้วผู้ใดเล่าเป็นอันดับหนึ่ง” หลิวเฝยอดสงสัยไม่ได้
อินเยว่ปรายตามองเขาแวบหนึ่ง ไม่ได้เอ่ยคำใด
หลิวเฝยพลันเข้าใจในทันที
ทันใดนั้นเขาก็ฉุกคิดขึ้นได้ว่า เมื่อครู่นางเพิ่งบอกว่าผู้ฝึกวรยุทธ์หูตาเฉียบคม และพี่สะใภ้สามของเขาก็เป็นหนึ่งในยอดฝีมือ
เขาจึงแสร้งทำสีหน้าเคร่งขรึม “ความจริงรสชาติก็ใช้ได้อยู่นะ ข้าเคยกินฝีมือของพี่สะใภ้สามก็นับว่าพอกินได้”
อินเยว่พยักหน้าเห็นด้วยหนักแน่น “ย่อมแน่นอนอยู่แล้ว ท่านอาจารย์ข้าดีที่สุดในใต้หล้า!”
ต่อให้อาจารย์ทำออกมาเป็นกองอุจจาระ นางก็กลืนลง!
หลิวเฝยเกิดความสงสัยขึ้นมา “ในเมื่อเจ้าก็ฝึกวรยุทธ์ ถ้าอย่างนั้นฝีมือเจ้าเก่งกาจหรือไม่”
อินเยว่ตอบว่า “ก็พอตัว ข้าคนเดียวจัดการคนแบบเจ้าได้สักห้าหกคนกระมัง”
หลิวเฝย “…อ้อ”
“แต่ต้องไม่ใช้อาวุธนะ” นางกล่าวเสริม
หลิวเฝย “…”
ณ หน้าประตูห้องของฉินเหยา
หลิวจี้มองตามแผ่นหลังของหลิวเฝยกับอินเยว่ที่พูดคุยหยอกล้อกันขณะเดินออกจากบ้านไป ในใจก็บังเกิดความอิจฉาแทบบ้า
เขาหันกลับมา รีบก้าวเท้าตามฉินเหยาที่เตรียมจะไปหาของกินในห้องครัวพลางถามเสียงอ่อนว่า “เมียจ๋า ร้านสระผมของเจ้าสี่นั่น ข้าขอร่วมหุ้นสักส่วนได้หรือไม่”
“เจ้ามีเงินด้วยหรือ” ฉินเหยาถามโดยไม่หันกลับมามอง
หลิวจี้ส่งเสียง “อื้มๆ” ตอบรับ เบิกตากว้างอย่างคาดหวัง เขาอยากจะหาเงินจนแทบตายอยู่แล้ว!
ฉินเหยากล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “หากเจ้ามีเงินก็แปลว่าไม่ขาดเงิน ในเมื่อเป็นเช่นนั้น เจ้าจะร่วมหุ้นไปไย หรือว่าเงินที่ข้าให้เจ้าไปยังไม่พอใช้อีก”
“พอจ้า พอ” หลิวจี้ไหนเลยจะกล้าบอกว่าไม่พอ เพียงแต่…
รสชาติของชีวิตที่ต้องคอยแบมือขอเงินผู้อื่น ใครเป็นคนขอย่อมรู้ดีที่สุด!
“เมียจ๋า หากหาเงินได้มากขึ้นย่อมดีกว่าไม่ใช่หรือ” หลิวจี้ยังคงพยายามต่อรอง
ฉินเหยาเดินเข้าไปในห้องครัว อาวั่งเพิ่งจะนึ่งซาลาเปาไส้เนื้อเสร็จหนึ่งซึ้ง ฉินเหยาไม่กลัวร้อน ใช้มือเปล่าหยิบขึ้นมาลูกหนึ่งแล้วนั่งกินอยู่ตรงโต๊ะเตรียมอาหาร
หลิวจี้กุลีกุจอรีบรินน้ำอุ่นให้นาง “หากร่วมหุ้นก็จะได้เงินปันผล แถมไม่ต้องเหนื่อยไปดูแลกิจการ แค่นอนรอรับเงินเฉยๆ ดีจะตายไป เมียจ๋าเจ้าว่าจริงหรือไม่”