ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 730 มังกรหลับ หงส์ดรุณ
ตอนที่ 730 มังกรหลับ หงส์ดรุณ
ฉินเหยากัดซาลาเปาไส้เนื้อคำโตรวดเดียวหมดลูก รู้สึกติดคอเล็กน้อยจึงยกน้ำอุ่นขึ้นดื่มตามไปอีกอึกใหญ่ ความรู้สึกอิ่มท้องทำให้คนรู้สึกเป็นสุขยิ่งนัก
นางหรี่ตาลงพร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เจ้าควรไปได้แล้ว”
หลิวจี้ “หือ ไปไหน”
แผนการหาเงินอันยิ่งใหญ่ของเขายังไม่ลงตัวเลย จะให้ไปไหนกันล่ะ! ไปสู่สุขคติรึไง!
ฉินเหยาตีหน้านิ่ง “หลิวจี้ เจ้าจะให้ข้าต้องพูดคำว่าไสหัวไปชัดๆ ใช่หรือไม่”
ขมับของหลิวจี้กระตุกถี่ยิบ เขาไปก็ได้!
“อาวั่ง ห่อซาลาเปาไส้เนื้อให้ข้าสองลูก ข้าจะเอาไปกินระหว่างทาง” ตะโกนสั่งไปทางเตาไฟเสร็จ หลิวจี้ก็ทำเป็นทองไม่รู้ร้อน หันหลังเตรียมจะไสหัวไป
“เดี๋ยวก่อน” ฉินเหยากวักมือเรียก “กลับมา”
หลิวจี้หันขวับกลับมาทันที ไร้ซึ่งความลังเลแม้แต่น้อย หรือว่านางเปลี่ยนใจแล้ว
ผู้เรียบเรียง : Novel PDF
ฉินเหยา “ส่งเงินในถุงเงินของเจ้าออกมาให้หมด”
“อะไรนะ” หลิวจี้สงสัยว่าตนเองตื่นเช้าเกินไปจนสมองยังไม่ตื่นตัว ดังนั้นนี่ต้องหูฝาดแน่ๆ ใช่ไหม
ฉินเหยาแค่นเสียงเย็นชา “ไม่ตั้งใจเล่าเรียนสอบขุนนาง ในหัวมีแต่เรื่องการค้าขาย ยึดเงินทั้งหมด!”
ไม่เปิดโอกาสให้หลิวจี้ได้เอ่ยปาก นางกล่าวเสริมอีกว่า “เดือนนี้ดูความประพฤติเจ้า หากทำตัวไม่ดี เดือนหน้าเบี้ยหวัดจากจวนราชครูข้าเก้าส่วนเจ้าหนึ่งส่วน”
หลิวจี้รู้สึกสมองวิงเวียน ราวกับโดนฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ
นี่เขาสร้างเวรสร้างกรรมอันใดไว้กันหนอ!
“อีกสองวันค่อยยึดไปได้หรือไม่”
หลิวจี้ตีหน้าเศร้า มือก็กุมถุงเงินเอาไว้แน่นพลางต่อรอง “เงินเหล่านี้อยู่เป็นเพื่อนข้ามาตั้งครึ่งค่อนเดือน ความผูกพันระหว่างเราลึกซึ้งเกินบรรยาย หากต้องแยกจากกันกะทันหัน เงินมันจะร้องไห้เอานะ เมียจ๋าเจ้าสงสารพวกมันหน่อยเถิด…”
หากมิใช่เพราะสถานการณ์ไม่อำนวย อาวั่งอยากจะยัดซาลาเปาไส้เนื้อสองลูกที่ห่อเสร็จแล้วใส่ปากพล่อยๆ ของนายท่านใหญ่บ้านเขาจริงๆ
แน่นอนว่าฉินเหยาก็ไม่ได้ตามใจ นางยื่นมือไปดึงถุงเงินมาด้วยตนเองทันที
หลิวจี้หรือจะเป็นคู่ต่อกรของนาง ยังไม่ทันถึงครึ่งกระบวนท่าก็ยกมือขอยอมแพ้ ปล่อยให้นางริบถุงเงินไป โดยไม่กล้าแสดงสีหน้าเคียดแค้นแม้แต่น้อย
ทว่าดวงตาดอกท้ออันเป็นประกายคู่นั้นกลับสูญเสียความมีชีวิตชีวาเมื่อครู่ไปในชั่วพริบตา เขามองถุงเงินอันเป็นที่รักใบนั้นด้วยความอาลัยอาวรณ์ ก่อนจะจำใจกอดกล่องอาหารที่อาวั่งยัดใส่อ้อมอก เดินสามก้าวหันมามองหนึ่งคราแล้วจากไป
สารถีของจวนราชครูเห็นหลิวจี้เดินออกมาจากประตูบ้านด้วยท่าทางซูบซีดราวกับศพเดินได้ราวกับที่บ้านมีงานศพจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามด้วยความห่วงใย
“นายท่านหลิว ท่านเป็นอะไรไปหรือขอรับ”
ท่าทางห่อเหี่ยวในวันนี้ ช่างแตกต่างจากนายท่านหลิวผู้เบิกบานใจเมื่อวันก่อนราวกับเป็นคนละคน
หลิวจี้ก้าวขึ้นรถม้าไปอย่างไร้เรี่ยวแรง เปิดกล่องอาหาร หยิบซาลาเปาขึ้นมากัดคำโตเต็มรัก น้ำแกงเนื้อรสเลิศไหลทะลัก หอมฟุ้งไปทั่วกระพุ้งปาก ทว่าเขากลับรู้สึกเหมือนเคี้ยวเทียนไข
เขาเคี้ยวซาลาเปาในมืออย่างด้านชา เอ่ยเสียงเรียบว่า “ตายแล้ว”
สารถีตกใจยกใหญ่ “ใครตายหรือขอรับ”
หลิวจี้ “ก้อนเงินน้อยๆ ของข้า เศษเงินน้อยๆ เหรียญเงินน้อยๆ…” ฮือๆๆ ปวดใจ แทบขาดใจ ซาลาเปาติดคอจนเขากลืนไม่ลง
สารถีมีสีหน้างุนงง ฟังดูแล้วไม่เหมือนคนตาย
แต่ก็ยัง…
“ท่านโปรดหักห้ามใจด้วยเถิดขอรับ”
หลิวจี้ฝืนยิ้มอย่างเข้มแข็ง “ขอบใจ”
สารถียิ้มให้กำลังใจเขาอย่างระมัดระวัง สายตาบังเอิญเหลือบไปเห็นซาลาเปาไส้เนื้อหอมฉุยที่หลิวจี้กำอยู่ในมือ ปากเจ้ากรรมก็ลอบกลืนน้ำลายเอือกหนึ่ง
สารถียิ้มให้กำลังใจเขาอย่างระมัดระวัง สายตาพลันเหลือบไปเห็นซาลาเปาไส้เนื้อหอมฉุยที่หลิวจี้กำอยู่ในมือ ปากเจ้ากรรมก็ลอบกลืนน้ำลายเอือกหนึ่ง
“เจ้ากินเถอะ” หลิวจี้สังเกตเห็นความหิวโหยของสารถีจึงยื่นซาลาเปาที่เหลือในกล่องอาหารอีกหนึ่งลูกพร้อมกับซาลาเปาในมือที่เพิ่งกินไปเพียงสองคำส่งให้อย่างใจป้ำ
ขอเพียงนึกถึงถุงเงินของเขา ซาลาเปาไส้เนื้อนี่เขาก็กินไม่ลงแม้แต่คำเดียว!
ทั้งสองรู้จักกันมาระยะหนึ่งแล้ว รู้ว่าหลิวจี้ไม่ใช่คนเสแสร้ง สารถีจึงไม่เกรงใจเขากล่าวขอบคุณอย่างดีใจว่า “ขอบคุณขอรับนายท่านหลิว!”
ซาลาเปาไส้เนื้อนี่รสชาติล้ำเลิศยิ่งกว่าที่เขาเคยกินมาเสียอีก!
สารถีกัดคำโตไม่กี่คำก็จัดการซาลาเปาสองลูกจนเกลี้ยง ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มแห่งความพึงพอใจ
แต่ไม่นานก็พลันได้สติ นายท่านหลิวเศร้าโศกถึงเพียงนี้ หากตนเองดีใจเช่นนี้คงไม่เหมาะสมนักจึงรีบหุบยิ้ม แสดงสีหน้ากลัดกลุ้มราวกับรับรู้ความรู้สึกเดียวกัน
เห็นดังนั้น หลิวจี้ก็ซาบซึ้งใจยิ่งนัก จิตใจที่บอบช้ำได้รับการเยียวยาจากการกระทำของสารถี
ก่อนลงจากรถเข้าจวนราชครู หลิวจี้ตบไหล่สารถี กล่าวอย่างใจกว้างว่า “พรุ่งนี้ข้าจะเอาซาลาเปามาฝากเจ้าอีก ให้เจ้ากินให้อิ่มหนำไปเลย!”
สารถีรู้สึกปลาบปลื้มจนทำตัวไม่ถูก รู้สึกเพียงว่านายท่านหลิวในยามนี้ทั้งร่างกำลังเปล่งประกาย ไม่เพียงมีใบหน้าดั่งพระโพธิสัตว์ ยังมีจิตใจดั่งพระโพธิสัตว์อีกด้วย
หลิวจี้ลอบกระตุกมุมปากยิ้ม สารถีตัวเล็กๆ แค่นี้ จัดการได้สบายมาก
เมื่อไปถึงผู่เยวี่ยนและทำมื้อเช้าให้ท่านอาจารย์เสร็จแล้ว หลิวจี้ก็รีบรุดไปยังเรือนรับรองราชทูตทันที
ยามที่เขามาถึงนั้นนับว่าสายโด่ง แต่ด้วยเหตุผลที่ต้องเตรียมมื้อเช้าให้มหาบัณฑิตจึงไม่มีใครกล้าว่ากล่าวอันใดเขา
อีกทั้งฉ่านอ๋องกับองค์หญิงต่างก็ล่วงรู้ถึงความสัมพันธ์ฉัน ‘ศิษย์พี่ศิษย์น้อง’ ระหว่างเขากับราชครูมานานแล้ว ท่าทีที่มีต่อหลิวจี้จึงแตกต่างจากอีกสามคนอย่างสิ้นเชิง
เมื่อเห็นหลิวจี้มาถึง อ๋องฉ่านที่กำลังทานอาหารร่วมกับองค์หญิงยังเอ่ยถามด้วยภาษาแคว้นเซิ่งที่สำเนียงแปร่งหูว่าอาจารย์กงเหลียงสบายดีหรือไม่
หลิวจี้ประสานมือคารวะก่อนแล้วจึงตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
ติดตามตอนล่าสุดได้ที่ novelpdf.xyz
หูเหอถีเซียงอดไม่ได้ที่จะชำเลืองมองเขาแวบหนึ่ง รู้สึกเพียงว่าคนผู้นี้จู่ๆ ก็กลับมาหล่อเหลาอีกแล้ว
หลิวจี้สังเกตเห็นท่าทีขององค์หญิง ในใจพลันกระตุกวูบ รีบหัวเราะฮ่าๆ แล้วกล่าวเสริมว่า
“เช้านี้ท่านอาจารย์กินข้าวไปตั้งสองชามใหญ่เชียวนะขอรับ! ร่างกายก็แข็งแรงกระปรี้กระเปร่า!”
เขาทำสีหน้าท่าทางเกินจริง แสร้งทำตัวโวยวาย กลิ่นอายความหล่อเหลาหมดจดนั้นพลันมลายหายไปสิ้น
หูเหอถีเซียงพึมพำในลำคอ “เหตุใดคนผู้นี้จึงหล่อเหลาแบบประเดี๋ยวประด๋าวนักนะ” คิ้วขมวดมุ่นแล้วก้มหน้าทานอาหารต่อ
หลิวจี้กับหลูเสี่ยวเฟิ่งและคนอื่นๆ สลับกันเล่าเรื่องสถานที่กินเที่ยวที่น่าสนใจในเมืองหลวงให้อ๋องฉ่านฟัง เพื่อให้คนต่างถิ่นผู้นี้ได้รับรู้ไว้ล่วงหน้า ประเดี๋ยวออกไปเที่ยวจะได้สนุกสนานได้อย่างเต็มที่
ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นพวกหลูเสี่ยวเฟิ่งสามคนที่พูด เพราะอย่างไรเสียพวกเขาก็เป็นชาวเมืองหลวงแต่กำเนิด หลิวจี้เพิ่งมาอยู่ใหม่ย่อมไม่รู้ลึกซึ้งเท่าพวกเขา
ทว่าเขาก็จะคอยผสมโรงด้วยเป็นครั้งคราว จดจำคำพูดของเมียจ๋าที่ว่า ‘ไม่หวังความดีความชอบ ขอเพียงไม่มีความผิด’ ไว้ในใจอย่างแม่นมั่นและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
ทุกครั้งที่เขาเอ่ยปาก หูเหอถีเซียงก็มักจะอดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้นมองเขาแวบหนึ่ง แล้วก็บังเกิดความรู้สึกตะลึงลานระคนประทับใจขึ้นมาอีกคำรบ
แต่เพียงไม่นาน สายตาของนางก็จะถูกคนอีกคนหนึ่งบดบังไป
หลูเสี่ยวเฟิ่งแย้มยิ้มพลางเอ่ยถาม “องค์หญิงทรงมีความเห็นว่าอย่างไรบ้างพ่ะย่ะค่ะ?”
เห็นด้วยอะไรหรือ
หูเหอถีเซียงไม่ได้ฟังคำพูดเมื่อครู่ของพวกเขาเลยแม้แต่น้อย มัวแต่จ้องมองหลิวจี้ผู้ที่ความหล่อเหลาผลุบๆ โผล่ๆ ผู้นั้น
นางถลึงตาค้อนหลูเสี่ยวเฟิ่งวงหนึ่ง แสร้งทำเป็นฟังไม่รู้เรื่องแล้วพยักหน้าส่งๆ ไป ในใจก็สบถด่าว่า ช่างน่ารำคาญจริง!
หลูเสี่ยวเฟิ่งที่ประสบความสำเร็จในการดึงดูดความเกลียดชังจากองค์หญิงเป่ยหมานหาได้ใส่ใจไม่
ความเกลียดชังจากองค์หญิงเป่ยหมานเพียงเล็กน้อยนับเป็นอันใดได้ เพื่อความสุขของพี่ใหญ่แล้ว เขาพร้อมจะยอมเสียสละทุกอย่าง!
เขาหันมามองหลิวจี้ที่จงใจหลบเลี่ยงองค์หญิงอีกครั้ง แววตาของหลูเสี่ยวเฟิ่งเต็มไปด้วยความชื่นชม สมแล้วที่เป็นแบบอย่างของสามีที่ดี!
หลิวจี้ลอบบีบมือหลูเสี่ยวเฟิ่งแน่น ช่างเป็นพี่น้องที่ดียิ่งนัก!
คนโบราณว่าไว้ มีมังกรหมอบ ย่อมต้องมีหงส์ดรุณ
ณ ช่วงเวลานี้ หลิวจี้และหลูเสี่ยวเฟิ่งที่กุมมือกันแน่นต่างมองหน้ากัน รู้สึกเพียงว่าคำที่คนโบราณกล่าวนั้นหมายถึงพวกเขา สองยอดบุรุษผู้ปราดเปรื่องและรู้ใจกันคู่นี้นั่นเอง!