ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์- - บทที่ 117 ความหวังดีที่มีเจตนาแอบแฝง
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์-
- บทที่ 117 ความหวังดีที่มีเจตนาแอบแฝง
บทที่ 117 ความหวังดีที่มีเจตนาแอบแฝง
ก่อนหน้านี้เธอเคยได้ยินคนในเมืองพูดว่า มีคนบางกลุ่มที่ชอบเรื่องแบบนี้ โดยเฉพาะคนรวยในเมือง
เพ่ยอิงตอนนี้ก็แต่งงานแล้ว อีกทั้งเธอจบมัธยมต้น และหน้าตาก็ไม่เลว น่าจะมีคุณสมบัติพอที่อีกฝ่ายจะสนใจ ดังนั้นเธอจึงเข้าไปทักทายอย่างกระตือรือร้น
“สหายเว่ย คุณรีบร้อนแบบนี้จะไปไหนหรอคะ?”
เธอยิ้มพลางเดินเข้าไปหา ด้วยรูปร่างหน้าตาที่ไม่เลวอยู่แล้วเว่ยป๋อหลินจึงไม่อาจละสายตาไปได้
ในหมู่บ้านนี้มีสาวสวยอยู่หลายคน ไม่เหมือนกับภาพจำของสาวชนบทที่เขาเคยนึกไว้เลย
หลังจากทำงานในทุ่งนาไปหลายวัน เขาก็รู้จักเพ่ยอิงที่คอยจดบันทึกผลงาน และรู้ดีว่าการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเธอเป็นสิ่งจำเป็น
ดังนั้น เขาจึงหยุดเดินและทักทายว่า “บังเอิญจังเลยสหายเพ่ยอิง อันจิ่วเม่ยให้ผมไปซื้อของในเมือง ผมกำลังจะไปพอดี”
เพ่ยอิงขมวดคิ้วถามว่า “ถ้าเธอเป็นคนสั่งให้คุณไปเอง ทำไมไม่ให้ขี่จักรยานไปล่ะ? ทางภูเขาไกลขนาดนี้ พวกเราที่อยู่ที่นี่ไปทีก็แทบหมดแรงแล้ว นี่คุณเพิ่งมาใหม่ ยังไม่ชินจะไหวเหรอ?”
เว่ยป๋อหลินยิ้มขื่น คิดในใจว่า แม้แต่เพ่ยอิงยังรู้สึกว่าคำสั่งนี้ไม่สมเหตุสมผล แล้วอย่างอันจิ่วเม่ยจะไม่รู้ได้ยังไง?
นี่ต้องเป็นความตั้งใจของอันจิ่วเม่ยแน่ ๆ !
เว่ยป๋อหลินไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าเขาไปทำอะไรให้อันจิ่วเม่ยขุ่นเคือง ทำไมเธอถึงได้หาเรื่องเขาแบบนี้
แต่เขาก็แค่คิดในใจเท่านั้น ภายนอกยังคงทำท่าเป็นคนซื่อ ๆ “ไม่เป็นไร คงอยากฝึกฝนผมมั้ง ผมไปแป๊บเดียวก็กลับแล้ว”
“เอ๊ะ รอก่อน!”
เพ่ยอิงคว้ามือเขาไว้ทันที จากนั้นก็รู้ตัวว่าการกระทำของตัวเองดูเบาปัญญาไปหน่อย ใบหน้าแดงซ่านในทันที รีบปล่อยมือแล้วพูดอย่างติดอ่าง
“ฉัน… ฉันมีจักรยาน ฉันจะให้คุณยืม!”
พูดจบ ความแดงก็แผ่ลามไปถึงลำคอ
เว่ยป๋อหลินเคยไปเที่ยวหลาย ๆ ที่ เขาเคยเจอสาว ๆ มาทุกแบบ คราวนี้เห็นเพ่ยอิงป็นแบบนี้ก็รู้ทันทีว่าอีกฝ่ายมีใจให้เขา
ช่วงนี้อาศัยอยู่ที่บ้านของซื่อหง ซึ่งเธอเป็นคนปากมาก เขาจึงได้ยินเรื่องซุบซิบนินทาในหมู่บ้านเกือบทั้งหมดแล้ว
แน่นอนว่าเว่ยป๋อหลินก็รู้ว่าเพ่ยอิงเป็นคนแบบไหน
จากปากของซื่อหงก็อย่าหวังว่าจะได้ยินคำพูดดี ๆ เกี่ยวกับเพ่ยอิงหรอก
แต่ว่าเพ่ยอิงหน้าตาก็ใช้ได้ อีกทั้งยังเป็นเจ้าหน้าที่บันทึกคะแนนของหมู่บ้าน ถ้าแค่เล่นๆ ก็ไม่เลวนะ
คิดในใจแบบนี้ แต่ปากของหนุ่มตัวประกอบหน้าหล่อกลับพูดว่า “แบบนี้ไม่ค่อยดีนะ ฉันเดินไปเองดีกว่า…”
เขาทำท่าเหมือนจะปฏิเสธแต่ก็ไม่ปฏิเสธ เพ่ยอิงจึงรู้ว่าเขาอยากขี่จักรยานไป แค่รู้สึกเกรงใจนิดหน่อย
ดังนั้น เธอจึงพูดขึ้นมาเองว่า “ไม่เป็นไรหรอก ของในบ้านเรานี่แหละ คุณไม่ต้องคิดมาก ยังไงตอนนี้ก็ไม่มีใครใช้ ให้คุณยืมขี่สักหน่อยก็ไม่เป็นไร ไปกับฉันเถอะ!”
เธอพาเว่ยป๋อหลินเดินไปที่บ้านตระกูลหลี่
พูดถึงจักรยานคันนั้นของบ้านตระกูลหลี่ เป็นจักรยานที่หลี่เจียเฟิ่งซื้อมา ตอนแยกครอบครัวก็ไม่ได้ให้หลี่เจียเฟิ่ง ตอนนี้แทบจะกลายเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของครอบครัวลูกชายคนโตตระกูลหลี่ไปเสียแล้ว
สุดท้าย เว่ยป๋อหลินก็ขี่จักรยานของบ้านตระกูลหลี่ไปในเมือง ส่วนเพ่ยอิงก็เที่ยวพูดกับทุกคนว่าอันจิ่วเม่ยทำร้ายยุวชนที่มาจากในเมือง นี่เป็นการไม่นับว่ายุวชนเป็นพวกเดียวกัน ไม่เป็นผลดีต่อความสามัคคี
แต่เดิมเพ่ยอิงกับอันจิ่วเม่ยไม่ถูกกันอยู่แล้ว การพูดลับหลังก็พอเข้าใจได้ แต่ใครจะรู้ว่าเพ่ยอิงจะถูกอันจิ่วเม่ยจับได้คาหนังคาเขาขณะกำลังนินทา
อันจิ่วเม่ยเดินวนไปมาหลายรอบ เมื่อแน่ใจว่าโรงงานไม่มีปัญหาแล้ว ก็คิดจะไปบอกผู้นำหมู่บ้านสักคำ แล้วเตรียมตัวกลับบ้านไปนอน แต่ผลคือไปที่ทุ่งนาแล้วไม่เจอผู้นำหมู่บ้านกลับไปเจอเพ่ยอิงกำลังนินทาเธอ
“ฉันบอกแล้วว่าอันจิ่วเม่ยไม่ใช่คนดีอะไร เพื่อนใหม่ที่เป็นเยาวชนผู้มีการศึกษาก็ไม่ได้ไปยุ่งกับเธอ ทำไมเธอต้องทำอะไรรุนแรงขนาดนั้นด้วย! ให้คนเดินไกลขนาดนั้น มันไม่เอื้อต่อการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขในหมู่คณะเลย”
“สหายเว่ยก็ไม่ใช่คนที่ทำงานหนักได้อยู่แล้ว เดินไปนิดเดียวก็หอบแล้ว ตกกลางคืนฟ้ามืดก็คงกลับมาไม่ได้สิ? ถึงตอนนั้นจะต้องรบกวนผู้นำบ้านพาคนไปตามหรือเปล่า?”
“ช่วงนี้ทุกคนงานยุ่งกันมากในไร่ จนแทบไม่มีแรงจะทำอะไรแล้วใครจะมีแรงไปตามคนล่ะ? ฉันเลยเอาจักรยานที่บ้านให้ยุวชนเว่ยป๋อหลินยืมใช้…”
เพ่ยอิงพูดด้วยน้ำเสียงคล้ายคนมีบุญคุณ โดยไม่ทันสังเกตว่าอันจิ่วเม่ยยืนอยู่ข้างหลังตั้งแต่เมื่อไร แถมยังพูดไม่หยุดจนทำให้หลายคนในวงสนทนาชักอึดอัด
ชาวบ้านหลายคนมองเห็นอันจิ่วเม่ยแล้วรีบหลบสายตาไปคนละทิศละทาง เพราะทุกคนในหมู่บ้านต่างได้รับประโยชน์จากเรื่องผักของอันจิ่วเม่ยมาพอสมควร แม้ในใจจะรับรู้ว่าเธอเป็นคนขยันขันแข็งแค่ไหน แต่ตอนนี้ก็ไม่มีใครกล้าออกปากต่อว่าเพ่ยอิงต่อหน้าอันจิ่วเม่ยได้ ได้แต่โบ้ยปัดไปอย่างเก้อเขิน
“อันจิ่วเม่ย พวกเราไม่เกี่ยวเลยนะ! เธอคนเดียวต่างหากที่พูดไม่หยุด!”
คนอื่น ๆ พยักหน้าเห็นด้วย ราวกับต้องการยืนยันว่าตนไม่ได้พูดอะไรลับหลังอันจิ่วเม่ยจริง ๆ
“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันรู้อยู่แล้ว” อันจิ่วเม่ยยิ้มน้อย ๆ อย่างใจเย็น ก่อนหันมองไปยังเพ่ยอิงอย่างไม่รีบร้อน
เพ่ยอิงถึงกับชะงักค้าง ไม่คิดว่าตัวเองจะถูกจับได้แบบนี้
อันจิ่วเม่ยมองเพ่ยอิงอย่างเรียบ ๆ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เป็นหลานสะใภ้ที่ทำเป็นคนดี ยืมของจากอาแล้วก็เอาไปนินทาลับหลังใครต่อใคร…ทั้งหมู่บ้านคงมีแต่เธอคนเดียวที่ทำแบบนี้ล่ะมั้ง”
อันจิ่วเม่ยพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา เพ่ยอิงงงไปครู่หนึ่งก่อนจะหันมาพูดว่า “อะไรกันของเธอ พวกเธอแยกออกไปแล้ว นั่นมันของบ้านตระกูลหลี่ทั้งนั้น”
“เฮอะ ติดใจการเป็นโจรแล้วสินะ? ยังเข้าข้างคนนอกอีก คืนนี้ฉันจะกลับไปถามพี่สะใภ้ว่าสอนลูกสะใภ้ยังไงกันแน่”
“อีกอย่างเธอแต่งงานแล้วนะ ยังมาคลุมเครือกับผู้ชายอื่น หรือว่าเพราะหลี่ถังสมองไม่ดี เธอเลยคิดจะเอาเปรียบ? เฮอะ แบบนั้นไม่ได้นะ ฉันเป็นน้าสะใภ้เธอจะไม่ยอมมองดูเธอรังแกหลานฉันหรอก”
เพียงไม่กี่ประโยค อันจิ่วเม่ยก็ติดป้ายให้เพ่ยอิงกลายเป็ยผู้หญิงที่ไม่ได้หวังดีต่อยุวชน
ก่อนหน้านี้เพ่ยอิงแต่งงานกับหลี่ถังยังไง ทุกคนรู้กันดี ชื่อเสียงก็ไม่ดีอยู่แล้ว ตอนนี้โดนอันจิ่วเม่ยพูดแบบนี้ ทุกคนก็ไม่สงสัยเลย
“เธอพูดเหลวไหลอะไร!”
เพ่ยอิงโดนแทงใจดำ รู้สึกอับอายโกรธแค้น แต่อันจิ่วเม่ยไม่กลัวเลยสักนิด พูดต่อไปว่า “ในหมู่บ้านไม่ใช่ทุกบ้านมีจักรยาน ใคร ๆ ก็เดินไปเมืองกันทั้งนั้น? สหายหมิ่นเหลียนซิน เป็นผู้หญิงยังเดินไปได้เลย ทำไมสหายเว่ยป๋อหลินที่เป็นผู้ชายตัวโต ๆ ถึงเดินไม่ได้? ตอนคนในหมู่บ้านเดินไปเมือง ไม่เห็นเธอสนใจเลย แต่พอเว่ยป๋อหลินจะเดิน เธอก็สงสารแล้ว?”
อันจิ่วเม่ยรู้ดีว่าการทำลายผู้หญิงคนหนึ่งนั้นต้องทำยังไง เธอยอมรับว่าเสียงที่พูดออกมามันอาจดูร้ายกาจ แต่ในเมื่อเพ่ยอิงเคยทำร้ายเธอหลายครั้ง ทั้งในร่างเก่าและร่างใหม่ ถ้าเธอยังคงยิ้มแย้มและให้อภัยไปเรื่อย ๆ พระโพธิสัตว์คงต้องหลีกทางให้เธอแน่ ๆ
แต่เดิม หากเพ่ยอิงเอาแค่ก้มหน้าก้มตาใช้ชีวิตไปตามเรื่องตามราวของตัวเอง ก็คงไม่ก่อปัญหาอะไรเกินเลย แต่เพราะเธอกลับชอบเข้าไปยุ่งเรื่องของคนอื่น ดังนั้นจะโทษใครได้นอกจากตัวเอง
เมื่อคนอื่น ๆ ได้ฟังการวิเคราะห์ของอันจิ่วเม่ย ต่างก็พากันเห็นด้วยกับเธอ โดยเฉพาะเมื่อนำเว่ยป๋อหลินไปเปรียบเทียบกับลูกหลานโง่เง่าของตระกูลหลี่แล้ว
เห็นไดด้ชัดว่าหลี่ถังหน้าตาดีกว่า แต่หน้าตาเพียงอย่างเดียวไม่อาจเลี้ยงปากท้องได้ ไม่มีทางที่คนอย่างเพ่ยอิงจะยอมใช้ชีวิตร่วมกับคนโง่ไปตลอดชีวิต เธอจึงเป็นฝ่ายเข้าหาเว่ยป๋อหลินก่อนเอง
ช่างน่าเศร้าเสียจริงที่โลกสมัยนี้เสื่อมทรามลงทุกวัน!