ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์- - บทที่ 122 พูดจาสับสนวกวน
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์-
- บทที่ 122 พูดจาสับสนวกวน
บทที่ 122 พูดจาสับสนวกวน
รองหัวหน้าโรงงานผ้าเห็นโอกาสที่จะแสดงตัว จึงกล่าวทันทีว่า “ผู้นำหมู่บ้าน คุณพูดแบบนี้ไม่ถูกต้องนะ ชาวบ้านคนนี้ดูเหมือนจะมีอะไรอยากพูด คุณจะไม่ให้เขาพูดจนจบได้อย่างไร? หรือว่ามีเรื่องที่พวกเราไม่ควรได้ยิน?”
คนอื่น ๆ ก็รู้สึกอยากรู้อยากเห็น อย่างไรก็ตามพวกเขาล้วนเป็นบุคคลสำคัญ ถ้าหญิงชาวบ้านคนนี้มีความทุกข์ร้อนอะไรจริง ๆ พวกเขาก็พอจะช่วยได้บ้าง
ผู้นำพรรคพูดกับซื่อหงว่า “คุณพูดมาสิ ที่คุณมาขวางพวกเรามีเรื่องอะไรกันแน่?”
ซื่อหงจ้องผู้นำมู่บ้านและอันจิ่วเม่ยอย่างเย้ยหยัน แล้วพูดกับคนอื่น ๆ ว่า
“ฉันจะบอกพวกคุณ นังเด็กคนนี้ก็เป็นแค่คนอำมหิต พวกคุณอย่าได้หลงกลมันเชียว สิ่งที่มันทำไม่ใช่เรื่องที่มนุษย์จะทำกัน! เห็นขาของฉันไหม? มันนั่นแหละที่ทำให้ฉันเป็นแบบนี้!”
“ฉันขอเตือน ถ้าพวกคุณไม่ฟังฉัน สักวันพวกคุณจะต้องถูกอีนังเลวนี่หลอกเอาแน่ ๆ !”
“ลูกชายของฉันก็ถูกมันทำให้ต้องติดคุก ครอบครัวของเราทั้งหมดถูกมันทำร้าย พวกคุณยังจะมาคบหากับมันทำไม? ฟังมันพูดโกหกทำไม? พวกคุณนี่มันไอ้พวกโง่เง่าทั้งนั้น!”
“…” ทุกคนนิ่งเงียบ ดูเหมือนว่าผู้หญิงตรงหน้าพวกเขาจะมีปัญหาทางสมองไปแล้ว พูดจาสับสนวกวน ซื่อหงพูดไปพูดมาก็หันมันด่าผู้นำทั้งหลายด้วย
รองหัวหน้าโรงงานผ้าเดิมทีตั้งใจจะช่วยซื่อหงเรียกร้องความยุติธรรม แต่พอเห็นว่าตัวเองก็โดนด่าด้วย ก็หน้าบึ้งทันที ‘พูดอะไรของเธอเนี่ย!’
รองหัวหน้าโรงงานผ้าโกรธจนแทบจะขึ้นสวรรค์ ผู้นำพรรคมองเขาอย่างไม่พอใจแวบหนึ่ง แล้วหันไปมองผู้นำหมู่บ้านและถามว่า “เรื่องนี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
ผู้นำหมู่บ้านถอนหายใจแล้วพูดกับอันจิ่วเม่ยว่า “จิ่วเม่ย พาเธอกลับไปก่อนเถอะ ฉันจะเล่าเรื่องของครอบครัวเธอให้หัวหน้าฟัง”
อันจิ่วเม่ยเองก็รู้ว่าไม่ควรปล่อยให้ซื่อหงพูดจาวุ่นวายต่อไป เธอจึงพยักหน้าและเดินเข้าไปคว้ามือซื่อหงหวังจูงออกไป
แน่นอนว่าซื่อหงต้องไม่ยอม เธอพยายามขัดขืนและสะบัดอีกฝ่ายออก อันจิ่วเม่ยจึงพูดเสียงเย็นอย่างแผ่วเบาว่า “ถ้าคุณยังอาละวาดแบบนี้ คุณก็จะได้เข้าไปหาลูกชายคุณแล้ว”
ซื่อหงสะดุ้งเฮือก ทันใดนั้นก็หยุดอาละวาดและเดินตามอันจิ่วเม่ยไปอย่างว่าง่าย
ทุกคนมองดูด้วยความแปลกใจ ผู้นำหมู่บ้านจึงเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับครอบครัวอันจิ่วเม่ยในช่วงนี้ให้ฟังทั้งหมด
“เรื่องมันเป็นอย่างนี้ หลังจากเกิดเหตุการณ์นั้น เด็กคนนั้นคำนึงถึงว่าแม่เลี้ยงอันจิ่วเม่ยอายุมากแล้ว และขาก็หัก เลยไม่คิดจะฟ้องร้องเธอ แค่ขอให้ผมช่วยตัดญาติ ผมเห็นเด็กคนนั้นเติบโตมา การที่เธอประสบความสำเร็จได้ขนาดนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ผมจึงตัดสินใจตกลง”
รองหัวหน้าโรงงานผ้าแค่นเสียงเย็นชา พูดว่า “ผู้นำหมู่บ้าน คุณก็เป็นคนมึนงงเหมือนกันเหรอ? สมัยนี้ที่ไหนมีเรื่องตัดญาติขาดมิตรกัน? กฎหมายไม่ยอมรับหรอก”
“อีกอย่าง หญิงคนนั้นน่าสงสารมากนะ ขาหักแล้วตอนนี้จิตใจก็มีปัญหา ลูกชายติดคุกออกมาไม่ได้ เธอจะอยู่คนเดียวได้ยังไง?”
รองหัวหน้าโรงงานผ้าทำท่าสงสารพลางพูดราวกับผู้นำหมู่บ้านช่วยเหลือคนชั่วช่วยรังแกหญิงม่าย
โชคดีที่คนที่นี่ล้วนเป็นคนฉลาด ไม่ได้ถูกคำพูดของรองหัวหน้าโรงงานผ้าชักจูงให้คล้อยตาม พอได้ยินเขาพูดเช่นนั้น หลายคนก็อดไม่ได้ที่จะหันไปมองเขาด้วยความสนใจ ก่อนจะเอ่ยแซวเบา ๆ ว่า “ไม่นึกเลยนะว่ารองหัวหน้าโรงงานผ้าจะใส่ใจเรื่องของคนอื่นถึงเพียงนี้ ใจดีจริง ๆ ”
อีกคนหนึ่งเสริมขึ้นด้วยน้ำเสียงขบขัน “แต่ผมกลับคิดว่าการกระทำของเด็กสาวคนนี้นับว่ามีความใจกว้างมากแล้วนะ หลังออกเรือนไปก็ยังช่วยดูแลคุณย่า พอเจอปัญหากับแม่เลี้ยง สุดท้ายก็แค่เขียนหนังสือตัดญาติ ไม่ได้เอาเรื่องถึงที่สุด หากเป็นคนอื่นเจอแม่เลี้ยงทำร้ายถึงขนาดนั้น ป่านนี้คงได้ไปนอนในคุกแล้ว”
“ถ้าหญิงคนนี้เป็นคนดี ก็คงไม่เลือกมาก่อเรื่องในเวลานี้ ชัดเจนว่าต้องการทำร้ายเด็กสาวคนนี้ เห็นชัดเจนว่าเอาพวกเราเป็นเครื่องมือ”
เหวินฟู่เห็นหลายคนช่วยพูดแทนอันจิ่วเม่ย ใจที่แขวนอยู่ก็ตกลงมา จึงพูดต่อว่า “ตามที่ผมเห็น เมื่อกี้ชิวหรคงแค่แสร้งทำ เพราะก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน หมู่บ้านเรามียุวชนมาลงที่หมู่บ้านเรา พวกเขาไม่อยากอยู่ที่บ้านพักที่หมู่บ้านเราจัดให้ เหล่ายุวชนก็ไปอยู่ที่บ้านซื่อหง โดยเรียกเก็บค่าเช่าคนละห้าหยวนต่อเดือน”
หัวหน้าพรรคประจำเมืองและคนอื่น ๆ รู้สึกหมดคำพูด ถ้าเป็นแบบนี้จริง หญิงคนนี้ช่างน่าเกลียดเหลือเกิน!
ต้องรู้ว่า การกระทำของเธอไม่เพียงแต่จะทำลายอันจิ่วเม่ย แต่ยังจะทำให้ความร่วมมือที่หมู่บ้านเพิ่งตกลงกันเสียไป ทำให้คนในหมู่บ้านหลายคนสูญเสียแหล่งรายได้
รองหัวหน้าโรงงานผ้ายังคงไม่ยอมแพ้ พูดอย่างเก้อเขิน “เรื่องนี้ก็ไม่ควรฟังแค่หัวหน้าหมู่บ้านคนเดียว…”
หัวหน้าพรรคและคนอื่น ๆ มองเขาอย่างไม่พอใจ แล้วเย้ยหยันว่า “ไม่คิดเลยว่ารองหัวหน้าโรงงานผ้าจะมีงานอดิเรกเป็นผู้พิพากษาด้วย เมื่อคุณไม่เชื่อ ก็อยู่ตรวจสอบให้ดี ๆ เถอะ พวกเรายังมีธุระ ขอตัวกลับก่อนนะ”
พูดจบก็เดินตรงไปที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน ขึ้นรถจากไปอย่างรวดเร็ว ไม่สนใจรองหัวหน้าโรงงานผ้าเลย
เหลือแต่ผู้นำหมู่บ้านกับรองหัวหน้าโรงงานผ้ามองหน้ากันเลิ่กลั่ก
คนนี้คอยสร้างปัญหาให้พวกเขาตลอด ผู้นำหมู่บ้านก็ไม่อยากมีเรื่องเกี่ยวข้องด้วย จึงยิ้มแหย ๆ พูดว่า “ผมก็มีธุระเหมือนกัน ขอตัวก่อนนะครับ รองหัวหน้าโรงงานผ้า ตามสบายเลยครับ”
พูดจบก็วิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว ไม่เห็นท่าทางสั่นเทาที่เมื่อกี้ต้องให้อันจิ่วเม่ยช่วยพยุงเลย
รองหัวหน้าโรงงานผ้าโกรธมาก พวกนั้นใจร้ายจริงๆ ที่ทิ้งเขาไว้คนเดียว!
แต่ไม่เป็นไร มาถึงแล้ว ในเมื่อจับจุดบกพร่องของอันจิ่วเม่ยได้ เขาต้องสืบให้แน่ชัดแล้วรายงานไป ถ้าจัดการเรื่องนี้ได้ดี บางทีเขาอาจได้บรรจุเป็นข้าราชการประจำเร็ว ๆ นี้ก็ได้
คิดแบบนั้นแล้ว เขาก็เข้าไปในหมู่บ้านอีกครั้ง เพื่อสอบถามเรื่องของซื่อหง
อีกด้านหนึ่ง อันจิ่วเม่ยลากซื่อหงเดินไปทางบ้านตระกูลอันจิ่วเม่ยอย่างรวดเร็ว ไม่สนใจเลยว่าขาของซื่อหงจะไม่สะดวกหรือไม่
“นังเด็กบ้า! เดินเร็วขนาดนี้จะรีบไปผุดไปเกิดหรือไง!”
ซื่อหงทนไม่ไหวอีกต่อไป จึงด่าออกมาหนึ่งประโยค
อันจิ่วเม่ยหยุดฝีเท้า แล้วคว้าผมของซื่อหง ทันทีโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง เธอกัดฟันพูดอย่างแค้นเคือง “ซื่อหง ฉันไว้หน้าให้เยอะแล้วนะ!”
“แต่เดิมฉันคิดว่าการให้ลูกชายเธอติดคุกไม่กี่ปี ก็ถือเป็นการลงโทษแล้ว แต่ในเมื่อเธอไม่รู้จักบุญคุณ ก็อย่าโทษว่าฉันไม่ปรานีล่ะกัน”
การเพิ่มโทษให้อันตงหยางก็ง่ายมาก แค่หาลั่วเฟิงกับพวกที่เคยคบหากับเขามาก่อน แล้วจัดฉากง่าย ๆ ก็สามารถจับพวกเขาทั้งหมดเข้าคุกได้ เมื่อถึงเวลานั้นพวกนี้สารภาพ อันตงหยางก็หนีไม่พ้น
ตามเนื้อเรื่องในนิยายต้นฉบับ พวกนั้นทำเรื่องเลวร้ายมาทุกอย่าง แค่ดึงเรื่องเดียวออกมาก็ติดคุกตลอดชีวิตได้แล้ว อันตงหยางคงไม่มีทางออกมาได้อีกเลย
นี่เป็นเพราะซื่อหงบีบบังคับเธอ
“แกกล้าเหรอ!?”
ซื่อหงเบิกตาโพลง ราวกับลูกตาจะกระเด็นออกมากระแทกใบหน้าของอันจิ่วเม่ย
แต่อันจิ่วเม่ยกลับไม่สนใจเลยสักนิด “กล้าไม่กล้าก็รอดู เธอคิดว่าฉันจะกลัวเธอหรือไง?”
“แกไม่กลัวว่าฉันจะเปิดเผยชาติกำเนิดของแกหรือไง!?”
“ประวัติของฉันคือ ฉันเป็นลูกของพ่อแม่ฉัน เติบโตมาบนผืนดินของหมู่บ้านหนานเทียนตั้งแต่เด็ก เธอมีปัญหาอะไร?”
อันจิ่วเม่ยรู้ดีว่าซื่อหงต้องการใช้เรื่องนี้มาข่มขู่เธอ แต่น่าเสียดายที่เธอไม่กลัวเลยสักนิด