ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์- - บทที่ 134 ไปโรงงานผ้า
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์-
- บทที่ 134 ไปโรงงานผ้า
บทที่ 134 ไปโรงงานผ้า
กลับถึงบ้าน ยวี่เฟยยังรู้สึกไม่สบายใจ จึงถามอันจิ่วเม่ยเบา ๆ ว่า “เว่ยป๋อหลินคนนั้น ไม่ใช่กลัวว่าผู้นำหมู่บ้านและคนอื่น ๆ รู้แล้วจะลงโทษรุนแรง เลยหาข้ออ้างว่าอยากเปลี่ยนไปทำงานที่โรงงานหรอกเหรอ? ตอนแรกฉันเห็นท่าทางเขาไม่เหมือนคนดีเลยนะ”
ยวี่เฟยรู้สึกซาบซึ้งที่อันจิ่วเม่ยพาครอบครัวของเธอให้มีชีวิตที่ดีขึ้น อีกทั้งยังเป็นเพื่อนสนิทที่เติบโตมาด้วยกัน ตอนนี้หลี่เจียเฟิ่งไม่อยู่บ้าน เธอจึงกังวลว่าจะมีคนคิดไม่ดีกับอันจิ่วเม่ย
อันจิ่วเม่ยรู้ดีว่ายวี่เฟยหวังดีต่อเธอ แต่เรื่องระหว่างเธอกับเว่ยป๋อหลินไม่สะดวกที่จะพูด จึงได้แต่บอกว่า “ไม่ต้องกังวลหรอก เขาไม่กล้าทำอะไรฉันหรอก ไม่งั้นฉันจะทำให้เขากลับเมืองไม่ได้”
สมัยนี้การทำให้คนยุวชนที่มาจากเมืองกลับไปไม่ได้นั้นง่ายมาก เพราะในเมืองไม่ขาดคน และไม่มีตำแหน่งงานเหลือ แค่มีชื่อเสียงไม่ดีหรือทำอะไรที่คนอื่นยอมรับไม่ได้ ก็กลับไปไม่ได้แล้ว
โดยเฉพาะเว่ยป๋อหลินเป็นคนที่อยากกลับไปมาก และยังมีจุดอ่อนอยู่ในมือของอันจิ่วเม่ย ต่อไปเขาคงไม่กล้าทำอะไรที่เป็นอันตรายต่ออันจิ่วเม่ยอีกแน่นอน
เห็นอันจิ่วเม่ยทำหน้ามั่นใจ ยวี่เฟยจึงวางใจลงได้ “ถ้าเธอรู้ตัวก็ดีแล้ว ถ้าเจอปัญหาอะไรต้องบอกฉันนะ ถึงฉันช่วยเธอไม่ได้ แต่พ่อกับพี่ชายฉันก็ช่วยได้ เข้าใจไหม?”
อันจิ่วเม่ยเห็นเธอทำหน้าเป็นห่วง ก็รู้สึกอบอุ่นใจ จึงยื่นมือไปบีบแก้มเธอ แล้วพูดยิ้ม ๆ ว่า “รู้แล้วจ้าคุณพี่ พี่ยวี่เฟยวางใจได้เลย!”
เมื่อยวี่เฟยจากไป ย่าอันก็ถามว่าเกิดอะไรขึ้น อันจิ่วเม่ยโบกมือพลางกล่าวว่า “ไม่มีอะไรหรอกค่ะย่า แค่เข้าใจผิดกันเท่านั้น”
“อีกอย่างนะคะคุณย่า เรื่องวันนี้พวกเราต้องระวังไว้เป็นบทเรียน ถ้าหนูไม่อยู่บ้าน มีคนมาหาที่บ้านเอาของมาให้พวกเราอะไรแบบนี้ ย่าอย่าได้เปิดรับเด็ดขาดนะ พวกเขาคงอยากให้หนูช่วยย้ายพวกเขาไปทำงานที่โรงงาน ความช่วยเหลือแบบนี้หนูช่วยไม่ได้ ถ้ารับของไปแล้วจะอธิบายลำบาก”
ย่าอันพยักหน้าหลายครั้ง “ย่าเข้าใจแล้ว หลานวางใจได้”
เช้าวันรุ่งขึ้น อันจิ่วเม่ยถือแบบร่างที่วาดเสร็จเรียบร้อยพร้อมจดหมายถึงหลี่เจียเฟิ่ง เดินทางเข้าเมืองด้วยความมุ่งมั่น เธอตัดสินใจส่งจดหมายเป็นสิ่งแรก ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังโรงงานผ้าที่เป็นเป้าหมายสำคัญของวัน
เมื่อมาถึงโรงงาน ยามเฝ้าประตูซึ่งเป็นชายวัยกลางคน สังเกตเห็นอันจิ่วเม่ยที่ดูเหมือนคนแปลกหน้า เขาจึงมองสำรวจเธอจากระยะไกลอย่างระมัดระวัง พอเธอเดินมาถึงหน้าประตู ยามรีบก้าวเข้ามาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงจริงจังและเต็มไปด้วยความระแวดระวัง
“ยายหนู มาที่นี่มีธุระอะไรหรือเปล่า?”
อันจิ่วเม่ยยิ้มตาหยี ตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลและสุภาพว่า “สวัสดีค่ะคุณลุง ฉันแซ่อัน วันนี้มาหาหัวหน้าพานซินหรงค่ะ หัวหน้าเป็นคนนัดฉันไว้ล่วงหน้าแล้ว”
ลุงยามได้ฟังดังนั้น แม้จะเห็นว่าท่าทางของอันจิ่วเม่ยดูน่าเชื่อถือ แต่เขาก็ยังคงรักษาความรอบคอบไว้ พยักหน้าเล็กน้อยก่อนกล่าวเสียงขรึมว่า “รอสักครู่ เดี๋ยวลุงจะโทรสอบถามหัวหน้าก่อน เพราะหัวหน้าเรางานยุ่งมาก ถ้าไม่ได้มีการนัดไว้จริงก็ไม่สามารถปล่อยให้เข้าไปได้”
อันจิ่วเม่ยยิ้มรับอย่างสุภาพ “ได้ค่ะ”
“เธอมาทำอะไรที่นี่?”
ขณะที่คุณลุงยามกำลังจะไปโทรศัพท์ จู่ ๆ ก็มีเสียงผู้หญิงที่ไม่ค่อยพอใจดังมาจากด้านหลัง
เสียงนี้ทำให้อันจิ่วเม่ยรู้สึกทั้งคุ้นและไม่คุ้น พอหันไปมอง ที่แท้ก็เยี่ยนเอ๋อนี่เอง เธอสวมชุดของพนักงานโรงงานผ้า เห็นได้ชัดว่าเธอทำงานอยู่ที่โรงงานเสื้อผ้า
อันจิ่วเม่ยรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ในเนื้อเรื่องเดิมไม่ได้กล่าวถึงงานก่อนหน้านี้ของเยี่ยนเอ๋อ เพียงแต่ภายหลังได้พูดถึงเล็กน้อยว่าเธอไปทำงานที่เดียวกับหลี่เจียเฟิ่ง การพบกันที่โรงงานผ้าครั้งนี้ช่างน่าอึดอัดจริง ๆ
เธอเคยพบกับเยี่ยนเอ๋อเพียงครั้งเดียว แทบไม่ได้พูดคุยอะไรกันเลย ตามหลักแล้วก็ถือว่าเป็นคนแปลกหน้า แม้จะเจอหน้ากันก็ไม่จำเป็นต้องทักทาย แต่ไม่คิดว่าเยี่ยนเอ๋อไม่เพียงแต่จะทักทายเธอ แต่ยังใช้วิธีแบบนี้ ทำให้คนอยากจะแกล้งทำเป็นไม่เห็นไม่ได้
อันจิ่วเม่ยจึงฝืนยิ้มออกมาและพูดกับเยี่ยนเอ๋อว่า “สหายคือ… ขอโทษนะคะ เราเคยรู้จักกันเหรอคะ?”
อืม… หลังจากชั่งใจแล้ว อันจิ่วเม่ยก็เลือกที่จะแกล้งโง่ต่อ
ขอเพียงเธอไม่รู้สึกอึดอัด คนที่อึดอัดก็จะเป็นคนอื่น
เยี่ยนเอ๋อคิดว่าอันจิ่วเม่ยซึ่งเป็นสาวบ้านนอกเมื่อเจอเธอที่นี่จะต้องรู้สึกประหม่า ต่ำต้อย และกระดากอาย แต่ไม่คิดเลยว่าคนคนนี้จะจำเธอไม่ได้!
มองดูการแต่งกายของผู้หญิงคนนี้อีกครั้ง ช่างทันสมัยเหลือเกิน ท่อนบนเป็นเสื้อเชิ้ตประดับลายผีเสื้อ ท่อนล่างเป็นกระโปรงลายดอกไม้ สวมรองเท้าหนังสีขาว ช่างดูทันสมัยเหลือเกิน แตกต่างจากสาวบ้านนอกที่เคยเห็นหน้าโรงงานอิฐราวกับคนละคน
ถ้าไม่ได้เข้ามาใกล้ ๆ และยืนยันว่าคนนี้คือสาวบ้านนอกที่แย่งคนที่เธอรักไป เธอก็ไม่กล้าเชื่อเลย
“เธอนี่! ฉันคือเยี่ยนเอ๋อ!”
เยี่ยนเอ๋อเสริมอีกประโยคว่า “เราเคยเจอกันที่หน้าโรงงานอิฐมาก่อน”
อันจิ่วเม่ยทำเป็นนึกอยู่ครู่หนึ่ง แล้วยิ้มพลางกล่าวว่า “อ๋อ ใช่ ๆ เธอเป็นน้องสาวของสหายกู่เทียนเฉิง ช่างบังเอิญจริง ๆ ไม่คิดว่าจะได้เจอเธอที่นี่ ที่แท้เธอทำงานที่โรงงานผ้านี่เอง เก่งจังเลย!”
ไม้อ่อนย่อมดัดง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออันจิ่วเม่ยยังชมว่าเธอเก่ง เยี่ยนเอ๋อเดิมทีหน้าบึ้งตึงอยู่นั้น พอได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มออกมาทันที น้ำเสียงเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจที่กลั้นไว้ไม่อยู่
เยี่ยนเอ๋อหรี่ตามองอันจิ่วเม่ยด้วยแววตาเย้ยหยันเต็มเปี่ยม ในสายตาของเธอ อันจิ่วเม่ยดูเปลี่ยนไปจากครั้งก่อนอย่างเห็นได้ชัด ไม่เพียงแค่แต่งตัวดูทันสมัยขึ้น แต่ยังดูมีน้ำมีนวลขึ้นอีกด้วย จากที่เคยผอมแห้งคราวก่อน คราวนี้กลับดูอวบอิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ทั้งรูปลักษณ์และท่าทีที่ปรากฏตรงหน้า ทำให้อันจิ่วเม่ยดูเหมือนเป็นคนในเมืองที่สง่างามกว่าตัวเธอเองเสียอีก
พี่เจียเฟิ่งคงดีกับเธอมาก น่าอิจฉาจัง…
ยังไม่ทันที่อันจิ่วเม่ยจะตอบ ลุงยามที่อยู่ข้าง ๆ ก็พูดขึ้นว่า “นี่เธอ อย่าพูดส่งเดชนะ สหายน้อยคนนี้มาพบหัวหน้าโรงงานผ้า ฉันกำลังจะโทรไปถามอยู่พอดี!”
พูดจบ ลุงยามก็ไปโทรศัพท์ เหลือแค่เยี่ยนเอ๋อกับอันจิ่วเม่ยอยู่ที่หน้าประตู
เยี่ยนเอ๋อได้ยินว่าเธอจะพบหัวหน้า ก็นึกถึงบางอย่างขึ้นมาทันที จึงถามตรง ๆ ว่า “เธอคงไม่ได้อาศัยความสัมพันธ์กับหลี่เจียเฟิ่งมาหางานให้ตัวเองหรอกนะ? ก็นะ คนบ้านนอกอย่างเธอ คงต้องพึ่งเส้นสายแบบนี้หางานเท่านั้นแหละ”
น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความดูถูกและเยาะเย้ย ยังมีความอิจฉาริษยาอยู่นิดหน่อย อันจิ่วเม่ยวันนี้มาคุยเรื่องความร่วมมือกับหัวหน้าโรงงานผ้า ไม่อยากทำลายอารมณ์ดี ๆ เพราะเรื่องนี้ จึงอดทนไว้ ไม่ไปคิดมากกับคำพูดของอีกฝ่าย
“ฉันไม่ได้มาหางานทำ ฉันรู้จักกับหัวหน้าผ้าแค่แวะมาเยี่ยม”
อันจิ่วเม่ยไม่พูดถึงเรื่องแบบร่าง มองไปทางลุงที่กำลังโทรศัพท์ ดูเหมือนว่าสัญญาณไม่ดี ยังติดต่อไม่ได้ก็รู้สึกเหนื่อยใจขึ้นมาทันที
“เธอรู้จักกับหัวหน้าด้วยเหรอ? โกหกชัด ๆ…”
เยี่ยนเอ๋อดยังไม่ทันจบ ก็ถูกเสียงจากด้านหลังขัดจังหวะ “เฮอะ เดี๋ยวนี้ถึงขั้นกล้ามาถึงโรงงานผ้าของฉันเลยสินะ คิดว่าตัวเองเก่งกาจนักหรือไง?”
เสียงนี้ช่างคุ้นเคยเสียจนไม่จำเป็นต้องหันไปมอง อันจิ่วเม่ยก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นใคร กงหยางซื่อ รองหัวหน้าโรงงานผ้านั่นเอง
ให้ตายเถอะ! วันนี้เธอเดินก้าวเท้าผิดหรือยังไง ถึงได้เจอแต่คนแบบนี้
อันจิ่วเม่ยพยายามไม่สนใจเขา ตั้งใจจะเปลี่ยนเป้าหมายไปคุยกับลุงยามที่เดินออกมาพอดี เธอเร่งฝีเท้าเข้าไปหาลุงยาม แต่ก่อนที่จะได้พูดอะไร กลับถูกมือของรองหัวหน้าโรงงานผ้าดึงแขนไว้
ความอดทนของอันจิ่วเม่ยหมดลงทันที เธอหันกลับไปฟาดฝ่ามือใส่เขาอย่างรวดเร็วโดยไม่ลังเล!
การกระทำนี้ทำให้เยี่ยนเอ๋อที่อยู่ข้าง ๆ ตกใจจนงงไปเลย นี่มันหัวหน้าโดยตรงของเธอนะ อันจิ่วเม่ยเอาความกล้าจากไหนมาตบเขา?
อันจิ่วเม่ยไม่ได้รักษารอยยิ้มแบบทางการอีกต่อไป มองรองหัวหน้าโรงงานผ้าด้วยสายตาที่ดุดันราวกับอาบยาพิษ