ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์- - บทที่ 133 ประทับลายนิ้วมือ
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์-
- บทที่ 133 ประทับลายนิ้วมือ
บทที่ 133 ประทับลายนิ้วมือ
“สหายเว่ยป๋อหลิน ฉันเชื่อว่าคุณก็เป็นคนฉลาด อย่าให้คนอื่นเขาหลอกใช้ไม่พอแล้วคุณยังไปช่วยนับเงินให้เขา”
อันจิ่วเม่ยพูดจบก็ไปนั่งพักใต้ต้นไม้ข้าง ๆ สุนัขตัวเล็กสามตัวนอนอย่างว่าง่ายอยู่แทบเท้า มองหนุ่มเว่ยป๋อหลินที่อยู่ตรงข้ามด้วยสีหน้าระแวดระวัง กลัวว่าเขาจะคลุ้มคลั่งมาทำร้ายเจ้าของของพวกมันอีก
เว่ยป๋อหลินตกอยู่ในความเงียบ รู้ว่าสิ่งที่อันจิ่วเม่ยพูดเป็นความจริง
เช้าวันนี้ เขาได้รับจดหมายฉบับหนึ่ง เป็นคำสั่งจากผู้หญิงคนนั้นที่ส่งคนมาแจ้ง บอกว่า หากเขาไม่สามารถจัดการกับอันจิ่วเม่ยได้ เธอจะปล่อยให้เขาต้องใช้ชีวิตอย่างลำบากในชนบทไปตลอดชีวิต โดยไม่มีใครสามารถช่วยเหลือเขาได้
ความโกรธพลุ่งพล่านจนเขาไม่อาจควบคุมตัวเองได้ เขาคว้าจดหมายขึ้นมาแล้วเผามันจนกลายเป็นเถ้าถ่าน ความโกรธพุ่งขึ้นทับถมทั้งต่อตัวหลัวลี่เซียนที่ใช้เขาเหมือนเครื่องมือโดยไม่เห็นคุณค่า และต่ออันจิ่วเม่ยที่ไม่เคยให้เกียรติเขาเลยแม้แต่น้อย
พอดีรู้ว่าอันจิ่วเม่ยกับขึ้นเขาไป เขาคิดว่านี่เป็นโอกาสของตัวเอง จึงอยากลองเสี่ยงดู ไม่คิดว่าจะกลายเป็นแบบนี้
ตอนแรกที่เขาหุนหันพลันแล่นตกลงมาทำเรื่องนี้ให้หลัวลี่เซียน ก็คิดแค่ว่าได้ออกมาเที่ยวเล่นก็ดีแล้ว ใครจะรู้ว่าที่นี่จะเป็นทางเดียว ไม่มีทางกลับ?
พ่อของเขาไม่มีทางออกใด ๆ เลย เว้นแต่พ่อจะยกงานของตัวเองให้เขา แต่ถ้าเป็นเช่นนั้น ภาระในการเลี้ยงดูครอบครัวก็จะตกอยู่กับเขา และเขาก็ไม่มีความสามารถเท่าพ่อ ไม่มีทางเลี้ยงดูครอบครัวได้
ตอนนี้ทำได้แค่หวังพึ่งหลัวลี่เซียนอให้ช่วย เมื่อเช้านี้เอง เขายังหวังว่าหลัวลี่เซียนจะรักษาคำพูด ขอแค่เขาทำงานให้สำเร็จก็จะให้เขากลับไป แต่ตอนนี้ได้ยินอันจิ่วเม่ยพูด การหวังจะกลับไปด้วยวิธีนี้ช่างเป็นความฝันลม ๆ แล้ง ๆ
“งั้นคุณจะทำยังไง?”
เว่ยป๋อหลินเงยหน้ามองอันจิ่วเม่ยรู้สึกว่าเธอต้องมีวิธีแน่ ๆ
เห็นเขาเอ่ยปากถามเสียที อันจิ่วเม่ยจึงพูดว่า “ง่ายมาก ตาต่อตาฟันต่อฟัน”
เธอกระซิบบอกวิธีของตัวเอง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงปกติว่า “ฉันให้เวลาคุณคิด ก่อนที่ผู้นำหมู่บ้านและคนอื่น ๆ จะมา คุณคิดให้ดี ๆ”
“คุณเรียกผู้นำหมู่บ้านมาด้วยเหรอ!”
เว่ยป๋อหลินตกใจ ถ้าเขาถูกเห็นในสภาพแบบนี้ ต่อไปจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน
อันจิ่วเม่ยไม่พูดอะไร ยังคงนั่งพักผ่อนอยู่ข้าง ๆ รอคำตอบจากเว่ยป๋อหลิน
เว่ยป๋อหลินคิดวนไปวนมาในใจ ลังเลไม่ยอมตัดสินใจเสียที
ในใจเขานั้นหวาดกลัวอิทธิพลเบื้องหลังของหลัวลี่เซียน แต่ตอนนี้ถ้าไม่ยอมตามอันจิ่วเม่ย เมื่อผู้นำหมู่บ้านมาถึง เขาอาจถูกตราหน้าว่าเป็นพวกอันธพาล ชีวิตของเขาก็จะพังพินาศเช่นกัน
หลังจากครุ่นคิดอย่างถี่ถ้วนอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดเขาก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า
“ได้! ผมจะทำตามที่คุณบอก!”
เว่ยป๋อหลินตัดสินใจว่าคงต้องยอมประวิงเวลาเรื่องนี้ไปก่อน แล้วค่อยหาทางจัดการในภายหลัง ทว่าอันจิ่วเม่ยกลับนิ่งเงียบ ไม่พูดอะไรออกมา ราวกับไม่ได้ยินคำพูดของเขาเลยแม้แต่น้อย
“ผมบอกว่าจะทำตามที่คุณบอกแล้ว ทำไมคุณถึงไม่พูดอะไรล่ะ?”
เว่ยป๋อหลินกัดฟันกรอด ไม่เคยคิดว่าจะมีวันที่ตัวเองถูกผู้หญิงสองคนบีบคั้นจนไม่รู้จะมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างไร
อันจิ่วเม่ยแกล้งล้วงเขาไปในตระกร้าเพื่อหยิบกระดาษและปากกาจากมิติตัวเอง แล้วยื่นให้เขาพลางกล่าวว่า “คำพูดลอย ๆ ไม่มีน้ำหนัก คุณต้องเขียนลงไปว่าอีกฝ่ายพูดอะไรกับคุณ และต้องการให้คุณทำอะไร แล้วประทับลายนิ้วมือด้วย ฉันถึงจะยอมช่วยคุณ”
อันจิ่วเม่ยไม่ใช่คนโง่ที่จะเชื่อคำพูดข้างเดียวของเว่ยป๋อหลิน
“เธอนี่มัน!” เว่ยป๋อหลินไม่เคยเจอคนที่ระมัดระวังขนาดนี้มาก่อนเลย!
ในที่สุด เว่ยป๋อหลินก็เขียนเรื่องราวที่เกิดขึ้นด้วยความแค้น แม้กระทั่งการประทับลายนิ้วมือในตอนท้ายเขาก็ต้องกัดนิ้วตัวเองเพื่อประทับ
อันจิ่วเม่ยตรวจสอบอย่างละเอียดสองรอบเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีปัญหา เมื่อได้ยินเสียงคนพูดจากที่ไกล ๆ เธอรีบเก็บกระดาษและแก้เชือกที่มัดเว่ยป๋อหลินอย่างรวดเร็ว
เพิ่งแก้เชือกออกได้ไม่นานผู้นำหมู่บ้านและคนอื่น ๆ ก็เดินเข้ามา
ยวี่เฟยวิ่งมาหน้าอันจิ่วเม่ยด้วยสีหน้าตื่นตระหนก เมื่อเห็นว่าเธอไม่เป็นอะไร จึงโล่งอกลงได้
“เว่ยป๋อหลิน นี่มันเรื่องอะไรกัน!”
เหวินฟู่โกรธมาก เว่ยป๋อหลินทำงานแบบสามวันจับปลา สองวันตากแห ก่อนหน้านี้ก็เคยบอกเขาแล้วว่าไม่มีวันหยุด แต่คราวนี้เขากลับขาดงานเลย จริง ๆ แล้วเขาไม่เคารพผู้นำหมู่บ้านเลยสักนิด!
เว่ยป๋อหลินไม่รู้จะพูดอย่างไร จึงมองขอความช่วยเหลือจากอันจิ่วเม่ย
อันจิ่วเม่ยยิ้มและอธิบายกับผู้นำหมู่บ้านว่า “ลุงเหวินคะ พวกเราเข้าใจผิดเกี่ยวกับเว่ยป๋อหลินค่ะ แต่เดิมหนูคิดว่าเขามีความคิดอะไรกับหนู แต่พอถามดูแล้วถึงรู้ว่าเขารู้สึกว่างานในทุ่งนามันเหนื่อยเกินไป อยากมาขอร้องให้หนูช่วยจัดการให้เขาไปทำงานที่โรงงานแทน”
เมื่อเหวินฟู่ได้ยินก็โล่งอกตามไปด้วย ถ้าเป็นคดีข่มขืนจริง ๆ ก็คงต้องส่งไปสถานีตำรวจ แล้วความพยายามของพวกเขาในช่วงนี้ก็จะสูญเปล่า และการประเมินผลปลายปีก็จะถูกเบียดตกไปอีก
แต่ถึงแม้จะเป็นความเข้าใจผิด การกระทำของเว่ยป๋อหลินก็ยังไม่ถูกต้อง เหวินฟูย่มองอันจิ่วเม่ยด้วยความกังวลและถามว่า “แล้วเธอตกลงกับเขาหรือยัง?”
เรื่องนี้เว่ยป๋อหลินก็รู้สึกสงสัย ถ้าหากโชคร้ายกลายเป็นดีได้ไปทำงานที่โรงงาน ก็ไม่ถือว่าขาดทุนนัก ทุกคนรู้ว่าในโรงงานงานน้อยแต่ได้คะแนนเต็ม เขาก็เต็มใจ
แต่อันจิ่วเม่ยกลับส่ายหน้า พร้อมพูดว่า “จะตกลงได้อย่างไรคะ พวกเราต้องทำตามกฎระเบียบสิ ถ้าวันนี้ฉันตกลงกับเขา พรุ่งนี้ฉันจะต้องถูกคนมากมายมาขอร้องแบบนี้หรือ?”
เธอหยุดครู่หนึ่งก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “อีกอย่าง การทำงานในโรงงานก็ไม่ใช่ฉันคนเดียวที่ตัดสินใจได้ ทุกคนต้องผ่านการคัดเลือกร่วมกัน ทุกครอบครัวล้วนมีโอกาส ฉันไม่สามารถทำลายกฎระเบียบได้ค่ะ”
เหวินฟู่ถอนหายใจอีกครั้ง ก่อนจะคิดในใจว่า อันจิ่วเม่ยช่างฉลาดนัก เธอรู้จักหลีกเลี่ยงปัญหาได้อย่างแยบยล ไม่ยอมสร้างเรื่องยุ่งยากให้ตัวเอง
“ที่อันจิ่วเม่ยพูดมาก็ถูกต้องทุกอย่าง เว่ยป๋อหลิน ปกตินายจะขี้เกียจยังไงก็ช่าง แต่การแอบตามสาว ๆ ขึ้นมาแบบนี้ หากถูกจับได้ในฐานะโจร นายจะไม่มีข้อแก้ตัวให้ตัวเองเลย”
ผู้นำหมู่บ้านหันมามองเว่ยป๋อหลินด้วยสายตาเคร่งขรึม “ถึงมันจะเป็นความเข้าใจผิด แต่เรื่องแบบนี้ยอมรับไม่ได้โดยเด็ดขาด มันอาจส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของอันจิ่วเม่ยได้ง่าย ๆ”
เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนประกาศคำสั่งเสียงหนักแน่น “เพื่อลงโทษ ให้ไปทำความสะอาดคอกหมูร่วมกับหนิงอวี่หราน”
เมื่อได้ยินคำตัดสิน หัวใจของเว่ยป๋อหลินที่แขวนอยู่บนเส้นด้ายก็ร่วงหล่นจนแทบไร้เรี่ยวแรง
การทำความสะอาดคอกหมูสำหรับชาวบ้านถือเป็นงานง่าย แต่สำหรับยุวชนที่มาจากเมืองแล้ว มันเป็นเหมือนฝันร้าย
ช่วงนี้อากาศร้อน กลิ่นก็ยิ่งฉุนมากขึ้น และเพื่อไม่ให้หมูป่วย ต้องทำความสะอาดอย่างน้อยวันละสามครั้ง อีกทั้งผู้นำหมู่บ้านยังต้องมาตรวจสอบด้วยตนเอง ถ้าไม่พอใจก็ต้องทำความสะอาดใหม่ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าทรมานมากขนาดไหน
เมื่อได้ยินการจัดการของผู้นำหมู่บ้าน เว่ยป๋อหลินแทบจะเป็นลม แต่ตัวเองเขียนสิ่งนั้นลงไปด้วยมือตัวเอง พูดอะไรก็ไม่มีทางกลับได้ ได้แต่ก้มหน้ายอมรับชะตากรรม
“เอาละ ทุกคนกลับไปเถอะ ฟ้ามืดแล้ว บนภูเขาใช่ว่าจะปลอดภัย”
พูดจบ เหวินฟู่ก็เดินนำหน้าไป
อันจิ่วเม่ยแบกตะกร้าตามไปพยุงผู้นำหมู่บ้าน ด้วยท่าทางระมัดระวังและเอาใจใส่ ทำให้เหวินฟู่รู้สึกอบอุ่นใจ
คนอื่น ๆ เห็นแล้วก็ไม่ได้พูดอะไร อย่างไรเสียอันจิ่วเม่ยกับผู้นำหมู่บ้านก็สนิทกันมานานแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นอันจิ่วเม่ยยังสร้างความมั่งคั่งให้กับทั้งหมู่บ้าน เธอจะสนิทกับใครก็ได้ พวกเขาสนับสนุนทั้งนั้น!