ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์- - บทที่ 132 ทางเลือกที่ผิด
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์-
- บทที่ 132 ทางเลือกที่ผิด
บทที่ 132 ทางเลือกที่ผิด
ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่อันจิ่วเม่ยทำ ล้วนเป็นการพาคนในหมู่บ้านหาเงินไปด้วยกัน สอดคล้องกับนโยบายและการเรียกร้องของประเทศ เธอหวังแค่ให้อันจิ่วเม่ยทำได้ดียิ่งขึ้น
ทำให้หมู่บ้านหนานเทียนของพวกเธอกลายเป็นหมู่บ้านที่พัฒนาเร็วที่สุดและดีที่สุด เมื่อคนในหมู่บ้านออกไปข้างนอก จะได้ยืนหลังตรงกว่าคนอื่น
“ฮ่ะ ๆ ไม่ต้องห่วง ถึงเวลาฉันจะจัดการให้ครอบครัวของพี่แน่นอน แค่ตอนนี้ยังไม่แน่นอน รอให้แน่ใจแล้วฉันจะบอกพี่อีกทีนะ”
“อืม อืม!” หลี่เฟยฮวาพยักหน้าหงึก ๆ เธอตัดสินใจแล้ว ชาตินี้จะตามอันจิ่วเม่ยไปตลอด!
ช่วงนี้เป็นฤดูเก็บเกี่ยว ชาวบ้านไม่ค่อยได้ออกมาขุดผักป่า ไม่ต้องไปไกลก็ขุดได้เยอะ สองคนนั่งยอง ๆ ขุดไปคุยเรื่องซุบซิบไป ไม่นานก็เต็มทั้งตะกร้าหวายและถุงปุ๋ย
ฝูงสุนัขวิ่งเล่นบนภูเขาอย่างบ้าคลั่ง นาน ๆ ได้ออกมาสักที พวกมันก็สนุกมาก
“ไปกันเถอะ กลับบ้านกัน!”
อันจิ่วเม่ยร้องเรียกหนึ่งครั้ง ฝูงสุนัขก็วิ่งกลับมาอย่างบ้าคลั่ง ยวี่เฟยพูดด้วยใบหน้าแดงก่ำว่า “จิ่วเม่ย รอฉันเดี๋ยวนะ ฉันจะไปธุระส่วนตัวในป่าตรงโน้นหน่อย!”
ตอนออกจากบ้านดื่มน้ำไปหนึ่งชามใหญ่ ตอนนี้ปวดมากจนทนไม่ไหว กลั้นไม่อยู่จนถึงบ้านแล้ว
อันจิ่วเม่ยรับคำ ไม่รู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติ เวลาออกนอกบ้าน ทุกคนก็แก้ปัญหากันแบบนี้
ขณะรอยวี่เฟยอันจิ่วเม่ยก็ไม่ได้อยู่เฉย ๆ เดินไปรอบ ๆ จนเห็นเห็ดขึ้นอยู่ไม่ไกล
ดวงตาของอันจิ่วเม่ยเป็นประกาย กำลังจะเดินไปเก็บเห็ดก็ได้ยินเสียงสุนัขเห่า
อันจิ่วเม่ยตกใจหันไปมองปรากฏว่าเป็นเว่ยป๋อหลินที่ไม่ได้เจอกันมาหลายวัน
ใบหน้าของเว่ยป๋อหลินไม่มีอารมณ์อะไร แต่อันจิ่วเม่ยรู้สึกได้ว่าเขากำลังกลั้นความโกรธอยู่
เขาเดินมาทางฉันด้วยสีหน้าเคร่งขรึม สุนัขหลายตัวเห่าไม่หยุด แต่เขาไม่สนใจ มีสุนัขมาที่หน้าเขาก็เตะทีหนึ่ง ทำให้อันจิ่วเม่ยดูแล้วโมโหมาก
“เว่ยป๋อหลิน คุณบ้าไปแล้วหรือไง!”
อันจิ่วเม่ยเดินเข้าไป อยากดูว่าสุนัขพวกนั้นถูกเขาเตะบาดเจ็บหรือเปล่า แต่กลับถูกเว่ยป๋อหลินคว้าข้อมือไว้
“สหายอัน ตะกร้าบนหลังของคุณใหญ่ขนาดนั้น คงจะหนักมากแน่ ๆ ให้ผมช่วยแบกให้นะ”
พูดจบ เขาก็ยื่นมือออกไปจะแย่งตะกร้าของอันจิ่วเม่ยมาแบกเอง
อันจิ่วเม่ยแทบจะพูดไม่ออกกับการกระทำของเขา มาอย่างดุร้ายแบบนี้ แค่เพื่อจะช่วยแบกตะกร้าให้เธอเนี่ยนะ?
“ไม่จำเป็น! คุณเตะสุนัขของฉันจนบาดเจ็บ ต้องให้คำอธิบายกับฉันก่อน!”
ขณะที่อันจิ่วเม่ยพูด เธอก็คอยสังเกตรอบ ๆ ดูว่ามีอะไรที่หยิบมาใช้ได้สะดวกบ้างไหม เธอรู้สึกว่าเว่ยป๋อหลินคนนี้ไม่ชอบมาพากล ระวังไว้ก่อนคงไม่เสียหาย
เว่ยป๋อหลินพยายามแย่งหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ ท่าทีของเขาเริ่มเปลี่ยนไปจนไม่อาจปิดบังความหงุดหงิดได้อีก เขายกมือขึ้นสูงเหมือนเตรียมจะฟาดลงใส่อันจิ่วเม่ย ดวงตาเต็มไปด้วยความกราดเกรี้ยว ขณะที่เอ่ยคำขู่ด้วยฟันที่กัดแน่น
“ผมจะบอกอะไรให้อย่างหนึ่งนะ สหายอัน ถ้าคุณยอมเชื่อฟังผมดี ๆ ผมอาจจะยังปรานีคุณได้ แต่ถ้าคุณดื้อดึงล่ะก็…”
พูดยังไม่ทันจบ ชายตรงหน้าก็กลอกตาขาวล้มลงไป ข้างหลังเขาคือ
ยวี่เฟยที่ถือไม้ค้างอยู่ด้วยความตกใจ
“ฉัน… ตีเขาตายหรือเปล่า?”
ครู่หนึ่งผ่านไป ยวี่เฟยถามด้วยใบหน้าแดงก่ำ
อันจิ่วเม่ยไม่ทันได้ปลอบใจเธอ รีบย่อตัวลงตรวจสอบอาการเว่ยป๋อหลินอ พบว่ายังหายใจอยู่ จึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“คนไม่เป็นไรหรอก แค่หมดสติไปเท่านั้น พี่ยวี่เฟย ฉันจะอยู่เฝ้าที่นี่ พี่ลงเขาไปตามผู้นำหมู่บ้านพาคนขึ้นมา บอกว่าเว่ยป๋อหลินคิดร้ายกับฉัน”
ยวี่เฟยถอนหายใจโล่งอก คนไม่ตายก็ดีแล้ว
“หรือว่าพวกเราไปด้วยกันดีไหม เธออยู่ที่นี่คนเดียวไม่ปลอดภัย”
ยวี่เฟยนึกถึงท่าทางดุร้ายของเว่ยป๋อหลินเมื่อครู่ก็รู้สึกกลัว กังวลว่าเดี๋ยวเขาตื่นขึ้นมาจะทำร้ายอันจิ่วเม่ยอีก
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันหาอะไรมามัดเขาไว้ ถ้าพวกเราไปด้วยกัน ฉันกลัวว่าเขาจะตื่นขึ้นมาแล้วหนีไป ทำให้ผู้นำหมู่บ้านกับคนอื่น ๆ ขึ้นมาเสียเที่ยว”
อันจิ่วเม่ยมองเว่ยป๋อหลินที่ยังคงหมดสติอยู่ ในดวงตาเต็มไปด้วยความรังเกียจและเบื่อหน่าย
แต่เดิมเธอไม่อยากยุ่งกับคนคนนี้ คิดว่ารอให้ครอบครัวเขามาลากตัวไปก็พอ ใครจะรู้ว่าเขาจะโหดร้ายถึงขนาดนี้ นี่มันคิดจะทำลายเธอให้ย่อยยับ
ถ้าไม่รังแกเธอ เธอก็ไม่รังแกแต่ถ้าคิดจะทำร้ายเธอขนาดนี้แล้ว เธอก็ไม่จำเป็นต้องสุภาพอีกต่อไป
ยวี่เฟยได้ยินแล้วรู้สึกว่ามีเหตุผลมาก จึงพยักหน้าแล้วพาสุนัขของตัวเองลงเขาไป
บนภูเขาเหลือแค่ลูกสนัขสามตัวที่อยู่เป็นเพื่อนอันจิ่วเม่ย
อันจิ่วเม่ยหาเถาวัลย์ที่ค่อนข้างแข็งแรงมามัดเว่ยป๋อหลินไว้กับต้นไม้ แล้วจึงนั่งยอง ๆ ลงตรวจสอบร่างกายของสุนัขตัวน้อยทั้งสามตัวของตัวเอง
ด้วยตาเปล่ายังมองไม่เห็นว่ามีปัญหาอะไร แต่อันจิ่วเม่ยก็ไม่กล้าประมาท จึงหยิบน้ำวิเศษที่เธอเตรียมไว้ออกมาให้พวกมันดื่ม ถ้ามีบาดแผลก็จะได้รักษา ถ้าไม่มีบาดแผลก็ยิ่งดี จะได้บำรุงร่างกาย
สุนัขตัวน้อยทั้งสามดื่มน้ำแล้วใช้หัวถูไถมือของอันจิ่วเม่ยอย่างสนิทสนม จากนั้นก็เดินเข้าไปกัดเท้าเว่ยป๋อหลินทีเดียว
“โอ๊ย!”
เว่ยป๋อหลินตื่นขึ้นมาทันทีด้วยความเจ็บปวด ท้ายทอยมึนงงในขณะที่ขามีสุนัขตัวน้อยกำลังกัดขาเขาอยู่ เขาพยายามจะสลัดมันออกแต่ทำยังไงก็ไม่หลุดสักที
“โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง!”
เจ้าตูบอีกสองตัวที่เห็นว่าตื่นขึ้นมาก็เห่าขึ้นมาอีก
อันจิ่วเม่ยเอาน้ำที่ตัวเองดื่มเหลือราดลงบนหัวของเขาเพื่อให้เขาได้สติ แล้วถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “ได้สติแล้วหรือยัง?”
“พูดมาสิ เกิดอะไรขึ้นกันแน่ถึงได้ทำให้คุณรีบร้อนลงมือทำร้ายฉันขนาดนี้”
เว่ยป๋อหลินที่เมื่อกี้ยังงุนงงอยู่ พอได้ยินคำพูดนี้ก็สร่างเมาขึ้นมาทันที
“หมายความว่ายังไง?”
เขาพยายามบังคับตัวเองให้สงบลง รอให้อันจิ่วเม่ยปลดเชือกที่มัดเขาก่อนค่อยว่ากัน
“ผมแค่ชอบคุณจริง ๆ อยากจะอยู่กับคุณ แต่คุณก็ปฏิเสธผมตลอด ผมเลย…”
เขาหาข้ออ้างให้ตัวเอง แต่พูดยังไม่ทันจบก็ถูกอันจิ่วเม่ยขัดขึ้นมา
“พอเถอะ ฉันรู้ทุกอย่างแล้ว ข้ออ้างที่นายหามาหลอกฉันไม่ได้หรอก ก็แค่ใครบางคนส่งนายมาทำลายชีวิตคู่ฉันกับสามีฉันใช่ไหมล่ะ”
อันจิ่วเม่ยพูดตรง ๆ เว่ยป๋อหลินไม่คิดว่าอันจิ่วเม่ยจะรู้เรื่อง ถึงกับตาโตพูดไม่ออก
เขาไม่พูด อันจิ่วเม่ยก็พูดต่อไป “ฉันเดาว่าวันนี้ที่นายเสี่ยงทำแบบนี้ก็เพื่อจะบังคับให้ฉันยอมตาม แล้วก็จะได้งานทำสักตำแหน่งใช่ไหม”
เว่ยป๋อหลินตัวสั่นเทา มองอันจิ่วเม่ยอย่างไม่อยากเชื่อ ไม่คิดว่าเธอจะรู้แม้กระทั่งเรื่องนี้
“คุณกำลังพูดอะไร ผมไม่เข้าใจ!”
เขาก้มหน้าลงไม่กล้าสบตาอันจิ่วเม่ย ในใจรู้สึกตื่นตระหนักอย่างมาก
อันจิ่วเม่ยยิ้มบาง ๆ ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งว่า
“ที่คุณไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไร แต่ฉันอยากเตือนคุณเรื่องหนึ่ง ถ้าคุณก่อเรื่องใหญ่ที่นี่ ชื่อเสียงของคุณจะพังยับเยิน แม้ในเมืองจะยังมีงานให้ทำ แต่คงไม่มีใครยอมรับคนที่มีชื่อเสียงด่างพร้อยกลับไปทำงานได้อีก”
เธอหยุดเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ “ยิ่งไปกว่านั้น ในสภาพที่คุณเป็นอยู่ตอนนี้ คนคนนั้นไม่เพียงแต่ไม่ช่วยคุณ แต่ยังผลักคุณให้เสี่ยงทุกอย่าง คุณประเมินสถานการณ์ผิดไปมาก”
“ถ้าคุณทำสำเร็จในวันนี้ ชื่อเสียงของเราทั้งคู่จะพังพินาศจนไม่อาจกอบกู้ได้ แต่คนที่หลอกใช้คุณจะเป็นฝ่ายได้ประโยชน์ทั้งหมด ขณะที่คุณอาจไม่มีวันได้กลับเมืองอีกเลย แถมเธอไม่ได้ต้องเสียอะไรเลยด้วยซ้ำ”
อันจิ่วเม่ยจ้องเว่ยป๋อหลินด้วยแววตาจริงจัง ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“สหายเว่ยป๋อหลิน ฉันเชื่อว่าคุณเป็นคนมีเหตุผล อย่าให้ใครหลอกใช้คุณ แล้วคุณยังต้องช่วยนับเงินให้เขาอีกเลยนะ”