ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์- - บทที่ 131 เล่ห์เลี่ยมเล็ก ๆ ในจดหมาย
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์-
- บทที่ 131 เล่ห์เลี่ยมเล็ก ๆ ในจดหมาย
บทที่ 131 เล่ห์เลี่ยมเล็ก ๆ ในจดหมาย
หลัวลี่เซียนงั้นเหรอ?
อันจิ่วเม่ยหลับตาลงและพยายามนึกถึงเนื้อเรื่องในนิยายต้นฉบับอย่างละเอียด เพื่อค้นหาว่ามีตัวละครชื่อหลัวลี่เซียนหรือไม่
หลังจากคิดอยู่สักพัก เธอลืมตาขึ้น “…แม่เจ้า มีจริง ๆ ด้วย”
พูดถึงหลัวลี่เซียนในนิยายต้นฉบับ เธอมีบทบาทสำคัญมาก เพราะเป็นคนแนะนำให้หลี่ถังไปพบแพทย์ประสาทวิทยาเพื่อผ่าตัดรักษาอาการป่วยจนกลับมาเป็นปกติ
เหตุผลที่หลัวลี่เซียนช่วยเหลือหลี่ถังก็เพื่อหาทางเข้าใกล้หลี่เจียเฟิ่งนั่นเอง
ใช่แล้ว หลัวลี่เซียนและหลี่เจียเฟิ่งอยู่ในเขตทหารเดียวกัน หลัวลี่เซียนเป็นทหารหญิงในคณะศิลปะการแสดง เธอสวยและมีฐานะแถมยังมีเส้นสาย เกือบทุกคนในเขตทหารรู้ว่าเธอชอบหลี่เจียเฟิ่ง แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ค่อยรู้เรื่อง ก่อนที่หลัวลี่เซียนจะเปิดเผยความรู้สึกอย่างชัดเจน เขาก็ไม่ค่อยมีความประทับใจอะไรกับเธอเลย
เพราะในนิยาย บทบาทของหลี่เจียเฟิ่งคือการออกไปทำภารกิจเพื่อหาเงิน เมื่ออยู่ในเขตทหารก็มุ่งมั่นฝึกฝน เมื่อมีภารกิจก็รับมาทำเป็นคนแรก นอกจากผู้บังคับบัญชาและเพื่อนทหารที่ติดต่อกันบ่อย ๆ แล้ว เขาก็ไม่ค่อยมีความประทับใจกับคนอื่น
ในนิยายต้นฉบับ หลัวลี่เซียนและเยี่ยนเอ๋อต่างก็พยายามเอาชนะใจหลี่เจียเฟิ่งอย่างสุดชีวิต แต่หลี่เจียเฟิ่งกลับไม่รู้เลยว่ามีคนแอบชอบตัวเอง ทั้งสองคนจึงก่อเรื่องวุ่นวายไม่น้อย
แต่ตอนนี้ เธอแต่งงานกับหลี่เจียเฟิ่งแล้ว เปลี่ยนแปลงเนื้อเรื่องในนิยายต้นฉบับไป ดังนั้น หลัวลี่เซียนรู้ว่าเธอแย่งหลี่เจีบเฟิ่งไปอย่างเงียบ ๆ เธอจึงส่งคนมาจัดการเธอสินะ
หลังจากเข้าใจความสัมพันธ์นี้แล้ว อันจิ่วเม่ยรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ การที่ฉันจู่ ๆ ก็พาผู้ชายไปจดทะเบียนสมรส คนที่ตามจีบมาหลายปีคงโกรธแย่เลยสินะ
ดูเหมือนว่าสิ่งที่หลัวลี่เซียนทำก็ไม่ได้เกินเลยนัก เธอแค่ให้เว่ยป๋อหลินดึงความสนใจของฉัน หวังว่าเธอจะชอบเขาและหย่ากับหลี่เจียเฟิ่ง แล้วเว่ยป๋อหลินก็จะมีโอกาสอีกครั้ง
เนื่องจากหลัวลี่เซียนไม่ได้ให้เว่ยป๋อหลินทำอะไรที่เป็นอันตรายต่อตัวเอง อันจิ่วเม่ยจึงไม่คิดจะเอาเรื่องกับเธอ แค่ต่อไปอยู่ห่าง ๆ จากก็พอ
ทางด้านเว่ยป๋อหลินครอบครัวของเขาคงมีฐานะอยู่บ้าง อาจจะกลับไปได้ในอีกไม่นาน แค่อดทนหน่อยก็ไม่เป็นไร
อันจิ่วเม่ยมีทัศนคติที่ดี ตัวเองแย่งคนที่อีกฝ่ายแอบชอบมา อีกฝ่ายโกรธแค้นแก้แค้นบ้างก็เข้าใจได้ ตราบใดที่ไม่ทำร้ายผลประโยชน์ของเธอ ก็แกล้งมองไม่เห็นไปก็ไม่เป็นไร
แต่เพราะการปรากฏตัวของเธอทำให้เนื้อเรื่องเปลี่ยนไป ไม่รู้ว่าหลี่เจียเฟิ่งจะมีภารกิจบ้าบิ่นอะไรหรือเปล่า และไม่รู้ว่าหลี่เจียเฟิ่งจะมีความประทับใจอะไรกับเว่ยป๋อหลินหรือไม่ เธอต้องหาเรื่องมาลองสืบดูก่อน
ถ้าไม่มีอะไรก็ช่างมันไป แต่ถ้ามีอะไรบ้าง เธอก็ต้องเตรียมตัวไว้ก่อน ไม่อยากให้ตัวเองอยู่บ้านคิดจะใช้ชีวิตดี ๆ กับหลี่เจียเฟิ่ง แต่ในใจหลี่เจียเฟิ่งกลับมีคนอื่น แบบนั้นเธอจะไม่กลายเป็นตัวตลกหรอกเหรอ?
ดังนั้น สิ่งแรกที่เธอทำเมื่อกลับถึงบ้านคือหยิบกระดาษจดหมายมาเขียนถึงหลี่เจียเฟิ่งอีกครั้ง พอดีจดหมายที่เขียนเมื่อสองวันก่อนยังไม่ได้ส่ง ส่งไปพร้อมกับฉบับนี้ก็ได้
อันจิ่วเม่ยหยิบกระดาษจดหมายแผ่นใหม่ขึ้นมา พลางครุ่นคิดหาข้ออ้างที่จะเขียนถึงหลี่เจียเฟิ่ง เธอบรรยายว่า วันนี้ขณะออกไปข้างนอก บังเอิญได้ยินคนพูดกันว่าทุกเขตทหารมักมีคณะนาฏศิลป์ ทหารหญิงในคณะเหล่านั้นทั้งสวยสง่าและมีบุคลิกดี เป็นหญิงในฝันที่ทหารหลายคนอยากแต่งงานด้วย
เธอจึงถามไปด้วยความอยากรู้ว่า เขตทหารของหลี่เจียเฟิ่งมีคณะนาฏศิลป์แบบนั้นหรือเปล่า และหากมีก็อยากรู้ว่าทหารหญิงในคณะนั้นสวยสง่าจริงหรือไม่
นี่ช่างเป็นความคิดแสนกลที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมเล็ก ๆ ของอันจิ่วเม่ย แต่เพื่อปิดบังเจตนาแท้จริง เธอยังเขียนต่อไปว่า ตัวเองมีความใฝ่ฝันที่จะได้ชมการแสดงของคณะนาฏศิลป์เหล่านี้ เพราะทหารหญิงแต่ละคนสง่างามน่าดู และการแสดงคงจะเป็นภาพที่งดงามจับตา
เธอปิดท้ายจดหมายด้วยการถามว่า หากมีโอกาสได้ไปเยี่ยมเขตทหาร หลี่เจียเฟิ่งจะพอมีเวลาพาเธอไปดูการแสดงเหล่านั้นได้หรือไม่
เนื้อความจดหมายเต็มไปด้วยความใฝ่ฝันและชื่นชมต่อชีวิตทหาร โดยเฉพาะการยกย่องทหารหญิงที่เธอบรรยายอย่างสวยหรู ตามความคิดแบบตรงไปตรงมาของหลี่เจียเฟิ่ง ก็คงยากที่จะมองออกว่า สิ่งที่อันจิ่วเม่ยเขียนมานั้น แอบซ่อนเล่ห์เหลี่ยมเล็ก ๆ ไว้ในทุกตัวอักษร
สมบูรณ์แบบ!
หลังจากเขียนจดหมายเสร็จแล้วก็เก็บไว้ แล้วก็วาดแบบร่างต่อ
ฤดูกาลหน้าก็จะเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงแล้ว อากาศเย็นลง อันจิ่วเม่ยออกแบบเสื้อเชิ้ตและเสื้อคลุม กางเกงจะพอดีตัวกว่ากางเกงขาบานแบบก่อนหน้านี้ เหมาะสำหรับผู้หญิงมากขึ้น
แม้ว่าตอนนี้ยังไม่มีการปฏิรูปและเปิดประเทศ แต่ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ก็ผ่อนคลายลงมากแล้ว ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะแสวงหาความงาม ตราบใดที่ไม่เกินเลยเกินไป ก็ไม่มีปัญหาอะไร
นี่ถือเป็นการเสี่ยงครั้งหนึ่ง ถ้าหัวหน้าโรงงานผ้าชอบก็จะดีที่สุด หลังจากผลิตออกมาแล้วยอดขายก็ยังดี นั่นก็ถือว่าเธอได้เปิดประตูโรงงานเสื้อผ้าอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะทำธุรกิจส่วนตัวในภายหลังหรือรอการปฏิรูปและเปิดประเทศเพื่อเป็นคนแรกที่กินปู ก็จะสะดวกมากขึ้น
เธอผสมผสานลักษณะเด่นของเสื้อผ้าในยุคนี้ที่เธอเข้าใจก่อนหน้านี้ รวมกับความรู้ด้านเสื้อผ้าของเธอเอง และผสมผสานกับลักษณะเฉพาะของยุคนี้ วาดแบบร่างมากมาย หลังจากแก้ไขด้วยตัวเองหลายครั้ง ก็รู้สึกพอใจมาก
เดิมทีตั้งใจว่าจะวาดเสร็จแล้วส่งให้หัวหน้าโรงงานเสื้อผ้า แต่พอดีเจอยวี่เฟยมาชวนเธอขึ้นเขาไปเก็บผักบนภูเขา
ช่วงนี้อันจิ่วเม่ยคิดถึงผักป่าที่เติบโตบนภูเขา ฤดูกาลนี้เป็นช่วงที่มีผักป่าอุดมสมบูรณ์ เธอจึงตัดสินใจว่าจะไปเก็บผักป่าบนภูเขาก่อน แล้วพรุ่งนี้ค่อยส่งแบบเสื้อผ้าให้หัวหน้าโรงงาน
“พี่วี่เฟย แล้วเหม่ยลี่กับผิงผิงล่ะ? พวกเขาไม่ไปด้วยเหรอ?” อันจิ่วเม่ยถามขึ้นขณะที่กำลังจัดเตรียมของสำหรับขึ้นเขา
“พวกเขาต้องอยู่ทำงานบ้านน่ะ วันนี้มีแค่เราสองคน” ยวี่เฟยตอบพลางนั่ง มองดูสุนัขตัวเองกับของอันจิ่วเม่ยวิ่งเล่นอยู่ที่ลานหน้าบ้าน
“ได้เลย! ฉันพร้อมแล้ว!” อันจิ่วเม่ยตอบกลับด้วยความกระตือรือร้น ก่อนจะตะโกนบอกย่าอันว่าเธอกำลังออกเดินทาง
เมื่อเตรียมตัวเสร็จเรียบร้อย ทั้งสองก็แบกตะกร้าและถุงปุ๋ยคนละใบ
ยวี่เฟยมาพร้อมกับสุนัขหลายตัวของเธอ เมื่อมาถึงบ้านของอันจิว่เม่ยก็มีสุนัขน่ารักเพิ่มอีกสามตัว คิดว่าการมีสุนัขไปด้วยจะปลอดภัยกว่า ทั้งสองคนจึงพาสุนัขทั้งฝูงขึ้นเขาไปด้วยกัน
“จิ่วเม่ย ช่วงนี้ธอยุ่งอะไรอยู่หรือเปล่า ไม่เห็นเธอออกไปไหนเลย”
ระหว่างทาง สองสาวก็เริ่มคุยกัน
“ฉันน่ะเหรอ ฉันกำลังเตรียมธุรกิจครั้งต่อไปของหมู่บ้านเราอยู่น่ะ”
เธอไม่ได้พูดชัดเจน เรื่องยังไม่ได้ตกลงกันเสร็จสิ้น อันจิ่วเม่ยไม่อยากพูดอะไรมาก ถ้าตอนนี้พูดไปแล้วทำไม่ได้ก็จะน่าอายมาก
ทันใดนั้นก็เบิกตากว้าง มองเธอด้วยความไม่อยากเชื่อ พูดว่า “อันจิ่วเม่ย เธอยังมีวิธีใหม่อีกเหรอ!”
“ชู่ เบา ๆ หน่อย”
อันจิ่วเม่ยเตือนเบา ๆ แล้วหัวเราะคิกคัก “ยังไม่แน่นอนหรอก พี่อย่าไปบอกคนอื่นนะ รอให้สำเร็จจริง ๆ แล้วค่อยบอกคนอื่น”
ยวี่เฟยพยักหน้าหงึก ๆ “จิ่วเม่ย เธอเก่งจริง ๆ พวกเราโตมาด้วยกันทั้งนั้น ทำไมฉันถึงไม่ฉลาดเหมือนเธอบ้างนะ”
ยวี่เฟยชื่นชมอันจิ่วเม่ยไม่หยุด ช่วงนี้เธอได้ยินพ่อชมอันจิ่วเม่ยบ่อยมาก และรู้ด้วยว่าคืนที่อันจิ่วเม่ยพาสุนัขกลับบ้าน ได้ให้บุหรี่หนึ่งซองกับพ่อของเธอ
พ่อของเธอบอกว่าบุหรี่นั้นแพงมาก คนทั่วไปไม่กล้าซื้อ แต่อันจิ่วเม่ยกลับให้พ่อของเธออย่างง่ายดาย แสดงให้เห็นว่าอันจิ่วเม่ยรวยจริง ๆ
แต่เธอไม่ได้รู้สึกอิจฉาอันจิ่วเม่ยเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม เธอกลับรู้สึกยินดีที่ได้มีเพื่อนสนิทที่แสนดีเช่นนี้ อันจิ่วเม่ยได้ลิ้มรสเนื้อชิ้นอร่อย ขณะที่พวกเธอในฐานะเพื่อนก็ได้ชื่นใจกับน้ำซุปรสละมุน แค่นี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับมิตรภาพที่งดงามและอบอุ่นใจ