ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์- - บทที่ 141 เมื่อคำพูดเปลี่ยนทิศทาง
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์-
- บทที่ 141 เมื่อคำพูดเปลี่ยนทิศทาง
บทที่ 141 เมื่อคำพูดเปลี่ยนทิศทาง
ชิวหรงที่ตอนแรกตั้งใจจะต่อว่าอันจิ่วเม่ยว่าไม่รู้เรื่องรู้ราว แต่กลับถูกเธอสั่งสอนจนพูดไม่ออก เธอได้แต่มองลูกสะใภ้รองด้วยสายตางุนงง ไม่รู้จะตอบโต้อย่างไร
อันจิ่วเม่ยฉวยโอกาสนี้แย่งของในมือพวกเธอกลับมาทั้งหมด ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงแฝงความห่วงใย
“แม่คะ เรื่องนี้ยังดีที่เกิดขึ้นในครอบครัวเราเอง แต่ถ้าถูกแพร่ออกไปข้างนอก คนอื่นต้องหัวเราะเยาะแน่ ๆ ชื่อเสียงของแม่กับพ่อจะพลอยเสียหายไปด้วย เพราะพี่สะใภ้ใหญ่ไม่มีความสามารถอะไร หลานชายแม่ก็ไม่ฉลาดนัก วิสัยทัศน์ของพี่สะใภ้ย่อมสู้แม่ไม่ได้อยู่แล้ว เวลาเธอทำเรื่องโง่ ๆ แบบนี้ แม่ต้องคอยระวังสิคะ ทำไมถึงปล่อยให้ตัวเองถูกเธอชักนำได้ล่ะคะ?”
คำพูดของอันจิ่วเม่ยทำให้ชิวหรงที่กำลังโกรธจนหน้ามืดต้องชะงักไป เธอรู้สึกเหมือนถูกตีหน้าว่าตัวเองเป็นแม่สามีที่ไม่เอาไหน ถ้าเรื่องนี้ลุกลามออกไปจริง ๆ คงเป็นที่น่าอับอาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนนี้ที่อันจิ่วเม่ยมีชื่อเสียงดีในหมู่บ้าน หากเธอแย่งของกลับไปจริง ๆ สามีก็คงไม่พอใจและต้องต่อว่าเธอแน่
เมื่อคิดได้ดังนั้น สมองของชิวหรงก็เริ่มแจ่มใสขึ้นบ้าง เธอหันไปจ้องลี่เฟยด้วยสายตาเกรี้ยวกราด รู้สึกอยากตบลูกสะใภ้คนโตที่ช่างไร้มารยาทขึ้นทุกวันเสียหลาย ๆ ครั้ง
ลูกสะใภ้คนนี้ชอบชักนำให้ทำเรื่องผิดอยู่เรื่อย สองวันเว้นสามวันก็สร้างปัญหา!
ลี่เฟยมองสีหน้าของแม่สามีแล้วก็รู้ทันทีว่าอันจิ่วเม่ยทำให้แม่สามีเปลี่ยนใจอีกครั้ง เธอรู้สึกโกรธจัดจนแทบระเบิด ทั้ง ๆ ที่แม่สามีเองก็อยากได้ของดี ๆ เช่นเดียวกัน แถมยังเป็นคนพาทุกคนมาที่นี่ก่อนด้วยซ้ำ แต่ทำไมพออันจิ่วเม่ยพูดเพียงไม่กี่คำ แม่สามีกลับหันมาโทษเธอแทน!
“แม่! แม่ลืมไปแล้วหรือว่าเธอเป็นคนอกตัญญู! มีของดี ๆ ก็ไม่เอามาให้พ่อแม่สามี แต่กลับเอาไปให้ญาติยากจนที่ไม่เกี่ยวข้องอะไรกันเลย! นี่มันชัดเจนว่าเธอไม่ได้เห็นพวกเราเป็นคนในครอบครัวเลยนะ!”
ลี่เฟยพูดพลางจ้องอันจิ่วเม่ยด้วยสายตาเดือดดาล ทั้งยังเหลือบมองแม่สามีอย่างร้อนรน กลัวว่าคำพูดของอันจิ่วเม่ยจะโน้มน้าวจนทำให้แม่สามีเปลี่ยนใจไปอีกฝ่าย
แต่ไม่ทันที่ชิวหรงจะได้คิดตาม อันจิ่วเม่ยก็พูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น
“ตั้งแต่เธอคอยจับผิดฉันในทุกเรื่อง ฉันก็ไม่ได้คิดว่าเธอเป็นคนในครอบครัวของฉันอีกต่อไปแล้วนะ เรื่องนี้เธอเองก็รู้ดีอยู่แก่ใจ ทำไมต้องพูดออกมาให้อับอายตัวเองด้วยล่ะ? แต่สำหรับพ่อแม่ พี่รอง และพี่สะใภ้รอง พวกเขาแตกต่างออกไป ฉันย่อมปฏิบัติกับพวกเขาเหมือนคนในครอบครัวเสมอ”
คำพูดของอันจิ่วเม่ยทั้งหนักแน่นและตรงไปตรงมา ทำให้ลี่เฟยถึงกับพูดไม่ออกชั่วขณะหนึ่ง ขณะที่ชิวหรงเริ่มมีสีหน้าครุ่นคิด…
ชิวหรงในที่สุดก็หาโอกาสพูดได้ “แล้วทำไมเธอเอาของดีๆ ให้คนนอก แต่ไม่เห็นเธอเอามาให้พ่อแม่สามีเลยล่ะ?”
“โธ่ แม่จ๋า… พูดแบบนี้ทำให้ฉันเสียใจนะคะ เงินค่าเลี้ยงดูที่ฉันกับหลี่เจียเฟิ่งส่งให้ทุกเดือน ไม่ใช่เพราะความกตัญญูของพวกเราหรอกเหรอคะ? มีเงินอยู่ในมือ อยากกินอะไร อยากได้อะไรก็ซื้อได้ ไม่ดีกว่าหรือคะ?”
อันจิ่วเม่ยหยุดเว้นจังหวะเล็กน้อย “ส่วนของที่ฉันให้ป้าไปน่ะ ล้วนแต่เป็นของหมดอายุทั้งนั้น กินเข้าไปแล้วจะไม่ดีต่อสุขภาพ ฉันถึงไม่เอามาให้พ่อแม่ยังไงล่ะคะ เพราะเห็นว่าพ่อกับแม่คือคนในครอบครัว เป็นคนที่ฉันอยากดูแลอย่างแท้จริง ท่านทั้งสองอายุมากแล้ว ควรได้กินของดี ๆ สดใหม่ จะได้มีสุขภาพแข็งแรง ถ้าพลาดไปกินของหมดอายุแล้วเสียสุขภาพ ใครจะรับผิดชอบ? พี่สะใภ้ใหญ่จะรับผิดชอบเหรอ?”
คำพูดของเธอราวกับมีน้ำแข็งแทรกอยู่ในน้ำเสียง ดวงตาคมปลาบจับจ้องลี่เฟยราวกับจะทิ่มแทงอีกฝ่าย
เธอไม่จำเป็นต้องแสดงออกด้วยการกระทำใด ๆ เพียงถ้อยคำและท่าทีเยือกเย็นเช่นนี้ก็เพียงพอจะทำให้คนฟังรู้สึกถึงแรงกดดันอันหนักหน่วง
เรื่องแค่ยุแยงตะแคงรั่ว ใคร ๆ ก็ทำได้ แต่ถ้าจะพูดถึงความสามารถจริง ๆ ระหว่างเธอกับลี่เฟย… เธอก็เป็นได้แค่เด็กที่เพิ่งเริ่มหัดเดินเท่านั้นเอง
ลี่เฟยมองดูอันจิ่วเม่ยพลิกดำเป็นขาวได้อย่างง่ายดาย อดไม่ได้ที่จะเบิกตาโพลง ไม่แปลกใจเลยที่ตัวเองสู้เธอไม่ได้ ปากของเธอช่างคมกริบจริง ๆ!
“อย่ามาพูดเหลวไหลนะ! เธอบอกว่าหมดอายุก็หมดอายุเลยเหรอ? แล้วอีกอย่าง ใครจะซื้อของหมดอายุกลับมา เธอคิดว่าฉันโง่หรือไง!”
ลี่เฟยรู้สึกว่าตัวเองมาถึงที่นี่แล้ว จะต้องไม่กลับไปมือเปล่า
“ที่บ้านฉันกินแต่ของหมดอายุมาตลอด หาเงินยาก ฉันยังสาวอยู่ กินของหมดอายุนิดหน่อยไม่เป็นไร แต่พ่อแม่อายุมากแล้ว ฉันไม่อาจเอาของพวกนี้ไปให้พ่อแม่กินได้ ฉันไม่ใช่คนใจดำเหมือนพี่สะใภ้ใหญ่ที่ไม่สนใจสุขภาพของคนแก่เลย”
“หลี่เจียเฟิ่งเขียนจดหมายมาบอกว่าช่วงนี้ไม่มีงานอะไรมาก ก็เลยไม่มีเบี้ยเลี้ยง เดือนนี้ส่งเงินมาแค่สิบแปดหยวน สิบสองหยวนฉันก็ให้เป็นเงินดูแลพ่อแม่ไปแล้ว ฉันเหลือแค่ห้าหยวน ฉันกับย่าต้องใช้เงินหกหยวนนี้ประทังชีวิต ไม่ประหยัดหน่อยจะได้ยังไง”
อันจิ่วเม่ยพูดพลางทำหน้าน้อยใจ ชิวหหรงเองก็เกือบจะพูดออกมาว่าจะช่วยเหลือเธอ โชคดีที่ยังมีสติอยู่บ้าง รู้ว่าหลี่เจียเฟิ่งไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของตัวเอง และเด็กสาวตรงหน้าก็ไม่ใช่ลูกสะใภ้แท้ ๆ ตัวเองไม่ควรเสียเงินช่วย!
ดังนั้น เธอจึงถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ใช้ร่างของลี่เฟยบังตัวเอง
ลี่เฟยโกรธจนหัวใจวาย แม่ผัวของเธอไม่ใช่คนที่เก่งกาจมากไม่ใช่หรือไง ทำไมพอเจออันจิ่วเม่ยถึงได้อ่อนแอขนาดนี้?
ลี่เฟยยังพูดต่อไปว่า “ถึงของพวกนั้นจะหมดอายุ แต่ก็เป็นของดี พ่อแม่กินไม่ได้ พวกเราก็กินได้นี่ ทำไมต้องให้คนนอกด้วย!”
“ของดี ๆ ฉันก็เก็บไว้กตัญญูต่อพ่อแม่สามีของฉันเองสิคะ ส่วนพี่… พี่ก็มีลูกชายและลูกสะใภ้ของตัวเองนี่ ทำไมถึงไม่รู้จักละอายใจบ้างเลย? ฉันพูดเรื่องนี้กี่ครั้งแล้ว แต่ก็เหมือนพี่ไม่เคยสนใจ พ่อกับแม่ช่างโชคร้ายเหลือเกิน มีคุณธรรมสูงส่ง แต่กลับต้องมามีลูกสะใภ้ที่ไร้ศีลธรรมอย่างพี่ เป็นเรื่องที่น่าอับอายจริง ๆ!”
อันจิ่วส่ายหน้าอย่างแผ่วเบา สีหน้าเต็มไปด้วยความเวทนาราวกับกำลังเสียใจแทนพ่อแม่สามีอย่างจริงจัง ก่อนจะส่งสายตาดูแคลนไปยังลี่เฟย
เพ่ยอิงยืนอยู่ข้าง ๆ โดยไม่พูดอะไรเลย ตามหลักแล้วเธอกับอันจิ่วเม่ยควรจะเป็นฝ่ายตรงข้ามกัน แต่ตอนนี้เมื่อได้ยินอันจิ่วเม่ยด่าลี่เฟย เธอกลับรู้สึกสบายใจกว่าที่เคยเป็นมา
ชีวิตที่ยากลำบากของเธอเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่แต่งงานกับหลี่ถัง ลี่เฟยคือต้นเหตุของความทุกข์ทรมานของเธอ
ตอนนี้เพ่ยอิงเกลียดลี่เฟยมากกว่าอันจิ่วเม่ยเสียอีก
ดังนั้น เมื่อเห็นลี่เฟยถูกทำให้อับอาย รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอก็กดไม่ลง
“แกนังตัวดีกล้าพูดกับฉันแบบนี้ วันนี้ฉันจะฉีกปากแกให้ได้!”
ลี่เฟยพูดพลางจะพุ่งเข้าไป แต่ถูกชิวหรงดึงไว้ “พอได้แล้ว! เธอยังอายไม่พออีกหรอ? กลับไปกับฉัน!”
เมื่อชิวหรงพูดจบ เธอก็รีบลากลูกสะใภ้และหลานสะใภ้ออกไปจากบ้านของอันจิ่วเม่ย ท่าทางของเธอดูเหมือนต้องการจบเรื่องโดยเร็ว เพราะไม่อยากให้ความสัมพันธ์ระหว่างอันจิ่วเม่ยและครอบครัวสามีแย่ลงไปกว่านี้
ในตอนนี้ชิวหรงก็ได้ตัดสินใจแล้วว่า ต่อไปนี้จะปล่อยให้ลี่เฟยจัดการเรื่องเหล่านี้เอง เพราะอย่างน้อยลี่เฟยยังพอสามารถเอาของติดไม้ติดมือกลับไปได้บ้าง
ในใจลึก ๆ ชิวหรงรู้ดีว่า หากเธอเข้ามายุ่งเกี่ยว ลี่เฟยคงไม่กล้าทำอะไรมากนัก และสุดท้ายก็จะไม่ได้อะไรกลับไป แถมยังอาจสร้างปัญหาหนักใจให้ตัวเองอีกด้วย
ตอนนี้อันจิ่วเม่ยดูเหมือนจะจัดการสถานการณ์แบบนี้ได้อย่างเชี่ยวชาญ การทะเลาะกันแต่ละครั้งไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรกับเธอมากนัก