ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์- - บทที่ 142 น้ำใจที่ส่งถึงกัน
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์-
- บทที่ 142 น้ำใจที่ส่งถึงกัน
บทที่ 142 น้ำใจที่ส่งถึงกัน
หลังจากคนตระกูลหลี่กลับไป อันจิ่วเม่ยก็เริ่มเก็บข้าวของที่พวกนั้นจะเอาออกไปนำกลับเข้ามาไว้ที่เดิม เธอพูดกับย่าด้วยรอยยิ้มแฝงความเหนื่อยใจว่า
“ดูเหมือนต่อไปหนูคงต้องล็อกประตูบ้านทุกครั้งที่ออกไปแล้วล่ะค่ะ ประมาทไม่ได้เลยจริง ๆ”
โชคดีที่ของมีค่าของเธอส่วนใหญ่เก็บซ่อนไว้ในมิติพิเศษ ส่วนของที่เหลือไว้ข้างนอกล้วนเป็นของที่ไม่มีค่า หากไม่เป็นเช่นนั้น วันนี้เรื่องคงจบไม่สวยและอาจต้องเสียของที่สำคัญไป
โชคดีที่ของส่วนใหญ่ของเธอเก็บไว้ในมิติพิเศษ ที่เหลือไว้ข้างนอกล้วนเป็นของไม่มีค่า ไม่อย่างนั้นวันนี้คงแสดงละครไม่สนุกแน่
ย่าอันพูดอย่างเสียดายว่า “ถ้ารู้แต่แรก ย่าคงห้ามหลานไว้บ้าง ไม่ให้หลานเอาของให้ป้ามากขนาดนี้ ทำให้คนอื่นเห็นแล้วอยากได้ ถึงได้ไปฟ้องที่บ้านกูลหลี่”
คนในหมู่บ้านส่วนใหญ่เป็นคนดี แต่การที่อันจิ่วเม่ยให้ของดีๆ มากมายแก่ญาติพี่น้องก็อาจทำให้คนอิจฉาและนำความยุ่งยากมาสู่ตัวเองได้
ย่าอันรู้สึกผิดในใจ คิดว่าทั้งหมดนี้เป็นเพราะความโลภของตัวเองที่อยากให้หลานสาวจากบ้านเดิมมีชีวิตที่ดีขึ้น เมื่อหลานสาวนำของมาให้ เธอไม่เพียงแต่ไม่ห้าม ยังสนับสนุนให้หลานสาวรับไว้ทั้งหมดด้วย
อันจิ่วเม่ยยิ้มบาง ๆ พร้อมปลอบย่าด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะย่า ป้าไม่ได้มาเยี่ยมบ่อย ๆ หนูเองก็ไม่กล้าไปบ้านป้าคนเดียว เลยต้องให้เธอเอาของไปมากหน่อยในคราวเดียว ส่วนคนที่แอบไปฟ้องลับหลังนั้น คราวหน้า หนูจะไม่ช่วยเหลือคนในครอบครัวพวกเขาอีกก็พอค่ะ”
คำพูดของอันจิ่วเม่ยทำให้ย่าอันรู้สึกโล่งใจขึ้นเล็กน้อย แม้ในใจยังคงมีความกังวล แต่ก็อดยิ้มไม่ได้กับความเข้มแข็งและความรอบคอบของหลานสาว
คนในหมู่บ้านมีมากมาย ตอนนี้เธอก็เป็นคนที่มีอำนาจในกลุ่มป้า ๆ หาโอกาสไปพูดคุยก็สามารถสืบได้ว่าใครเป็นคนนินทาลับหลัง ต่อไปเมื่อโรงงานขยายกิจการรับคนงานเพิ่ม ก็ไม่ต้องรับคนพวกนั้นก็ได้
เธอยอมรับว่าตัวเองใจแคบ แต่ใครใช้ให้คนพวกนั้นมาหาเรื่องเธอก่อนล่ะ?
ย่าอันพยักหน้า หลานสาวพูดถูก ทางบ้านอันหนิงเหออยู่ไกลมาก การเดินทางก็อันตราย นาน ๆ มาที ช่างเถอะ เรื่องมันเกิดขึ้นแล้วก็ปล่อยไปเถอะ
“ส่วนนั่นคือของที่ป้าหลานเอามาให้” ย่าอันชี้ไปที่ของที่กองอยู่ตรงมุมกำแพง บนพื้นมีหญ้ารองไว้ ของบางอย่างห่อด้วยผ้าขาดๆ
อันจิ่วเม่ยพยักหน้า เดินเข้าไปดูว่าป้าเอาอะไรมาให้บ้างแต่ยิ่งดูก็ยิ่งรู้สึกสะเทือนใจ
ห่อผ้าขาด ๆ คือกระต่ายป่าสองตัวที่ถลกหนังและตากแห้งเก็บไว้อย่างดี มีไข่ไก่อีกสิบกว่าฟอง อีกห่อหนึ่งเป็นขนมปังที่ทำเอง มีเห็ดตากแห้งครึ่งกระสอบ และมันเทศอีกหนึ่งถุงใหญ่
ในยุคสมัยที่ขาดแคลนทรัพยากรเช่นนี้ แม้แต่คนในครอบครัวยังกินไม่อิ่มท้อง เป็นยุคที่ไม่กล้าแม้แต่จะกิน ป้าสามารถนำของมามากมายขนาดนี้ ทั้งเนื้อทั้งไข่ นับว่าเป็นของขวัญที่หรูหราอย่างยิ่ง
อันจิ่วเม่ยรู้ดีว่าป้าคงต้องควักกระเป๋าจนหมดเพื่อมาขอยืมเงิน ไม่ยากที่จะเดาได้ว่าก่อนที่ป้าจะเอ่ยปากนั้น ป้าต้องทำใจอยู่นานแค่ไหน
เมื่อมองดูของเหล่านี้ อันจิ่วเม่ยรู้สึกว่าสิ่งที่ตัวเองให้ไปนั้นน้อยเกินไป พอพี่ชายออกจากโรงพยาบาล เธอจะเตรียมของให้เขานำกลับไปเพิ่มอีก!
ตอนนี้ฟ้ามืดแล้ว อันจิ่วเม่ยทำผัดผักใส่ไข่ง่าย ๆ พร้อมกับซุปร้อน ๆ ย่าหลานทั้งสองกินอย่างอิ่มอกอิ่มใจ
อันจิ่วเม่ยไม่ใช่คนที่ไม่พูดไม่จาระหว่างกินข้าวหรือนอน ปกติเธอมักจะยุ่งกับงาน ออกไปทั้งวัน แทบไม่ได้คุยกับย่า ส่วนใหญ่จะพูดคุยกันบนโต๊ะอาหาร
วันนี้ก็ไม่ต่างกัน อันจิ่วเม่ยเป็นฝ่ายพูดถึงครอบครัวของป้า เห็นได้ชัดว่าร่างของย่าแข็งทื่อไปชั่วขณะ
“ย่า ครอบครัวของป้าเป็นญาติฝ่ายแม่เพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ของย่า ไม่ว่าจะลำบากแค่ไหนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ป้าก็ยังส่งของมาช่วยเหลือพวกเรา หนูจำบุญคุณนี้ไว้ในใจเสมอ”
แม้ว่าของที่นำมาในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาจะไม่ดีเท่าครั้งนี้ และส่วนใหญ่ก็เข้าท้องซื่อหงและอันตงหยางแต่น้ำใจที่แสดงออกมาก็ไม่อาจมองข้ามได้
“ใช่แล้ว” ย่าอันพยักหน้าพร้อมกับยิ้ม พี่ชายสามคนของเธอเสียชีวิตไปเมื่อไม่กี่ปีก่อน นอกจากอันหนิงเหอที่มักจะมาเยี่ยมเธอ หลานชายหลานสาวคนอื่น ๆ ก็ไม่ได้ติดต่อกันแล้ว นับแล้วอันหนิงเหอก็เป็นญาติฝ่ายแม่คนเดียวที่ยังห่วงใยเธอ
“อันจิ่วเม่ย ย่ารู้ว่าหนูใจดี และเพราะความสัมพันธ์ของย่า หนูจึงเต็มใจช่วยเหลือพวกเขามากขึ้น ย่าขอขอบคุณแทนพวกเขา แต่หนูก็ต้องทำตามกำลังของตัวเอง รู้จักประมาณตน ความช่วยเหลือเล็กน้อยก่อให้เกิดบุญคุณ แต่ความช่วยเหลือมากเกินไปอาจก่อให้เกิดความแค้น ในใจของย่า หนูสำคัญที่สุด”
เธอยื่นมือลูบผมของหลานสาว มองอันจิ่วเม่ยด้วยสายตาเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจและความสงสาร
แม้ว่าเธอจะสงสารหลานสาว แต่ก็ไม่อาจทุ่มหมดหน้าตักของอันจิ่วเม่ยเพื่อช่วยเหลือได้ หลานสาวแต่งงานแล้วยังต้องพาเธอซึ่งเป็นภาระไปด้วย ก็ลำบากมากพออยู่แล้ว
อันจิ่วเม่ยได้ยินย่าพูดกับเธอแบบนี้ ก็รู้สึกซาบซึ้งและดีใจ แม้พวกเธอจะไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือด แต่กลับสนิทกันยิ่งกว่าคนที่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดเสียอีก
“หนูเข้าใจแล้วค่ะย่า ย่าไม่ต้องกังวลนะคะ”
อันจิ่วเม่ยพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย เข้าใจดีถึงหลักการที่ว่าสอนให้ตกปลาดีกว่าให้ปลา หลังกินข้าวเสร็จ ย่าอันก็เก็บล้างถ้วยชาม ส่วนอันจิ่วเม่ยเริ่มก่อไฟทำอาหารอีกครั้ง
พรุ่งนี้ครอบครัวของป้าจะพาลูกชายไปรักษาที่โรงพยาบาลในเมือง เธอต้องไปช่วยและนำอาหารไปให้พวกเขาด้วย เพื่อไม่ให้วุ่นวายเกินไป
อันจิ่วเม่ยหั่นเนื้อแห้งบางส่วน แช่เห็ดป่าให้นิ่มก่อนจะนำไปผัดพริก
แอบเอาเครื่องปรุงบางส่วนจากมิติพิเศษมาปรุงรสเพิ่มความอร่อยพร้อมทั้งใส่ซอสปรุงสำเร็จ เมื่อแน่ใจว่าเห็ดสุกดีแล้วก็ตักใส่จาน
เธอนำขนมปังที่ป้าเอามาให้มาผ่าครึ่ง แล้วใส่เนื้อแห้งและผัดเห็ดที่ผัดไว้เข้าไป เป็นอันเสร็จแฮมเบอร์เกอร์จีนอย่างง่าย
ทำแบบนี้เสร็จแล้ว พรุ่งนี้เช้าแค่นึ่งอีกครั้งก็พร้อมทาน ห่อด้วยกระดาษน้ำมันก็สามารถพกพาออกนอกบ้านได้
แต่อันจิ่วเม่ยรู้สึกว่ามีแค่นี้อาจน้อยไป จึงตอกไข่มาทำแผ่นไข่ทอดเพิ่ม วางไว้ด้วยกัน ส่วนเครื่องดื่ม พรุ่งนี้ตอนออกจากบ้านจะชงนมข้าวบาร์เลย์ใส่กระติกทหารไปด้วย สมัยนี้นมข้าวบาร์เลย์มีประโยชน์มาก ดื่มเยอะ ๆ ดีต่อร่างกาย
ย่าอันเห็นหลานสาวใส่ใจขนาดนี้ หลังล้างถ้วยชามเสร็จก็เข้ามาช่วยงานด้วย
“คุณย่า ที่นี่ใกล้จะเสร็จแล้ว งั้นถ้าคุณย่าอยากจะช่วย ก็เอาหัวมันเทศที่ป้าส่งมาเทออกมาผึ่งให้หน่อยนะคะ เดี๋ยวงอก ถ้ามีอันที่งอกแล้วก็ไม่เป็นไร ช่วยคัดแยกไว้ข้าง ๆ ให้หน่อย เดี๋ยวหนูจะมาจัดการเอง”
พวกมันฝรั่งมันเทศพวกนี้ถ้างอกแล้วก็กินไม่ได้ แต่คนยุคนี้ไม่รู้ ถึงรู้ก็ไม่สนใจ ตอนที่ลำบากที่สุดรากไม้ เปลือกไม้ยังเคยแทะกิน แล้วจะพูดถึงอะไรกับอาหารที่กินอิ่มท้องพวกนี้
ตอนนี้อันจิ่วเม่ยก็พอมีเงินบ้าง พยายามกินแต่ที่ไม่งอกก็พอ ส่วนที่งอกแล้วแยกไว้ต่างหาก ก็ยังใช้ประโยชน์ได้ดี
ย่าอันไม่รู้ว่าหลานสาวจะทำอะไร แต่หลานสาวบอกอะไรก็ทำตามนั้น
งานที่อันจิ่วเม่ยให้ช่วยทำไม่เหนื่อย พอหลานสาวเธอทำไข่ม้วนเสร็จเธอก็จัดการเรียบร้อยแล้ว
อันจิ่วเม่ยเดินเข้าไปดูใกล้ ๆ เห็นว่ามีที่งอกไม่น้อยเลย คงไม่ใช่ของที่บ้านป้ากินเหลือ น่าจะเป็นเพราะเสียดายไม่กล้ากินถึงได้เก็บไว้แบบนี้