ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์- - บทที่ 162 ได้รับภารกิจเร่งด่วน
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์-
- บทที่ 162 ได้รับภารกิจเร่งด่วน
บทที่ 162 ได้รับภารกิจเร่งด่วน
หลัวลี่เซียนคิดในใจว่า ในเมื่อเธอรอเขามาหลายปีแล้ว จะรออีกสักหน่อยจะเป็นอะไรไป?
ทางด้านหลี่เจียเฟิ่ง หลังจากเสียงสัญญาณดังขึ้น คนอื่น ๆ ถูกเรียกให้ไปรวมตัวฝึกซ้อมฉุกเฉิน แต่เขาถูกเรียกตัวไปที่สำนักงานแทน
ในห้องสำนักงาน สีหน้าของผู้บัญชาการทหารดูเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด และยังมีผู้บังคับกองพันรอเขาอยู่ด้วย
“นายเพิ่งแต่งงาน ภารกิจนี้ตามจริงฉันไม่ควรให้นายไป แต่ตอนนี้มีเพียงความสามารถของนายที่ฉันไว้ใจได้เป็นพิเศษ ภารกิจนี้สำคัญมาก มันเกี่ยวข้องกับอนาคตการพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศจีน นายลองพิจารณาดูดี ๆ”
ถงจื่อหยวนตบไหล่หลี่เจียเฟิ่ง น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความหวัง
หลี่เจียเฟิ่งนึกถึงคำเตือนในจดหมายของอันจิ่วเม่ยที่ให้พยายามหลีกเลี่ยงปฏิบัติการเสี่ยงอันตราย แต่เขาก็เป็นทหาร และได้รับสิทธิพิเศษมากมาย การตอบแทนประเทศชาติในยามที่ต้องการเขา คือหน้าที่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
“ท่านผู้บังคับกองพัน ผมจะไปครับ”
แม้จะมีเวลาให้กลับไปคิดทบทวน แต่สุดท้ายคำตอบของเขาก็ยังคงเหมือนเดิม
สายตาของผู้บังคับกองพันทหารเต็มไปด้วยความชื่นชม “ดีมาก อีกสามวันนายจะนำทีมออกเดินทาง ช่วงนี้นายสามารถเตรียมตัวให้พร้อมได้”
นัยยะที่แฝงอยู่คือ สิ่งต่าง ๆ เช่น พินัยกรรม ควรเขียนเตรียมไว้ล่วงหน้า
นี่เป็นสิ่งที่ต้องเขียนทุกครั้งก่อนออกปฏิบัติภารกิจ
ที่ผ่านมาเขาไม่มีอะไรให้ห่วงใยในใจ และไม่มีความผูกพันกับคนในตระกูลหลี่ ทุกครั้งเขาจึงข้ามขั้นตอนนี้ไปทำเรื่องอื่นแทน แต่ครั้งนี้ เขาต้องมีคำอธิบายให้กับเด็กสาวคนนั้น
กลับถึงหอพัก คนอื่น ๆ ยังคงอยู่ในการฝึกอบรมเร่งรัดยังไม่กลับมา เขาเขียนพินัยกรรมอย่างจริงจัง แล้วจึงเริ่มเขียนจดหมายตอบกลับให้อันจิ่วเม่ย
ในจดหมายบอกว่าถ้ามีโอกาสสามารถพาคุณย่ามาตรวจที่โรงพยาบาลทหารได้ เครื่องมือแพทย์ที่นั่นทันสมัยกว่า ต่อมาก็พูดถึงเรื่องคณะนาฏศิลป์ทหาร เขาบอกว่าตัวเองไม่ค่อยได้ไปดู จึงไม่ค่อยรู้เรื่อง ถ้าอันจิ่วเม่ยสนใจ เขาสามารถไปถามคนอื่นให้ได้
เขายังเล่าถึงเรื่องที่เพื่อนร่วมงานวันจากคณะนาฏศิลป์ทหารส่งของขวัญแต่งงานมาให้ เขาไม่ได้รับไว้ แต่คิดว่าเธอน่าจะชอบกล่องดนตรีแบบนั้น เขาจึงตั้งใจจะไปซื้อมาให้เธอสักอัน เผื่อยามว่างจะได้เอาออกมาเล่น
สุดท้ายจึงบอกเรื่องที่เขาต้องออกปฏิบัติภารกิจ ไม่รู้ว่าจะนานแค่ไหน อาจจะไม่ได้เขียนจดหมายถึงเธอเป็นเวลานาน แต่บอกไม่ให้เธอเป็นห่วง เขาออกปฏิบัติภารกิจบ่อย มีประสบการณ์แล้ว จะไม่เกิดอะไรขึ้น บอกให้อันจิ่วเม่ยไม่ต้องตอบจดหมายเขาก่อน รอให้เขากลับมาจะส่งโทรเลขถึงเธอ
หลี่เจียเฟิ่งเขียนจดหมายตอบเสร็จแล้ว แต่ยังไม่รีบส่ง เก็บไว้ก่อน ตั้งใจว่าพรุ่งนี้จะออกไปซื้อกล่องดนตรีแล้วค่อยส่งไปพร้อมกัน
เขาอาบน้ำแต่งตัวเข้านอนแต่หัวค่ำ หนึ่งชั่วโมงต่อมาเพื่อนร่วมห้องกลับมาจากการฝึกซ้อม ไม่ได้ส่งเสียงดังอะไร อาบน้ำแล้วก็เข้านอนอย่างรวดเร็ว
วันรุ่งขึ้นเช้าตรู่หลี่เจียเฟิ่งขับรถเข้าเมือง หลัวลี่เซียนตั้งใจจะหาโอกาสพูดถึงเรื่องไม่ดีของอันจิ่วเม่ยให้เขาฟังอีก แต่ไม่ทันได้เจอตัว จึงต้องกลับไปอย่างผิดหวัง
ทางด้านอันจิ่วเม่ย ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่น โรงงานเต้าหู้เริ่มต้นคัดเลือกคนเข้ามาทำงานและซ่อมแซมอาคารเตรียมลงมือผลิตสินค้าล็อตแรก
ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกส่วนใหญ่ล้วนสนิทสนมกับอันจิ่วเม่ยเป็นทุนเดิม ทั้งยังเป็นคนขยันขันแข็งและไว้ใจได้ เช่น ยวี่เฟยและกลุ่มเพื่อนของเธอ
อันจิ่วเม่ยรู้สึกพอใจกับความตั้งใจและความกระตือรือร้นของพวกเขามาก
เธอไม่ลืมความตั้งใจเดิมที่จะชวนยวี่เฟยและเพื่อน ๆ มาร่วมทำธุรกิจเพื่อหาเงินด้วยกัน แต่ตอนนี้ตัวเธอเองยังอยู่ในช่วงลองผิดลองถูก การนำคนอื่นมาร่วมในช่วงที่ทุกอย่างยังไม่มั่นคง อาจทำให้เกิดปัญหาได้
“ตอนนี้ให้พวกเขาทำงานที่โรงงานเต้าหู้ไปก่อนก็ดีแล้ว” เธอคิดในใจ พร้อมยิ้มบาง ๆ ด้วยความรู้สึกอุ่นใจ
ส่วนเรื่องการพาคนมาร่วมธุรกิจนั้น เธอตัดสินใจที่จะรอให้ตัวเองเข้าใจทุกกระบวนการและมั่นใจในแผนการทั้งหมดก่อน เมื่อถึงเวลานั้นจึงค่อยชวนพวกเขามาเริ่มต้นใหม่ด้วยกัน
เช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากที่โรงงานเต้าหูเตรียมทุกอย่างพร้อมแล้ว ย่าอันซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของสูตรเต้าหู้ เริ่มต้นสอนกลุ่มชาวบ้านที่อันจิ่วเม่ยคัดเลือกอย่างพิถีพิถัน พวกเขาล้วนเป็นคนขยันขันแข็งและเต็มใจที่จะเรียนรู้
“จำไว้นะ สูตรนี้สืบทอดกันมาจากบรรพบุรุษ อย่าทำลวก ๆ ต้องใส่ใจทุกขั้นตอน ทั้งการเลือกถั่ว การหมัก และวิธีตัดเต้าหู้” ย่าอันกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
เหล่าลูกศิษย์ต่างตั้งใจฟังและปฏิบัติตามคำแนะนำของย่าอันอย่างเคร่งครัด ส่วนอันจิ่วเม่ยขอให้ผู้นำหมู่บ้านช่วยหาแรงงานชาวบ้านคน ช่วยกันทำถาดไม้ไม้เก็บเต้าหู้ออกมากจำนวนมากเพื่อเป็นภาชะใส่
อันจิ่วเม่ยเดินสำรวจโรงงานที่กำลังวุ่นวายด้วยรอยยิ้ม เธอรู้สึกภาคภูมิใจที่ความพยายามของเธอเริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรม
“คุณย่าคะ คุณย่าทำได้ดีมากจริง ๆ!”
ย่าอันที่เหนื่อยจากการสอนยิ้มออกมาพร้อมกับพูดว่า “ถ้าได้ถ่ายทอดความรู้นี้ให้คนรุ่นหลาน ฉันก็ถือว่าทำหน้าที่สำเร็จแล้ว ต่อจากนี้ก็ขึ้นอยู่กับพวกเขา”
หลังจากเสร็จสิ้นการสอนสูตรการทำเต้าหู้ให้กับกลุ่มชาวบ้าน ย่าอันก็พอใจกับผลงานของเหล่าลูกศิษย์ที่ตั้งใจเรียนรู้ เธอรู้สึกว่าได้ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างสมบูรณ์ อันจิ่วเม่ยจึงพาย่ากลับบ้านด้วยกัน
เมื่อมาถึงลานหน้าบ้าน หมาสามตัวประจำบ้านที่เฝ้ารออยู่ตรงนั้นต่างส่ายหางไปมาอย่างดีใจที่เห็นทั้งสองกลับมา
“ดูสิ พวกมันดีใจกันใหญ่เลย” ย่าอันยิ้มพร้อมลูบหัวเจ้าหมาตัวที่วิ่งเข้ามาใกล้
“เดี๋ยวหนูไปทำอาหารกลางวันให้ค่ะ คุณย่าพักตรงนี้ก่อนนะคะ” อันจิ่วเม่ยพูดพร้อมประคองย่าอันไปนั่งที่ม้านั่งไม้หน้าบ้าน
ก่อนเข้าไปในครัว อันจิ่วเม่ยหยิบนมผงออกมาชงในถ้วย แล้วเดินกลับมาส่งให้ย่าที่นั่งพักเหนื่อย
“ดื่มนมอุ่น ๆ ก่อนนะคะ จะได้มีแรง”
ย่าอันรับถ้วยมาแล้วจิบเล็กน้อย ก่อนจะตาเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ “จิ่วเม่ย หลานไปได้นมผงนี่มาจากไหน มันแพงมากเลยนะ แถมหายากอีกต่างหาก”
อันจิ่วเม่ยยิ้มพลางตอบอย่างสบาย ๆ “หมิ่นเหลียนซินเอามาให้ค่ะ”
ย่าอันพยักหน้าเบา ๆ ในใจนึกถึงยุวชนหญิงคนนั้น เธอจำได้ดีว่าอันจิ่วเม่ยชอบพูดคุยกับหมิ่นเหลียนซินเสมอ และดูเหมือนยุวชนหญิงคนนี้ก็หลานสาวเธอจะเอ็นดูไม่น้อย
หลังพูดคุยกันเสร็จ อันจิ่วเม่ยก็กลับเข้าไปในครัวเพื่อเตรียมอาหารกลางวันต่อ ไม่นานหลังจากนั้น เสียงเรียกจากหน้าประตูก็ดังขึ้น อันจิ่วเม่ยเงี่ยหูฟังจากในครัวและได้ยินเสียงที่คุ้นเคย
“สวัสดีค่ะคุณย่า ฉันมาหาอันจิ่วเม่ย พอดีเรามีนัดกันค่ะ”
ย่าอันที่เดินไปเปิดประตูพร้อมสุนัขทั้งสาม ต่างคนต่างต้อนรับหมิ่นเหลียนซินอย่างดี เจ้าหมาตัวน้อยถึงกับคลอเคลียอยู่ที่ขาเธอ ทำให้หมิ่นเหลียนซินแปลกใจ
“เอ… ทำไมพวกมันถึงดูต้อนรับฉันขนาดนี้” เธออดคิดไม่ได้ว่าครั้งก่อนที่มาหา อันจิ่วเม่ยเป็นคนเชิญเธอเข้าบ้านเอง เจ้าหมาจึงไม่เห่า แต่ครั้งนี้กลับรู้จักและต้อนรับเธอราวกับคุ้นเคยกัน
ย่าอันยิ้มพลางพูด “พวกมันรู้ว่าเธอเป็นเพื่อนของจิ่วเม่ยน่ะสิ เข้ามาก่อนเลย จิ่วเม่ยกำลังทำอาหารอยู่พอดี”
หมิ่นเหลียนซินเดินเข้ามาในบ้านพร้อมล็อกประตูให้อย่างเรียบร้อย จากนั้นรีบไปประคองย่าอันกลับมานั่งที่ม้านั่งหน้าบ้าน
“มา ๆ นั่งเล่นกับย่าก่อน เดี๋ยวจิ่วเม่ยก็เสร็จแล้วแหละ” ย่าอันพูดพลางยิ้ม
“ขอบคุณค่ะคุณย่า พอดีว่าหนูมีเวลาพักช่วงนี้เลยอยากจะแวะเอาของมาให้อันจิ่วเม่ยก่อน” หมิ่นเหลียนซินตอบด้วยน้ำเสียงนอบน้อม ก่อนจะพูดคุยกับย่าอันต่อ
ไม่นานนัก อันจิ่วเม่ยก็เดินออกมาจากครัว เธอเห็นหมิ่นเหลียนซินนั่งคุยกับย่าของตัวเองอย่างออกรสชาติ จึงอดยิ้มไม่ได้
“มาแล้วเหรอ?” อันจิ่วเม่ยเอ่ยทักหมิ่นเหลียนซินด้วยรอยยิ้ม