ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์- - บทที่ 163 กล่องดนตรีนี้เหมาะกับเธอที่สุด
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์-
- บทที่ 163 กล่องดนตรีนี้เหมาะกับเธอที่สุด
บทที่ 163 กล่องดนตรีนี้เหมาะกับเธอที่สุด
หมิ่นเหลียนซินหันมายิ้มตอบ “ใช่ค่ะ ฉันเลยถือโอกาสคุยกับคุณย่าระหว่างรอ”
อันจิ่วเม่ยไม่ได้แปลกใจที่หมิ่นเหลียนซินมาหาในเวลานี้ เพราะเธอคาดไว้แล้วว่าอีกฝ่ายจะต้องมาพร้อมกับหนังสือเรียนที่ตั้งใจจะมาฝากไว้กับเธอ
“เข้ามาข้างในกันเถอะ ฉันเตรียมอาหารไว้แล้ว เรากินข้าวพร้อมกัน” อันจิ่วเม่ยพูดด้วยน้ำเสียงอบอุ่น
หมิ่นเหลียนซินรีบโบกมือปฎิเสธทันที แค่อันจิ่วเม่ยให้เธอมาอ่านหนังสือที่นี้ก็เกรงใจแย่แล้ว ยังมาเตรียมอาหารให้เธออีก
“ยังไงคุณก็มาแล้วกินข้าวก่อนจะได้มีแรงไปทำงานต่อ แค่คุณเดินกลับไปที่ไร้ก็ไม่น่าจะกินข้าวทันแล้วนะ เดี๋ยวเลิกจากงานไร่ คุณก็ต้องมาอ่านหนังสือกับฉันอีก”
หมิ่นเหลียนซินคิดตามก่อนพยักหน้าตกลงก่อนประคองย่าอันเดินเข้าไปในบ้าน
ส่วนหลี่เจียเฟิ่งก็ขับรถเข้าเมืองเพื่อซื้อกล่องดนตรี เขาเดินผ่านร้านขายของฝากหลายร้านจนกระทั่งเจอร้านหนึ่งที่มีของตกแต่งน่ารักและคลาสสิก
กล่องดนตรีที่ตั้งอยู่บนชั้นมีลวดลายสวยงามและดูไม่ซ้ำแบบใคร เขาเลือกกล่องที่มีลายดอกไม้สีชมพูอ่อน ตัวกล่องทำจากไม้แกะสลักอย่างประณีต เสียงดนตรีเป็นเพลงที่ฟังแล้วชวนให้รู้สึกอบอุ่นและผ่อนคลาย
เขาลองหมุนกล่องดนตรีฟังเพลงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจซื้อด้วยความมั่นใจ ‘กล่องดนตรีนี้เหมาะกับเธอที่สุด’ เขาคิดถึงอันจิ่วเม่ยในใจ
เมื่อกลับมาถึงฐาน หลี่เจียเฟิ่งจัดการใส่กล่องดนตรีลงในกล่องพัสดุพร้อมกับจดหมายที่เขาเขียนไว้ เขาเดินไปยังที่ทำการไปรษณีย์ของฐานทัพ ระหว่างทางเขาเห็น หลัวลี่เซียน ยืนอยู่ไกล ๆ ดูเหมือนจะมองมาที่เขาด้วยสายตาที่เขารู้สึกอึดอัด
“สหายหลี่ คุณกำลังจะส่งของให้ใครเหรอคะ?” หลัวลี่เซียนเดินเข้ามาทักด้วยน้ำเสียงพยายามทำให้ดูสบาย ๆ แต่แฝงไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“ส่งให้ภรรยาผมน่ะครับ ขอตัวก่อน” หลี่เจียเฟิ่งตอบสั้น ๆ น้ำเสียงสุภาพแต่หนักแน่น โดยไม่หันกลับไปมอง
สายตาที่มั่นคงและคำตอบตรงไปตรงมานั้น ทำให้หลัวลี่เซียนชะงัก เธอพูดอะไรต่อไม่ออก ได้แต่พยายามซ่อนความไม่พอใจที่แสดงออกมาทางสีหน้า
แต่ก่อนที่เธอจะทันได้อ้าปากเปลี่ยนเรื่อง หลี่เจียเฟิ่งก็ก้าวเดินเข้าไปในที่ทำการไปรษณีย์อย่างไม่ลังเล
หลี่เจียเฟิ่งจัดการส่งพัสดุที่บรรจุกล่องดนตรี พร้อมจ่าหน้าถึงอันจิ่วเม่ยที่หมู่บ้านหนานเทียนอย่างเรียบร้อย สายตาเขามองพัสดุในมือเจ้าหน้าที่ด้วยความพอใจ รู้สึกเบาใจที่ได้ส่งของขวัญชิ้นนี้ไปถึงคนสำคัญ
หลังจากเสร็จสิ้น หลี่เจียเฟิ่งก็เดินกลับไปยังหอพักเพื่อเตรียมตัวออกเดินทาง ทิ้งให้หลัวลี่เซียนยืนมองตามหลังเขาด้วยความอึดอัดใจ เธอส่งคนไปสืบว่าหลี่เจียเฟิ่งมาทำอะไรในเมือง และข้อมูลที่ได้มาก็ทำให้เธอยิ่งโกรธ
เขาไม่เพียงปฏิเสธของขวัญที่เธอตั้งใจมอบให้ แต่กลับซื้อของขวัญชิ้นพิเศษส่งไปให้ผู้หญิงบ้านนอกนั่น!
หลัวลี่เซียนกำมือแน่น ความโกรธเดือดพล่านอยากจะฉีกพัสดุนั่นทิ้งให้สิ้นซาก แต่เธอรู้ดีว่าถึงเธอจะมีอำนาจมากแค่ไหน ก็ไม่อาจหลุดรอดสายตาของหลี่เจียเฟิ่งได้ ที่สำคัญ ที่นี่คือหน่วยไปรษณีย์ของฐานทัพ การกระทำใด ๆ ที่ไม่เหมาะสมย่อมเสี่ยงเกินไป
ด้วยเหตุนี้ หลัวลี่เซียนทำได้เพียงระงับอารมณ์ ข่มความโกรธไว้ในใจ แล้วหมุนตัวเดินจากไป ความไม่พอใจที่สะสมอยู่ในอกเริ่มแผ่ขยาย ราวกับเปลวไฟที่รอวันโหมกระพือ
เช้าวันใหม่ อันจิ่วเม่ยเตรียมตัวเข้าเมืองอย่างขะมักเขม้น พร้อมกับเต้าหู้ยี้สองชุดที่เธอบรรจงห่อไว้อย่างเรียบร้อย ชุดแรกเธอตั้งใจนำไปฝากป้าอันหนิงเหอ
เนื่องในโอกาสที่ฉีหลิวเหว่ยจะได้ออกจากโรงพยาบาลในวันนี้ อีกทั้งยังมีเรื่องสำคัญเกี่ยวกับการปลูกถั่วเหลืองที่เธอต้องการกำชับให้แน่ชัด
เมื่อมาถึงโรงพยาบาล อันจิ่วเม่ยยิ้มทักทายป้าอันหนิงเหออย่างอบอุ่น ก่อนยื่นเต้าหู้ยี้ให้
“คุณป้า นี่เป็นของเล็ก ๆ น้อย ๆ ย่าอันฝากมาให้ค่ะ เป็นฝีมือย่าเองเลย เอากลับไปลองกินดูนะคะ พี่หลิวเหว่ยก็คงต้องพักฟื้น จะได้มีอะไรอร่อย ๆ ไว้เติมพลังค่ะ”
ป้าอันหนิงเหอรับเต้าหู้ยี้ด้วยรอยยิ้มซาบซึ้ง “โอ้ ขอบใจมากจิ่วเม่ย ย่าอันนี่ช่างใจดีเสมอ เธอเองก็ไม่น่าต้องลำบากขนาดนี้เลยนะ แค่นี้ป้าก็เกรงใจจะแย่อยู่แล้ว”
อันจิ่วเม่ยยิ้มตอบอย่างจริงใจ “คุณป้าอย่าพูดแบบนั้นเลยค่ะ เราเป็นครอบครัวเดียวกัน แค่นี้ไม่ลำบากอะไรเลย”
เธอหันไปพูดกับฉีหลิวเหว่ยที่นั่งอยู่บนเตียงโดยมีเฝือกที่ขาข้างหนึ่ง “พี่หลิวเหว่ยรักษาตัวให้หายเร็ว ๆ นะคะ อย่าลืมไปคุยกับผู้นำหมู่บ้านเรื่องถั่วเหลืองนะคะ ถ้าพี่ช่วยรับซื้อจากชาวบ้านในพื้นที่ เราจะได้ช่วยสร้างรายได้ให้พวกเขาไปด้วย”
ฉีหลิวเหว่ยพยักหน้ารับ แม้จะมีท่าทางอิดโรย แต่สายตาเขาแฝงความตั้งใจ “ไม่ลืมแน่นอนจิ่วเม่ย พอพี่หายดีแล้วจะรีบไปติดต่อผู้นำหมู่บ้าน แล้วจะไปหาเธอที่หมู่บ้านเพื่อพูดคุยรายละเอียด”
อันจิ่วเม่ยใช้เวลาพูดคุยกับป้าอันหนิงเหอและครอบครัวอยู่พักใหญ่ บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นและเสียงหัวเราะ
เมื่อถึงเวลาที่ต้องไปทำธุระต่อ อันจิ่วเม่ยลุกขึ้นกล่าวลาพร้อมรอยยิ้มสดใส “วันนี้หนูต้องไปทำธุระต่อแล้วค่ะ ไว้พวกป้าลองหาโอกาสแวะไปหาย่าอันนะคะ เดี๋ยวหนูเลี้ยงของอร่อย ๆ ให้เอง”
ป้าอันหนิงเหอและสามีเดินมาส่งอันจิ่วเม่ยที่จักรยาน ทั้งคู่มีสีหน้าเปี่ยมไปด้วยความซาบซึ้งใจ ป้าอันหนิงเหอเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนและจริงใจ “ขอบใจมากนะจิ่วเม่ย สำหรับทุกเรื่องจริง ๆ ป้ากับลุงซาบซึ้งใจมาก”
อันจิ่วเม่ยหันมามองด้วยรอยยิ้มอบอุ่น ใบหน้าสดใสของเธอทำให้บรรยากาศรอบตัวดูสดชื่นขึ้น “ไม่เป็นไรค่ะ เราเป็นครอบครัวเดียวกัน ยังไงก็ต้องช่วยกันอยู่แล้ว ป้ากับลุงเดินทางกลับบ้านดี ๆ นะคะ ส่วนพี่ชายก็อย่าลืมให้เขากินอาหารดี ๆ จะได้หายไว ๆ ค่ะ”
น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความห่วงใย เรียกเสียงหัวเราะเบา ๆ จากป้าอันหนิงเหอที่พยักหน้ารับ ก่อนจะโบกมือลาขณะที่อันจิ่วเม่ยปั่นจักรยานออกไปด้วยรอยยิ้ม
เธอปั่นจักรยานออกจากโรงพยาบาล มุ่งหน้าไปยังจุดหมายถัดไปท่ามกลางแสงแดดยามสายที่เริ่มอุ่นขึ้น บรรยากาศในเมืองดูคึกคัก ทิวทัศน์สองข้างทางเต็มไปด้วยผู้คนเดินขวักไขว่
ระหว่างทาง อันจิ่วเม่ยสะดุดตากับสาว ๆ หลายคนที่สวมใส่เสื้อผ้าซึ่งเธอออกแบบ รอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจผุดขึ้นบนใบหน้าโดยไม่รู้ตัว
“โรงงานผ้าคงเริ่มจำหน่ายชุดรอบใหม่แล้วสินะ” เธอคิดในใจด้วยความพอใจ ก่อนจะเร่งปั่นจักรยานไปตามเส้นทางที่วางแผนไว้
เธอแวะร้านอาหารหลายแห่ง รวมถึงร้านสหกรณ์ต่าง ๆ ในเมือง เพื่อพูดคุยเจรจาเรื่องการวางจำหน่ายเต้าหู้ยี้ ผลตอบรับที่ได้จากการพูดคุยนั้นเป็นไปในทางบวก เมื่อเสร็จสิ้นธุระในส่วนนี้ เธอก็ปั่นจักรยานมุ่งหน้าไปยังสถานีกำจัดขยะประจำเมือง สถานที่ที่เธอคุ้นเคยดี
ไม่นานเธอก็มาถึงสถานีกำจัดขยะประจำเมือง สถานที่คุ้นเคยซึ่งคุณปู่กุ้ยฉางยังคงยืนแยกขยะอยู่ด้วยท่าทีคล่องแคล่วเหมือนเดิม เมื่อเห็นอันจิ่วเม่ยเดินเข้ามา คุณปู่เงยหน้าขึ้นยิ้มอย่างอารมณ์ดี
“วันนี้มาหาอะไรอีกล่ะ?” คุณปู่เอ่ยแซวด้วยน้ำเสียงขี้เล่น พลางหรี่ตามองหญิงสาวอย่างมีเลศนัย
อันจิ่วเม่ยหัวเราะเบา ๆ “หนูไม่ได้มาหาอะไรหรอกค่ะ แต่เอาเต้าหู้ยี้มาฝากปู่ต่างหาก ลองชิมดูนะคะ” เธอส่งโหลแก้วที่ใส่เต้าหู้ยี้ให้พร้อมรอยยิ้มอบอุ่น
คุณปู่รับโหลแก้วไป แม้จะทำหน้าเหมือนไม่ใส่ใจ แต่สายตากลับแฝงความยินดี “เออ เดี๋ยวจะลองชิมดู”
อันจิ่วเม่ยยิ้มกว้าง ก่อนจะเริ่มช่วยคุณปู่แยกขยะเหมือนทุกครั้ง ระหว่างนั้นเธอก็ถามถึงลู่เหอ หุ้นส่วนคนสำคัญที่เธอมีแผนจะพูดคุยเรื่องธุรกิจเสื้อผ้าในเร็ว ๆ นี้
“ปู่คะ พี่ลู่เหอขายของช่วงนี้เป็นยังไงบ้างคะ?”
คุณปู่ยักไหล่พลางตอบเสียงเรียบ “ฉันจะไปรู้เรื่องของมันได้ยังไง เธอก็รอถามมันเองสิ”
อันจิ่วเม่ยเกาหัวเล็กน้อยอย่างเก้อเขิน ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี “ฮ่า ๆ ก็ได้ค่ะ ไว้หนูจะถามพี่เขาเอง”