ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์- - บทที่ 175 การต่อสู้ที่ดุเดือด
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์-
- บทที่ 175 การต่อสู้ที่ดุเดือด
บทที่ 175 การต่อสู้ที่ดุเดือด
ยังไม่ทันที่ซื่อหงจะตั้งตัว อันจิ่วเม่ยก็รวบรวมแรงเฮือกสุดท้าย พุ่งตัวเข้าไปล็อกคอซื่อหงอย่างรวดเร็ว ก่อนจะกระแทกศีรษะของอีกฝ่ายเข้ากับเสาไม้ด้วยแรงทั้งหมดที่มี
ร่างของซื่อหงล้มกระแทกพื้นอย่างแรง เสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดดังขึ้น พร้อมกับอาการมึนงงจากแรงกระแทกที่ได้รับ ขณะเดียวกัน อันจิ่วเม่ยรีบดีดตัวลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้ความเจ็บปวดจากขาที่บาดเจ็บจะราวกับถูกฉีกขาดเป็นชิ้น เธอก็ทำได้เพียงกัดฟันอดทนเพื่อยืนหยัดต่อไป
อันจิ่วเม่ยยืนหยัดเผชิญหน้ากับชายสองคนตรงหน้า ปลายมีดในมือของเธอจ่อไปยังโจรทั้งสองที่ยังยืนนิ่งด้วยความตกตะลึงกับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น แววตาของเธอฉายชัดถึงความดุดันและการไม่ยอมแพ้ ทำให้บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความตึงเครียดและทรงพลัง
“อย่าเข้ามา!” อันจิ่วเม่ยตวาด น้ำเสียงแม้จะสั่นแต่เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวและมุ่งมั่น “ถ้าพวกแกเข้ามา ฉันจะฟันมีดไปมั่ว ๆ! ถ้าไม่อยากให้คอของแกขาด…ก็ถอยไปซะ!”
คำประกาศกร้าวของเธอทำให้โจรทั้งสองชะงักค้าง พวกมันสบตากันด้วยความลังเล ใบหน้าฉายแววหวาดระแวง และในใจก็เต็มไปด้วยความสงสัยปนงุนงง ยัยนี่ไปเอามีดมาจากไหนกัน!
บาดแผลจากการถูกแทงของชายกำยำเป็นเครื่องเตือนใจว่าการประมาทอันจิ่วเม่ยไม่ใช่ทางเลือกที่ดี โจรทั้งสองจึงยืนนิ่งอยู่กับที่ ไม่กล้าขยับเข้าไปใกล้มากกว่านี้
อันจิ่วเม่ยค่อย ๆ เดินถอยหลังอย่างระมัดระวัง ร่างของเธอกะเผลกเพราะความเจ็บปวดที่ขา ซึ่งดูท่าทางแล้ว เธอคงไม่สามารถวิ่งหนีไปได้ไกลมากนัก มือของอันจิ่วเม่ยกำมีดไว้แน่น เพื่อกดดันให้อีกฝ่ายเปิดทางให้เธอหลบหนี ทว่าด้วยความไม่ทันระวัง
ซื่อหงที่ฟื้นตัวขึ้นมาก็ฉวยโอกาสคว้าข้อเท้าของเธอไว้อย่างรวดเร็ว ก่อนจะกระชากจนเธอล้มลงไปกับพื้นอย่างแรง
มีดในมือของอันจิ่วเม่ยกระเด็นออกไป ร่างของซื่อหงกระโจนขึ้นคร่อมเธอ ใบหน้าที่เปื้อนเลือดและดวงตาแดงก่ำทำให้เธอดูเหมือนคนเสียสติ
“แกมันเก่งไปหมดทุกเรื่องสินะ! วันนี้ฉันจะฆ่าแกเอง!” ซื่อหงตวาดด้วยความโกรธ เธอบีบคออันจิ่วเม่ยอย่างแรง
อันจิ่วเม่ยพยายามดิ้นรน เธอยกมือขึ้นพยายามบีบคอซื่อหงคืน เสียงกรีดร้องของทั้งสองดังลั่นไปทั่วห้อง
โจรสองคนที่ยืนดูเหตุการณ์ตรงหน้า ถึงกับหน้าซีด พวกมันไม่คิดว่าจะต้องมาเจอฉากน่าสยดสยองเช่นนี้ แต่พวกมันรู้ดีว่าหากอันจิ่วเม่ยตายก่อนจะส่งตัวให้ลูกค้า งานนี้พวกมันจะต้องแย่แน่
“รีบดึงนังบ้านี่ออกไป!” โจรร่างผอมร้องขึ้น
โจรทั้งสองรีบเข้ามาดึงซื่อหงออกจากตัวอันจิ่วเม่ยทันที ซื่อหงดิ้นรนสุดแรงพลางกรีดร้องอย่างคนเสียสติ “ปล่อยฉัน! ฉันจะฆ่ามัน! ฉันจะฆ่ามัน!”
เมื่อหลุดจากการจับกุมของโจรทั้งสอง ซื่อหงพุ่งไปคว้ามีดที่ตกอยู่บนพื้นอย่างรวดเร็วโดยไม่ลังเล ขณะเดียวกัน อันจิ่วเม่ยที่พยายามยันตัวขึ้นมองภาพนั้นด้วยสายตาเต็มไปด้วยความหวาดระแวงและตื่นตระหนก
อันจิ่วเม่ยหลับตาปี๋ ร่างของเธอสั่นเทา มือสองข้างที่เคยพยายามปัดป้องตอนนี้เริ่มหมดแรง ในใจเธอเอ่ยคำขอโทษวนซ้ำไม่หยุด ขอโทษค่ะคุณย่า…ถ้ารู้ว่าฉันจะจบชีวิตวันนี้ ฉันน่าจะเอาทองออกจากมิติไว้ให้คุณย่าใช้…
น้ำตาไหลอาบแก้ม เธอเอ่ยขอโทษหลี่เจียเฟิ่งในใจ ขอโทษนะเจียเฟิ่ง…ฉันผิดสัญญา ฉันไม่ได้รอคุณกลับมา…
ทันใดนั้น ประตูไม้เก่าคร่ำคร่าก็ถูกเปิดออกอย่างแรง เสียงดังสะท้อนไปทั่วห้อง ร่างสูงในชุดทหารพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ซื่อหงจะทันได้ฟันมีดลง ร่างของเธอก็ถูกถีบจนกระเด็นไปกระแทกผนังอย่างแรง
เสียงร้องของซื่อหงดังก้องตามมาด้วยเสียงมีดตกกระทบพื้น อันจิ่วเม่ยที่ปิดตารอรับความเจ็บปวดค่อย ๆ ลืมตาขึ้น และภาพแรกที่ปรากฏตรงหน้า…คือแผ่นหลังที่คุ้นเคย
“เจียเฟิ่ง…” เสียงของเธอแผ่วเบาราวกับลมหายใจ
หลี่เจียเฟิ่งไม่ได้หันกลับมาหาเธอในทันที เขาพุ่งเข้าหาชายสองคนที่กำลังตกใจแทบเสียสติ โจรทั้งสองพยายามตอบโต้แต่ไม่ทันได้ตั้งตัว หมัดหนัก ๆ ของหลี่เจียเฟิ่งก็ซัดเข้าที่ใบหน้าและลำตัวของพวกมันจนล้มไปกองกับพื้นในเวลาเพียงชั่วพริบตา
เมื่อจัดการศัตรูจนสลบแน่นิ่ง หลี่เจียเฟิ่งก็รีบหันกลับมาหาอันจิ่วเม่ยทันที เขาก้มลงนั่งข้างเธอ มือใหญ่ประคองตัวเธอขึ้นอย่างเบามือ แต่สายตาที่มองร่างอันบอบช้ำของเธอเต็มไปด้วยความโกรธและเจ็บปวด
ร่องรอยบาดแผลทั่วร่างกายของอันจิ่วเม่ยเป็นสิ่งที่เขาไม่อาจทนเห็นได้ ใบหน้าและลำตัวของเธอเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำและแผลสด แม้แต่ลมหายใจของเธอก็ยังขาดห้วง
“อันจิ่วเม่ย…” เสียงของหลี่เจียเฟิ่งสั่นเทา สายตาของเขาวาวโรจน์ด้วยโทสะ
แต่ยังไม่ทันที่เขาจะพูดอะไร อันจิ่วเม่ยก็ยกมือที่สั่นระริกขึ้นประคองใบหน้าของเขา เธอออกแรงเพียงน้อยนิดเพื่อดึงให้เขาหันกลับมามองเธอ ใบหน้าที่ใกล้ชิดกันทำให้เธอเห็นดวงตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใย
“เจียเฟิ่ง…ฉันไม่เป็นไร มองฉันสิ…” อันจิ่วเม่ยพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่หนักแน่น
หลี่เจียเฟิ่งสบตาเธอ สายตาที่เคยเต็มไปด้วยโกรธเกรี้ยวค่อย ๆ อ่อนลง มือของเขาเอื้อมไปลูบใบหน้าที่ซีดเซียวของเธอเบา ๆ
“อันจิ่วเม่ย…ขอโทษนะ ฉันขอโทษ…ไม่เป็นไรแล้ว” เขาเอ่ยเสียงสั่น ความรู้สึกผิดกัดกินใจ
เพียงได้ยินคำพูดนั้น ความอดทนของอันจิ่วเม่ยก็พังทลาย ความเจ็บปวดที่เธออดกลั้นไว้ไม่ให้แสดงออกพลันวิ่งแล่นไปทั่วร่าง หัวของเธอปวดร้าวจนแทบยกไม่ขึ้น ความเหนื่อยล้าจากบาดแผลและการดิ้นรนเอาชีวิตรอดทำให้เธอรู้สึกเหมือนร่างกายกำลังจะขาดใจ
“เจียเฟิ่ง…ฉัน…” เธอเอ่ยเพียงคำสั้น ๆ ก่อนร่างกายที่อ่อนแรงจะทรุดลงในอ้อมแขนของเขา สติที่เหลืออยู่เลือนรางพลันดับวูบ
หลี่เจียเฟิ่งประคองร่างอันไร้สติของอันจิ่วเม่ยในอ้อมแขน เขามองใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยฟกช้ำและซีดเซียวจนแทบไม่มีสีเลือด ร่างของเขาสั่นเล็กน้อย แต่เสียงเรียกของเขากลับหนักแน่นและเต็มไปด้วยความร้อนใจ
“อันจิ่วเม่ย! จิ่วเม่ย!” เขาตะโกนเรียกซ้ำ ๆ หวังว่าเธอจะลืมตาขึ้นมาสักครั้ง แต่กลับไม่มีสัญญาณตอบรับจากเธอ
ไม่รอช้า เขาจัดการอุ้มเธอขึ้นบนหลังอย่างระมัดระวัง แล้ววิ่งออกจากตรอกทันที ฝีเท้าของเขาหนักแน่นและรวดเร็วราวกับว่าความล่าช้าเพียงเสี้ยววินาทีอาจหมายถึงชีวิตของเธอ
ในจังหวะเดียวกันนั้นเอง เงาร่างของต้าหวังและนายตำรวจอีกหลายคนก็ปรากฏขึ้นที่ปลายตรอก ต้าหวังร้องเรียกด้วยความตกใจเมื่อเห็นสภาพของทั้งคู่
“เจียเฟิ่ง! เกิดอะไรขึ้น!?”
หลี่เจียเฟิ่งไม่หยุดวิ่ง เขาตะโกนตอบทั้งที่หายใจแรง “จิ่วเม่ยต้องไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้!”
ต้าหวังที่เห็นสภาพของอันจิ่วเม่ยรีบตะโกนบอกคนของเขา “กระจายกำลังไปจับคนร้าย! เจียเฟิ่งรถจอดอยู่ข้างหน้า”
หลี่เจียเฟิ่งพยักหน้าอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเร่งฝีเท้าพ้นจากตรอกมาถึงทางออก ที่นั่นเขาเห็นรถของต้าหวังจอดรออยู่เรียบร้อย ต้าหวังรีบก้าวลงมาเปิดประตูหลังให้ทันที
“ขึ้นมาเร็ว!” ต้าหวังเอ่ยเร่งด้วยน้ำเสียงจริงจัง
หลี่เจียเฟิ่งก้าวขึ้นรถอย่างรวดเร็ว เขานั่งลงบนเบาะหลังอย่างระมัดระวัง พร้อมทั้งประคองร่างของอันจิ่วเม่ยไว้แนบอกอย่างทะนุถนอม ต้าหวังปิดประตูแล้วรีบตรงไปยังตำแหน่งคนขับ จากนั้นเขาเร่งเครื่องออกไปทันที เสียงล้อรถบดกับถนนดังขึ้นสะท้อนความร้อนรนในสถานการณ์นั้น
ไม่นานนัก พวกเขาก็มาถึงโรงพยาบาล ทีมแพทย์และพยาบาลรีบเข็นเตียงคนไข้เข้ามารับตัวอันจิ่วเม่ยทันที หลี่เจียเฟิ่งที่ยังอุ้มเธออยู่ไม่ยอมปล่อยง่าย ๆ เขาก้าวตามไปจนถึงหน้าห้องฉุกเฉิน
“คุณต้องรอข้างนอกค่ะ!” พยาบาลพูดเสียงเข้มแต่สุภาพ