ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์- - บทที่ 26 ความลับของที่ดินรกร้าง
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์-
- บทที่ 26 ความลับของที่ดินรกร้าง
บทที่ 26 ความลับของที่ดินรกร้าง
อันจิ่วเม่ยมองหลี่เจียเฟิ่งด้วยความประหลาดใจ เขาเปลี่ยนสีหน้าและท่าทางได้อย่างรวดเร็วราวกับเป็นคนละคน เธออดคิดไม่ได้ว่าสามีของเธอนี่ช่างเป็นคนที่น่าทึ่งจริง ๆ
บรรยากาศในบ้านดูผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด เหวินฟู่มีสีหน้ายิ้มแย้มขึ้นหลังจากได้รับของกำนัล
“มีอะไรให้ช่วยก็ว่ามาเถอะ” เหวินฟู่เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น
หลี่เจียเฟิ่งสังเกตเห็นว่าเหวินฟู่กำลังคาบบุหรี่เอาไว้ เขาจึงฉวยโอกาสนี้หยิบไม้ขีดไฟขึ้นมาจุดให้ทันที พร้อมกับพูดขึ้นว่า
“อย่างที่ลุงผู้นำรู้ ตอนนี้ผมแยกครอบครัวออกมาแล้ว ไม่มีที่อยู่ และคงไม่เหมาะที่จะอาศัยอยู่บ้านภรรยาไปตลอด ผมเลยอยากขอความกรุณาลุงผู้นำหมู่บ้าน จัดสรรที่ดินให้ผมสักแปลง เพื่อสร้างบ้านเล็ก ๆ สักสองห้องครับ”
เหวินฟู่ได้ยินก็รู้สึกโล่งอก เรื่องนี้อยู่ในอำนาจของเขาและไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอะไร
เหวินฟู่พยักหน้ารับรู้ พลางพ่นควันบุหรี่ออกมา สีหน้าของเขาดูผ่อนคลายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด “เรื่องแค่นี้ไม่ใช่เรื่องยากหรอก ในหมู่บ้านเรายังมีที่ดินว่างอีกหลายแปลง เดี๋ยวฉันจะเอาแผนที่มาให้ดู พวกเธอเลือกแปลงที่ชอบได้เลย”
ขณะที่เหวินฟู่ลุกขึ้นเพื่อไปหยิบแผนที่ อันจิ่วเม่ยก็ไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไป
เธอหันไปส่งยิ้มหวานให้ไป๋ชิง พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงใส “หนูรู้ว่าคุณลุงใจดีที่สุดเลยค่ะ อีกไม่กี่วันหนูจะเข้าป่าไปหาเห็ดอร่อย ๆ มาฝากคุณลุงกับคุณป้า เอาไว้ทำซุปกินนะคะ”
ไป๋ชิงรู้สึกเอ็นดูอันจิ่วเม่ยเป็นอย่างมาก เด็กสาวช่างน่ารักและรู้จักกาลเทศะ ถ้าหากเธอยังสาวและยังไม่ได้แต่งงาน เธอคงจะขออันจิ่วเม่ยมาเป็นลูกสะใภ้เสียเอง
ด้วยความเอ็นดู ภรรยาผู้นำหมู่บ้านจึงหันไปกำชับหลี่เจียเฟิ่ง
“หลี่เจียเฟิ่ง นายต้องดูแลจิ่วเม่ยให้ดี ๆ นะ เด็กคนนี้เป็นคนดี แต่งงานกันแล้วก็อย่าลืมแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนที่บ้านบ้างล่ะ อย่าหายหน้าหายตาไปหลายปีเหมือนเมื่อก่อนอีก”
หลี่เจียเฟิ่งพยักหน้ารับคำอย่างนอบน้อม ในเวลาไม่นาน
เหวินฟู่ก็เดินกลับมาพร้อมกับแผนที่ผืนใหญ่
เหวินฟู่วางมันลงบนโต๊ะ ก่อนจะอธิบาย “ลองดูนะ ว่าสนใจแปลงไหน ราคาแต่ละแปลงไม่เท่ากัน”
อันจิ่วเม่ยที่แค่ตั้งใจจะมาพูดช่วยหลี่เจียเฟิ่งเท่านั้น เรื่องที่ดินยกให้เขาเป็นคนตัดสินใจเอง
แต่ทว่าสายตาของอันจิ่วเม่ยกลับถูกตรึงไว้ด้วยแผนผังแปลงหนึ่ง เธอจำได้แม่นยำว่าเพิ่งเดินผ่านพื้นที่ตรงนั้นเมื่อคืน
“คุณลุงคะ ที่ดินแปลงนี้ราคาเท่าไหร่คะ?” อันจิ่วเม่ยถามขึ้นด้วยความตื่นเต้น จนลืมปรึกษาหลี่เจียเฟิ่งไปเสียสนิท
เหวินฟู่เดินเข้าดูใกล้ ๆ พลางพ่นควันบุหรี่ออกมา
“แปลงนี้อยู่ค่อนข้างไกล ไม่ค่อยมีเพื่อนบ้าน ราคาเลยถูกที่สุดในบรรดาที่ดินทั้งหมด แต่จิ่วเม่ยอย่าเพิ่งตัดสินใจเพราะเห็นแก่ราคาถูกนะ ถ้าหลี่เจียเฟิ่งไม่อยู่บ้าน แล้วเธอพาคุณย่ามาอยู่ด้วย ลุงว่าอยู่ใกล้ ๆ คนอื่นจะปลอดภัยกว่า”
เหวินฟู่คิดว่าอันจิ่วเม่ยอยากประหยัดเงินให้หลี่เจียเฟิ่ง เขาก็รู้สึกชื่นชมในตัวเด็กสาว แต่เขาจึงอดไม่ได้ที่จะเตือนด้วยความหวังดี
อันจิ่วเม่ยเหลือบมองหลี่เจียเฟิ่ง เมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้มีท่าทีคัดค้าน จึงตอบกลับไปว่า
“ไม่เป็นไรค่ะคุณลุง หนูกับคุณย่าชอบอยู่เงียบ ๆ แปลงนี้ไม่เพียงแต่ราคาถูก ขนาดยังใหญ่กว่าแปลงอื่น ๆ ตั้งเยอะ หนูชอบมากเลยค่ะ” รอยยิ้มสดใสปรากฏขึ้นบนใบหน้าของอันจิ่วเม่ย แสดงให้เห็นว่าเธอไม่ได้ฝืนพูด
แต่เหวินฟู่ยังคงคิดว่าอันจิ่วเม่ยพยายามประหยัดเงิน เขาจึงหันไปมองหลี่เจียเฟิ่ง
หลี่เจียเฟิ่งมองใบหน้าอันจิ่วเม่ย เห็นชัดว่าหญิงสาวอยากได้ที่ดินแปลงนี้ “ถ้าเธอชอบ เราก็เอาแปลงนี้แหละ”
อันจิ่วเม่ยถอนหายใจโล่งอก แต่เหวินฟู่กลับมองหลี่เจียเฟิ่งอย่างไม่เห็นด้วย คิดในใจว่าสมแล้วที่ยังหนุ่มเกินไป ถึงไม่เข้าใจจิตใจผู้หญิง
แม้เหวินฟู่จะเตือนเด็กทั้งสองไปแล้ว แต่เมื่อเห็นว่าทั้งคู่ต่างก็สนใจที่ดินแปลงนั้นอย่างแน่วแน่ เขาจึงไม่อาจขัดขวางได้อีก เหวินฟู่บอกราคาที่ดินออกมาตรง ๆ โดยไม่ลังเล
หลี่เจียเฟิ่งควักเงินออกจากกระเป๋าจ่ายให้เหวินฟู่อย่างไม่ลังเล ราวกับเศรษฐีผู้ใจกว้าง จากนั้นก็รับหลักฐานการซื้อขายมาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะพาอันจิ่วเม่ยเดินกลับบ้าน
ระหว่างทาง อันจิ่วเม่ยรู้สึกกระวนกระวายใจอย่างบอกไม่ถูก เธอพยายามหาคำพูดที่เหมาะสมที่จะอธิบายเรื่องที่ดินแปลงนั้นให้หลี่เจียเฟิ่งฟัง
แต่หลี่เจียเฟิ่งกลับเงียบสนิท ราวกับรูปปั้น เขาไม่ได้ถามอะไรเธอเลยแม้แต่คำเดียว
อันจิ่วเม่ยคิดวนไปวนมาจนปวดหัว ในที่สุดเธอก็ทนไม่ไหว จึงตัดสินใจเอ่ยถาม “คุณไม่ถามฉันเลยเหรอ ว่าทำไมฉันถึงอยากได้ที่ดินแปลงนั้นนัก”
หลี่เจียเฟิ่งเหลือบมองเธอด้วยแววตาประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “เธอชอบก็คงมีเหตุผลของเธอ บ้านที่เราจะสร้างก็เพื่อให้เธออยู่ ถ้าเธอชอบก็พอแล้ว”
หลี่เจียเฟิ่งรู้ดีว่าอันจิ่วเม่ยไม่ได้เลือกที่ดินแปลงนั้นเพราะราคาถูก เพราะในตอนที่เธอตัดสินใจ เหวินฟู่ยังไม่ทันได้เอ่ยปากบอกราคาด้วยซ้ำ
เขามีลางสังหรณ์ว่าถึงผู้นำหมู่บ้านจะบอกว่าที่ดินแปลงนี้แพงที่สุด เธอก็คงไม่ยอมเปลี่ยนใจอยู่ดี
ภาพของอันจิ่วเม่ยในตอนที่เธอเห็นที่ดินแปลงนั้นยังคงติดตาเขา ดวงตาของเธอเป็นประกาย ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นและความปรารถนาอย่างรุนแรง หลี่เจียเฟิ่งรู้ดีว่าถ้าเขาไม่ยอมซื้อที่ดินผืนนั้นให้ คงต้องเกิดสงครามขนาดย่อมขึ้นในบ้านอย่างแน่นอน
แม้จะไม่รู้ว่าเธอตื่นเต้นอะไรนักหนา แต่เขารู้ดีว่าตัวเองแค่ต้องควักกระเป๋าจ่ายเงินก็จบเรื่อง
เมื่อเห็นสีหน้าของหลี่เจียเฟิ่ง ที่ดูเหมือนเรื่องทั้งหมดนี้เป็นเพียงเรื่องปกติธรรมดา
อันจิ่วเม่ยรู้สึกว่าความกังวลก่อนหน้านี้ของเธอช่างไร้สาระสิ้นดี แต่เพราะท่าทีที่ดูสบาย ๆ ของหลี่เจียเฟิ่งนี่แหละ ที่ทำให้เธอตัดสินใจบางอย่างได้อย่างเด็ดขาด
“อืม… พอกลับถึงบ้านแล้ว ฉันจะให้คุณดูอะไรบางอย่าง” อันจิ่วเม่ยพูดด้วยน้ำเสียงลึกลับ ดวงตาเป็นประกายระยิบระยับ
“?” หลี่เจียเฟิ่งทำหน้าสงสัย
“คุณเห็น เดี๋ยวคุณก็รู้เอง” พูดจบ อันจิ่วเม่ยก็พาหลี่เจียเฟิ่งเร่งฝีเท้ากลับบ้านอย่างรวดเร็ว
เมื่อมาถึงบ้าน อันจิ่วเม่ยมั่นใจแล้วว่าซื่อหงไม่ได้แอบฟังอยู่ เธอลากหลี่เจียเฟิ่งเข้าไปในห้องนอนอย่างรวดเร็ว แล้วปิดประตูลงกลอน ก่อนจะหยิบก้อนทองคำขนาดมหึมาออกมาจากกระเป๋าผ้าด้วยท่าทีลับ ๆ ล่อ ๆ
“นี่คือสิ่งที่ฉันเก็บได้จากที่ดินแปลงนั้นเมื่อคืนก่อน” อันจิ่วเม่ย กระซิบเสียงต่ำ “ฉันคิดว่าน่าจะมีอีก เลยอยากได้ที่ดินแปลงนี้”
ขณะพูดอันจิ่วเม่ยก็จ้องมองหลี่เจียเฟิ่งตลอดเวลาราวกับนักสืบกำลังสอบปากคำผู้ต้องสงสัย ไม่ยอมพลาดปฏิกิริยาใด ๆ ของเขา
อันจิ่วเม่ยต้องการรู้ว่าหลี่เจียเฟิ่งจะแสดงท่าทีอย่างไร เพราะตอนนี้สถานการณ์ยังไม่มั่นคง ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเขาก็ยังคลุมเครือ
ถ้าเขาไม่รู้จักยืดหยุ่น ก้อนทองคำขนาดใหญ่นี้ของเธอคงจะถูกยึดไปแน่
เมื่อเห็นทองคำก้อนโต หลี่เจียเฟิ่งเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เขาพยายามนึก แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าที่ดินแปลงนั้นเคยเป็นของตระกูลเศรษฐีเก่า แต่ต่อมาเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น ที่ดินผืนนั้นจึงถูกทิ้งร้าง ไม่มีใครสนใจ ทองคำก้อนนี้อาจจะตกหล่นอยู่ในตอนนั้นก็ได้
หลี่เจียเฟิ่งหยิบทองคำขึ้นมาพิจารณาอย่างละเอียด เขามั่นใจแล้วว่ามันเป็นทองคำแท้ จึงวางมันลงอย่างเบามือ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ในเมื่อเธอเป็นคนเก็บได้ ก็เก็บไว้เองให้ดี อย่าเพิ่งเปิดเผยในช่วงสองสามปีนี้ ส่วนที่ดินนั้นยังต้องทำความสะอาด เดี๋ยวฉันจะไปดูให้ดี ๆ ”
เพียงแค่สองประโยคสั้นๆ แต่ก็แสดงให้เห็นถึงจุดยืนของหลี่เจียเฟิ่งอย่างชัดเจน