ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์- - บทที่ 25 แผนร้ายของอันตงหยาง
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์-
- บทที่ 25 แผนร้ายของอันตงหยาง
บทที่ 25 แผนร้ายของอันตงหยาง
อันจิ่วเม่ยล้างหน้าล้างตาเสร็จก็รีบจัดเตรียมขนมให้สามีถือไป ทั้งคู่เดินเคียงข้างกันออกจากบ้านราวกับนกคู่รัก
ทว่าเบื้องหลังความหวานชื่นนั้น กลับมีเงาดำคู่นึงแอบซุ่มมองพวกเขาจากมุมมืด
ซื่อหงและอันตงหยางค่อย ๆ โผล่หัวออกมาจากที่ซ่อน ใบหน้าของอันตงหยางบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ
“แม่! จะให้พวกมันอยู่บ้านเราจริง ๆ เหรอ? แบบนี้ชีวิตของพวกเราจะสงบสุขได้ยังไง!” อันตงหยางบ่น เขาคาดหวังมาตลอดว่าอันจิ่วเม่ยจะถูกรังแกตายที่บ้านสามี แต่ใครจะคิดว่าพวกเขาจะกลับมาอยู่ที่บ้านหลังนี้แทนซะงั้น
ซื่อหงถอนหายใจ “แกคิดว่าฉันอยากงั้นเหรอ? แต่นังตัวดีนั่นมันกุมความลับแกไว้ไม่ใช่หรือไง อีกอย่างแกไม่เห็นหรอว่าคนที่มารับมันเขาทำงานในสถานีตำรวจ แกกล้าไปยุ่งกับเขาไหมล่ะ?”
ทั้งสองได้แต่ทำหน้าสิ้นหวัง รู้ดีว่าชีวิตต่อจากนี้คงอึดอัดไม่น้อย เมื่อต้องอยู่ร่วมชายคาเดียวกับคนที่พวกเขาเกลียดชัง
อันตงหยางกำหมัดแน่น ส่ายศีรษะอย่างหัวเสีย หลี่เจียเฟิ่งไม่ใช่คนที่จะยอมให้ใครมารังแกง่าย ๆ นั่นเป็นเหตุผลที่วันนี้เขาต้องหลบซ่อนตัวอยู่ในบ้าน ราวกับหนูติดจั่น
ความโกรธแค้นที่อัดอั้นมานานพุ่งพล่านขึ้นมาอีกครั้ง อันตงหยางหันไปตวาดใส่ผู้เป็นแม่เสียงดัง
“ทั้งหมดนี้มันเป็นความผิดของแม่! ทำไมแม่ไม่ส่งยัยนั่นไปแต่งงานกับตระกูลอื่น ถ้าไม่ใช่ตระกูลหลี่ เรื่องวุ่นวายทั้งหมดนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น!”
แม้จะถูกลูกชายคนเดียวตะคอกใส่ ซื่อหงก็ไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองแม้แต่น้อย ในใจกลับรู้สึกผิดที่ทำให้ลูกต้องมาตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากเช่นนี้
“ใครจะไปรู้ล่ะว่ายัยเด็กคนนั้นจะมีดวงแข็งขนาดนี้…” ซื่อหงพึมพำกับตัวเอง
ซื่อหงมองลูกชาย เธอพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ตงหยาง…แม่ว่าต่อไปแกก็อยู่บ้านเฉย ๆ เถอะนะ อย่าออกไปก่อเรื่องอีกเลย แม่มีลูกชายแค่คนเดียว ถ้าแกเป็นอะไรไป แม่จะอยู่ยังไง…”
“พอเถอะน่าแม่! ผมรำคาญ!” อันตงหยางตวาดกลับอย่างหงุดหงิด
“แม่ไปเอาเงินมาให้ผมหน่อย ผมจะออกไปข้างนอก ยัยตัวแสบนั่นมันกล้าทำร้ายผม ผมจะไม่ปล่อยมันแน่!”
ซื่อหงชะงักไปครู่ใหญ่ เธอเดาได้ทันทีว่าลูกชายต้องการจ้างวานคนไปสั่งสอนอันจิ่วเม่ยแน่ ๆ
ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็คงไม่เป็นไร แต่ตอนนี้อันจิ่วเม่ยมีหลี่เจียเฟิ่ง คอยหนุนหลัง ถ้าพลาดพลั้งแม้แต่นิดเดียว อาจเป็นฝ่ายของลูกชายเธอเองที่จะเดือดร้อน
คิดได้ดังนั้น ซื่อหงก็อยากจะเตือนสติลูกชาย แต่ยังไม่ทันได้อ้าปาก อันตงหยางพูดแทรกขึ้นมาก่อนว่า “แม่ไม่ต้องห่วงถ้าผมทำสำเร็จ ผมจะกลับมา”
ขณะนี้ซื่อหงกำลังปวดหัวกับลูกชายหัวแก้วหัวแหวน ที่แสนจะดื้อรั้น อันตงหยางชอบทำตัวเกเรจนแม้แต่สุนัขในหมู่บ้านยังต้องเดินอ้อม แต่รู้ทั้งรู้แต่ก็ยังอดใจอ่อนไม่ได้
ซื่อพยายามหาข้ออ้างที่จะไม่ให้เงินลูกชายตนเอง “แม่เหลือเงินแค่สิบหยวนแล้ว ถ้าให้แกไป เราสองคนก็ต้องอดอยากนะ”
แต่ทว่าอันตงหยางกลับตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด
“เอาเถอะน่า แม่จะกลัวอะไร ผมจะปล่อยให้แม่อดตายหรือไง? พอฉันจัดการกับนังอันจิ่วเม่ยเสร็จ เงินในมือของนังนั่นก็จะเป็นของเราไม่ใช่เหรอ?”
คำพูดนี้ทำให้ซื่อหงใจอ่อนยวบ เธอตัดสินใจยอมควักเงินให้ไปอย่างว่าง่าย
อันตงหยางรีบคว้าเงินแล้วออกไป ไม่สนใจเสียงบ่นของแม่ที่ดังไล่หลังมา เขามีแผนจะเอาเงินไปเล่นการพนันสองตาก่อน แล้วค่อยไปจัดการกับอันจิ่วเม่ยทีหลัง
ในขณะเดียวกัน อีกด้านของหมู่บ้าน หลี่เจียเฟิ่งและอันจิ่วเม่ยก็มาถึงบ้านผู้นำหมู่บ้านที่กำลังอารมณ์เสีย อันจิ่วเม่ยรวบรวมความกล้าเคาะประตูผู้นำหมู่บ้าน ไม่นานภรรยาผู้นำหมู่บ้านก็ออกมาเปิดรับ
สีหน้าบึ้งตึงของไป๋ชิง เปลี่ยนเป็นยิ้มแย้มทันทีที่เห็นอันจิ่วเม่ย ยืนอยู่ตรงหน้าพร้อมกับมือที่ถือของกำนัลราคาแพงมากมาย
อันจิ่วเม่ยรีบคว้ามือภรรยาผู้นำหมู่บ้านด้วยท่าทีกระตือรือร้น พร้อมส่งตะกร้าให้พร้อมรอยยิ้มกว้าง
“สวัสดีค่ะ ป้าไป๋ วันนี้ลุงเหวินช่วยพวกหนูไว้มาก หนูกลับหลี่เจียเฟิ่งเลยตั้งใจมาขอบคุณ ป้ากับลุงเป็นพิเศษค่ะ”
ไป๋ชิงอ้าปากจะพูด แต่อันจิ่วเม่ยรีบพูดแทรกขึ้นมาก่อน
“หนูรู้เรื่องที่เกิดงานแต่ง ทำให้คุณลุงกับป้าลำบากใจ หนูต้อขอโทษจริง ๆ ค่ะ”
อันจิ่วเม่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “แต่คุณป้าค่ะ คุณป้าก็เห็นแล้วว่าคนในตระกูลหลี่ไม่ชอบหลี่เจียเฟิ่ง รวมถึงไม่ชอบหนูด้วย ถ้าไม่แยกครอบครัว วันไหนที่พี่เจียเฟิ่งต้องกลับไปประจำการที่กองทัพ หนูคงต้องโดนรังแกอย่างไม่มีทางสู้แน่ ๆ…”
น้ำตาใส ๆ เริ่มคลออยู่ที่หางตา อันจิ่วเม่ยสูดจมูกเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“หนูไม่มีแม่มาตั้งแต่เด็ก ๆ พ่อกับแม่เลี้ยงก็ไม่เคยสนใจใยดี หนูเลยไม่มีใครคอยสอนมารยาทให้อย่างถูกต้อง หนูรู้ตัวว่านิสัยบางอย่างของหนูมันคงทำให้ใครหลายคนไม่พอใจ…”
อันจิ่วเม่ยเช็ดน้ำตาที่หางตาอย่างน่าสงสาร และพูดต่อ “ที่หลี่เจียเฟิ่งทำแบบนี้ก็เพื่อหนูทั้งนั้น วันนี้ถ้าไม่ใช่เพราะคุณลุงเหวินช่วย หนูไม่รู้จริง ๆ ว่าชีวิตต่อจากนี้จะเป็นยังไง…”
ไป๋ชิงที่ตั้งใจจะตำหนิหลี่เจียเฟิ่ง ถึงกับพูดไม่ออกเธอเปลี่ยนน้ำเสียงอ่อนลงทันที
“เฮ้อ… ก็เพราะสามีฉันเห็นว่าพวกเธอลำบาก ถึงได้ช่วยทั้ง ๆ ที่ต้องแบกรับแรงกดดันจากตระกูลหลี่ น่าอายจริง ๆ ที่ครอบครัวดี ๆ อย่างตระกูลหลี่ดันมาทำเรื่องแบบนี้ซะได้”
ไป๋ชิงถอนหายใจ “ตอนนี้พวกเธอก็แยกครอบครัวแล้ว ก็ใช้ชีวิตให้ดี ๆ ล่ะ อย่าก่อเรื่องอีก”
ไป๋ชิงแอบชั่งน้ำหนักตะกร้าในมือ รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้า เธอเปิดทางให้ทั้งสองเข้าบ้าน แล้วหันไปพูดกับหลี่เจียเฟิ่ง
“เจ้าหนุ่มนี่มีบุญนะ ได้เมียรู้ความแบบนี้ ไม่งั้นวันนี้ฉันคงเอาไม้กวาดไล่ออกไปแล้ว”
หลี่เจียเฟิ่งมองภรรยาสาวที่กำลังเกาะแขน ภรรยาผู้นำหมู่บ้านแล้วเดินเข้าบ้านด้วยท่าทีธรรมชาติ เขาเม้มปากเล็กน้อย สีหน้าซับซ้อน แต่ก็ตอบรับคำพูดของภรรยาผู้นำหมู่บ้านอย่างว่าง่าย เขาไม่อยากพูดอะไรมาก
แม้ว่าเขาจะรู้ดีว่าสัญญานี้ผู้นำหมู่บ้านทำไว้เองเมื่อหลายปีก่อน วันนี้เขาแค่ทำตามสัญญาไม่มีอะไรผิด จึงไม่จำเป็นต้องเอาอกเอาใจครอบครัวผู้นำหมู่บ้านมากเกินไป
แต่หลี่เจียเฟิ่งก็ต้องยอมรับว่าวิธีการของอันจิ่วเม่ย ในการสร้างสัมพันธ์กับผู้อื่นนั้นไม่เลวเลย
สายตาของอันจิ่วเม่ยเหลือบไปเห็นหลี่เจียเฟิ่งเผลอทำหน้าบึ้งตึงใส่ภรรยาผู้นำหมู่บ้าน รอยยิ้มสดใสบนใบหน้าของหญิงวัยกลางคนพลันจางหาย แทนที่ด้วยสีหน้าแข็งกระด้างทันที!
อันจิ่วเม่ยเห็นท่าไม่ดีรีบเข้าไปกู้สถานการณ์ด้วยรอยยิ้มหวาน
“ป้าไป๋ขา~ ถ้าพี่เจียเฟิ่ง กล้ารังแกหนู หนูจะมาฟ้องป้า ถึงตอนนั้นป้าไป๋ใช้ไม้กวาดฟาดหัวเขาให้หนูหน่อยนะคะ”
ภรรยาผู้นำหมู่บ้านหัวเราะ แต่แกล้งทำเป็นบ่น “โอ๊ย! อย่ามายุ่งกับฉันนะ ทุกวันนี้ฉันก็ยุ่งจะแย่อยู่แล้ว”
อันจิ่วเม่ย ทำหน้ามุ่ย “งั้นหนูจะแอบไปหยิบไม้กวาดของคุณป้า ไปตีเขาเองแล้วกัน”
“หา? ทำไมต้องเอาไม้กวาดบ้านฉันด้วยล่ะ?”
“ก็ถ้าเป็นไม้กวาดของภรรยาหัวหน้าหมู่บ้าน หลี่เจียเฟิ่งไม่กล้าตีกลับหรอกค่ะ”
“ฮ่า ๆ ๆ ยัยเด็กคนนี้นี่ ปากหวานจริง ๆ เลย”
ทั้งคู่หัวเราะคิกคักเดินเข้าบ้านไป เหวินฟู่ที่แอบฟังอยู่ก็อดยิ้มไม่ได้ที่เห็นภรรยาหัวเราะร่าขนาดนี้
เหวินฟู่เห็นว่าเด็กสองคนนี้ก็จริงใจดีเหมือนกัน เขาจึงเดินออกมาต้อนรับทั้งสองคน แต่ก็ยังทำหน้าขรึม ๆ แล้วพูดว่า
“ฉันทำตามสัญญาแล้วนะ ถึงจะทำให้ตระกูลหลี่ ของพวกเธอไม่พอใจก็ช่าง ไม่ต้องมาขอบคุณหรอก”
อันจิ่วเม่ยได้ยินแบบนั้นก็แต่กลั้นใจ หวั่นว่าหลี่เจียเฟิ่งจะพูดอะไรไม่เข้าหูผู้นำหมู่บ้านเข้า
ทันใดนั้น หลี่เจียเฟิ่งก็หยิบบุหรี่ยี่ห้อดังออกมาจากกระเป๋าเสื้อ ก่อนจะวางลงบนโต๊ะข้างๆ เหวินฟู่อย่างแนบเนียน
“ผมต้องขอขอบคุณลุงผู้นำหมู่บ้านอีกครั้งนะครับ ที่ช่วยเหลือพวกเราในวันนี้ แต่จริง ๆ แล้ว พวกเรามีเรื่องสำคัญอีกเรื่องที่อยากจะรบกวนลุงครับ” หลี่เจียเฟิ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพ