ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์- - บทที่ 24 ศึกในบ้านตระกูลกวน
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์-
- บทที่ 24 ศึกในบ้านตระกูลกวน
บทที่ 24 ศึกในบ้านตระกูลกวน
ซินอี้จ้องลูกสาวด้วยสายตาดุดัน พลางตวาดว่า “แล้วแกจะทำยังไงต่อไป! ชื่อเสียงของแกพังพินาศหมดแล้ว ใครใช้ให้แกไปยุ่งกับไอ้โง่นั่นโง่นั่น!”
เพ่ยอิงร้องไห้โฮด้วยความสิ้นหวัง “หนูเป็นโดนใส่ร้ายนะแม่!”
เพ่ยอิงตะโกนสุดเสียงพยายามปกป้องความลับที่ซ่อนไว้สุดชีวิต รู้ดีว่าถ้าความจริงถูกเปิดเผย ชีวิตของเธอคงจบเห่เสียที
ทว่าซินอี้รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล เธอรู้จักลูกสาวดี แม้จะตาบอดแค่ไหนก็คงไม่โง่พอไปหลงรักคนปัญญาอ่อน แต่ถ้าลูกสาวเธอหลงรักจริง ๆ ก็คงไม่ปฏิเสธเสียงแข็งขนาดนี้
“ถ้าแกบอกว่าโดยใส่ร้าย งั้นก็บอกมาสิว่าใครทำ! ถ้าไม่มีหลักฐานชื่อเสียงของแกก็คงพังยับเยินอยู่ดี!”
ความโกรธพลุ่งพล่านในอกของซินอี้ราวกับภูเขาไฟที่กำลังจะระเบิด! ท่าทีที่มีต่อลูกสาวก็เย็นชาราวกับน้ำแข็ง
เดิมทีซินอี้ก็ไม่อยากยกลูกสาวให้แต่งงานกับหลี่ถังเท่าไหร่นัก เพราะ คนในตระกูลจะต้องถูกเยาะเย้ยถากถางจนไม่กล้าโผล่หน้าออกจากบ้านแน่ ๆ
“นังอันจิ่วเม่ยนั่นแหละ!” เพ่ยอิงตะโกนลั่นด้วยความแค้น “มันเป็นตัวการทั้งหมด หนูไม่เข้าใจ! ทำไมไม่ใช่มันที่ต้องแต่งงานกับไอ้โง่นั่น ทำไมมันถึงได้แต่งกับหลี่เจียเฟิ่งแทนล่ะ!”
เพ่ยอิงตอนนี้ราวกับคนเสียสติ พร้อมจะระเบิดอารมณ์ออกมาทุกเมื่อ
ทันใดนั้น เจียงอิงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็กลอกตาอย่างรำคาญ ก่อนจะหัวเราะเยาะและพูดว่า “จะโทษคนอื่นทำไม? ฉันว่าเธอแค่อิจฉาที่ลูกสาวตระกูลอัน ได้แต่งงานดี ๆ มากกว่า! อยู่บ้านเดียวกัน ใครบ้างไม่รู้นิสัยจริง ๆ ของเธอ?”
เจียงอิงไม่เคยชอบหน้า น้องสามีมาตั้งแต่แรก ในสายตาเธอ เพ่ยอิงเป็นแค่คนไร้ค่าที่ชอบก่อเรื่องวุ่นวายในบ้านทุกวัน โดยเฉพาะในยามคับขัน ยังกล้าโยนความผิดให้คนอื่นอย่างไม่อายอีก
ด้วยความที่เจียงอิงแต่งงานกับพี่ชายคนโตเลยทำให้กลายมเป็นคนที่มีอำนาจมาก คนในตระกูลกวนจึงไม่กล้าตำหนิอะไรเธอมากนัก เพราะแบบนี้ทำให้เจียงอิงมักจะพูดจาอย่างไม่เกรงใจใคร
“หุบปากซะ!” ซินอี้ตวาดใส่เจียงอิง ด้วยความโมโห “เธอเป็นพี่สะใภ้แบบนี้ได้ยังไง? ถ้าเพ่ยอิงแต่งงานไม่ดีมันจะมีผลดีอะไรกับเธอ?”
ซินอี้พูดด้วยความโมโห เธอรู้สึกว่าลูกสะใภ้คนนี้เป็นตัวป่วนตระกูลเธอจริง ๆ ราวกับต้องการทำลายครอบครัวนี้ให้แตกเป็นเสี่ยงๆ
“หนูพูดผิดตรงไหน?” เจียงอิงย้อนถามอย่างท้าทาย
“ถ้าเพ่ยอิงไม่ได้แอบไปติดต่อกับไอ้โง่แซ่หลี่นั่น ทำไมเขาถึงได้กอดเธอต่อหน้าคนอื่นแล้วเรียกว่าภรรยาล่ะ? ทำไมไม่ไปกอดคนอื่น?”
เจียงอิงยังคงพูดต่อ “ตามความเห็นหนู ตระกูลหลี่ก็ไม่เลวนะ ถึงแม้ว่าหลี่เจียเฟิ่ง จะแยกครอบครัวออกมา แต่เลือดย่อมข้นกว่าน้ำอยู่แล้ว หลี่เจียเฟิ่งคงไม่ทิ้งคนในตระกูลหรอก น้องสาวแต่งไปอาจไม่ใช่เรื่องเลวร้าย ถึงตอนนั้นพวกเราก็ขอสินสอดเพิ่มสิ แม่ว่ามันไม่ดีหรือไง?”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ คนในตระกูลกวนต่างก็จมดิ่งลงสู่ห้วงความคิด
ใช่แล้ว! พวกเขาสามารถใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างเพื่อขอสินสอดเพิ่มจากตระกูลหลี่ได้
แบบนี้นอกจากจะรักษาชื่อเสียงของลูกสาวแล้ว ครอบครัวของพวกเขาก็ไม่เสียอะไร ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่ายชนิดที่เรียกว่า ‘ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว’
เพ่ยอิงที่เห็นท่าทีลังเลของพ่อแม่ ความหวาดกลัวเริ่มครอบงำจิตใจ มือที่กำมีดสั่นระริก ไม่รู้จะเดินหน้าหรือถอยหลัง
แม้จะรู้ดีว่าตัวเองไม่มีปัญญาทำร้ายตัวเอง แต่เมื่อสบตากับเจียงอิงที่ยืนอยู่ไม่ไกล เห็นแววตาดูถูกเหยียดหยาม ความโกรธพลุ่งพล่านขึ้นมาทันที
เพ่ยอิงกัดฟันกรอด พุ่งเข้าใส่เจียงอิงอย่างบ้าคลั่ง พร้อมตะโกนสุดเสียง “นังบ้า! แกอยากทำร้ายฉันใช่ไหม! ฉันจะสู้กับแกให้ถึงที่สุด”
ทว่าเพ่ยอิงที่เป็นคนขี้เกียจ ไม่ทำงานทำงานการไม่อาจสู้แรงของเจียงอิงที่ทำงานทุกอย่าง เจียงอิงเบี่ยงตัวหลบสกัดขาจนอีกฝ่ายเสียหลักหน้าคว่ำลงไปกับพื้น
“กรี๊ด! นังบ้า!” เจียงอิงไม่รอให้เพ่ยอิงลุกขึ้น รีบไปนั่งคร่อมบนตัวของอีกฝ่าย แล้วตบเข้าไปที่ใบหน้าเพ่ยอิงอย่างแรง!
เพียะ! เพียะ!
เจียงอิงตบอย่างไม่ยั้งมือ พลางตะโกนด่าด้วยความสะใจ “ดี! ฉันอยากตบแกมานานแล้ว วันนี้ฉันจะสั่งสอนแกให้เข็ด!”
เจียงอิงทั้งตบ ทั้งด่า อย่างดุเดือดทำเอาชินอี้ที่ยืนดูอยู่ข้าง ๆ ทำอะไรไม่ถูก เธอได้แต่ตะโกนเรียก กวนหมิงจู ลูกชายคนโตให้ช่วยห้ามทัพ
“หมิงจู! แกจะยืนดูน้องสาว ถูกรังแกอย่างนี้เหรอ!?”
กวนหมิงจูเป็นสามีที่กลัวเมีย เขาคิดว่าที่เมียพูดก็ไม่ผิด การที่น้องสาวแต่งเข้าตระกูลหลี่ก็มีแต่ได้กับได้ ทั้งสินสอดงาม ๆ และเส้นสายที่จะช่วยให้ชีวิตสะดวกสบายขึ้น
กวนหมิงจูเห็นพ่อแม่ทำหน้าร้อนใจ แต่เขากลับไม่สะทกสะท้าน เขาเพียงพูดเสียงเรียบ
“แม่ ไม่เห็นหรือว่าเพ่ยอิง เป็นคนลงมือก่อน? เธอไม่เคารพเจียงอิงขนาดนี้ ก็สมควรโดนสั่งสอน อีกอย่าง เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่เธอก่อขึ้นเอง ตอนนี้ผมออกไปข้างนอกยังไม่กล้าเชิดหน้าชูตาเลย แล้วเธอยังมาทำตัวก้าวร้าวแบบนี้อีก”
ซินอี้ตกตะลึงกับคำพูดของลูกชาย เธอหันไปมองกวนอี้หานผู้เป็นสามีอีกครั้ง เพื่อขอความช่วยเหลือ
กวนอี้หานที่รู้สึกโมโหลูกสาวคนเล็กที่กล้าเอาชีวิตมาข่มขู่ แต่เมื่อเห็นลูกสาวโดน เจียงอิงตบหน้าซ้ำ ๆ ก็อดทนไม่ไหว “พอได้แล้ว!”
หลังจากได้ระบายอารมณ์พลุ่งพล่านออกมาจนหมดแล้ว เจียงอิงก็ปล่อยเพ่ยอิงทันที แต่ก็ยังคงระดมคำด่าไม่หยุด
“โชคดีนะ ที่แกเป็นแค่น้องสามีฉัน ถ้าแกเป็นน้องสาวแท้ ๆ ฉันจะสั่งสอนแกตั้งแต่ยังเป็นเด็กอมมือแล้ว!”
เพ่ยอิงปิดหน้าบวมด้วยความอับอาย ไม่กล้าเอ่ยปากพูดอะไร เธอเพียงแต่กวาดตามองทุกคนในห้องด้วยสายตาเต็มไปด้วยความแค้น
คราวนี้ความเกลียดชังของเธอแผ่ขยายไปถึงพ่อแม่ของเธอด้วย
แม้แต่ตอนที่ซินอี้เข้ามาจับแขนเธอ เธอก็สะบัดมือออกอย่างแรงราวกับว่ารังเกียจ ไม่มีคำพูดใด ๆ หลุดออกจากปากเพ่ยอิงแม้แต่น้อย
ในคืนนั้นเอง เพ่ยอิงถูกส่งตัวไปพักที่บ้านป้าในหมู่บ้านข้างเคียงเป็นเวลาสองสามวัน เพื่อให้อารมณ์ร้อน ๆ ของเธอเย็นลงจนสนิทก่อนจะกลับมา
ในขณะเดียวกัน หลังจากหลี่เจียเฟิ่งพาอันจิ่วเม่ยกลับบ้านแล้ว เขาก็ไม่ได้อยู่นาน เขาบอกกับอันจิ่วเม่ยว่า
“ถ้าเธอเหนื่อยก็อาบน้ำนอนก่อนเถอะ ฉันจะแวะไปบ้านผู้นำหมู่บ้านสักหน่อย”
หลังจากแยกครอบครัวแล้ว เขาไม่สามารถอาศัยอยู่ที่บ้านของอันจิ่วเมย่ได้ตลอดไป จำเป็นต้องรีบซื้อที่ดินและสร้างบ้านโดยเร็วที่สุด ไม่อย่างนั้นหากเวลาผ่านไปนานเข้า ลิ้นคม ๆ ของชาวบ้านคงไม่ยอมหยุดนินทาแน่
แม้หลี่เจียเฟิ่งจะไม่ใคร่ใส่ใจเรื่องชื่อเสียงนัก แต่เมื่อได้ให้สัญญากับอันจิ่วเม่ยเรื่องการสร้างบ้านแล้ว เขาก็ตั้งใจจะทำให้สำเร็จ
อันจิ่วเม่ยรู้ทันความคิดของหลี่เจียเฟิ่ง เธอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยว่า “รอฉันสักประเดี๋ยวนะ ขอล้างหน้าล้างตาแล้วเราค่อยไปด้วยกัน”
ความจริงแล้ว การที่พวกเขาขอให้ผู้ใหญ่บ้านช่วยแยกครอบครัวในงานแต่งงานวันนี้ ก็ทำให้ผู้นำหมู่บ้านไม่พอใจไปบ้างแล้ว
ตอนนี้ในใจของผู้นำหมู่บ้านไม่รู้ว่าโกรธแค่ไหน หลี่เจียเฟิ่งเป็นชายร่างใหญ่ที่ไม่เก่งเรื่องพูดจาไพเราะ เธอกลัวว่าผู้นำหมู่บ้านจะไม่ยอมง่าย ๆ จึงต้องไปช่วยเจรจาด้วย
“ได้” หลี่เจียเฟิ่ง ตอบรับอย่างยินดี
ในคืนวันวิวาห์อันแสนสุข หลี่เจียเฟิ่งก็อาสาเข้าครัวต้มน้ำร้อนให้ภรรยาสาวและคุณย่าได้แช่เท้าเพื่อผ่อนคลาย
แต่ทว่าคุณย่าอันเองก็ปลื้มปริ่มกับวันแห่งความสุขนี้มากอยู่แล้ว จึงบอกให้หลานเขยและหลานสาวรีบไปสะสางธุระส่วนตัวแล้วกลับมาพักผ่อนโดยเร็ว ก่อนจะขอตัวเข้าห้องไปพักผ่อนอย่างอิ่มเอมใจ