ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์- - บทที่ 23 หนูจะตายให้ดูต่อหน้าต่อตาเลย!
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์-
- บทที่ 23 หนูจะตายให้ดูต่อหน้าต่อตาเลย!
บทที่ 23 หนูจะตายให้ดูต่อหน้าต่อตาเลย!
“…” อันจิ่วเม่ยถึงกับเงียบอึ้ง ตอนนี้เธอรู้แล้วว่าหลี่เจียเฟิ่งวางแผนทุกอย่างไว้หมดแล้ว
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เขาขนข้าวของเครื่องใช้มากมายไปไว้ที่บ้านเธอก่อนหน้านี้
ส่วนข้าวของในบ้านตระกูลหลี่หลังนี้กลับมีเพียงของใช้เล็กๆ น้อย ๆ ในห้องนอนของเขาเท่านั้น ราวกับว่าเขาเตรียมใจที่จะย้ายออกไปอยู่ที่อื่นตลอดเวลา
ทุกคนในงานต่างตกตะลึงกับการตัดสินใจของหลี่เจียเฟิ่ง หลายคนอยากจะต่อว่า แต่ก็รู้ดีว่าที่ผ่านมาตระกูลหลี่พึ่งพาเขาเลี้ยงดูมาโดยตลอดจริง ๆ
โดยเฉพาะครอบครัวของลูกชายคนโต ที่ไม่เคยทำงานทำการ หวังพึ่งพาหลี่เจียเฟิ่งให้หาเลี้ยงลูกชายสติไม่ดีของตัวเองด้วยซ้ำ
ยิ่งไปกว่านั้นความสามารถของหลี่เจียเฟิ่งยังทำให้คนในหมู่บ้านบางคนอิจฉาริษยาด้วยเหตุนี้เองจึงไม่มีใครกล้าพูดอะไรออกมา
“เวรกรรมตระกูลหลี่แท้ ๆ ทำไมสวรรค์ถึงส่งลูกอกตัญญูมาให้เราเลี้ยงด้วยนะ!” พ่อของหลี่เจียเฟิ่งพร่ำบ่นด้วยความคับแค้นใจ
ก่อนจะทรุดกายลงบนพื้นอย่างหมดแรง ใบหน้าที่เคยองอาจกลับดูหมองคล้ำราวกับคนแก่ชราในชั่วพริบตา
แม่ของหลี่เจียเฟิ่งเห็นดังนั้นก็รีบเสริมบทละคร ทำทีเป็นปาดน้ำตาด้วยท่าทางน่าสงสาร
เฟยหมิงเห็นภาพตรงหน้าแล้วทนไม่ไหว จึงเอ่ยขึ้นอย่างเหลืออด
“พวกคุณทั้งสองควรพอใจในสิ่งที่ได้รับบ้างนะครับ หลายปีมานี้ เจียเฟิ่งทำหน้าที่ของลูกได้อย่างดีเยี่ยมแล้ว แม้แต่ตอนจะแยกครอบครัว เขาก็ไม่คิดจะเอาทรัพย์สมบัติอะไรติดตัวไปด้วย แล้วยังให้เงินเลี้ยงดูเดือนละหกหยวนอีก มันไม่ใช่จำนวนน้อย ๆ เลยนะครับ ในหมู่บ้านนี้ มีใครบ้างที่ได้รับเงินเลี้ยงดูมากขนาดนี้?”
“ผมเคยเป็นผู้บังคับบัญชาของเจียเฟิ่ง เห็นมาตลอดว่าเด็กคนนี้ทำงานหนักแค่ไหนเพื่อหาเงินมาเลี้ยงดูพวกคุณ แค่เงินเดือนทหารยังไม่พอใช้สำหรับตัวเขาเองด้วยซ้ำ” เฟยหมิงถอนหายใจแล้วส่ายหน้าและเอ่ยต่อ
“ทหารมีเงินเดือน แต่มันไม่ได้มากมายอะไรขนาดนั้น ถ้าเจียเฟิ่งไม่ออกรบเสี่ยงชีวิตสร้างผลงาน จะมีเงินเก็บมากมายขนาดนี้ได้ยังไง พวกคุณก็ควรมีจิตสำนึกบ้างนะ”
คำว่า ‘จิตสำนึก’ ราวกับเป็นเชื้อเพลิงจุดไฟโทสะให้หลี่เฉินฟู่จิต
“จิตสำนึกงั้นเหรอ? แล้วที่พวกเราเลี้ยงดูมันมาจนโต นี่ไม่เรียกว่ามีจิตสำนึกหรือไง? คนนอกอย่างแกมันรู้อะไร!”
ในใจของพ่อหลี่เจียเฟิ่งร้อนรุ่มไปด้วยความกังวล คนนอก
อย่างเฟยหมิงไม่มีทางรู้หรอก!
ว่าถ้าพวกเขาขาดเงินของหลี่เจียเฟิ่งไป ตระกูลหลี่ของเขาจะลำบากแค่ไหน แม้ว่าหลายปีมานี้พวกเขาจะเก็บหอมรอมริบเงินไว้บ้าง แต่ค่ารักษาหลานชายคนโตในอนาคตยังต้องใช้เงินอีกมหาศาล
ถ้าหลี่เจียเฟิ่งไม่แยกครอบครัว พวกเขาก็ยังมีสิทธิ์เรียกร้องเงินจากเขาได้ แต่ถ้าแยกกันอยู่แบบนี้ นอกจากเงินเลี้ยงดูเดือนละหกหยวนแล้ว หลี่เจียเฟิ่งคงไม่ยอมควักกระเป๋าจ่ายอะไรอีกแน่
ยิ่งไปกว่านั้นจากที่ดูวันนี้อันจิ่วเม่ยก็ไม่ใช่คนที่ยอมให้ใครมารังแกง่าย เธอจะไม่ใช่ผู้หญิงอ่อนแอที่พวกเขาจะควบคุมได้ง่าย ๆ อย่างที่พวกเขาคิด
หลี่เฉินฟู่รู้สึกเหมือนถูกตบหน้าอย่างแรง เมื่อวานครอบครัวของเขายังวางแผนกันอย่างดิบดีว่าจะแสดงละครตบตาหลี่เจียเฟิ่ง ไม่ให้เขาคิดแยกครอบครัว ถึงขนาดทุ่มเงินซื้อเหล้าซื้อเนื้อมาเลี้ยงฉลองงานแต่ง แต่ตอนนี้ทุกอย่างกลับกลายเป็นสูญเปล่า
“การเป็นพ่อแม่ก็เหมือนการปลูกต้นไม้ เมื่อมีลูกแล้วก็ต้องดูแลให้เติบใหญ่ จะมานั่งคิดเล็กคิดน้อยเรื่องเงินทองทำไม? อีกอย่าง หลายปีมานี้เจียเฟิ่งก็ทุ่มเทเลี้ยงดูครอบครัวอย่างเต็มที่แล้ว พวกท่านควรจะพอใจได้แล้วนะ” เฟยหมิงกล่าวเตือนสติ
โดยปกติแล้วด้วยวัยวุฒิ เฟยหมิงควรจะเรียกหลี่เฉินฟู่ว่าพี่ชาย แต่เขามองว่าหลี่เฉินฟู่ไม่คู่ควรกับคำเรียกนั้น จึงเลือกที่จะไม่เรียก
หลี่เฉินฟู่ได้แต่กัดฟันกรอด อยากจะตะโกนบอกเฟยหมิงว่าหลี่เจียเฟิ่งมันไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของเขาซะหน่อย!
การเลี้ยงดูไอ้เด็กนั่นมาจนโตก็ถือว่ามีบุญคุณมากแล้ว แต่เขาก็ได้กลั้นใจเอาไว้ ทำได้เพียงนั่งหน้าดำคร่ำเครียดอยู่บนพื้น
ท่ามกลางความวุ่นวาย อันจิ่วเม่ยสังเกตเห็นสีหน้าของหลี่เฉินฟู่ จึงแกล้งเอ่ยถามแต่แฝงไปด้วยความเสียดสี
“เอ่อ…คุณพ่อคะ พูดแบบนี้หนูว่าไม่ถูกนะคะ พวกเราอยู่หมู่บ้านเดียวกัน พี่เจียเฟิ่งทำงานหนักมาตั้งแต่เด็ก อายุแค่แปดเก้าขวบก็ต้องออกไปทำงานในทุ่งนา แล้วเอาเงินทั้งหมดมาให้ครอบครัวใช้ พอโตขึ้นก็ไปเป็นทหารส่งเงินกลับบ้านตลอด ไม่ใช่เหรอคะ?”
อันจิ่วเม่ยพูดต่อ “เราควรเป็นคนมีน้ำใจนะคะคุณพ่อ ไม่ใช่พูดแต่เรื่องที่ตัวเองเสียสละ แล้วลืมการเสียสละของคนอื่นไปเสียสนิท ถ้าคุณพ่อปฏิบัติต่อคนแตกต่างกันแบบนี้ คนอื่นอาจเข้าใจผิดคิดว่าหลี่เจียเฟิ่งไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของคุณพ่อนะคะ”
คำพูดของอันจิ่วเม่ย ทำให้ผู้คนรอบข้างนึกถึงความทรงจำเก่า ๆ ที่พวกเขาเห็นหลี่เจียเฟิ่งยังเด็ก ๆ
ไม่นานก็มีเสียงหนึ่งจากกลุ่มชาวบ้านดังขึ้น “จริงด้วย! เฉินฟู่ ครอบครัวนาย ปฏิบัติกับเจียเฟิ่งยังไงบ้างล่ะ? ฤดูหนาวก็ให้เด็กน้อยใส่เสื้อบาง ๆ แล้วไล่ขึ้นเขาไปเก็บฟืนล่าสัตว์ ตอนนั้นเขาอายุแค่สิบขวบเองนะ! พวกคุณหลบอยู่ในบ้านผิงไฟอุ่น ๆ แต่กลับไล่เด็กคนเล็กสุดออกไปทำงาน ไม่รู้ว่าพวกคุณคิดยังไงกัน”
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้นจากทุกทิศทาง ทำให้สีหน้าของคนในตระกูลหลี่เปลี่ยนไปหลายตลบ
สุดท้ายแล้ว บรรดาคนในตระกูลหลี่ก็ได้แต่นิ่งเงียบไม่พูดอะไรอีก
เฟยหมิงตบไหล่หลี่เจียเฟิ่ง พลางพูดด้วยรอยยิ้ม “เก่งมากนะไอ้หนู ไม่คิดว่านายจะผ่านอะไรมาเยอะขนาดนี้ แต่ตอนนี้ก็ถือว่าพ้นทุกข์แล้วล่ะ ภรรยานายเป็นคนดีมาก เธอออกมาปกป้องนายโดยไม่ลังเลเลย ต่อไปใช้ชีวิตกับเธอให้ดี ๆ ล่ะ รับรองว่าชีวิตจะดีขึ้นเรื่อย ๆ ”
หลี่เจียเฟิ่งรู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่ง เขาตอบกลับด้วยความจริงใจ
“ผมรู้ครับ วันนี้ขอบคุณมากนะครับพี่เฟยหมิง” เขารู้ดีว่าต่อไปเมื่อเขาไม่อยู่บ้าน ก็ต้องพึ่งพวกเขาช่วยดูแลอันจิ่วเม่ยแทนเขา
“ขอบคุณอะไรกัน พวกเราเป็นใครล่ะ!” เฟยหมิงตะโกนอย่างสนุกสนาน
“เอาละ ไม่ต้องส่งแล้ว พวกเราไปก่อนนะ แกจัดการเรื่องที่บ้านให้เรียบร้อย ทำงานให้จบ อย่าให้ใครมาหาช่องโหว่ได้นะไอ้หนู!”
หลี่เจียเฟิ่งนึกย้อนไปถึงคำพูดที่เคยได้ยินบ่อย ๆ ตอนออกไปทำภารกิจ แต่ไม่คิดเลยว่าวันนี้มันจะถูกใช้กับพ่อแม่ของเขาเอง
“ครับ ผมจะทำให้ดีที่สุด” หลี่เจียเฟิ่งตอบรับอย่างมั่นใจ
หลังจากที่หลี่เจียเฟิ่งส่งเหล่าเพื่อนทหารกลับ เขาก็เข้าไปในห้องเพื่อเก็บของ ขณะที่อันจิ่วเม่ยยืนเฝ้าคุณย่าอยู่ข้างนอก
ทันใดนั้นลี่เฟยก็เดินเข้ามาหาสองย่าหลาน พร้อมกับพูดจาเหน็บแหนบ “นังตัวแสบ เก่งมากเลยสินะ!”
คุณย่าอันได้ยิน ก็เอ่ยอย่างตกใจ “พูดแบบนี้ได้ยังไง!”
ส่วนอันจิ่วเม่ยกลับยิ้มกริ่มพูดกวน ๆ ตอกกลับไป “พี่สะใภ้ พี่ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าฉันหรอก อย่าดูถูกตัวเองสิ”
“แก…” ลี่เฟยจ้องเขม็งด้วยสายตาเดือดดาล
“พี่สะใภ้ใหญ่ ต่อไปผมไม่อยู่แล้ว อย่ามายุ่งกับจิ่วเม่ย ไม่งั้นผมไม่ปล่อยพี่ไว้แน่” หลี่เจียเฟิ่งที่เดินออกมาพอดี จึงพูดขึ้นแทรกด้วยน้ำเสียงเย็นชา
พูดจบ เขาก็พยุงคุณย่าและอันจิ่วเม่ยออกจากบ้านตระกูลหลี่ไป ทิ้งให้ลี่เฟยยืนอึ้งอยู่ที่เดิม
ลี่เฟยที่ยังยืนนิ่งดั่งรูปปั้น ดวงตาวาวโรจน์ด้วยไฟแค้น จ้องมองเงาหลังสามคนที่เพิ่งจากไป ในใจคำรามก้อง ‘คิดจะหนีพวกเขาน่ะหรือ? ฝันไปเถอะ!’
ขณะเดียวกัน ที่บ้านของตระกูลกวน เสียงร่ำไห้ของเพ่ยอิงดังสนั่นหวั่นไหว ราวกับจะทำให้หลังคาบ้านถล่มทลายลงมา
ข่าวการแยกตัวของหลี่เจียเฟิ่งแพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้านเหมือนไฟลามทุ่ง ตระกูลหลี่ที่ขาดหลี่เจียเฟิ่งไปคงไม่ต่างอะไรกับเพ่ยอิงที่กำลังตกต่ำ
ยิ่งไปกว่านั้นหลี่ถังก็เป็นคนสติไม่ดี หากเธอต้องแต่งงานกับเขาจริง ๆ ชีวิตคงตกนรกทั้งเป็นแน่
เพ่ยอิงร้องตะโกนอย่างสิ้นหวัง “พ่อแม่! ช่วยคิดทางออกให้หนูด้วย! ถ้าต้องแต่งงานกับไอ้โง่นั่นจริง ๆ หนูขอตายซะยังดีกว่า!”
พูดจบ เธอก็คว้ามีดบางปลายแหลมจ่อลำคอ ท่าทางเอาจริงเอาจัง “ถ้าไม่ช่วยคิดหาทางออกให้ หนูจะตายให้ดูต่อหน้าต่อตาเลย!”
คู่สามีภรรยาสูงวัยตระกูลกวน นั่งอึ้งด้วยความตกใจ ไม่คิดว่าแผนการแต่งงานที่วางไว้อย่างดีจะพังครืนลงมาแบบนี้
พวกเขาเคยคิดว่าการที่ลูกสาวแต่งเข้าตระกูลหลี่จะเป็นบันไดให้ครอบครัวพวกเขาเข้าสู่ความมั่งคั่ง แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นเพียงฝันร้ายที่ไม่มีวันตื่น
Pchaya
คิดไว้แล้วว่าต้องเป็นลูกของคนอื่นไม่ใช่ลูกแท้ๆของบ้านหลี่