ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์- - บทที่ 28 ไพ่ตายของซื่อหง
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์-
- บทที่ 28 ไพ่ตายของซื่อหง
บทที่ 28 ไพ่ตายของซื่อหง
“นี่มันสมบัติล้ำค่าจริง ๆ” หลี่เจียเฟิ่งอุทานออกมาอย่างตื่นเต้น ขณะที่อันจิ่วเม่ยยิ้มกว้างด้วยความภาคภูมิใจ
หลี่เจียเฟิ่งมองอันจิ่วเม่ยด้วยความรู้สึกทึ่งปนเหลือเชื่อ เขาไม่คิดเลยว่าการเล่นสนุก ๆ ของเธอจะนำมาซึ่งการค้นพบอันยิ่งใหญ่เช่นนี้
“นี่มันกำไลหยกชั้นดีเลยใช่ไหม! หลี่เจียเฟิ่ง! พวกเราจะรวยแล้ว!” ดวงตาของอันจิ่วเม่ยเป็นประกาย มองหลี่เจียเฟิ่งด้วยความตื่นเต้นดีใจ
หลี่เจียเฟิ่งรับกำไลหยกมาพิจารณาอย่างถี่ถ้วน “ฉันไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องหยกหรอกนะ แต่ดูจากสีสันแล้ว มันต้องเป็นของมีค่าแน่ ๆ เธอต้องเก็บรักษามันไว้ให้ดี อย่าให้ใครเห็น”
“ได้ค่ะ!” อันจิ่วเม่ยพยักหน้าหงึก ๆ เธอรู้ดีว่าตอนนี้บ้านเมืองอยู่ในช่วงที่เข้มงวด คงไม่สามารถนำของมีค่าแบบนี้ออกมาอวดได้ แต่ในอนาคต เมื่อสถานการณ์ดีขึ้น เธอจะนำมันไปประมูลหรือจะเก็บไว้ใส่เองก็ได้
แต่ลึก ๆ แล้ว อันจิ่วเม่ยอยากสวมใส่กำไลวงนี้เองมากกว่า นอกจากหยกจะช่วยปรับสมดุลในร่างกายและสีเขียวมรกตทั้งวงนั้นก็สะกดใจเธอจนบอกไม่ถูก
หลังจากเก็บกำไลหยกอย่างดีแล้ว อันจิ่วเม่ยก็หันไปบอกหลี่เจียเฟิ่งว่า “เรากลับบ้านกันเถอะ พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่”
จริง ๆ แล้วอันจิ่วเม่ย อยากค้นหาต่ออีก สัญชาตญาณบอกว่ายังมีของดี ๆ อีกเพียบ แต่หลี่เจียเฟิ่งทำงานมาตั้งแต่เช้าตรู่คงเหนื่อยแล้ว ต้องกลับไปกินข้าวซะที
หลี่เจียเฟิ่งไม่ขัดข้อง พวกเขาจึงเก็บข้าวของแล้วเดินทางกลับบ้านด้วยกัน
พอถึงบ้านก็พบว่าซื่อหงทำอาหารเสร็จพอดี ยังเรียกให้พวกเขากินข้าวด้วยกันอีก ทำเอาหลี่เจียเฟิ่งงุนงงไปชั่วขณะ
เพราะเมื่อวานนี้เขาเห็นว่าอันจิ่วเม่ยกับซื่อหงยังคงทะเลาะเบาะแว้งกันอยู่เลย แต่จู่ ๆ วันนี้กลับมาทานอาหารร่วมกัน
อันจิ่วเม่ยสังเกตเห็นสายตาสงสัยของหลี่เจียเฟิ่ง จึงรีบดึงแขนเสื้อเขามากระซิบเบา ๆ “กินข้าวก่อนเถอะ เดี๋ยวฉันจะเล่าให้ฟัง”
หลี่เจียเฟิ่งผู้ไม่อยากยุ่งเรื่องชาวบ้าน พยักหน้ารับและหยิบชามข้าวขึ้นมากินทันที
ขณะนั้นเองอันจิ่วเม่ยก็แอบมองย่าอัน ที่นั่งหลบอยู่มุมห้องอย่างกล้า ๆ กลัวๆ เธอแกล้งทำเป็นไม่สนใจก่อนจะนั่งกินข้าวข้าง ๆ หลี่เจียเฟิ่ง
แต่คนที่ดูจะมีความสุขที่สุดในวงข้าวนี้คือซื่อหง เธอกินข้าวขาวอย่างเอร็ดอร่อยราวกับเป็นอาหารชั้นเลิศ ไม่สนใจสายตาของใคร จนแทบจะเอาหัวจุ่มลงไปในชาม!
พอกินเสร็จซื่อหงก็ยังอาสาล้างจานเพื่อจะได้เก็บกวาดเศษอาหารที่เหลือให้หมด
อันจิ่วเม่ยที่มีเรื่องในใจ ไม่อยากสนใจพฤติกรรมแปลก ๆ นี้ พอออกมาจากครัวก็เห็น หลลี่เจียเฟิ่งสะพายตะกร้าเตรียมออกไปข้างนอก จึงถามอย่างสงสัย “คุณจะไปไหน?”
“ฉันจะขึ้นเขาไปดูหน่อย ดูว่าจะยิงไก่ป่าได้ไหม” หลี่เจียเฟิ่งตอบพร้อมชูหนังสติ๊กในมือให้ดู ราวกับเป็นอาวุธลับสุดยอด
“…” อันจิ่วเม่ย ถึงกับพูดไม่ออก กับแผนการล่าสัตว์สุดแปลกนี้
‘นี่…เขาล้อเล่นกับเธอหรือเปล่า?’ อันจิ่วเม่ยสงสัยในใจ แต่ก็ยังบอกด้วยความห่วงใย “งั้นคุณระวังตัวด้วยนะ กลับมาเร็ว ๆ ล่ะ”
ปกติแล้ว อันจิ่วเม่ยจะต้องกระโดดโลดเต้นอยากไปขึ้นเขาด้วยแน่ ๆ เพราะเธอเพิ่งสัญญากับผู้นำหมู่บ้าน ว่าจะขึ้นไปเก็บเห็ดให้
ลูกผู้หญิงต้องรักษาคำพูด จะมาผัดวันประกันพรุ่งไม่ได้ ไม่งั้นคราวหน้าไปขอความช่วยเหลือ พวกเขาคงจะทำหูทวนลมแน่ ๆ
แต่ทว่าวันนี้เธอกลับกังวลเรื่องคุณย่าเธอจนปวดหัว แม้อยากจะไปสำรวจป่าหลี่เจียเฟิ่งกับแค่ไหน ก็ไม่กล้าเอ่ยปากขอ
“ได้” หลี่เจียเฟิ่งพยักหน้ารับ แล้วหมุนตัวจากไปอย่างรวดเร็ว
หลี่เจียเฟิ่งรีบวิ่งปรู๊ดไปที่ห้องของย่าอันด้วยความเป็นห่วง
ย่าอันอายุมากแล้ว นอนไม่ค่อยหลับ ปกติเวลานี้มักนั่งเล่นอยู่ข้างนอก แต่วันนี้กลับบอกว่าอยากนอน พอกินข้าวเสร็จก็หายเข้าห้องไปเงียบ ๆ
อันจิ่วเม่ยเคาะประตูเบา ๆ แต่ไม่รอให้คนในห้องตอบรับ เธอก็ผลักประตูเข้าไปทันที
คุณย่าอันกำลังนั่งเหม่อลอยอยู่บนเตียง ท่านสะดุ้งสุดตัวเมื่อเห็นอันจิ่วเม่ยปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหัน
“จิ่ว… จิ่วเม่ย หลานทำไมถึง…” คุณย่าอันพูดตะกุกตะกัก ใบหน้าซีดเผือด ราวกับเห็นผี
“คุณย่า ตอนนี้มีแค่เราสองคน บอกหนูมาตามตรงเถอะค่ะ ว่าซื่อหงทำอะไรคุณย่า” อันจิ่วเม่ยถามอย่างร้อนรน แววตาเป็นประกายด้วยความอยากรู้
“ไม่มีอะไรหรอกจ้ะ ย่าแค่…” ย่าอันพูดพลางเบือนหน้าหนี สายตาเลื่อนลอยราวกับกำลังนึกถึงเรื่องน่าอายบางอย่าง
“คุณย่า ตอนนี้เรามีกันแค่สองคน บอกความจริงกับหนูเถอะนะคะ” อันจิ่วเม่ยพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แต่ในใจกลับร้อนรุ่มเหมือนไฟกำลังเผาไหม้
วันนี้อันจิ่วเม่ยตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกอึดอัดขุ่นมัว คุณย่าอันที่เธอรักและไว้ใจกลับหักหลังเธอ
คุณย่าเลือกที่จะโกหกและปิดบังเธอ ความเจ็บปวดแล่นริ้วราวกับถูกมีดกรีดกลางใจ แต่เธอก็พยายามควบคุมอารมณ์
จากนิยายที่เธออ่าน เธอรู้ว่าคุณย่าอันเป็นคนดี ดีกับเธอราวกับลูกแท้ ๆ ตอนนี้เธอได้มาอยู่ในร่างของอันจิ่วเม่ย เธอจึงอยากจะตอบแทนความรักนั้น
แต่ทำไมทุกอย่างถึงเป็นแบบนี้?
“จิ่วเม่ย ย่าขอโทษ ย่าผิดต่อหนูจริง ๆ ถ้าหนูจะโกรธ ก็โกรธย่าเถอะนะ” คุณย่าอันพูดเสียงสั่นเครือ น้ำตาคลอหน่วย
ความตึงเครียดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อคุณย่ายังคงนิ่งเงียบราวกับปากถูกเย็บ ทำให้อันจิ่วเม่ยแทบจะระเบิดด้วยความโมโห!
อันจิ่วเม่ยคิดว่าการมาคุยกับย่าตรง ๆ จะทำให้เธอรู้ความจริง แต่ดูเหมือนว่าเธอจะคิดผิด เธอประเมินความสามารถของตัวเองสูงเกินไป
อันจิ่วเม่ยจ้องมองคุณย่าอันด้วยสายตาตัดพ้อ “พวกเราจะย้ายออกไปทันทีที่สร้างบ้านเสร็จ ต่อไป คุณย่าก็คงปกป้องซื่อหงไม่ได้อีกแล้ว!”
แผนการที่จะตัดขาดจากซื่อหงพังทลายลง ดูเหมือนว่าซื่อหงจะมีไพ่ตายบางอย่างอยู่ในมือ ที่สามารถควบคุมคุณย่าของเธอได้ อนาคตของเธอช่างมืดมนและวุ่นวายเหลือเกิน
ความหงุดหงิดก่อตัวขึ้นในใจของอันจิ่วเม่ย ยิ่งนึกถึงปัญหาที่จะตามมา เธอก็ยิ่งไม่สบายใจ เธอตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะไม่ยอมให้คุณย่าอันนำทรัพย์สินของเธอไปช่วยเหลือซื่อหงอีกต่อไป
ต่อให้เธอเห็นใจคุณย่า แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเธอต้องยอมทนกับเรื่องแบบนี้ไปตลอดชีวิต!
“ยังไงซะ ซื่อหงก็ไม่ใช่แม่แท้ ๆ ของหนู ในเมื่อย่าไม่ยอมบอกความจริง หนูก็จะไม่สนใจแล้ว!” อันจิ่วเม่ยประกาศเสียงแข็ง ก่อนจะเปิดประตูออกไป ทิ้งให้คุณย่าอันนั่งร้องไห้อยู่บนเตียงเพียงลำพัง
หยาดน้ำตาไหลรินอาบแก้มเหี่ยวย่นของคุณย่าอัน หัวใจของท่านแหลกสลาย รู้ดีว่าหลานสาวโกรธมากแค่ไหน แต่ท่านก็ไม่อาจเปิดเผยความจริงได้ เพราะนั่นอาจนำอันตรายมาสู่หลานสาว!
คุณย่าอันมองภาพอันจิ่วเม่ยที่ติดตา ใบหน้าของเด็กสาวเปล่งประกายด้วยความหวัง ท่านจะไม่ยอมให้ใครมาทำลายอนาคตที่สดใสของหลานสาวเด็ดขาด โดยเฉพาะคนอย่างซื่อหง!
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น คุณย่าอันก็จะปกป้องความลับนี้ไว้ด้วยชีวิต ราวกับว่ามันเป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดในโลก!
อันจิ่วเม่ยเดินกลับมาที่ห้อง ความรู้สึกอึดอัดยังคงวนเวียนอยู่ในใจ แต่ไม่นานเธอก็ตัดสินใจสลัดความกังวลทิ้งไป ‘ทุกคนต่างก็มีความลับ เราไม่จำเป็นต้องเก็บมาใส่ใจหรอก’
อันจิ่วเม่ยมองไปรอบ ๆ ห้อง ข้าวของยังคงกระจัดกระจายจากงานแต่งงานเมื่อวาน เธอเริ่มลงมือจัดเก็บ พลางครุ่นคิดถึงแผนการในอนาคต
“เงินทองสำคัญที่สุด” อันจิ่วเม่ยพึมพำกับตัวเอง มือบางลูบไล้กำไลหยกและทองคำแท่งเล็ก ๆ ที่เธอพกติดตัว “แต่ของพวกนี้เอาไปใช้จ่ายลำบาก ต้องหาเงินสดมาไว้ในมือบ้าง”
ถึงแม้หลี่เจียเฟิ่งจะมีเงินเดือนจากการเป็นทหาร แต่อันจิ่วเม่ยก็ไม่อยากใช้ “เงินนั้นเขาแลกมาด้วยชีวิต มันไม่ใช่ของเรา”
ดวงตาของอันจิ่วเม่ยเป็นประกาย เมื่อนึกถึงตลาดมืดในวันพรุ่งนี้ “เราต้องไปดูลาดเลาสักหน่อย!”
อันจิ่วเม่ยรู้สึกตื่นเต้น ราวกับได้ย้อนกลับไปอ่านนิยายที่ตัวเอกสามารถหาเงินได้อย่างมากมาย แม้จะอยู่ในยุคที่ยังไม่เจริญ