ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์- - บทที่ 29 หาคนบันทึกคะแนนแรงงาน
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์-
- บทที่ 29 หาคนบันทึกคะแนนแรงงาน
บทที่ 29 หาคนบันทึกคะแนนแรงงาน
“เรามีความรู้จากโลกสมัยมาก รู้ราคาตลาด แถมยังรู้เนื้อเรื่องในนิยายด้วย ไม่มีทางล้มเหลวแน่!”
อันจิ่วเม่ยปลุกปลอบตัวเอง “แค่ต้องลงมือทำเท่านั้นเอง!”
ความคิดนี้ทำให้อารมณ์เธอดีขึ้นทันตา ถึงขั้นฮัมเพลงออกมาอย่างอารมณ์ดี ลืมเรื่องของคุณย่าอันไปเสียสนิท
ซื่อหงออกไปธุระข้างนอก เหลือแต่อันจิ่วเม่ยที่อยู่บ้านตามลำพังกับคุณย่าอันเท่านั้น
ย่าอันแอบจับตาดูความเคลื่อนไหวรอบ ๆ บ้านอย่างกับนินจา พอได้ยินเสียงคนร้องเพลงอย่างอารมณ์ดีดังมาจากลานบ้าน เธอก็ถอนหายใจโล่งอก “รอดตัวไปที จิ่วเม่ยคงอารมณ์ดีขึ้นแล้ว…”
ตกเย็นหลี่เจียเฟิ่งกลับมาพร้อมของป่าเต็มตะกร้า ทั้งไก่ป่า นกกระจอกและเห็ด ถูกร้อยเป็นพวงด้วยหญ้าที่ถักเป็นชือก
อันจิ่วเม่ยเบิกตากว้างด้วยความตกใจ “นี่คุณใช้หนังสติ๊กยิงได้จริง ๆ เหรอเนี่ย?”
หลี่เจียเฟิ่งยิ้มกริ่ม “ก็เธอบอกจะเอาเห็ดไปให้บ้านผู้นำหมู่บ้าน ฉันเลยหาเพิ่มมาให้” พูดจบ เขาก็ลงมือชำแหละสัตว์ป่าอย่างคล่องแคล่ว
อันจิ่วเม่ยมองด้วยความทึ่ง ‘โอ้โห เก่งจัง สมแล้วที่ได้ตำแหน่งใหญ่โตตั้งแต่อายุยังน้อย’ เธอคิดในใจ พลางรีบไปต้มน้ำร้อนมาช่วยถอนขนสัตว์ “เดี๋ยวฉันช่วยนะ!”
ย่าอันนำเก้าอี้จิ๋วสองตัวมาให้หนุ่มสาวนั่ง อันจิ่วเม่ยแม้จะไม่ปฏิเสธ แต่ก็ไม่อยากคุยด้วย ส่วนหลี่เจียเฟิ่งที่ปกติก็เป็นคนพูดน้อยอยู่แล้ว เพียงแค่กล่าวขอบคุณสั้น ๆ แล้วก็เงียบกริบ
ย่าอันแอบมองหลานสาวที่ก้มหน้านิ่งด้วยความรู้สึกขมขื่น ก่อนจะเดินจากไปอย่างอ้างว้าง
ทันทีที่ลับตาไปอันจิ่วเม่ยก็กระซิบบอกหลี่เจียเฟิ่งว่า “คุณเร่งมือหน่อย ต้องทำให้เสร็จก่อน ซื่อหงจะกลับมา อย่าให้เธอเห็นเชียวนะ”
หลี่เจียเฟิ่งพยักหน้ารับ แล้วลงมือทำงานอย่างรวดเร็วราวกับมีไฟลนก้น
อันจิ่วเม่ยแอบคิดว่า หลี่เจียเฟิ่งจะถามเรื่องย่าอัน แต่เขากลับไม่สนใจเลยสักนิดเพียงแค่ยืนเงียบ ๆ อยู่ข้าง ๆ เธอเท่านั้น ทำให้หัวใจที่บอบช้ำของเธอรู้สึกอบอุ่นขึ้นมานิดหน่อย
ไก่ป่าสามตัวและนกกระจอกสิบเอ็ดตัวตัวถูกหมักแล้วนำไปตากให้แห้งในห้องลับ ส่วนนกกระจอกที่เหลืออีกสิบกว่าตัวถูกโยนลงหม้อทันที
สี่ตัวถูกต้มเป็นซุปสำหรับย่าอัน ที่เคี้ยวอาหารลำบาก ส่วนที่เหลืออันจิ่วเม่ยใช้น้ำมันทั้งหมดที่มีในบ้านทอดให้กรอบ แล้วโรยพริกป่นจนหอมฉุย น้ำลายสอ
ในยุคที่ทุกคนหิวโหยเนื้อสัตว์ แม้นกกระจอกจะตัวจิ๋ว แต่มีจำนวนมากก็ถือว่าได้อิ่มหนำสำราญกันพอสมควร
ระหว่างนั้นย่าอันก็ไม่ได้พูดถึงการเก็บอาหารไว้ให้ ซื่อหงทำให้อันจิ่วเม่ยอารมณ์ดีขึ้นอีก
หลังจากทุกคนอิ่มหนำสำราญกันแล้ว ก็ช่วยกันเก็บกวาดจนสะอาดเอี่ยม ไม่ให้เหลือร่องรอยใด ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ ซื่อหงกลับมาแล้วอาละวาดใส่
หลังจากมื้อเย็นอันแสนอร่อย อันจิ่วเม่ยเตรียมตัวออกไปส่งของที่บ้านผู้นำหมู่บ้าน แต่หลี่เจียเฟิ่งสามีหนุ่มกลับบอกว่า
“วันนี้ฉันไปเป็นเพื่อนเธอไม่ได้นะ ฉันต้องรีบไปถางหญ้าก่อนฟ้ามืด”
อันจิ่วเม่ยยิ้มกริ่มในใจ “ไม่เป็นไรจ้ะ ไปทำงานเถอะ ไม่ต้องห่วงฉันหรอก”
ระหว่างทางอันจิ่วเม่ย เจอกลุ่มสาว ๆ หนึ่งในคือนินทากันอยู่ เธอตั้งใจจะเดินผ่านไป แต่พอได้ยินชื่อ เพ่ยอิง ก็ชะงักทันที ‘อ๊ะ! มีข่าวอะไรน่าสนใจนี่’ เธอจึงแอบเข้าร่วมวงซุบซิบทันที
“หา? พี่อี้ซิน พี่พูดจริงเหรอ? เพ่ยอิงโดนส่งไปจริง ๆ เหรอ?” เสียงของผู้หญิงคนหนึ่ง ถามขึ้นอย่างตื่นเต้น
หญิงที่ชื่ออี้ซินเล่าอย่างออกรส “จริงสิ! เมื่อคืนบ้านนั้นวุ่นวายสุด ๆ เพ่ยอิงร้องไห้โวยวายลั่น แต่สุดท้ายก็โดนลากตัวออกไป คงไปซ่อนที่บ้านญาติสักพัก รอให้แม่ของลี่เฟยเลิกคิดเรื่องนี้”
สาว ๆ ต่างหันมามองอันจิ่วเม่ยด้วยแววตาอิจฉา
“เธอนี่โชคดีจริง ๆ ที่ได้แต่งกับหลี่เจียเฟิ่ง ไม่เหมือนเพ่ยอิงที่โดน หลี่ถังหมายปอง แถมแม่เลี้ยงก็ไม่ช่วย ถ้าเป็นเธอคงโดนตระกูลหลี่จับแต่งไปแล้ว!”
อันจิ่วเม่ยยิ้มเจื่อน ๆ ในใจคิด ‘พวกเธอไม่รู้หรอกว่าชีวิตฉันก็ไม่ได้สวยหรูขนาดนั้น!’
เสียงซุบซิบนินทาดังขึ้นในหมู่บ้าน “แต่งงานกับหลี่เจียเฟิ่งก็ไม่ได้วิเศษอะไรหรอก! เขาไม่อยู่บ้านทั้งปี มีอะไรเกิดขึ้นก็ช่วยอะไรไม่ได้ แค่ฟังดูดีเท่านั้นแหละ สุดท้ายก็ต้องดิ้นรนเอาตัวรอดเอง”
อันจิ่วเม่ยได้ยินแล้วหัวเราะขำ “ใครบ้างไม่ต้องดิ้นรนด้วยตัวเองล่ะ? ฉันยังมีธุระ สนุกกันต่อเถอะจ้ะ”
อันจิ่วเม่ยโบกมือลาแล้วเดินจากไปอย่างไม่ใส่ใจ พลางคิดในใจ
‘ต้องหาทางให้เพ่ยอิงกลับมา แล้วจับคู่กับหลี่ถังให้ได้ คนเลว ๆ ควรอยู่ด้วยกัน!’
เมื่อมาถึงบ้านผู้นำหมู่บ้าน กลิ่นอาหารหอมฟุ้ง ภรรยาผู้นำหมู่บ้านเห็นเห็ดในตะกร้าก็ดีใจใหญ่
“จิ่วเม่ย มา ๆ กินข้าวด้วยกันจ้ะ”
“สวัสดีค่ะ คุณลุง คุณป้า มีของฝากมาด้วยนะ!” อันจิ่วเม่ยร้องทักทายอย่างร่าเริง พลางชูตะกร้าใบเล็กในมือ
“วันนี้หลี่เจียเฟิ่งบังเอิญได้ขึ้นเขาพอดี เลยเก็บของป่ามาฝากค่ะ” ถือว่าเป็นการตอบแทนที่ช่วยเหลือพวกเรามาตลอด”
อันจิ่วเม่ยยิ้มแป้นขณะสนทนากับภรรยาผู้นำหมู่บ้าน แต่แล้วสายตาก็เหลือบไปเห็นเหวินฟู่นั่งอัดควันยาสูบทำสีหน้าครุ่นคิด เธอจึงอดถามไม่ได้
“วันนี้ลุงเหวินสีหน้าไม่ค่อยดีเลยนะคะ มีเรื่องอะไรรึเปล่าคะ?”
ไป๋ชิงถอนหายใจเบา ๆ ก่อนตอบ “ก็มีเรื่องให้ปวดหัวนนิดหน่อย ซูลี่ คนที่เคยจดบันทึกคะแนนแรงงานของหมู่บ้านไปแต่งงานย้ายเข้าเมืองซะแล้ว ตาแก่นี่ก็เลยกำลังคิดหนักว่าจะหาใครมาแทนดี จะเอาเด็ก ๆ จากกลุ่มเยาวชนที่มาช่วยงานในชนบท หรือจะหาคนในหมู่บ้านเราเองดี ดูเหมือนเรื่องเล็ก แต่มันยุ่งยากกว่าที่คิดนะ”
ทันใดนั้น แววตาของอันจิ่วเม่ยก็เป็นประกาย ใบหน้าเปื้อนยิ้มตื่นเต้น ราวกับมีหลอดไฟสว่างวาบขึ้นเหนือศีรษะ
“หนูมีความคิดดี ๆ ค่ะ! วิธีนี้จะช่วยให้เราหาคนทำงานที่เหมาะสมได้ แถมไม่มีใครบ่นได้ด้วยนะคะ!”
ผู้นำหมู่บ้านรีบวางกล้องยาสูบลง หันมามองด้วยอันจิ่วเม่ยด้วยความสนใจ
“จิ่วเม่ย คิดวิธีอะไรดี ๆ ออกแล้วเหรอ เล่าให้ลุงฟังหน่อยซิ!”
สายตาคมกริบของอันจิ่วเม่ย จ้องมองไปที่ผู้นำหมู่บ้าน ราวกับนกล่าเหยื่อ เธอเห็นโอกาสทองที่จะแสดงความฉลาดของตน จึงเอ่ยปากอย่างมั่นใจ
“ลุงเหวินลองจัดการแข่งขันสิคะ! รวบรวมคนที่เหมาะสมมาประชันฝีมือกัน ใครเก่งที่สุดก็คว้าตำแหน่งไป แบบนี้ทั้งสนุกทั้งยุติธรรม คุณลุงก็ไม่ต้องปวดหัวด้วย!”
ผู้นำหมู่บ้านยิ้มกริ่ม เดิมทีเขาคิดคิดว่าสาวน้อยคนนี้จะต้องเสนอตัวเองแน่ ๆ แต่แล้วก็ต้องอึ้ง เมื่ออันจิ่วเม่ยกลับไม่พูดถึงตัวเองเลยสักนิด
เหวินฟู่จึงถามอันจิ่วเม่ยไปตรง ๆ “ความคิดดีมาก แต่ทำไมเธอไม่คว้าโอกาสทองนี้ล่ะ?”
อันจิ่วเม่ยชะงักไปครู่ ความคิดวิ่งวุ่นในหัว ถ้าเป็นเจ้าของร่างเดิม งานนี้ก็น่าสนใจไม่น้อย แต่สำหรับเธอที่ข้ามมิติมา… เธอมีความฝันที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น!
อันจิ่วเม่ยพูดทีเล่นทีจริง “โธ่ คุณลุง หนูน่ะเพิ่งแต่งงานกับพี่เจียเฟิ่งนะคะ ยังไม่ทันไรจะคว้างานดี ๆ อีก คนอื่นเขาจะอิจฉาตายกันพอดี! ยิ่งพี่เจียเฟิ่งไม่ค่อยอยู่บ้านด้วย หนูคงต้องได้ชีวิตหลบ ๆ ซ่อน ๆ ไม่ก็คงต้องจ้างยามมานอนเฝ้าแน่ ๆ เลย”
ผู้ใหญ่บ้าน ยิ้มพลางลูบเครา ชื่นชมในใจว่าเด็กคนนี้ช่างฉลาดและรอบคอบจริง ๆ “พูดถึงเรื่องนี้ก็จริงนะ!”
ภรรยาผู้นำหมู่บ้าน หัวเราะข้าง ๆ “โชคดีที่ฉันแก่แล้ว ไม่งั้นคงอิจฉาเธอจนนอนไม่หลับแน่ ๆ”
อันจิ่วเม่ย ยิ้มเขินอายแก้มแดง คิดในใจ ‘ทำไมฉันถึงโชคดีขนาดนี้นะ ทั้งได้สามีดีและได้รับโอกาสทำงานดีอีก ๆ ‘
เหวินฟู่เปลี่ยนเรื่องกลับมาที่งาน ถามด้วยท่าทางจริงจัง
“ความคิดเธอดีมาก แต่จะเลือกคนยังไง แล้วจะให้แข่งขันอะไรล่ะ?”
อันจิ่วเม่ยตอบทันควัน “ง่ายมากค่ะ! ต้องเลือกคนที่เรียนจบมัธยมต้นแน่นอน จะได้ไม่ต้องปวดหัวสอนงานเยอะ”
อันจิ่วเม่ยพูดต่อ “…ส่วนการแข่งขัน ให้ทดสอบความรู้คณิตศาสตร์เลยค่ะ เพราะต้องใช้ในการบันทึกคะแนน แต่จะทดสอบอะไรบ้างนั้น หนูไม่รู้หรอกนะคะ หนูไม่ได้เรียนหนังสือ”