ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์- - บทที่ 30 ประกาศสำคัญ ณ ลานนวดข้าวหมู่บ้าน
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์-
- บทที่ 30 ประกาศสำคัญ ณ ลานนวดข้าวหมู่บ้าน
บทที่ 30 ประกาศสำคัญ ณ ลานนวดข้าวหมู่บ้าน
สองสามีภรรยามองหน้ากันอย่างแปลกใจ พวกเขาไม่นึกว่าเด็กสาวที่ดูเรียบร้อยคนนี้จะมีความคิดดี ๆ แบบนี้ซ่อนอยู่
พอเห็นสายตาแบบนั้น อันจิ่วเม่ยก็พลันเกาศีรษะแก้เขินนิดหน่อย ทำท่าเหมือนกำลังลำบากใจสุด ๆ
ทันใดนั้น หัวหน้าหมู่บ้าน ก็หัวเราะลั่นบ้าน “ดีจริง ๆ ความฉลาดของเธอนี่ ไม่เหมือนคนไม่เคยเรียนหนังสือเลยนะเนี่ย เก่งยิ่งกว่าพวกเรียนซะอีก”
อันจิ่วเม่ยไม่ได้ประหม่าเลยสักนิด ตอบกลับอย่างภูมิใจ “ก็คุณลุงหัวหน้าหมู่บ้านสนิทกับหนูนี่คะ เลยมองหนูดีไปหมด แต่จริง ๆ มีคนเก่งกว่าหนูอีกเยอะแยะเลยค่ะ!”
เหวินฟู่หันไปบอกภรรยา “เห็นไหมล่ะ ทั้งหมู่บ้านมีใครที่อายุเท่านี้แล้วพูดจาฉอเลาะได้ขนาดนี้บ้าง?”
ภรรยาหัวหน้าหมู่บ้านไม่สนใจสามี แต่หันไปยิ้มให้อันจิ่วเม่ย พร้อมพูด “ได้ยินไหมจ๊ะ คุณลุงเขาชมหนูอยู่นะ!”
“ฮ่า ๆ ชมยังงี้หนูก็เขินสิค่ะ” อันจิ่วเม่ยเกาหัวอย่างเก้อเขิน
อันจิ่วเม่ยพูดคุยกับสองสามีภรรยาอีกเล็กน้อย ก่อนจะตัวลากลับบ้าน
อันจิ่วเม่ยถอนหายใจยาวเหยียด คิดในใจ ‘ที่ไหนมีคน ที่นั่นก็มีการเจรจา พูดดีชีวิตก็ราบรื่น พูดไม่ดีอาจโดนถล่มยับ ศิลปะการพูดสำคัญจริง ๆ ‘
โชคดีที่ชาติที่แล้ว เธอคลุกคลีอยู่ในวงการธุรกิจจนกลายเป็นมือโปรไปแล้ว ตอนนี้การรับมือกับชาวบ้านซื่อ ๆ พวกนี้จึงไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรเลย
อันจิ่วเม่ยเดินกลับบ้านอย่างอารมณ์ดี สูดอากาศเย็น ๆ พลางฮัมเพลงเบา ๆ อย่างมีความสุข
ฟ้ามืดแล้ว ยามนี้ชาวบ้านต่างกลับเข้าบ้าน ไม่มีใครออกมาเพ่นพ่านยามค่ำคืน ทุกคนอาบน้ำแล้วก็เข้านอนพักผ่อนกันหมด
หลังจากชำระร่างกายและแต่งตัวเสร็จเรียบร้อย อันจิ่วเม่ยก็ได้ยินเสียงฝีเท้าคุ้นหูดังมาจากนอกห้อง ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเป็นใคร
หลี่เจียเฟิ่งกลับมาแล้วนั่นเอง! แต่น่าเสียดายที่เขากลับมามือเปล่า ไม่มีของมีค่าติดไม้ติดมือมาเลยสักชิ้น แม้จะถางหญ้าไปได้มากมายก็ตาม
อันจิ่วเม่ยปลอบใจเขาด้วยรอยยิ้ม “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ พรุ่งนี้ฉันจะไปลองดูอีกที บางทีอาจจะเจอของดี ๆ ก็ได้นะ”
หลี่เจียเฟิ่งพยักหน้ารับ แต่ดูเหนื่อยล้าเต็มที อันจิ่วเม่ยจึงเอ่ยขึ้น “คุณเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว รีบไปอาบน้ำแล้วพักผ่อนเถอะค่ะ”
หลังจากแยกย้าย อันจิ่วเม่ยก็รีบกลับห้องทันที แต่ไม่ได้ล้มตัวลงนอนอย่างที่บอก เธอจุดตะเกียงน้ำมันแล้วหยิบกำไลที่ขุดได้ตอนเช้ามาพินิจพิเคราะห์อย่างละเอียด ตื่นเต้นจนมือสั่น!
ตอนที่เจอในตอนเช้า เธอแทบไม่มีเวลาได้ชื่นชมความงามของมัน รีบซ่อนแล้วกลับบ้านด้วยความลุ้นระทึก หลังจากนั้นก็วุ่นวายทั้งวัน ไม่มีโอกาสได้เอาออกมาดูอีกเลย
แต่ตอนนี้ ภายใต้แสงสลัวของตะเกียง อันจิ่วเม่ยสามารถมองเห็นรายละเอียดทุกอย่างได้อย่างชัดเจน วงแหวนสีเขียวมรกตงดงามไร้ที่ติ แม้จะถูกฝังอยู่ใต้ดินมานาน แต่ก็ไม่มีรอยตำหนิแม้แต่น้อย ยิ่งกว่านั้น ใต้แสงไฟ มันยังดูเหมือนจะเปล่งประกายวิบวับรอบ ๆ อีกด้วย
ทันใดนั้น หลี่เจียเฟิ่งก็เดินเข้ามาในห้อง เขาเห็นอันจิ่วเม่ยกำลังก้มหน้าก้มตาจ้องมองกำไลอย่างใกล้ชิด ท่าทางดูเกินจริงมาก แสดงออกถึงความเป็นคนรักเงินอย่างชัดเจน
แต่แปลกดีแทนที่เขาจะรู้สึกไม่ชอบ หลี่เจียเฟิ่งกลับรู้สึกว่าเธอดูน่ารักเสียอย่างนั้น
เขายิ้มให้กับความคิดนี้ อย่างเงียบ ๆ ที่แท้เขาก็ยังมองเธอเป็นเด็กน้อยอยู่นั่นเอง ไม่งั้นคงไม่คิดว่าเธอน่ารักแบบนี้ เพราะโดยทั่วไปแล้ว ’น่ารัก’ มักใช้กับเด็ก ๆ มากกว่า… เพราะสำหรับเขา อันจิ่วเม่ยก็ยังคงเป็นเด็กน้อยในสายตาเสมอ
ในค่ำคืนอันเงียบสงบ อันจิ่วเม่ยกำลังครุ่นคิดถึงกำไลล้ำค่าที่เธอหวงแหน
เธอหันไปมองใบหน้าของหลี่เจียเฟิ่งที่กำลังเตรียมตัวเข้านอน แล้วพูดออกมาอย่างจริงจัง “ฉันไม่ขายกำไลนี้ได้ไหมคะ ฉันอยากเก็บไว้ใส่เอง”
หลี่เจียเฟิ่งที่นอนหลับตาอยู่แล้วเพียงแค่ตอบกลับมาสั้น ๆ “มันเป็นของเธออยู่แล้ว จะทำอะไรก็ตามใจ”
พอได้ยินแบบนั้น อันจิ่วเม่ยก็รีบสวมกำไลเข้ามือทันทีด้วยความดีใจ แม้ปกติเธอจะไม่กล้าใส่อย่างเปิดเผย แต่คืนนี้เธอตัดสินใจว่าจะแอบใส่ตอนนอน แล้วค่อยถอดออกตอนเช้า
ด้วยความอิ่มเอมใจ อันจิ่วเม่ยเป่าตะเกียงดับแล้วทิ้งตัวลงนอนบนเตียงอย่างรวดเร็ว เธอไม่ทันสังเกตว่าในความมืดสนิท กำไลหยกสีเขียวที่ข้อมือซ้ายของเธอได้เปล่งประกายวาบขึ้นเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะหายไปราวกับกลืนหายไปกับผิวหนังของเธอ
ขณะเดียวกัน อันจิ่วเม่ยรู้สึกถึงไออุ่นแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง เธอก็พบว่าตัวเองอยู่ในสถานที่แปลกตา เบื้องหน้าปรากฏสิ่งปลูกสร้างคล้ายโกดังเก็บของขนาดใหญ่
ข้าง ๆ โกดังมีบ่อน้ำพุที่พุ่งขึ้นมาไม่หยุด แต่ระดับน้ำกลับไม่ล้นออกมาแม้แต่น้อย ราวกับมีเวทมนตร์คอยควบคุม
อันจิ่วเม่ยเดินเข้าไปใกล้ ๆ บ่อน้ำพุอย่างช้า ๆ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง เมื่อเห็นฝูงปลาคาร์ฟสีแดงสดสวยงาม แหวกว่ายไปมาอย่างอิสระ จนเธออดสงสัยไม่ได้ว่าทั้งหมดนี้เป็นเพียงความฝันหรือไม่
ปลายนิ้วเรียวบางแตะลงบนผิวน้ำเย็นเฉียบเบา ๆ ทันใดนั้น ฝูงปลาคาร์ฟตัวน้อยก็พากันว่ายเข้ามาใกล้ คลอเคลียอยู่รอบ ๆ นิ้วมือของเธออย่างร่าเริง ราวกับกำลังดีใจที่ได้พบเจอ
แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง อันจิ่วเม่ยที่กำลังหลับใหลอยู่บนเตียงนุ่ม พลันพลิกตัวอย่างไม่รู้ตัว ขายาวเรียวงามข้างหนึ่งของเธอยื่นออกมาทับผ้าห่มไว้ ราวกับกำลังพยายามหนีออกจากความฝัน
หลี่เจียเฟิ่งที่นอนอยู่บนพื้นข้าง ๆ เตียง ได้ยินเสียงขยับตัวจึงลืมตาขึ้นอย่างงัวเงีย แสงจันทร์สาดส่องผ่านหน้าต่างเข้ามา ตกกระทบบนร่างของอันจิ่วเม่ย ทำให้ผิวพรรณของเธอดูเปล่งปลั่งงดงามราวกับเคลือบไว้ด้วยผงไข่มุก
ขาเรียวที่โผล่ออกมานอกผ้าห่มขาวสะอาด ดูวิบวับราวกับหยกชั้นดีที่ถูกแกะสลักอย่างประณีต
แม้จะเป็นต้นฤดูร้อน แต่อากาศยามค่ำคืนก็ยังคงเย็นยะเยือก หลี่เจียเฟิ่งไม่อยากรบกวนการนอนของอันจิ่วเม่ย แต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ว่าเธอจะหนาวจนไม่สบาย เขาจึงลุกขึ้นอย่างเงียบเชียบ แล้วค่อย ๆ หยิบผ้าห่มมาคลุมตัวเธอให้อย่างทะนุถนอม
มือหนาของหลี่เจียเฟิ่งแทบไม่ได้สัมผัสถูกตัวเธอเลย เขาเพียงดึงชายผ้าห่มที่เธอทับไว้ออกมา แล้วห่มคลุมกายให้ใหม่ด้วยสัมผัสที่แผ่วเบา
ขณะที่โน้มตัวเข้าไปใกล้ เขาได้ยินเสียงละเมอแผ่วเบาของเธอ “ปลาคาร์ปน้อย…” หลี่เจียเฟิ่งขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัย ปลาคาร์ฟน้อย?
ภาพความทรงจำต่างๆ ผุดขึ้นมาในหัวของเขา ไม่ว่าจะเป็นตอนที่เธอล้มลงแล้วเก็บทองคำได้ ทั้ง ๆ ที่เขาหาไม่เจอในจุดเดียวกัน
แถมเธอยังเก็บกำไลหยกได้อีก! ทั้งหมดนี้มันดูราวกับโชคช่วยเหลือเกินกว่าจะเป็นเรื่องบังเอิญ เหมือนมีปลาคาร์ฟน้อยคอยนำโชคดีมาให้เธอจริง ๆ
รอยยิ้มบาง ๆ ผุดขึ้นที่มุมปากของหลี่เจียเฟิ่งโดยไม่รู้ตัว เขากลับไปนอนยังที่นอนของตัวเอง ใช้มือข้างหนึ่งรองศีรษะ ทอดสายตามองแสงจันทร์ข้างนอกหน้าต่าง พลางครุ่นคิดถึงเรื่องราวต่าง ๆ อย่างเหม่อลอย
อันจิ่วเม่ยหลับสนิทตลอดคืนราวกับเด็กทารก พอถึงรุ่งเช้า เธอก็ตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่นแจ่มใส แต่เมื่อหันไปมองข้าง ๆ ก็พบว่าที่นอนของหลี่เจียเฟิ่งว่างเปล่า เขาคงจะออกไปทำงานที่ ที่ดินรกร้างตั้งแต่เช้าแล้ว
หลังจากล้างหน้าล้างตาเสร็จ อันจิ่วเม่ยก็เดินออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ที่ลานหน้าบ้าน ทันใดนั้น สายตาก็เหลือบไปเห็นชาวบ้านหลายคนกำลังวิ่งไปรวมตัวกันที่ลานนวดข้าวด้วยท่าทางตื่นเต้น
ด้วยความสงสัย เธอจึงสอบถามชาวบ้านที่เดินผ่านมา จึงได้รู้ว่าผู้นำหมู่บ้านมีเรื่องสำคัญจะประกาศ อันจิ่วเม่ยเดาว่าน่าจะเป็นเรื่องการแบ่งงานให้กับคนงานใหม่ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะอยากรู้ เธอจึงรีบตามชาวบ้านไปที่ลานนวดข้าวทันที
Pchaya
จะรู้ตอนไหนว่าได้มิติวิเศษมา