ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์- - บทที่ 32 หุ้นส่วนลับในอนาคต
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์-
- บทที่ 32 หุ้นส่วนลับในอนาคต
บทที่ 32 หุ้นส่วนลับในอนาคต
สุดท้าย อันจิ่วเม่ยตัดสินใจเลี้ยวรถเข้าไปในตรอกเล็ก ๆ ที่ไม่มีคนพลุกพล่าน แล้วล็อคล้อจักรยานไว้กับเสาอย่างแน่นหนา
“เอาเถอะ ถึงจะมีใครคิดจะขโมย ฉันก็ยังวิ่งไล่ตามทันอยู่แล้ว!” เธอพึมพำอย่างมั่นใจ
ถึงอย่างนั้น อันจิ่วเม่ยก็ยังอดถอนหายใจด้วยความเหนื่อยหน่ายไม่ได้ พลางบ่นกับตัวเอง
“ถ้ามีกระเป๋าวิเศษเหมือนในนิยายแฟนตาซีก็คงจะดี จะใส่ของใหญ่แค่ไหนก็ได้ แถมยังพกติดตัวไปไหนมาไหนสะดวก ไม่ต้องกลัวใครมาขโมยอีกต่างหาก”
ทันใดนั้น… จักรยานตรงหน้าอันจิ่วเม่ยก็หายวับไปในพริบตา ราวกับถูกกลืนหายไปในอากาศ เธอตกใจจนตาเหลือก ปากอ้าค้างด้วยความตกตะลึง
และแล้ว มิติประหลาดก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าอันจิ่วเม่ย เธอเห็นจักรยานของตัวเองจอดอยู่ภายใน เบื้องหน้าเป็นสถานที่คล้ายโกดังเก็บของขนาดใหญ่
“เอ๊ะ? ทำไมถึงดูคุ้น ๆ นะ” อันจิ่วเม่ยพึมพำ ก่อนจะสังเกตเห็นบ่อน้ำพุเล็ก ๆ ที่มีปลาคาร์ฟตัวจิ๋วแหวกว่ายอยู่ภายใน พวกมันกำลังพ่นฟองอากาศ พร้อมกับจ้องมองเธอด้วยความสนใจใคร่รู้
อันจิ่วเม่ยรีบหยิกต้นขาตัวเองแรง ๆ “โอ๊ย! เจ็บนี่นา”
‘…งั้นแปลว่านี่ไม่ใช่ความฝันสินะ! เกิดอะไรขึ้นกับฉันกันแน่เนี่ย?’
ดวงตาของอันจิ่วเม่ยเป็นประกายวาววับด้วยความตื่นเต้น เมื่อสมองอันชาญฉลาดของเธอเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวต่าง ๆ เข้าด้วยกัน
“หรือนี่… จะเป็นกระเป๋าวิเศษจริง ๆ !” เธออุทานอย่างตื่นเต้น
อันจิ่วเม่ยคิดได้ทันทีว่านี่คงจะเป็นกระเป๋ามิติ เป็นพื้นที่ส่วนตัวของเธอที่สามารถควบคุมได้ตามใจชอบ ทั้งเก็บของและหยิบใช้ได้อย่างอิสระ
“ถ้าอย่างนั้น…โกดังใหญ่ ๆ นั่นก็เป็นของฉันด้วยสินะ!”
แม้ว่าเธอจะอยากเข้าไปสำรวจโกดังใจจะขาด แต่อันจิ่วเม่ยก็รู้ดีว่าต้องจัดลำดับความสำคัญก่อน
“เอาไว้ค่อยสนุกกับมันตอนกลางคืนดีกว่า… แล้วจะปิดมันยังไงล่ะเนี่ย?” อันจิ่วเม่ยพึมพำกับตัวเอง เธอเผลอเปิดมิติขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว แต่กลับไม่รู้วิธีทำให้มันหายไป
เธอต้องพูดว่า ‘เก็บ’ งั้นเหรอ? หรือต้องทำยังไงกันนะ?
ทันใดนั้น พื้นที่มิติก็หายวับไปต่อหน้าต่อตา อันจิ่วเม่ยยิ้มอย่างพอใจ
‘สงสัยหนังสือนิยายแฟนตาซีที่ฉันเคยอ่านจะช่วยฉันได้จริงๆ ด้วย!’
จากนั้น อันจิ่วเม่ยก็เริ่มออกตามหาตลาดมืดในตรอกซอกซอยต่าง ๆ ด้วยไหวพริบอันเฉียบแหลม ในที่สุดเธอก็ค้นพบตลาดมืดที่ซ่อนตัวอยู่อย่างแนบเนียนในซอยหลังโรงงานร้างแห่งหนึ่ง
“คนยุคนี้ก็ฉลาดเหมือนกันนะเนี่ย…” อันจิ่วเม่ยพึมพำอย่างชื่นชม ใบหน้าของเธอตอนนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยขี้เถ้าสีดำ ซึ่งเธอแอบไปเอามาจากกองไฟที่มอดแล้วข้างทาง น่าจะเป็นจุดที่ใครบางคนมาก่อกองไฟไว้ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นชุดเสื้อผ้าเก่า ๆ ที่เตรียมมาจากบ้าน เพื่อพรางตัวไม่ให้ใครจำได้
อันจิ่วเม่ยจำได้ว่าในนิยาย ตลาดมืดมักจะเป็นสถานที่ที่ผู้คนนิยมปกปิดตัวตน จึงเตรียมตัวมาอย่างดี
ในขณะที่ก้าวเท้าเข้าสู่สถานที่อันรกร้างและวังเวง ซึ่งโดยปกติแล้วคงไม่มีใครกล้าย่างกรายเข้ามาใกล้
ในซอยมืดแคบมีชายร่างใหญ่ท่าทางลึกลับยืนเฝ้าอยู่ที่ปากทาง เมื่ออันจิ่วเม่ยเดินเข้ามา เขาก็เรียกเก็บเงินค่าผ่านทาง 12 หยวน ราวกับเป็นด่านศุลกากรลับ!
แต่ชายผู้นี้ไม่ได้เป็นแค่คนเก็บเงินธรรมดา เขายังทำหน้าที่เป็นยามเฝ้าประตูสู่ตลาดมืดอีกด้วย หากพบเห็นผู้ต้องสงสัย เขาจะส่งสัญญาณเตือนภัยให้เหล่าพ่อค้าแม่ขายรู้ตัวและหลบหนีได้ทันท่วงที
อันจิ่วเม่ยจ่ายค่าผ่านทางโดยไม่ลังเล ก่อนจะก้าวเข้าสู่ตลาดมืดอย่างเงียบเชียบ แต่เมื่อเข้ามาด้านในบรรยากาศกลับไม่ได้ต่างอะไรจากเนื้อหานิยายที่เธออ่าน ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายต่างพรางตัวมิดชิด หลบ ๆ ซ่อน ๆ ทำการซื้อขายกันอย่างรวดเร็วแล้วก็รีบแยกย้าย
แม้ว่าอันจิ่วเม่ยจะไม่ได้ปิดบังใบหน้า แต่เธอก็แต่งตัวพรางตัวมาอย่างดี ใบหน้าเปื้อนขี้เถ้า สวมเสื้อผ้าเก่า ๆ ขาดวิ่น ดูสกปรกจนกลมกลืนไปกับฝูงชน ไม่มีใครสงสัยในตัวเธอ
ตลาดมืดแห่งนี้เต็มไปด้วยสินค้าแปลกตา ทั้งของหายาก ของผิดกฎหมาย และของต้องห้าม แม้แต่ขนมนำเข้าจากต่างประเทศก็ยังมีขาย!
อันจิ่วเม่ยเดินดูสินค้าต่าง ๆ อย่างสนใจ ก่อนจะตัดสินใจซื้อไข่ไก่ 10 ฟองจากแม่ค้าใจดีคนหนึ่ง จากนั้น สายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นพ่อค้าหนุ่มรูปหล่อที่กำลังขายสินค้าอย่างขะมักเขม้น
ริมฝีปากบางของอันจิ่วเม่ยยกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ ‘เจอตัวแล้วสินะ… หุ้นส่วนลับในอนาคตของฉัน’
ชายหนุ่มผู้นั้นมีชื่อว่า ‘ลู่เหอ’ เขาเป็นพ่อค้าขายเมล็ดพันธุ์แตงโมที่มีรสชาติแปลกใหม่ หาซื้อไม่ได้ทั่วไป ทำให้ร้านของเขาขายดิบขายดีที่สุดในตลาดมืด
ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต่างพากันมาแย่งซื้อ แม้ว่าราคาจะสูงกว่าท้องตลาดก็ตาม
และเขาคือเป้าหมายสำคัญของอันจิ่วเม่ยในวันนี้…
ตามเนื้อเรื่องในนิยาย โชคชะตาอันโหดร้ายกำลังรอคอยลู่เหออยู่ วันนี้เขาจะถูกพวกอันธพาลที่อิจฉาริษยาในความรุ่งเรืองของเขารุมทำร้ายจนขาหัก ส่งผลให้ชีวิตพลิกผัน กลายเป็นคนพิการตลอดชีวิต
แม้ว่าในภายหลังเขาจะร่ำรวยและพยายามรักษาอาการบาดเจ็บอย่างเต็มที่ แต่ก็ไม่สามารถกลับมาเดินได้อย่างปกติ
ลู่เหอจมอยู่กับความรู้สึกด้อยค่า ไม่กล้าเข้าหาหญิงสาวที่ตนแอบรัก ได้แต่มองดูเธอแต่งงานไปกับชายอื่น ซ้ำร้ายยังถูกสามีใจร้ายทารุณกรรมอีกด้วย ช่างเป็นโศกนาฏกรรมที่น่าเศร้าเหลือเกิน!
แต่เรื่องราวทั้งหมดนี้จะไม่เกิดขึ้น เพราะวันนี้เธอ… จะมาเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของเขา!
อันจิ่วเม่ยวางแผนที่จะเข้าไปทำความรู้จักกับลู่เหอก่อนที่เหตุการณ์ร้ายจะเกิดขึ้น เธอหวังที่จะสร้างมิตรภาพและร่วมมือทำธุรกิจกับเขาในอนาคต
หลังจากที่ลูกค้าคนอื่น ๆ เดินทางกลับไปหมดแล้ว อันจิ่วเม่ยจึงเข้าไปทักทายพ่อค้าหนุ่มรูปหล่อ ที่สูงประมาณ 178 เซนติเมตร ร่างกายดูบอบบาง
“สวัสดีค่ะสหาย ยังมีเมล็ดพันธุ์แตงโมเหลืออยู่ไหมคะ?” อันจิ่วเม่ยถามด้วยรอยยิ้มหวาน
ลู่เหอตอบอย่างเขินอาย “วันนี้ขายหมดแล้วครับ ต้องรอพรุ่งนี้นะครับ”
“ถ้าฉันสั่งซื้อเยอะ ๆ สหายจะยอมไปส่งให้ถึงบ้านเลยไหมคะ?” อันจิ่วเม่ยพูดเสียงดัง โดยจงใจให้คนรอบข้างได้ยิน
“ได้แน่นอนครับ!” ลู่เหอตอบรับอย่างร่าเริง “ไม่ว่าสหายจะอยู่ที่ไหน ผมก็ยินดีไปส่งให้ถึงที่เลยครับ!”
อันจิ่วเม่ยแย้มยิ้มอย่างพอใจ เธอเดินเข้าไปใกล้ชายหนุ่มราวกับจะกระซิบบอกที่อยู่ของตัวเอง แต่แทนที่จะพูดเรื่องนั้น เธอกลับเอ่ยปากเตือนด้วยความห่วงใย
“สหายลู่เหอ… นี่ชื่อของคุณใช่ไหมคะ? คือ… เมื่อกี้ตอนฉันเดินเข้ามา ฉันได้ยินคนชื่อไห่ถังพูดว่าคุณไปแย่งลูกค้าเขา เขาเลยโมโหมาก กำลังหาคนมาดักทำร้ายคุณอยู่ ระวังตัวด้วยนะคะ เดี๋ยวคุณลองกลับบ้านทางอ้อมดูก็ดีนะคะ”
ลู่เหอที่กำลังรอฟังที่อยู่ของหญิงสาวตรงหน้า ถึงกับตกใจกับคำเตือนที่ได้รับ เขามองอันจิ่วเม่ยด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ
อันจิ่วเม่ยเห็นท่าทางแปลก ๆ ของเขาจึงถามอย่างไร้เดียงสา “บ้านของไกลเกินเหรอคะ? สหายเดินทางลำบากเหรอคะ?”
ลู่เหอรีบตั้งสติ ตอบกลับอย่างรวดเร็ว “ได้ ๆ แค่ทางจะไกลหน่อย ผมต้องไปเตรียมของก่อน” แล้วรีบเก็บของเตรียมหนีทันทีราวกับมีใครจุดไฟไล่หลัง
ในใจเขานึกถึงไห่ถัง คู่แข่งที่ขายเมล็ดทานตะวันที่ไม่ถูกกันมาตลอด พวกมันเคยมาหาเรื่องเขาหลายครั้ง แต่ครั้งนี้ดูท่าจะไม่ธรรมดาแน่ ๆ
“ขอบคุณมากนะ สหายหญิง คราวหน้าคุณมาซื้อของ ผมจะลดราคาให้เป็นพิเศษ!” เขาตะโกนทิ้งท้ายแล้ววิ่งหายไปอย่างรวดเร็ว
อันจิ่วเม่ยยืนงงเป็นไก่ตาแตก พูดกับตัวเอง “อ้าว เขาไปเร็วจัง ฉันยังไม่ได้บอกเลยว่าบ้านฉันอยู่บ้านเลขที่เท่าไหร่!”
พี่สาวขายไก่ข้าง ๆ หัวเราะชอบใจ “บ้านสหายอยู่บนภูเขาไหนกันถึงได้รีบวิ่งหนีขนาดนั้น”
อันจิ่วเม่ยทำท่าทางเขินเล็กน้อย ก่อนจะชี้นิ้วไปทางภูเขาลูกยักษ์ในระยะไกลแล้วพูดอย่างมั่นใจ “ไม่ไกลหรอก แค่บนภูเขาทางทิศตะวันออก ลูกนนั่นแหละ”
ทันใดนั้น เสียงหัวเราะก็ดังขึ้นรอบตัว ไม่เพียงแต่พี่สาวข้าง ๆ แต่คนรอบข้างหลายคนก็หัวเราะคิกคักราวกับได้ฟังมุกตลก
ทันใดนั้นบรรยากาศก็พลันเปลี่ยนไป เมื่อกลุ่มคนหน้าตาดุดันเดินเข้ามา พวกเขากวาดตามองไปรอบ ๆ ก่อนจะถามเสียงกร้าว
“ไอ้ลู่เหอ มันอยู่ไหน?”
พี่สาวข้าง ๆ ตัวสั่นด้วยความกลัว รีบตอบไปว่า “เขา…เขาขายของหมดแล้วก็กลับไปแล้วค่ะ”
อันจิ่วเม่ยยังคงพูดอย่างไร้เดียงสา “ใช่แล้วค่ะ ฉันยังไม่ทันได้ซื้อเลย เขาก็ไปซะแล้ว”
หัวหน้ากลุ่มโกรธจัดจนหน้าแดง เตะกำแพงข้าง ๆ พลางสบถ “ไอ้ลูกหมานั่น ถือว่ามันโชคดีไป!”