ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์- - บทที่ 35 โอบกอดที่ไม่ได้ตั้งใจ
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์-
- บทที่ 35 โอบกอดที่ไม่ได้ตั้งใจ
บทที่ 35 โอบกอดที่ไม่ได้ตั้งใจ
บะหมี่ชามยักษ์หมดลงอย่างรวดเร็ว หลี่เจียเฟิ่งดื่มน้ำซุปจนหมดเกลี้ยง แล้วลุกขึ้นเตรียมจะไปล้างชาม แต่อันจิ่วเม่ยรีบห้ามไว้
“วางไว้เถอะ เดี๋ยวฉันล้างเอง คุณรีบไปทำงานเถอะ”
“อืม” หลี่เจียเฟิ่งไม่เกรงใจ ลุกออกไปทันที
อันจิ่วเม่ยจัดการล้างชามเสร็จ ก็รีบไปสำรวจที่ดิน แต่ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติ เธอนั่งพักได้ครู่หนึ่งก็เห็นหลี่เจียเฟิ่งเข็นจักรยานเดินมาพร้อมกับคนงานกลุ่มใหญ่มา คาดว่าคงเป็นทีมสร้างบ้าน
พวกเขาเป็นชาวบ้านแถวนั้น อายุราว ๆ 40-50 ปี มากประสบการณ์ในการสร้างบ้าน หลี่เจียเฟิ่งตกลงค่าแรงไว้ที่วันละหกหยวน รวมอาหารสองมื้อ ถือว่าแพงสำหรับแถบนี้ แต่เพื่อความรวดเร็วเขาก็ยอมจ่าย
ทันทีที่คนงานมาถึง อันจิ่วเม่ยก็เปลี่ยนโหมดเป็นสาวหวาน เรียกลุง ๆ อา ๆ จนคนงานยิ้มแก้มปริ
“ภรรยานายนี่รู้จักเอาใจคนจริง ๆ ” คนงานคนหนึ่งพูดขึ้น
“วางใจได้ พวกเราจะสร้างบ้านให้เสร็จเร็ว ๆ ถ้าคุณทั้งสองมีความคิดเห็นอะไรเกี่ยวกับบ้าน บอกพวกเรามาได้เลย”
มู่เฉินหัวหน้าคนงานวัย 54 ปี ผู้มากประสบการณ์ที่สุดเอ่ยขึ้น
อันจิ่วเม่ยแอบยิ้มน้อย ๆ ในใจ เธอมีไอเดียบางอย่างอยู่แล้ว แต่ไม่รู้จะเอ่ยปากยังไงดี โชคดีที่ลุงมู่เสนอขึ้นมาเอง
“ดีเลยค่ะลุงมู่!” อันจิ่วเม่ยตอบอย่างร่าเริง
“ดีเลยค่ะลุงมู่!” อันจิ่วเม่ยตอบอย่างร่าเริง “หนูจะวาดแบบให้ แล้วเราค่อยมาปรึกษากัน ไม่รู้ว่าจะทำได้ไหม แต่ถ้าให้พวกลุงทำ หนูก็วางใจแล้วค่ะ!”
คำพูดหวานหูของอันจิ่วเม่ยทำให้ มู่เฉินและคนอื่น ๆ ยิ้มกว้าง พวกเขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดี
“ไม่ต้องรีบ พวกเราจะเทฐานรากให้เรียบร้อยก่อน มีอะไรเพิ่มเติมก็บอกได้ตลอด”
รับเงินมาแล้ว งานก็ต้องทำ ทุกคนดูขยันขันแข็งและอารมณ์ดี ไม่มีใครแสดงท่าทีหงุดหงิดเลยสักนิด
หลี่เจียเฟิ่งรับหน้าที่คุยรายละเอียดกับคนงานต่อ ส่วนอันจิ่วเม่ยรีบกลับบ้านไปชงน้ำตาลมาเลี้ยง จากนั้นทั้งสองก็ปั่นจักรยานเข้าเมือง
“ฉันต้องแวะโรงงานขายวัสดุก่อสร้าง ฉันไปซื้อของเพิ่มนิดหน่อย เธอไปเดินเล่นในตลาดรอฉันก็ได้ ส่วนเรื่องของตงหยาง เราค่อยไปสืบเรื่องพวกนั้นด้วยกัน” หลี่เจียเฟิ่งบอก
“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันไปกับคุณได้” อันจิ่วเม่ยปฏิเสธ สมัยนี้การติดต่อสื่อสารลำบาก ถ้าพลัดหลงกันจะยุ่งยาก
“ก็ได้…บ้านส่วนใหญ่ก็คุณกับคุณย่าอยู่ คุณไปดูแล้วเลือกแบบที่ชอบก็แล้วกัน”
เดิมทีในยุคที่ผู้ชายส่วนใหญ่มักจะเห็นแก่ตัว แต่น้ำเสียงและท่าทีที่ใส่ใจของหลี่เจียเฟิ่งทำให้อันจิ่วเม่ยรู้สึกดี เธอตั้งใจว่าจะตอบแทนความดีของเขาให้สมกับที่เขาปฏิบัติต่อเธอ
ทันใดนั้น สายตาของอันจิ่วเม่ยก็สะดุดกับร่างที่วิ่งออกมาจากหมู่บ้านอย่างรีบร้อน เธอชะโงกหน้าไปดูและพบว่าเป็นใบหน้าคุ้นเคย
เพ่ยอิงวิ่งมาจากหมู่บ้านข้างเคียงด้วยความตื่นเต้น เมื่อได้ยินข่าวรับสมัครเจ้าหน้าที่บันทึกคะแนน เธอมองว่านี่คือโอกาสทองที่จะพิสูจน์ตัวเองให้พ่อแม่เห็น และจะได้ไม่ต้องแต่งงานกับหลี่ถัง
แต่แล้วสายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นหลี่เจียเฟิ่งและอันจิ่วเม่ยกำลังขี่จักรยานไปด้วยกันอย่างมีความสุข ความอิจฉาก็พุ่งพล่านในอก
เพ่ยอิงนึกถึงสถานะอันน่าอับอายของตัวเองในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงท่าทีรังเกียจของครอบครัว เธอจ้องมองอันจิ่วเม่ยด้วยความริษยา อยากจะกระชากลงมาจากจักรยานแล้วตีให้หายแค้น
ทว่าอันจิ่วเม่ยที่เห็นเพ่ยอิงกลับยิ้มในใจ การปรากฏตัวของเพ่ยอิง เป็นไปตามแผนที่เธอวางไว้
แต่อันจิ่วเม่ยที่เห็นเพ่ยอิงกลับยิ้มในใจ การปรากฏตัวของเพ่ยอิงเป็นไปตามแผนที่เธอวางไว้
เธออยากให้เพ่ยอิงได้งานนี้ เพราะนั่นจะทำให้ตระกูลหลี่เห็นคุณค่าของเพ่ยอิงมากขึ้นและอยากจะได้เธอไปเป็นลูกสะใภ้จนตัวสั่น แถมมันยังเป็นผลดีต่อแผนในอนาคตเธอซะด้วย
ชีวิตในตระกูลหลี่เป็นเหมือนนรกสำหรับเจ้าของร่างเดิม เธอรู้ซึ้งถึงความโหดร้ายของคนพวกนั้นดี โดยเฉพาะเพ่ยอิงที่หักหลังเธอ ซ้ำยังทำร้ายเธอ แล้วยังงี้จะไม่ให้เธอแก้แค้นได้อย่างไง?
วันนี้เมื่อได้เผชิญหน้ากับเพ่ยอิง อันจิ่วเม่ยจึงเลือกที่จะไม่พูดอะไร แต่กลับยิ้มเยาะและโอบเอวหลี่เจียเฟิ่งอย่างสนิทสนม ทำเอาเพ่ยอิงเจ็บใจจนแทบกระอัก
แต่ด้วยความรีบร้อนที่ต้องไปสอบ เพ่ยอิงจึงต้องกลืนความโกรธไว้แล้วรีบวิ่งจากไปพลางคิดในใจว่า ‘อันจิ่วเม่ยอย่าเพิ่งดีใจไป ฉันรู้ว่าเธอโง่จนอ่านหนังสือไม่ออก สักวันหลี่เจียเฟิ่งต้องรังเกียจและทิ้งเธอแน่’ คิดแบบนี้แล้วก็รู้สึกดีขึ้นมาก
ขณะเดียวกัน อันจิ่วเม่ยที่เพิ่งโอบเอวหลี่เจียเฟิ่งไปนั้น เธอไม่ทันสังเกตว่าร่างกายของเขาตึงเกร็งขึ้นมาทันที เธอมัวแต่สนใจเพ่ยอิงจนลืมปล่อยมือ ทำให้ทั้งหญิงสาวนั่งโอบหลี่เจียเฟิ่งเข้าเมืองไปตลอดทาง
เมื่อถึงโรงงานขายวัสดุก่อสร้าง ทั้งสองก็ต้องประทับใจกับภาพความเป็นระเบียบเรียบร้อย สะอาดสะอ้าน และการแบ่งงานที่ชัดเจน ทำให้การผลิตมีประสิทธิภาพสูงจนน่าทึ่ง
“เฮ้ย! เจ้าหนุ่มเจียเฟิ่ง นายกลับมาจริง ๆ ด้วย!” เสียงทักทายดังขึ้น
ทันใดนั้น ชายวัยกลางคนขาเป๋คนหนึ่งก็โผล่ออกมาจากไหนไม่รู้ ราวกับเป็นนินจา เขายิ้มกว้างจนตาหยี
“ฮ่า ๆ เจียเฟิ่งนายยังดูสบายดีนี่หว่า ดีแล้ว ๆ !” เขาหัวเราะลั่น
“อ้อ! วันแต่งงานนายฉันติดธุระ เลยให้เฟยหมิงเอาของขวัญไปให้แทน ได้รับรึเปล่า? หรือว่าพวกมันเอาไปกินเหล้ากันหมดแล้ว?”
หลี่เจียเฟิ่งยิ้ม “ได้รับแล้วครับ ผมรู้ว่าพี่งานยุ่ง แต่ถ้าพี่อยากชดเชย เลี้ยงเหล้าสักครั้งก็ไม่ว่านะ”
จากนั้นหลี่เจียเฟิ่งก็แนะนำหญิงสาวข้างกาย “นี่ภรรยาผม อันจิ่วเม่ย ส่วนนี่ สหายกู่เทียนเฉิง ผู้จัดการโรงงานนี้และเพื่อนทหารเก่าของฉัน”
อันจิ่วเม่ยกระพริบตาปริบ ๆ แค่มาซื้ออิฐ ก็ได้รู้จักคนใหญ่คนโตแล้วเหรอเนี่ย แถมยังเป็นเพื่อนร่วมรบอีก สามีเธอนี่รู้จักคนเยอะจริง ๆ
“สวัสดีค่ะ คุณผู้จัดการ” อันจิ่วเม่ยยิ้มทักทายอย่างสุภาพ
กู่เทียนเฉิงเห็นท่าทางคล่องแคล่วของอันจิ่วเม่ยก็ยิ้มกว้าง ดวงตาเป็นประกาย ‘เฮ้อ! ไอ้เจียเฟิ่งนี่มันโชคดีชะมัด ได้เมียสวยไม่พอยังดูฉลาดอีกต่างหาก’
“ฮ่า ๆ น้องสะใภ้เรียกพี่เทียนเฉิงก็พอ! จะได้ดูหนุ่มขึ้นหน่อย
อันจิ่วเม่ยยิ้มหวาน อย่างรู้ความทันที “ได้เลยค่ะ พี่เทียนเฉิง”
“แล้วนี่กินข้าวกันรึยัง? ไป ๆ ตามพี่มา! โรงอาหารเราฝีมือระดับภัตตาคารเลยนะ!” กู่เทียนเฉิงกระตือรือร้น ด้วยความคิดถึงเพื่อนเก่าสมัยอยู่กองทัพ โอกาสจะได้เจอกันไม่ค่อยมีบ่อย ๆ
“ไม่เป็นไรครับพี่เทียนเฉิง” หลี่เจียเฟิ่งโบกมือ
“พวกเรามาซื้ออิฐสำเร็จรูป แถมยังมีธุระต้องทำไปอีก เดี๋ยวสร้างบ้านเสร็จค่อยชวนพี่ไปดื่มดีกว่า” เขายังอิ่มบะหมี่น้ำฝีมืออันจิ่วเม่ยอยู่เลยปฏิเสธไปตรง ๆ
“ได้สิ ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว” กู่เทียนเฉิงเข้าใจดีว่าเพื่อนมีเวลาน้อย เลยไม่เซ้าซี้ รีบพาไปดูอิฐทันที
“เรามีอิฐแดงคุณภาพเยี่ยม ราคาสบายกระเป๋า นายเป็นพี่น้องฉัน อย่าเกรงใจ! บอกมาเลยจะเอาเท่าไหร่ จัดให้หมด!” ไม่ต้องพูดก็รู้กันว่าจะได้ราคาพิเศษ
หลี่เจียเฟิ่งเชื่อใจเพื่อน จึงหันไปปรึกษาอันจิ่วเม่ยเล็กน้อยก่อนจะตกลง นอกจากอิฐ ทั้งทรายและปูนก็ฝากกู่เทียนเฉิงจัดการให้ แน่นอนว่าพวกเขาได้ทั้งของดีและราคาถูก
“พี่เทียนเฉิง ขอบคุณมากครับ บ้านเสร็จเมื่อไหร่เราต้องมาดื่มประลองฝีมือกันหน่อยนะครับ”
อันจิ่วเม่ยหัวเราะคิกคักพลางกล่าวขอบคุณ ท่าทางน่ารักและเข้าอกเข้าใจของเธอ ทำให้กู่เทียนเฉิงประทับใจมาก คิดในใจว่า ‘เด็กสาวคนนี้อายุยังน้อย แต่ช่างรู้จักวางตัว ชีวิตคู่ของพวกเขาคงราบรื่นน่าดู’
“แน่นอน ฉันจะตั้งตารอวันนั้น” กู่เทียนเฉิงตอบรับอย่างยินดี
กู่เทียนเฉิงเดินมาส่งถึงหน้าโรงงาน พร้อมกับกำชับว่า “น้องสะใภ้ ต่อไปถ้าเจียเฟิ่งไม่อยู่ เจอปัญหาอะไรก็มาหาฉันได้ เจียเฟิ่งเป็นเพื่อนตายฉัน ถ้าช่วยได้ฉันไม่มีวันปฏิเสธ!”
“ค่ะ ฉันเข้าใจแล้วค่ะ พี่เทียนเฉิง” อันจิ่วเม่ยรับคำอย่างร่าเริง
เธอไม่เกรงใจเลยสักนิด การที่กู่เทียนเฉิงสุภาพขนาดนี้ แสดงว่าต้องหลี่เจียเฟิ่งต้องมีบุญคุณกับเขามาก่อน ในเมื่อตอนนี้เธอเป็นภรรยาเขาก็ควรจะรับน้ำใจนี้ไว้