ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์- - บทที่ 55 แกไม่กลัวกรรมจะตามสนองรึไง?
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์-
- บทที่ 55 แกไม่กลัวกรรมจะตามสนองรึไง?
บทที่ 55 แกไม่กลัวกรรมจะตามสนองรึไง?
ขณะที่ทุกคนกำลังวุ่นวายกับการคลี่คลายสถานการณ์ตรงหน้า ไม่มีใครสังเกตเห็นความคิดซับซ้อนที่กำลังก่อตัวขึ้นในใจของย่าอัน อันจิ่วเม่ยเองก็ไม่รู้ว่ามุมหนึ่งของเหตุการณ์ ย่าอันกำลังครุ่นคิดอะไรอยู่
ในเวลานั้น อันจิ่วเม่ยยิ้มอ่อนโยน จับมือภรรยาของผู้นำหมู่บ้านไว้แน่น ก่อนจะพูดปลอบใจด้วยน้ำเสียงหวานละมุน
“คุณป้าไป๋ ลุงเหวิน หนูถือเป็นส่วนหนึ่งของหมู่บ้านนี้ หนูรู้ดีว่าทุกคนพยายามกันมากแค่ไหน หนูเองก็หวังสุดหัวใจว่าปลายปีนี้ หมู่บ้านเราจะได้รับเลือกเป็นหมู่บ้านดีเด่น ได้รับรางวัลเงินก้อนโตจากเบื้องบน”
เธอยิ้มเล็ก ๆ ขณะพูดต่อ “เพื่อที่เราจะได้ฉลองปีใหม่กันอย่างอิ่มหนำสำราญ หนูไม่อยากให้เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบนี้มาทำลายความฝันของพวกเราเลยค่ะ”
คำพูดของอันจิ่วเม่ยทำให้ภรรยาของผู้นำหมู่บ้าน รวมทั้งผู้คนที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่รอบข้าง ต่างรู้สึกซาบซึ้งจนน้ำตาคลอ
ในขณะที่เสียงชื่นชมอันจิ่วเม่ยดังก้องไปทั่ว ความแตกต่างระหว่างเธอกับเพ่ยอิงก็ยิ่งปรากฏชัดเจน ราวกับเป็นภาพสะท้อนของแสงสว่างและเงามืด
แม้อันจิ่วเม่ยจะไม่เคยได้รับการศึกษาอย่างเป็นทางการ แต่ปฏิภาณไหวพริบของเธอกลับเหนือชั้นกว่าผู้มีการศึกษาหลายคน เพียงไม่กี่คำพูด เธอสามารถพลิกสถานการณ์ได้อย่างน่าทึ่ง
ในทางตรงกันข้าม เพ่ยอิงกลับดูเหมือนเด็กไร้เดียงสาที่หลงทางในป่าใหญ่ การกระทำของเธอทั้งผิดศีลธรรมและขาดการยั้งคิด
การบุกเข้าบ้านผู้อื่นพร้อมอาวุธนั้นไม่ต่างอะไรกับโจรป่า ส่งผลให้ชื่อเสียงของหมู่บ้านที่สั่งสมมาต้องมัวหมองลงในพริบตา
เสียงวิพากษ์วิจารณ์เพ่ยอิงดังขึ้นเป็นระลอก ผู้คนต่างส่ายหน้าด้วยความผิดหวังและตำหนิการกระทำอันไร้สติของเธอ ความแตกต่างระหว่างสองสาวยิ่งปรากฏชัดเจนราวกับกลางวันกับกลางคืน
กวนอู๋เจี๋ยและซินอี้ ได้แต่ยืนมองด้วยความอับอายและสิ้นหวัง พวกเขาตระหนักดีว่าลูกสาวของตนไม่มีทางสู้กับอันจิ่วเม่ยได้เลย ทั้งในด้านไหวพริบและการวางตัว ความแตกต่างนั้นช่างห่างไกลราวฟ้ากับเหว
ทำให้พวกเขาได้แต่ถอนหายใจด้วยความหดหู่ ตระหนักถึงชะตากรรมอันขมขื่นที่รอคอยครอบครัวของพวกเขาอยู่เบื้องหน้า
ยิ่งไปกว่านั้น เรื่องวุ่นวายในวันนี้เกิดจากลูกสาวจอมป่วนของครอบครัวพวกเขาเอง แม้จะพยายามอ้อนวอนขอชดใช้ค่าเสียหาย แต่อีกฝ่ายกลับไม่ยอมรับ ทำให้ครอบครัวนี้ติดหนี้บุญคุณอันจิ่วเม่ยไปอีกยาวนาน
จากนี้ไป อย่าว่าแต่จะกล้าหาเรื่องเลย แค่เจอหน้าเธอ พวกเขายังต้องรีบยิ้มแย้มทักทายอย่างกระตือรือร้น เหมือนหมาที่เห็นเจ้านายกลับบ้าน
หากเธอคิดจะขุดคุ้ยเรื่องเก่า ๆ ลูกสาวสุดที่รักของพวกเขาอาจตกอยู่ในอันตรายไปตลอดชีวิต
พวกเขาแอบหวังอยู่ลึก ๆ ว่าอันจิ่วเม่ยจะโลภ รับเงินพวกเขาไว้ ซึ่งนั่นจะเท่ากับว่าเธอได้ลงหลักฐานให้พวกเขาจับผิดเธอได้
ถ้าเป็นเช่นนั้น เรื่องนี้ก็จะถือว่าเสมอตัว แต่ไม่คิดเลยว่าอันจิ่วเม่ยจะฉลาดกว่าที่คาด ไม่ตกหลุมพรางสักนิด ทำให้พวกเขาถึงกับไปต่อไม่ถูก หมดทางจัดการ
หลังจากทุกคนแยกย้ายไปแล้ว ย่าอันที่อดทนมานานไม่ไหว เดินถือไม้เท้าไปหาซื่อหง ดวงตาแสดงความเดือดดาล ริมฝีปากสั่นเทา ก่อนจะพ่นคำพูดอย่างโกรธจัด
“แกทำเรื่องชั่วช้าแบบนี้ แกไม่กลัวกรรมจะตามสนองรึไง?”
แม้ก่อนหน้านี้ อันจิ่วเม่ยจะเล่าคร่าว ๆ ว่าทำไมเธอถึงได้แต่งงานกับหลี่เจียเฟิ่งอย่างรวดเร็ว แต่เธอไม่ได้ลงลึกถึงรายละเอียดมากนัก
สุดท้ายย่าอันจึงไปสืบเรื่องราวมาเอง และได้รู้ความจริงที่ซื่อหงเคยใช้วิธีสกปรกกับเพ่ยอิงเช่นเดียวกันกับที่ทำกับอันจิ่วเม่ย
ย่าอันไม่เข้าใจว่าทำไมบ้านนี้ถึงได้มีคนแบบนี้อยู่ เธออยากแจ้งตำรวจให้มาจัดการกับซื่อหงเสียเดี๋ยวนั้น แต่ด้วยความลับของอันจิ่วเม่ย เธอจำเป็นต้องอดทน
เพราะอย่างน้อย ตอนนี้หลานสาวของเธอไม่ใช่เด็กอ่อนแออีกแล้ว เธอมีสามีที่เป็นทหารคอยปกป้อง และย่าอันจะทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้ความลับนี้แพร่งพรายออกไปเด็ดขาด
เพราะยังไงตอนนี้อันจิ่วเม่ยก็ไม่ใช่เด็กอ่อนแออีกต่อไป แถมยังมีสามีที่เป็นทหารคอยปกป้อง ส่วนเธอจะต้องทำทุกอย่างไม่ให้ความลับนี้หลุดออกไปเด็ดขาด
ซื่อหงหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
“กรรมตามสนอง? ฮึ! สุดท้ายคนเราก็ต้องตายอยู่ดี ฉันไม่มีเวลามาสนใจกรรมบ้าบอนั่นหรอกยะ”
ซื่อหงยืนหันหน้ากลับไปสบตาย่าอันแวบหนึ่ง ดวงตาของเธอเย็นชาและเต็มไปด้วยความมืดมิด เธอกระซิบต่อด้วยเสียงแผ่วเบาราวกับเสียงลมกระซิบ
“ฉันเตือนแกไว้นะ อย่าเข้ามายุ่งกับเรื่องของคนอื่น เพราะฉันก็ไม่รับประกันว่าตัวเองจะขาดสติจนทำอะไรบ้า ๆ หรือเปล่า”
หลังจากพูดจบ ซื่อหงก็หมุนตัวหายเข้าไปในความมืดของห้องอย่างไร้ร่องรอย เหลือเพียงย่าอันที่ยืนอยู่ในความรู้สึกผสมปนเป ทั้งความโกรธ ความกลัว
ภายในห้องมืดซื่อหงทรุดตัวลงบนเก้าอี้ไม้เก่าคร่ำคร่า เสียงลมหายใจหอบถี่ดังขึ้นในความเงียบ ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นอันแรงกล้า ในหัวมีเพียงความคิดเดียวที่หมุนวนไม่หยุด
‘ต้องหาเงิน ต้องหาเงินให้ได้มากที่สุด!’
อันจิ่วเม่ยทิ้งตัวลงบนเตียงอย่างอ่อนระโหย หลี่เจียเฟิ่งพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด “เธอไม่ควรปล่อยพวกนั้นไป ถ้าเพ่ยอิงย้อนกลับมาแก้แค้นล่ะ จะทำยังไง?”
หลี่เจียเฟิ่งส่ายหน้าอย่างไม่เห็นด้วย “ส่งพวกมันไปซะให้จบๆ จะได้ไม่ต้องมาปวดหัวอีก”
อันจิ่วเม่ยถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะอธิบายเหตุผลอย่างละเอียด
“ฉันคิดเรื่องนี้มานานแล้ว แต่มันไม่ง่ายอย่างที่คิด เรื่องความแค้นระหว่างเพ่ยอิงกับซื่อหงก็ยังไม่ต้องพูดถึงก่อน แค่เรื่องที่เธอบุกมาอาละวาดที่บ้านเรา ก็ยังไม่ได้ทำร้ายใครจริง ๆ ถ้าไปถึงโรงพัก ก็คงไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ตระกูลกวนแค่ขยับนิ้วหน่อยก็ช่วยเธอออกมาได้แล้ว”
จิ่วเม่ยพูดพร้อมกับยิ้มแหย ๆ “แถมเรื่องนี้ยังจะส่งผลต่อการเลือกตั้งปลายปีในหมู่บ้าน ทำให้ผู้นำหมู่บ้านและชาวบ้านพาลเกลียดฉันหมดได้ ฉันต้องอยู่ที่นี่ต่อไป จะไปทำให้ชาวบ้านโกรธเป็นฟืนเป็นไฟไม่ได้หรอก”
เธอหยุดพักเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงมั่นใจ “ตรงกันข้าม ฉันอยากสร้างมิตรภาพกับทุกคน จะได้ใช้ชีวิตอย่างสบาย ๆ ไม่ต้องคอยระแวงใคร”
“ส่วนเรื่องที่พวกเขาจะมาหาเรื่องฉัน ก็แค่ต้องคอยระวังให้ดี ถ้าต้องจัดการ ก็จะจัดการแบบเด็ดขาด ให้สาสมกับที่กล้ามาหาเรื่อง แต่เรื่องหยุมหยิมแบบนี้ ฉันไม่กลัวหรอก”
ในใจของอันจิ่วเม่ยคิดว่า ตัวเองยังมีไม้เด็ดซ่อนไว้ ไม่ว่าพวกนั้นจะใช้อุบายอะไร เธอก็มั่นใจว่ารับมือได้สบาย ไม่มีอะไรต้องกังวล
หลี่เจียเฟิ่งฟังแล้วครุ่นคิดตาม สิ่งที่อันจิ่วเม่ยพูดก็มีเหตุผล แต่ก็ไม่ถูกต้องทั้งหมด การเปิดโอกาสให้คนอื่นมาหาเรื่องแบบนี้ก็เท่ากับเอาตัวเองไปเสี่ยงอันตรายอยู่ตลอดเวลา
ความกังวลฉายชัดในดวงตาของเขา ทำให้เขายิ่งมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความเป็นห่วงมากขึ้นไปอีก
หลี่เจียเฟิ่งมองอันจิ่วเม่ยด้วยแววตาครุ่นคิด ดูท่าว่าก่อนจะกลับไปประจำการที่กองทัพ เขาต้องจัดการเรื่องวุ่นวายพวกนี้ให้เรียบร้อยเสียก่อน
ไม่อย่างนั้น เกรงว่าสาวน้อยตัวคนเดียวจะรับมือกับปัญหาไม่ไหว ถึงเวลาที่เขาต้องลงมือทำอะไรสักอย่างแล้ว…
หลี่เจียเฟิ่งถอนหายใจเบาๆ ภายในใจเริ่มวางแผนการบางอย่าง แต่กลับแสร้งยิ้มเจื่อนๆ ตอบรับเพียงสั้น ๆ ว่า “อืม”
เช้าวันรุ่งขึ้น หลี่เจียเฟิ่งและอันจิ่วเม่ยตื่นกันแต่เช้ามืด ขณะที่ฟ้ายังไม่ทันสว่าง ทั้งสองเตรียมตัวอย่างกระตือรือร้นเพื่อไปทำความสะอาดบ้านหลังใหม่ด้วยความสดใสในใจ
แต่เมื่อเดินออกไปจากบ้าน พวกเขากลับต้องหยุดชะงัก เมื่อเห็นครอบครัวตระกูลหลี่และตระกูลกวน กำลังเดินนำหลี่ถังและเพ่ยอิงมุ่งหน้าไปยังเมืองเพื่อจดทะเบียนสมรส
ความเบิกบานใจของหลี่เจียเฟิ่งและอันจิ่วเม่ยที่เคยมีก่อนหน้านี้พลันหายวับไปในทันที
ทั้งสองตระกูลยกโขยงกันมาเป็นกลุ่มใหญ่ เพราะต่างกังวลว่าเพ่ยอิงอาจจะหนีไปกลางทาง พวกเขาจึงนำคนมาคุมตัวเธอราวกับนักโทษที่จะถูกนำไปศาล
ซินอี้ถึงขนาดต้องขอลางานจากหัวหน้าหมู่บ้าน เพื่อมาร่วมเป็นหนึ่งใน ‘ผู้คุม’ ด้วย
ทันใดนั้น เสียงตะโกนดังขึ้นท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียด “อาสาม!”