ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์- - บทที่ 54 นี่เป็นผลจากการกระทำของเธอเอง
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์-
- บทที่ 54 นี่เป็นผลจากการกระทำของเธอเอง
บทที่ 54 นี่เป็นผลจากการกระทำของเธอเอง
หลี่เจียเฟิ่งที่ยืนอยู่ด้านข้าง นึกถึงการกระทำอันน่ารังเกียจของเพ่ยอิงที่ใช้คนรอบข้างมาเพื่อหวังผลประโยชน์ เขาจ้องมองเธอด้วยความรำคาญใจ ก่อนสูดหายใจลึกแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ไปตามผู้นำหมู่บ้านมาสิ เรื่องแบบนี้สมควรให้ตำรวจจัดการ!”
คำพูดของหลี่เจียเฟิ่งดังก้องในความเงียบ ราวกับคมมีดที่กรีดลงกลางอกของเพ่ยอิง เธอรู้สึกราวกับโลกทั้งใบพังทลาย ภาพความฝันที่เธอเคยวาดไว้กับหลี่เจียเฟิ่งกลายเป็นเพียงภาพลวงตาไปในทันที
น้ำตาไหลรินอาบแก้มซีดเซียว เสียงสั่นเครือดังขึ้นท่ามกลางผู้คนที่มุงดู “หลี่เจียเฟิ่ง! คุณไม่มีใจให้ฉันเลยจริง ๆ เหรอ?”
ดวงตาของหลี่เจียเฟิ่งพลันหม่นลงทันที ด้วยสถานะของเขา สิ่งที่รังเกียจที่สุดคือข่าวฉาวเรื่องชู้สาว เขาตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ฉันไม่รู้ว่าทำไมเธอถึงเข้าใจผิด เราแทบไม่เคยได้คุยกัน จะเรียกว่าคนแปลกหน้าก็ได้ แล้วจะพูดถึงเรื่องมีใจได้ยังไง อีกอย่างฉันก็แต่งงานแล้ว ขอให้เธอรักษามารยาทด้วย อย่าทำอะไรที่จะทำลายความสัมพันธ์ระหว่างฉันกับภรรยา”
เพ่ยอิงยืนนิ่งงัน ร่างกายสั่นเทา ดวงตาเบิกกว้างด้วยความไม่อยากเชื่อ เธอส่ายหน้าไปมาอย่างสิ้นหวัง ก่อนจะตะโกนออกมาด้วยเสียงแหบพร่า
“ไม่จริง! คุณหลอกฉันแน่ ๆ ต้องเป็นอันจิ่วเม่ย มันบังคับให้คุณพูดแบบนี้ใช่ไหม!”
น้ำตาไหลพรากลงมาอาบใบหน้าของเพ่ยอิง เธอชี้นิ้วไปที่อันจิ่วเม่ยด้วยความโกรธแค้น ขณะที่อันจิ่วเม่ยยืนนิ่งอยู่ข้าง ๆ หลี่เจียเฟิ่ง สีหน้าเรียบเฉย แต่ดวงตาฉายแววประหลาดใจ
ช่วงนี้หัวสมองของเธอมั่ววุ่นวายกับเรื่องของซื่อหงที่คิดจะทำร้ายตัวเอง จนลืมนึกไปว่า เพ่ยอิงก็เป็นอีกตัวปัญหาที่ไม่ควรมองข้าม
“เป็นแก!” เพ่ยอิงยังคงตะโกนด้วยความโกรธ ดวงตาแดงก่ำด้วยความคับแค้น “แกต่างหากที่ควรแต่งงานกับไอ้โง่นั่น! แกสมรู้ร่วมคิดกับซื่อหงเพื่อทำร้ายฉัน!”
อันจิ่วเม่ยถึงกับหลุดหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ ราวกับได้ยินเรื่องตลกที่ไม่ควรจะมีใครเชื่อ เธอพอจะเดาได้แล้วว่า ข่าวลือไร้สาระนี้ถูกปล่อยโดยใคร ถ้าไม่ใช่ซื่อหง ก็คงไม่มีใครกล้าพูดเรื่องเพ้อเจ้อแบบนี้
“โธ่ เพ่ยอิง” อันจิ่วเม่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “ซื่อหงทำร้ายเธอถึงขนาดนี้แล้ว แต่เธอยังเชื่อคำพูดของหล่อนอีกเหรอ? ตาบอดหรือไงถึงมองไม่ออกว่าซื่อหงเป็นคนยังไง!”
อันจิ่วเม่ยพูดต่อด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ถ้าซื่อหงเป็นคนดี ลูกชายคงไม่ออกมาเป็นแบบนี้ ส่วนเรื่องที่เธอพูดมานั่น มันไร้สาระสิ้นดี! ฉันกับหลี่เจียเฟิ่ง เราคบกันมานานแล้ว เขากลับมาครั้งนี้ก็เพื่อแต่งงานกับฉัน จะเกี่ยวอะไรกับเธอ? เลิกคิดไปเองดีกว่านะ”
คำพูดของอันจิ่วเม่ยเหมือนน้ำเย็นสาดใส่ใบหน้าของเพ่ยอิง ความเจ็บปวดและอับอายฉายชัดบนใบหน้าซีดเซียวของเธอ
ในขณะที่ผู้คนรอบข้างเริ่มซุบซิบนินทา บรรยากาศตึงเครียดปกคลุมไปทั่วบริเวณ
อันจิ่วเม่ยยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้า ดวงตาเป็นประกายวาววับด้วยความสะใจ มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยเป็นรอยยิ้มเยาะหยัน เธอสูดลมหายใจลึกก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด
“แล้วที่บอกว่าฉันร่วมมือกับซื่อหงทำร้ายเธอน่ะ ตลกสิ้นดี!” อันจิ่วเม่ยพูดพลางส่ายหน้าอย่างขบขัน
“เราสองคนทะเลาะกันจะตายอยู่แล้ว จะไปร่วมมือกันได้ยังไง? ฉันไม่ได้สมองเสื่อมนะ!”
อันจิ่วเม่ยก้าวเข้าไปใกล้เพ่ยอิงอีกก้าว ดวงตาจ้องมองอีกฝ่ายอย่างดูแคลน “อีกอย่าง ฉันกับเธอไม่เคยมีเรื่องอะไรกันเลย ทำไมฉันต้องทำร้ายเธอด้วย? เพ่ยอิง เธอไม่มีสมองคิดบ้างหรือไง?”
เสียงของอันจิ่วเม่ยดังก้องในความเงียบ ทุกคำพูดของเธอเหมือนคมมีดที่กรีดลงบนบาดแผลที่เปิดอยู่แล้วของเพ่ยอิง สายตาของผู้คนรอบข้างจับจ้องมาที่ทั้งสองคน
อันจิ่วเม่ยสูดหายใจลึกอีกครั้ง ก่อนจะสรุปด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด ดวงตาฉายแววเย็นชา
“อย่าคิดว่าฉันไม่พูดแล้วจะรังแกกันง่าย ๆ คิดจะสาดโคลนใส่ฉันยังไงก็ได้ สภาพของเธอในตอนนี้เป็นผลจากการกระทำของเธอเอง มันไม่เกี่ยวกับฉันเลยสักนิด!”
เสียงซุบซิบนินทาเริ่มเบาลง เมื่อผู้คนเริ่มพิจารณาสถานการณ์อย่างถี่ถ้วน สายตาเห็นอกเห็นใจหลายคู่จับจ้องมาที่เพ่ยอิง
หญิงสาวที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นดาวรุ่งของหมู่บ้าน เป็นที่หมายปองของหลายครอบครัว แต่บัดนี้กลับตกต่ำลงอย่างน่าใจหาย
“น่าสงสารจริง ๆ” เสียงกระซิบของชาวบ้านคนหนึ่งดังขึ้น “ตอนนี้มีแค่ตระกูลหลี่ที่กล้ารับเธอ แถมยังต้องเจอกับคำนินทาอีก”
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังขึ้น ทุกคนหันไปมองเห็นผู้นำหมู่บ้านมาถึงพร้อมกับซินอี้และกวนอู๋เจี๋ย บรรยากาศตึงเครียดพลันเปลี่ยนเป็นความวุ่นวาย
ซินอี้ที่เห็นซื่อหงนอนคร่อมร่างลูกสาวของตน ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจและโกรธแค้น เธอพุ่งเข้าไปผลักซื่อหงออกอย่างแรง ก่อนจะดึงเพ่ยอิงเข้ามากอดไว้แนบอก
“ลูกแม่…” ซินอี้กระซิบปลอบ มือลูบหลังลูกสาวเบา ๆ ก่อนจะหันไปจ้องซื่อหงด้วยสายตาเกรี้ยวกราด เธอขู่ด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
“แกกล้าทำร้ายลูกสาวฉัน ฉันจะไม่ปล่อยให้แกลอยนวลแน่”
ซินอี้กระชับอ้อมกอดรอบเพ่ยอิง ก่อนจะค่อย ๆ พยุงลูกสาวลุกขึ้นและเธอเดินไปหากวนอู๋เจี๋ย จากนั้นทั้งสามคนก็พากันเดินไปหาหลี่เจียเฟิ่งที่ยืนนิ่งอยู่ไม่ไกล ใบหน้าของซินอี้กับกวนอู๋เจี๋ยฉายแววลำบากใจ แต่ก็พยายามรวบรวมความกล้า
“สหายหลี่…” กวนอู๋เจี๋ยเอ่ยเสียงสั่น “ฉันต้องขอโทษแทนลูกสาวด้วย เธอถูกใส่ร้าย ไม่ได้ตั้งใจจะสร้างปัญหาให้สหายจริง ๆ ”
กวนอู๋เจี๋ยล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ หยิบธนบัตรออกมา
“นี่… 30 หยวน เป็นค่าชดเชยสำหรับความวุ่นวายที่เกิดขึ้น หวังว่าเราจะจบเรื่องแต่เพียงเท่านี้”
สายตาทุกคู่พุ่งไปที่หลี่เจียเฟิ่ง คาดหวังจะเห็นปฏิกิริยาตอบรับ แต่เขากลับยืนนิ่ง สายตาจับจ้องไปที่อันจิ่วเม่ย ราวกับรอให้เธอเป็นผู้ตัดสินใจ
ทว่าหลี่เจียเฟิ่งกลับไม่สนใจ แต่หันไปมองอันจิ่วเม่ยเพื่อดูปฎิกิริยาของเธอ
อันจิ่วเม่ยสบตากับหลี่เจียเฟิ่งเพียงชั่วครู่ ก่อนจะหันไปยิ้มอ่อนโยนให้กับกวนอู๋เจี๋ยและซินอี้
“ไม่เป็นไรค่ะ พวกเราไม่ถือสาอะไรทั้งนั้น และไม่จำเป็นต้องชดเชยอะไรด้วย” เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
เสียงฮือฮาชื่นชมดังขึ้นรอบด้าน ผู้คนต่างประทับใจในความมีน้ำใจของอันจิ่วเม่ย ทว่าเพ่ยอิงกลับยืนนิ่งเงียบอยู่ในอ้อมกอดของแม่ หัวใจหนักอึ้งด้วยความคับแค้น เธอรู้ดีว่าหากพูดออกไปในตอนนี้มีแต่ครอบครัวจะเดือดร้อน
ดวงตาของเพ่ยอิงฉายแววเจ็บปวดและเคียดแค้น ริมฝีปากเม้มแน่น ข่มกลั้นความโกรธที่ปะทุในใจ ตั้งใจแน่วแน่ว่าความแค้นครั้งนี้จะต้องได้รับการสะสางในอนาคต
ภรรยาผู้นำหมู่บ้านเดินเข้ามาหาอันจิ่วเม่ย จับมือเธอไว้พลางกล่าวชื่นชม “จิ่วเม่ย หนูช่างมีน้ำใจจริง ๆ ถ้ามีอะไรให้ช่วยเหลือในอนาคต ไม่ต้องเกรงใจป้านะ”
ท่ามกลางบรรยากาศที่เริ่มผ่อนคลาย เหวินฟู่ ผู้นำหมู่บ้าน ยังคงยืนนิ่งด้วยสีหน้าครุ่นคิด เขารู้ดีว่าหากเรื่องนี้ลุกลามไปถึงโรงพัก หมู่บ้านจะต้องได้รับผลกระทบอย่างหนัก
แค่เรื่องของอันตงหยางก็เป็นปัญหาหนักพออยู่แล้ว หากเกิดเรื่องนี้ขึ้นอีก ภาพลักษณ์ที่สั่งสมมานานอาจพังทลาย โชคดีที่อันจิ่วเม่ยไม่ติดใจเอาความ ไม่เช่นนั้น หมู่บ้านคงหมดโอกาสลุ้นรางวัลหมู่บ้านดีเด่นปลายปีนี้แน่นอน
เหวินฟู่ถอนหายใจอย่างโล่งอก พลางคิดในใจว่านี่อาจเป็นโอกาสสุดท้ายที่หมู่บ้านจะรักษาหน้าตาและชื่อเสียงไว้ได้
ในมุมมืดของบ้าน ย่าอันยืนนิ่งดุจรูปสลัก ดวงตาคมกริบจับจ้องไปที่ซื่อหงด้วยความเคียดแค้น “นังผู้หญิงอำมหิต…” ย่าอันพึมพำเบา ๆ
“ทำได้ทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ เธอคงไม่ปล่อยอันจิ่วเม่ยหลานสาวฉันไปง่าย ๆ แน่”
หญิงชรากำมือแน่น ครุ่นคิดถึงสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เสียงกระซิบแผ่วเบาดังออกมาจากริมฝีปากที่สั่นระริก “ฉันควรจะทำยังไงดีนะ?”