ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์- - บทที่ 59 พบเจอหุ้นส่วนลับอีกครั้ง
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์-
- บทที่ 59 พบเจอหุ้นส่วนลับอีกครั้ง
บทที่ 59 พบเจอหุ้นส่วนลับอีกครั้ง
อันจิ่วเม่ยยืนอยู่หน้าประตูสถานีจัดการขยะประจำเมือง สถานที่ซึ่งในนิยายถูกขนานนามว่าเป็น ‘สวรรค์ของนักล่าสมบัติ’ เธอสูดหายใจลึก ๆ พลางนึกถึงตัวละครเยว่ฉี นางเอกในนิยายที่เธออ่านก่อนจะทะลุมิติมา
เยว่ฉีเป็นสาวน้อยจากชนบทที่ถูกส่งมาลำบากในเมืองใหญ่ แต่ด้วยความขยันและอดทน เธอมาหาของมีค่าที่นี่ทุกวัน จนได้พบกับพระเอกผู้เป็นดั่งแสงสว่างในชีวิต
อันจิ่วเม่ยพึมพำเบา ๆ “ถ้าที่นี่เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของนางเอก บางทีฉันอาจจะโชคดีได้เจอพวกเขาก็ได้” แต่เธอก็รู้ดีว่าตอนนี้ยังเร็วเกินไป เพราะตัวละครหลักยังไม่ปรากฏตัว เธอจึงไม่กังวลอะไรมาก
เมื่อก้าวผ่านประตูสนิมเข้าไปในสถานีขยะ อันจิ่วเม่ยต้องประหลาดใจกับความเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่เหมือนกับภาพกองขยะรกรุงรังที่เธอคาดไว้ ทุกอย่างถูกจัดแยกเป็นหมวดหมู่อย่างเป็นระบบ
แม้จะมีกลิ่นเน่าเหม็นลอยอวลอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้รุนแรงจนทนไม่ได้ อันจิ่วเม่ยสูดหายใจลึก ๆ ปรับตัวกับกลิ่นแปลกใหม่ ขณะที่เธอเดินสำรวจไปตามทางเดินแคบ ๆ ระหว่างกองขยะ
ความเงียบสงัดรอบตัวทำให้เธอรู้สึกเหมือนหลุดเข้ามาในโลกอีกใบ ไร้วี่แววของผู้คน มีเพียงเสียงลมพัดผ่านกองขยะ และเสียงกรอบแกรบของเศษกระดาษที่ปลิวไหวตามแรงลม
“สวัสดีค่ะ มีใครอยู่ไหมเอ่ย?” อันจิ่วเม่ยตะโกนเสียงดังลั่น
ครู่หนึ่งผ่านไป เสียงแหบแห้งแต่ทรงพลังดังมา “มีอะไร”
อันจิ่วเม่ยเดินตามเสียงไปอย่างตื่นเต้น จนพบชายชราหลังค่อมกำลังคัดแยกของในกองขยะอย่างคล่องแคล่ว แยกของที่ยังใช้ได้ออกมากองไว้อีกด้านหนึ่งราวกับสมบัติล้ำค่า
“คุณตาคะ หนูอยากได้เฟอร์นิเจอร์ แต่งบน้อย เลยอยากมาลองเสี่ยงโชคที่นี่ คุณตาพอจะมีเฟอร์นิเจอร์เก่า ๆ ขายบ้างไหมคะ? หนูขอแค่ไม่ผุพังจนนั่งแล้วทะลุก็พอแล้วค่ะ”
อันจิ่วเม่ยพยายามปรับน้ำเสียงให้หวานเจี๊ยบ
ชายชรากลับไม่แม้แต่จะหันมามอง พ่นคำพูดเผ็ดร้อนออกมา “ไม่เห็นหรือไงว่ามันมีแต่ขยะ อยากได้ก็ไปตลาดมือสองสิ!”
คำพูดห้วน ๆ นั้นคงทำให้คนทั่วไปถอยกรูดด้วยความขุ่นเคือง แต่อันจิ่วเม่ยกลับยิ้มกว้างขึ้น เธอเคยเจอลูกค้าที่ยากกว่านี้มาแล้ว ชายชราคนนี้ไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่น่ากลัวสำหรับเธอ
หนังสือบรรยายว่า กุ้ยฉางชายชราที่เฝ้าสถานที่นี่เป็นคนมีอารมณ์บูดบานราวกับนมเปรี้ยว อันจิ่วเม่ยไม่ย่อท้อ เธอพับแขนเสื้อขึ้นราวกับพร้อมจะลุยงาน
กุ้ยฉางไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าจากไป จึงอดไม่ได้ที่จะแอบหันมามองหลายต่อหลายครั้ง ก็พบว่า อันจิ่วเม่ยกำลังขะมักเขม้นคัดแยกขยะอย่างขยันขันแข็ง ราวกับมดงานตัวน้อย
กุ้ยฉางขมวดคิ้วยุ่งเหยิงด้วยความสงสัย สุดท้ายก็อดไม่ได้ที่จะพูดออกมา “เธอทำอะไร ฉันบอกแล้วไงว่าไม่มี หูหนวกหรือไง? รีบไปได้แล้วฉันกำลังยุ่ง”
“ไม่เป็นไรค่ะ หนูยินดีช่วย ฉันเห็นว่าคุณตาต้องจัดการงานมากมายคนเดียว คงเหนื่อยแย่… พอดีวันนี้หนูว่าง เดี๋ยวหนูช่วยคุณตาเอง”
อันจิ่วเม่ยพูดพลางฉีกยิ้ม ซึ่งหญิงสาวมักจะยิ้มตาหยีจนแทบมองไม่เห็นลูกตา ลักยิ้มบนใบหน้าเห็นชัดเจนราวกับดอกไม้บาน
ชายชราถูกรอยยิ้มสดใสบนใบหน้าเธอทิ่มแทงจนใจอ่อนยวบ ชะงักไปครู่ใหญ่ “เฮอะ ต่อให้เธอช่วยฉันทำงานฟรี ๆ ฉันก็ไม่มีเฟอร์นิเจอร์อะไรจะให้เธอหรอกนะ”
อันจิ่วเม่ยไม่เชื่อสักนิด เธอรู้ว่าต้องมีของดี ๆ ซ่อนอยู่แน่ ๆ เธอจึงเพียงแค่ยิ้มหวานโดยไม่พูดอะไร ตั้งใจว่าถ้าวันนี้เขาไม่ยอมขายให้เธอ พรุ่งนี้เธอก็จะกลับมาอีก
สถานีจัดการขยะมีขยะมากมายราวกับภูเขา อันจิ่วเม่ยทำงานจนเหงื่อท่วมตัวทั้งวัน แต่กองขยะก็ยังสูงเสียดฟ้า เธอถอนหายใจเฮือกใหญ่ คิดในใจว่าคุณตาคนนี้ช่างน่าสงสารเสียจริง
แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีข้อดีเลยซะทีเดียว! ดูสิ เก้าอี้หรูและผ้าปูโต๊ะสุดหรูที่เศรษฐีขี้เบื่อโยนทิ้งมา ยังอยู่ในสภาพดีเยี่ยม! อย่างมากก็แค่สีลอกนิดหน่อยหรือสกปรกเล็กน้อย
พวกคนรวยนี่ช่างขี้เกียจคิดจริง ๆ ไม่อยากเสียเวลาคิดว่าจะทำยังไงให้ของเก่าดูใหม่ ก็เลยโยนทิ้งแล้วควักกระเป๋าซื้อใหม่ทันที
อันจิ่วเม่ยตาเป็นประกาย เธอเงยหน้าถามกุ้ยฉาง “คุณตาค่ะ ของพวกนี้แค่ปัดฝุ่นนิดหน่อยก็ใช้ได้แล้ว จะขายให้หนูในราคาถูก ๆ ได้ไหมคะ?”
เดิมกุ้ยฉางตั้งใจจะทำเป็นไม่สนใจอันจิ่วเม่ย แต่เห็นเธอขยันขันแข็งทำงานเหมือนผึ้งงานทั้งวัน และของพวกนั้นก็เป็นของที่เธอลงแรงเก็บเองด้วย
สุดท้ายหัวใจแข็ง ๆ ของคุณตาก็อ่อนยวบ แต่น้ำเสียงยังคงแข็งกร้าว
“ของเก่าพรรค์นั้นมีแต่เธอนี่แหละที่อยากได้! จะเอาก็เอาไปให้พ้นๆ อย่ามายุ่งกับฉันอีก”
อันจิ่วเม่ยตาโตเป็นไข่ห่าน ความหมายของคุณตาคือให้เธอเอาไปฟรีๆ เลยเหรอ? โชคดีอะไรอย่างนี้!
“ขอบคุณค่ะคุณตา คุณตาใจดีจังเลย!” อันจิ่วเม่ยร้องตะโกนด้วยความดีใจราวกับเด็กน้อยได้ขนมหวาน
กุ้ยฉางทำหน้าบึ้งตึง เดินกระแทกเท้าเข้าไปในกระท่อมไม้ผุพังของตัวเอง คงจะไปดื่มน้ำให้คอชุ่มชื้นหลังจากต้องทนฟังเสียงแหลมปรี๊ดของอันจิ่วเม่ย
แต่อันจิ่วเม่ยไม่สนใจท่าทางหงุดหงิดของตาแก่ เธอยังคงมีความสุขกับการคุ้ยเขี่ยขยะราวกับนักล่าสมบัติ ทั้งเก็บทั้งแยก ทำให้ของเก่า ๆ กลับมาใช้ได้ใหม่ราวกับมีพลังวิเศษ
อันจิ่วเม่ยหยิบผ้าม่านขาดรุ่งริ่งขึ้นมา ดวงตาเป็นประกายวิบวับ ในขณะที่คนอื่นคงโยนทิ้งไปแล้ว แต่สำหรับอันจิ่วเม่ยนี่คือขุมทรัพย์ชิ้นใหม่ เธอจินตนาการถึงการตัดเย็บดัดแปลงอย่างสนุกสนาน
“ได้ผ้าม่านใหม่แล้ว!” อันจิ่วเม่ย ร้องอย่างตื่นเต้น พลางนึกถึงหน้าต่างบ้านที่กำลังจะได้แต่งตัวใหม่ในไม่ช้า
ว้าว! ผ้าผ่านชิ้นนี้คุณภาพเยี่ยมยอดจริง ๆ ถ้าซื้อใหม่คงต้องควักกระเป๋าไม่ต่ำกว่าสิบกว่าหยวนแน่ ๆ อันจิ่วเม่ยยิ้มกริ่มด้วยความพอใจ รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นนักล่าสมบัติที่โชคดีสุด ๆ
“ขุด ๆ ๆ ไม่แน่ กองขยะนี่อาจจะมีของวิเศษซ่อนอยู่ก็ได้”อันจิ่วเม่ยพึมพำอย่างอารมณ์ดี หวังลึก ๆ ว่าจะเจอของล้ำค่าอีก เธอรู้สึกเหมือนกำลังเล่นเกมสนุก ๆ
“คุณปู่ครับ! ผมกลับมาแล้ว!”
ทันใดนั้น เสียงคุ้นหูก็ดังมาจากด้านนอก ตามด้วยเสียงฝีเท้าวิ่งตึง ๆ ชายหนุ่มพุ่งเข้ามาในกระท่อมไม้อย่างรวดเร็ว
เขาวางตะกร้าลงแล้วรีบไปหาคุณปู่ โดยไม่ทันสังเกตเห็นอันจิ่วเม่ยที่ยืนข้าง ๆ กองขยะ
แต่ทว่าอันจิ่วเม่ยจำเขาได้ในทันที ดวงตาเป็นประกายวาววับด้วยความตื่นเต้น เธอกระโดดโลดเต้นอย่างไม่สนใจสภาพรอบตัว แล้วร้องเสียงดังลั่น
“สหายลู่เหอ บังเอิญจัง!”