พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 102
แสงอรุณสาดส่องเข้ามาในเรือนอย่างอบอุ่น อี๋ห
นิงเพิ่งตื่นได้ไม่นาน นานแล้วที่นางไม่ได้หลับสนิท
เช่นนี้
นางยืนอยู่ตรงระเบียงทางเดินด้านหลัง มองบัว
สายซึ่งเติบโตอยู่ในสระนํ้า ทัศนียภาพของเรือน
หลังนี้เงียบสงบงดงาม ทว่ายังคงมีเสียงครึกครื้น
ของตลาดดังเล็ดลอดมาจากระยะไกล
จวนอิงกั๋วกงอยู่ใกล้วังหลวง รอบทิศจึงไร้ตลาดที่
มีผู้คนพลุกพล่านทว่าตรอกซินเฉียวแห่งนี้คึกคัก
ยิ่งนัก ถึงอยู่ไกลออกมาก็ยังมีเสียงดังเล็ดลอด
มาถึง เหล่าพ่อค้าคหบดีสัญจรไปมา เรือแล่นเข้า
ออกไม่ขาดสาย
นางอาศัยอยู่ในเมืองหลวงมานานแล้ว แต่ก็ยังไม่
เคยออกไปเที่ยวเล่นจึงบังเกิดความคาดหวังอยู่ไม่
น้อย
เจินจูยกถ้วยที่มีไอร้อนเข้ามา คลุมเสื้อคลุมยาว
ให้นางตัวหนึ่ง “ท่านเพิ่งตื่น อากาศด้านนอกเย็น
นัก”
อี๋หนิงมองไอร้อนที่ลอยอวลบนถ้วย พลันกล่าว
ขึ้น “ยามนี้ท่านพ่อน่าจะออกจากเมืองแล้ว
กระมัง”
วันนี้เว่ยหลิงต้องออกทัพตั้งแต่ฟั้าสาง อี๋หนิง
อยากไปส่ง แต่เขาไม่ยินยอม อี๋หนิงคิดถึงเว่ยหลิง
ที่สวมชุดเกราะนำทัพเคลื่อนพล ท่ามกลางหมอก
อรุณ กองทัพค่อย ๆ เคลื่อนตัวจากไปไกล ในใจก็
บังเกิดความรู้สึกอ่อนแรง บางทีคงเป็นความ
กังวลต่อเหตุการณ์ที่ไม่อาจล่วงรู้กระมัง เมื่อ
ครุ่นคิดแล้วนางไม่ไปส่งก็ดี เกรงว่าเว่ยหลิงเองก็
คงไม่อยากเห็นนางไปส่ง
นางจิบอึกหนึ่งก็พบว่าเป็นโหยวฉา[1] ที่นางโปรด
ปรานครั้งยังเด็ก
เจินจูตอบ “น่าจะออกจากเมืองไปแล้วเจ้าค่ะ
บ่าวเห็นว่าทัศนียภาพในจวนไม่เลว เสี่ยวซื่อจื่
อเองก็อยากตามท่านมา หากเสี่ยวซื่อจื่อมาด้วย
บรรยากาศคงครึกครื้นไม่น้อย”
ถิงเกอร์ถูกเว่ยหลิงพาตัวไปยังกองทัพแล้ว เว่ย
หลิงต้องการให้เขาเรียนวิทยายุทธ์กับอาจารย์
บัดนี้เริ่มเรียนรู้พื้นฐานแล้ว
แน่นอนว่าถิงเกอร์ไม่ยินยอม จวนอิงกั๋วกงสุข
สบายกว่าในกองทัพมากพอเว่ยหลิงเห็นท่าทาง
อ่อนแอเปราะบางของบุตรชายก็ไม่สบอารมณ์
ตั้งแต่เล็กเขาก็เติบโตมาในค่ายทหาร ยังไม่ทัน
เติบใหญ่ก็สังหารศัตรูได้แล้ว เขาหิ้วถิงเกอร์เข้าไป
ไว้ในกองทัพโดยไม่สนใจว่าถิงเกอร์จะยินยอม
หรือไม่ ทั้งยังไม่อนุญาตให้สาวใช้หรือบ่าวหญิง
ชราติดตามไปแม้แต่คนเดียว ถงมามารักถิงเกอร์
มากที่สุด เกรงว่าบัดนี้คงนั่งปาดนํ้าตาคิดถึงเขา
อยู่
เมื่ออี๋หนิงคิดถึงถิงเกอร์ก็คลี่ยิ้ม ส่งถ้วยให้เจินจู
ก่อนจะเอ่ยถามสาวใช้ในจวน “ยามนี้พี่ชายสาม
ตื่นหรือยัง”
สาวใช้ยอบกาย “…แต่ไหนแต่ไรมาคุณชายสามก็
ตื่นแต่เช้าตรู่เจ้าค่ะคุณหนูจะให้บ่าวไปเรียน
หรือไม่เจ้าคะ”
อี๋หนิงโบกมือ “ไม่ต้องหรอก เจ้านำทางข้าไปก็
พอ” นางกำลังอยากเดินดูรอบ ๆ จวนของเขา
พอดี ไม่รู้ว่าเขาตื่นขึ้นมาแต่เช้ามาทำสิ่งใด
สาวใช้รับคำ เดินนำทางอยู่ด้านหน้า
ในจวนมีการตกแต่งอย่างวิจิตรงดงาม แมกไม้ร่ม
รื่นดุจทัศนียภาพที่พรรณนาในบทกวี เมื่อเดิน
ผ่านสวนไผ่ก็จะพบทะเลสาบกว้าง มีการสร้าง
ระเบียงทอดยาวไปตามริมทะเลสาบ เมื่อเดินผ่าน
ห้องโถงหนึ่งและประตูจันทราอีกประตูหนึ่ง เบื้อง
หน้าก็จะเป็นเรือนกว้างขวางโอ่อ่า ตรงลานกว้าง
หน้าเรือนปูด้วยอิฐเป็นระเบียบ ปัดกวาดสะอาด
สะอ้าน ในลานกว้างมีต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง รอบทิศ
ล้วนมีองครักษ์คอยยืนอารักขา
อี๋หนิงพบว่าองครักษ์เหล่านี้ไม่ใช่คนของตระกูล
หลัว เห็นได้ชัดว่าพวกเขาได้รับการฝึกฝนมาอย่าง
ดี ลมหายใจกระชับสั้น ล้วนเป็นผู้ที่ผ่านการฝึกวร
ยุทธ์มาก่อน
ผู้ที่เป็นหัวหน้าประสานมือคารวะนาง “ใต้เท้า
หลัวอยู่ในห้องหนังสือข้าน้อยจะเข้าไปรายงาน
ก่อน เชิญคุณหนูรอสักครู่”
องครักษ์ในเรือนของเขาเทียบได้กับองครักษ์ใน
พื้นที่ฝังบูรพาของนางเลยทีเดียว…อี๋หนิงลอบคิด
และไม่ได้ทำให้องครักษ์ผู้นี้ลำบากใจ นางไปนั่ง
คอยในห้องเล็ก ๆ ด้านข้าง
ไม่นานหลัวเซิ่นหย่วนก็เดินออกมา ยามนี้เขาไม่
ค่อยสวมเสื้อคลุมยาวแล้ว สวมโย่วเหรินยาวคอ
กลมแทน ช่วงเอวห้อยปั้ายหยก ขับให้ดูดุดันกว่า
แต่ก่อนเล็กน้อย เมื่อเห็นนางถือถ้วยชาไว้แต่ไม่
ยอมดื่ม หลัวเซิ่นหย่วนก็เดินเข้ามาพานางเข้าไป
ในห้อง “เช้านี้ข้าสั่งให้คนเตรียมโหยวฉาไว้
รสชาติดีหรือไม่ เป็นพ่อครัวที่พามาจากใน
ตระกูล”
เมื่อองครักษ์เห็นหลัวเซิ่นหย่วนพานางเข้ามาก็
คำนับเขา ก่อนจะถอยออกไป
อี๋หนิงมององครักษ์ที่เต็มไปด้วยท่าทีนอบน้อม
ก่อนมองท่าทางสบายอารมณ์ของเขาก็รู้สึก
ประหลาดใจเล็กน้อย “พี่ชายสาม องครักษ์
เหล่านี้มาจากที่ใด ข้าดูแล้วไม่ด้อยไปกว่าในจวน
อิงกั๋วกงเลยสักนิด เรือนของท่านมีการคุ้มกัน
อย่างแน่นหนานัก แต่ก่อนข้าไปหาท่านยังไม่เห็น
ต้องเข้าไปรายงานเลย”
หลัวเซิ่นหย่วนได้ยินก็ยิ้ม “คราหน้าสั่งให้พวกเขา
อย่าได้ขวางเจ้าก็สิ้นเรื่องแล้ว”
บางทีอาจเป็นเพราะสถานะต่างไปจากเดิม แต่
ก่อนเขายังเงียบขรึมเก็บซ่อนอดกลั้น ทว่ายามนี้
เริ่มแสดงบารมีน่าเกรงขามแล้ว
อี๋หนิงเดินตามเขาเข้าไปในห้องหนังสือ เขาน่าจะ
กำลังอ่านรายงานอยู่ในเรือนเปิดหน้าต่างทิ้งไว้
นอกหน้าต่างมีต้นสนปลูกเรียงรายไปทั่ว
“ข้าได้ยินมาว่าตรอกซินเฉียวติดกับคลองขนส่ง
สายหนึ่ง” อี๋หนิงนั่งในห้องหนังสือ กล่าวกับเขา
“ข้าไม่เคยเห็นคลองขนส่งมาก่อน!”
หลัวเซิ่นหย่วนมองท่าทางกระตือรือร้นของนาง
แล้วก็เอ่ยว่า “อีกครู่จะพาเจ้าไป รอให้ข้าอ่าน
เอกสารเหล่านี้ให้จบเสียก่อน”
เขาก้มหน้าอ่านรายงาน อี๋หนิงเริ่มรู้สึกเบื่อหน่าย
เล็กน้อยจึงเดินไปมาในห้องหนังสือของเขา แต่
ไหนแต่ไรมาเขาก็เก็บสะสมหนังสือไว้เป็นจำนวน
มาก บัดนี้ยังมีสมุดรายงานวางเรียงแน่น ใน
บรรดาสตรี นางถือว่ามีรูปร่างสูงปานกลาง ทว่า
เมื่อยืนอยู่เบื้องหน้าเขากลับดูเล็กบอบบางนัก อี๋ห
นิงอยากหยิบ ประมวลกฎหมายมหา
เสนาบดี เล่มหนึ่งที่วางบนชั้นสูงมาดู แต่เอื้อม
หยิบไม่ถึง สุดท้ายนางไม่ทันระวัง ไปชนกับเสื้อ
คลุมกันลมของเขาที่แขวนอยู่บนราวด้านข้าง
หลัวเซิ่นหย่วนเงยหน้ามองนาง
อี๋หนิงหัวเราะเก้อ ๆ “ท่านอ่านต่อไปเถิด…ไม่
เป็นไร” นางประคองราวแขวนเสื้อขึ้น ก่อน
พบว่าเขาเดินมาข้างกายนางแล้ว
“เจ้าจะอ่านหนังสือเล่มใด”
หลัวเซิ่นหย่วนช่วยนางหยิบหนังสือลงมา ขณะที่
เขาหยิบหนังสือร่างกายก็ขยับเคลื่อนเข้าใกล้นาง
เล็กน้อย อี๋หนิงมองมือของเขาที่ยกสูงเหนือศีรษะ
ตน จากนั้นหนังสือก็ถูกส่งมาเบื้องหน้านาง อี๋ห
นิงเงยหน้ามองเขาเขาเอ่ยถามด้วยนํ้าเสียงอ่อน
ละมุน “เจ้าเบื่อแล้วหรือ หากเบื่อก็ออกไปเล่น
ด้านนอกสักครู่”
ทันใดนั้นก็มีเสียงรายงานจากด้านนอก “ใต้เท้า…
องครักษ์สือฮู่เชิญท่านไปพบขอรับ”
หลัวเซิ่นหย่วนได้ยินก็ตอบกลับเสียงเรียบ “รู้แล้ว
ข้าจะไปเดี๋ยวนี้”เขาวางหนังสือลงบนมือนาง “รอ
ข้าสักครู่แล้วข้าจะกลับมา”
อี๋หนิงมองเขาเดินออกจากห้องหนังสือ องครักษ์ผู้
นั้นติดตามอยู่เบื้องหลัง นางพลันสงสัยขึ้นมา
เล็กน้อย พอพลิกหนังสือเปิดอ่านได้สองหน้าก็
พบว่าไม่มีอะไรน่าอ่าน นางรออยู่สักพัก หลัวเซิ่น
หย่วนก็ยังไม่กลับมา มิใช่บอกว่าไปเพียงครู่เดียว
หรือไร สาวใช้ที่คอยปรนนิบัติอยู่นอกห้องหนังสือ
ก็ไม่มีสักคน เช่นนั้นมิสู้นางออกไปหาเขาด้วย
ตนเองเลยแล้วกัน
อี๋หนิงวางหนังสือลง เดินออกจากห้องหนังสือ
ผ่านประตูด้านข้างเดินไปตามระเบียงทางเดิน
ด้านหน้าช้า ๆ เรือนนี้ใหญ่โตนัก เดินผ่านทาง
เลี้ยวหลายครั้งก็ยังไม่พบตัวเขา กระทั่งเมื่อถึง
ด้านนอกของเรือนปีกหลังหนึ่ง นางก็ได้ยินคน
กำลังสนทนากันจากด้านใน นํ้าเสียงเย็นชาไร้
อารมณ์ “…ไม่ยอมพูดก็ทรมานเขาซะ”
นางฟังออกว่านี่คือเสียงของพี่ชายสาม
มีอีกเสียงกล่าวขึ้นด้วยความเจ็บปวด “ใต้เท้า
หลิวมีบุญคุณต่อข้า…ต่อให้พวกเจ้าทำร้ายข้าจน
ตาย ข้าก็ไม่มีวันปริปาก!”
หลัวเซิ่นหย่วนหัวเราะหยันเสียงหนึ่ง “เช่นนั้นก็ดี
ให้เจ้าตายก่อนแล้วค่อยว่ากัน”
อี๋หนิงยังได้ยินผู้ใต้บัญชาของหลัวเซิ่นหย่วนพูด
บางสิ่ง นางเขยิบเข้าใกล้อีกนิด มองผ่านช่องว่าง
ของบานหน้าต่าง จากนั้นก็เห็นภาพเหตุการณ์ใน
ห้อง แม้จะกล่าวว่านี่คือเรือนปีกด้านข้าง ทว่า
กลับดูคล้ายห้องลงทัณฑ์มากกว่า ที่ผนังด้านหนึ่ง
แขวนเรียงรายไปด้วยเครื่องมือลงทัณฑ์สีเทาหม่น
มีคนผู้หนึ่งถูกมัดตัวอยู่กับขื่อ บนร่างสวมชุดขุน
นางสีเขียว เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งมองจากปูั่จือ
[2] น่าจะเป็นขุนนางขั้นหก…เขากำลังก้มศีรษะ
หลัวเซิ่นหย่วนยืนมองอยู่อีกด้าน มีคนหยิบแส้
เหล็กออกมา ฟาดใส่ศีรษะและใบหน้าของชายผู้
นั้น ผิวหนังเขาปริแตกทันที! ปากของคนผู้นั้นถูก
ผ้ายัดไว้อย่างแน่นหนาแล้ว ต่อให้พยายาม
อย่างไรก็ไม่สามารถเปล่งเสียงร้องออกมาได้
ใบหน้าของเขาซีดขาว เหงื่อเย็นผุดท่วมใบหน้า
ทุกครั้งที่ฟาดลงไปล้วนปรากฏรอยเลือดทันที
หลัวเซิ่นหย่วนมองแล้วกล่าวว่า “เอาแส้มาให้
ข้า”
เขารับแส้มา ลองประเมินนํ้าหนัก ทันใดนั้นก็ฟาด
แส้ไปที่ชายผู้นั้นแส้นี้โหดเหี้ยมนัก หนามเล็ก ๆ
บนแส้กรีดลอกชั้นผิวหนังของชายผู้นั้น อาจเป็น
เพราะฟาดถูกดวงตา ชายที่ถูกทรมานจึงเจ็บปวด
จนสั่นสะท้านไปทั่วทั้งสรรพางค์กาย ทว่าไม่อาจ
เปล่งเสียงใด ๆ ออกมาได้ หลัวเซิ่นหย่วนไร้
ความคิดจะรามือ เขาสะบัดแส้อย่างโหดเหี้ยมอีก
ครั้ง ครั้งนี้ถูกด้านข้างของศีรษะชายผู้นั้น! ตั้งแต่
โคนหูจรดมุมปากเปรอะเปือนไปด้วยโลหิต อี๋หนิง
กระทั่งเห็นหูที่แหว่งขาดไป มันถูกเฉือนออกไป
ทั้งเป็น…
อี๋หนิงพลันบังเกิดความรู้สึกไม่สบาย ถึงกับ
คลื่นไส้
นางก้าวถอยหลังไปก้าวหนึ่ง พิงตัวลงบนผนัง
แข้งขาอ่อนยวบ นางไม่เคยเห็นหลัวเซิ่นหย่วนที่
เป็นเช่นนี้มาก่อน! ทั้งโหดเหี้ยมและเย็นชาถึง
เพียงนี้ ถึงแม้จะมองผิวหนังที่ถูกถลกออกมา สี
หน้าเขาก็ไม่แปรเปลี่ยนสักนิด เขาเป็นซ่าวชิงแห่ง
ศาลต้าหลี่ เหตุใดจึงกระทำเรื่องนองเลือดพรรค์นี้
ได้ นางพลันนึกถึงเรื่องที่ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวเคย
กล่าวถึงหลัวเซิ่นหย่วนในวัยเยาว์เรื่องที่เขาเคย
ปล่อยให้สุนัขดุร้ายกัดสาวใช้จนตาย…
อาจเป็นเพราะได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว ประตู
จึงเปิดออก อี๋หนิงเห็นสภาพของคนผู้นั้นเต็มตา
แล้ว นางพบว่าชายผู้นี้มีสภาพน่าสยดสยองกว่าที่
นางเห็นเมื่อครู่เป็นร้อยเท่า เต็มไปด้วยบาดแผล
สาหัสสากรรจ์ กระทั่งนิ้วมือยังขาดหายไม่ครบ
ส่วน นี่เป็นครั้งแรกที่นางเห็นคนถูกทรมานจนมี
สภาพน่าสะเทือนใจถึงเพียงนี้!
หลัวเซิ่นหย่วนเห็นอี๋หนิงยืนอยู่ด้านนอกก็ตก
ตะลึงพรึงเพริดไป
“ใต้เท้า ท่านผู้นี้คือผู้ใดหรือขอรับ…นางเห็นแล้ว
…”
หลัวเซิ่นหย่วนมองสีหน้าอี๋หนิงที่ไม่ค่อยดีนัก ร่าง
ที่พิงกับผนังสั่นเทาเล็กน้อย เขารีบก้าวเข้าไปโอบ
กอดนางจากด้านหลัง ก่อนจะยื่นมือไปปิดดวงตา
ของนางไว้ “เหมยเหมย อย่ามอง อย่ามองก็ไม่
เป็นอะไรแล้ว”
อี๋หนิงถูกเขากอดไว้ในอ้อมกอด ทั้งที่รอบด้าน
ล้วนเป็นกลิ่นอายของเขาทว่านางกลับได้กลิ่นคาว
เลือดจากมือของเขาด้วย นางมองไม่เห็นอะไร
ทั้งสิ้นแต่ในหัวสมองปรากฏภาพนั้น ภาพที่
หลัวเซิ่นหย่วนสะบัดแส้ลงไป เลือดเนื้อสาด
กระเซ็น การรับรู้เป็นเรื่องหนึ่ง ทว่าผลกระทบ
จากการเห็นภาพนั้นก็ยังรุนแรงมากเกินไป
หลัวเซิ่นหย่วนรีบอุ้มนางขึ้น อี๋หนิงสัมผัสได้ว่า
ร่างกายของนางตกอยู่ในอ้อมกอดเขา เขาเอียง
ร่างกายของอี๋หนิงเข้าหาร่างตน นางได้ยินเขาเอ่ย
ว่า“…ขังเขาไว้ก่อน เรื่องอื่นยังไม่ต้องสนใจ”
หลัวเซิ่นหย่วนก้าวยาว ๆ ออกจากระเบียง
ทางเดิน เขาวางอี๋หนิงไว้บนเตียงในเรือนปีก
ด้านข้าง อี๋หนิงมองหน้าเขา นํ้าเสียงตํ่าเบาของ
เขาดังขึ้น“เหมยเหมย เหตุใดเจ้าจึงวิ่งออกมา
ตกใจกลัวหรือไม่”
อี๋หนิงส่ายศีรษะพร้อมกับมองหลัวเซิ่นหย่วน เขา
ยังคงมีรูปลักษณ์ที่คุ้นเคย คิ้วคมเข้ม ใบหน้าหล่อ
เหลา รอยยิ้มอ่อนโยนดุจนํ้าหมึกในภาพวาดทว่า
เมื่อโหดเหี้ยมขึ้นมาก็ทำให้ผู้คนต้องสะพรึงกลัว
ยิ่งกว่าพระยมทั้งสิบ[3] นางพรูลมหายใจออกมา
ช้า ๆ ก่อนกล่าว “ข้าไม่เป็นไร…”
“ไม่เป็นไรจริงหรือ” เขาถามสำทับ นึกถึงใบหน้า
ซีดขาวซึ่งพิงร่างลงบนผนังเมื่อครู่ นางมองเขา
ด้วยสายตาเหมือนมองคนแปลกหน้าอย่างไร
อย่างนั้น
นิสัยเหี้ยมโหดอำมหิตนี้ เกรงว่าเขาคง
เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ยามปกติต่อหน้าอี๋หนิง เขา
พยายามปันหน้าสวมบทบาทเป็นพี่ชายที่แสนดี
เป็นพี่ชายผู้อ่อนโยน เพราะไม่อยากทำให้นาง
หวาดกลัว หลังจากเรื่องเฉียวอี๋เหนียงมายามนี้
ผู้คนในตระกูลหลัวต่างหวาดกลัวเขาไม่น้อย
ตั้งแต่เล็กเด็กน้อยคนนี้ก็เชื่อใจสนิทสนมใกล้ชิด
กับเขามากที่สุด บัดนี้นางได้ล่วงรู้ถึงด้านเย็นชา
ของเขาแล้ว นางคงกลัวเขามากกระมัง
หลัวเซิ่นหย่วนชะงักนิ่ง ก่อนจะอธิบายกับนาง
“คนผู้นั้นมีสถานะพิเศษปล่อยไว้ในคุกใหญ่กรม
อาญาไม่ได้ ดังนั้นจึงถูกส่งมาที่จวนของข้า”
ยังดีที่อี๋หนิงสงบลงแล้ว อันที่จริงมิใช่ว่านางไม่
เคยเห็นภาพเหตุการณ์โหดร้ายเช่นนี้มาก่อน
เพียงแค่ครานี้ผู้ก่อเหตุคือพี่ชายสามของนาง นาง
ไม่อาจตั้งตัวรับได้ภายในระยะเวลาอันสั้น อี๋หนิง
เอ่ยถาม “พี่ชายสาม ข้าเห็นเขาสวมชุดขุนนาง…
คนผู้นั้นคือผู้ใดกันแน่ หากใช้การลงทัณฑ์ส่วนตัว
กับขุนนางในราชสำนักแล้วถูกผู้อื่นค้นพบเข้าจะ
เป็นอย่างไร…”
หลัวเซิ่นหย่วนฟังแล้วก็โคลงศีรษะ “อย่าได้ถาม”
ด้วยเกรงว่านางจะเข้าใจผิด เขาจึงสำทับอีก
ประโยค “หากเจ้ารู้แล้วจะไม่ส่งผลดีต่อเจ้า”
เช่นนั้นย่อมเป็นความลับของราชสำนัก เขาไม่มี
วันบอกนางแน่นอน
อี๋หนิงผงกศีรษะเป็นสัญญาณว่าเข้าใจแล้ว นาง
อยากลงจากเตียงหลัวเซิ่นหย่วนยื่นมือออกไป
หมายจะประคองนาง ทว่าอี๋หนิงกลับเห็นรอย
เลือดบนมือของเขา หลัวเซิ่นหย่วนเองก็
สังเกตเห็นจึงดึงมือกลับไปอย่างรวดเร็วก่อนเอ่ย
ถามนาง “อีกครู่ข้าพาเจ้าไปชมคลองขนส่งดี
หรือไม่”
อี๋หนิงผงกศีรษะ ลุกขึ้นเดินออกไปด้านนอก
จากนั้นก็เห็นหลัว-เซิ่นหย่วนเดินตามมา
แสงอาทิตย์สาดทอจากด้านหลัง เงาสูงใหญ่ของ
เขาโอบล้อมปกคลุมร่างของนางไว้
อี๋หนิงพลันเอ่ยถาม “พี่ชายสาม ท่านรับตำแหน่ง
ซ่าวชิงแห่งศาลต้าหลี่แล้วต้องทำเรื่องเหล่านี้ด้วย
หรือ”
หลัวเซิ่นหย่วนนิ่งเงียบไปชั่วครู่ ก่อนถาม “…
เหมยเหมย เจ้ากลัวข้าหรือไม่”
อี๋หนิงลอบปฏิเสธในใจ นางรู้แต่แรกแล้วว่า
หลัวเซิ่นหย่วนเป็นคนเช่นไร เพียงแต่เมื่อคบหา
กันนานไป นางก็เกือบลืมไปแล้วว่าเดิมเขาควร
เป็นคนเช่นไร นางจำได้เพียงว่าเขาเป็นพี่ชายที่
ถึงแม้จะเย็นชา แต่ก็รักเอ็นดูนางล้นเหลือ นาง
เอ่ยปาก “ท่านย่อมรู้จักขอบเขต ข้าเชื่อท่าน”
หลัวเซิ่นหย่วนเดินอยู่ด้านหลัง มองร่างของเด็ก
สาวที่ถูกโอบล้อมไปด้วยเงาของเขา เปลือกตาเขา
หลุบตํ่า มือที่เปือนเลือดไพล่อยู่ด้านหลัง
ถึงยามบ่าย หลัวเซิ่นหย่วนจึงพานางไปชมคลอง
ขนส่ง
คลองขนส่งครึกครื้นยิ่งนัก เรือแล่นสัญจรไปมา
ชาวประมง พ่อค้าวาณิช ผู้คนขายของ ยังมี
คหบดีชาวบ้านที่มารวมตัวกัน อี๋หนิงนั่งอยู่ในรถ
ม้ามองอยู่สักพักแต่ไม่อาจลงไป หลัวเซิ่นหย่วน
พานางไปยังหอสุราเพื่อกินอาหารหอสุรานี้ทำ
ของว่างนํ้าชาได้เยี่ยมยอด
เพราะเรื่องในช่วงเช้าจึงบั่นทอนความสนใจของ
อี๋หนิงไปมาก หลัว-เซิ่นหย่วนเองก็ไม่ได้ฝืนบังคับ
นาง ไม่นานก็พานางกลับจวน
เมื่อถึงจวนก็พบรถม้าที่รายล้อมไปด้วยบ่าวไพร่
หยุดอยู่บริเวณกำแพงบังรัศมี
ผ้าม่านในรถม้าถูกเลิกขึ้น อี๋หนิงถึงได้เห็นมือขาว
ดุจเนื้อหยกขาวชั้นดีข้างหนึ่ง จากนั้นก็เป็นดวง
หน้าเพริศพริ้งละมุน พอแม่นางท่านนี้เห็น
หลัวเซิ่นหย่วน ดวงตาก็พลันเป็นประกายจาง ๆ
ก่อนผินหน้าไปกล่าวกับอี๋หนิงด้วยนํ้าเสียงละมุน
“ท่านนี้คือน้องสาวอี๋หนิงหรือ ข้าไม่เคยพบมา
ก่อน”
อี๋หนิงมองบ่าวไพร่รอบกายนาง ก่อนจะมอง
ท่วงท่านุ่มนวลประดุจธาราของนาง ในใจก็ลอบ
คาดเดาว่าต้องเป็นคุณหนูซุนผู้นั้นเป็นแน่!
นางยังไม่เคยพบว่าที่พี่สะใภ้สามมาก่อน
อี๋หนิงยอบตัวให้นางเล็กน้อย ยิ้มพลางเอ่ยถาม
“ใช่แล้วเจ้าค่ะ ท่านคือพี่สาวตระกูลซุนหรือเจ้า
คะ”
อี๋หนิงหันไปมองหลัวเซิ่นหย่วน สีหน้าของพี่ชาย
สามไม่แสดงอารมณ์ใดเป็นพิเศษ ยังคงเป็นเช่น
ยามปกติ ทั้งยังไม่ก้าวเข้าไปต้อนรับนาง เหตุใด
จึงปฏิบัติตัวต่อคุณหนูซุนอย่างไร้ความ
กระตือรือร้นใด ๆ เล่า อย่างน้อยนี่ก็คือโฉมงาม
สะคราญนางหนึ่ง
อี๋หนิงพาซุนฉงวันเข้าไปในจวน เมื่อไปถึงห้อง
โถงด้านนอกของเรือนพี่ชายสามก็นั่งลง
ในอ้อมแขนของซุนฉงวันมีกล่องผ้ากล่องหนึ่ง
ยามนี้นางวางกล่องนั้นลงบนโต๊ะ
สาวใช้ยกบ๊วยที่เพิ่งทำเสร็จใหม่เข้ามา เม็ดบ๊วย
แต่ละเม็ดเต็มอิ่มสีม่วงอมแดง เพียงมองก็รู้ว่า
เปรี้ยวหวานรสชาติกำลังดี อี๋หนิงเลื่อนจานบ๊วย
ไปตรงหน้าซุนฉงวัน ยิ้มพลางกล่าวกับนาง “ข้า
ได้ยินชื่อเสียงของพี่ฉงวันมานาน แต่ไม่เคยพบ
หน้า วันนี้ถือว่าได้พบแล้ว”
ซุนฉงวันเกล้าผมมวย ปักปินหยกเพียงอันเดียว
รูปโฉมพริ้มเพราอ่อนละมุน เมื่อได้ยินคำของอี๋ห
นิงก็ยิ้มอย่างอ่อนโยน “เดิมข้าไม่ควรมาที่นี่แต่
ท่านพ่อกล่าวว่ามีของบางสิ่งจะให้คุณชายสาม
ดังนั้นข้าจึงล่วงหน้ามาก่อนคาดไม่ถึงว่าจะได้พบ
น้องสาวอี๋หนิงที่นี่ หากทราบแต่แรกว่าเจ้าอยู่ ข้า
คงเอาของขวัญมาให้เจ้าแล้ว!”
ขณะที่ซุนฉงวันกำลังพูดก็หันหน้าไปมองหลัวเซิ่น
หย่วนโดยไม่ตั้งใจ
นางได้ยินมานานเรื่องที่แม้น้องสาวอี๋หนิงจะเป็น
เพียงเด็กที่รับมาอุปถัมภ์ แต่กลับได้รับความรัก
เอ็นดูจากหลัวเซิ่นหย่วนอย่างยิ่งยวด ดังนั้นนาง
จึงหมายจะเอาอกเอาใจอีกฝั่าย แต่นางกลับ
พบว่าหลัวเซิ่นหย่วนต้อนรับนางด้วยท่าทีเฉยชา
กว่ายามปกติ คล้ายไม่ชอบใจนักที่นางมาเยือน
นางจึงวางตัวไม่ถูก แม้จะมาในนามของท่านพ่อ
แต่ก็เป็นเพราะนานแล้วที่นางไม่ได้พบเขา ในใจ
จึงคะนึงหายิ่งนัก
อี๋หนิงลอบคิด เกรงว่าเจตนาการดื่มสุราของ
คุณหนูซุนคงมิใช่เพื่อเสพรสของสุรา[4]
เมื่อเห็นคุณหนูซุนยืนอยู่ข้างกายหลัวเซิ่นหย่วน
ด้านหนึ่งนางก็รู้สึกว่าอีกฝั่ายกับพี่ชายสามดู
เหมาะสมกันดี พี่ชายสามรูปร่างสูงใหญ่ คุณหนู
ซุนรูปโฉมงดงาม นุ่มนวลอ่อนหวาน ทว่าอีกด้าน
หนึ่งอี๋หนิงก็รู้สึกผิดหวังพี่ชายสามจำต้องแต่งงาน
กับซุนฉงวันจริงหรือ พี่ชายสามที่ฉลาด
ปราดเปรื่องประดุจเทพเจ้าของนางกำลังจะแต่ง
ภรรยาให้กำเนิดบุตรแล้ว
ชาติภพก่อนหลัวเซิ่นหย่วนแต่งงานกับผู้ใดกันแน่
นางจำได้เพียงว่าชาติภพที่แล้วเขาได้แต่งงาน แม้
จะไม่ใช่ซุนฉงวัน แต่ก็น่าจะเป็นสตรีที่มี
ความสามารถใกล้เคียงกัน
“น้องสาวฉงวันส่งคนมาก็พอแล้ว ไม่จำเป็นต้อง
มาด้วยตนเอง”หลัวเซิ่นหย่วนรับกล่องผ้ามา
ทำท่าทางเชื้อเชิญ “เข้าไปนั่งด้านในก่อนเถิด”
เขามองอี๋หนิงแล้วพูดว่า “ข้ายังมีเรื่องต้องไป
สะสาง เจ้าอยู่คอยต้อนรับคุณหนูซุนด้วย”
เมื่ออี๋หนิงได้ยินเขาบอกว่ามีธุระต้องสะสางก็อด
นึกถึงแส้ที่เขาถืออยู่ในมือและมือที่เปือนโลหิต
เมื่อครู่ไม่ได้…
“ท่านไปจัดการเถิดเจ้าค่ะ ข้ากับพี่ฉงวันจะไป
เดินเล่นที่สวนด้านใน”อี๋หนิงรับคำ เขาผงกศีรษะ
ไพล่มือไว้ด้านหลัง ก่อนจะก้าวเท้ายาว ๆ ออก
จากห้องโถงกลาง องครักษ์สองคนที่อยู่ข้างกาย
ติดตามเขาไปด้านหลัง
อี๋หนิงพาว่าที่พี่สะใภ้สามท่านนี้ไปเดินวนรอบสระ
บัว สาวใช้ตระเตรียมโต๊ะนํ้าชาและของว่างต่าง ๆ
ไว้แล้ว ซุนฉงวันมีมารยาทอย่างยิ่ง เปียมไปด้วย
อิริยาบถของคุณหนูที่ได้รับการอบรมสั่งสอนมา
เป็นอย่างดี คำพูดคำจาเฉลียวฉลาด กอปรกับ
เมื่อนางรักบ้านผู้ใดก็รักอีกาที่อาศัยบนหลังคานั้น
เนื่องจากนางชมชอบหลัวเซิ่นหย่วน ดังนั้นจึงมอง
อี๋หนิงอย่างพึงใจหลายส่วนไม่นานทั้งสองคนก็
สนิทสนมกัน สนทนาปราศรัยไปมาสักพักก็หา
หัวข้อที่ชื่นชอบมาร่วมพูดคุยกันได้ เรื่องของว่าง
นํ้าชา เมื่อยิ่งพูดคุยก็ยิ่งสนิทสนมกันยิ่งขึ้น
ซุนฉงวันพูดชื่อของว่างที่เป็นมังสวิรัติออกมา
หลายอย่าง นางดึงมือของอี๋หนิงไว้แล้วกล่าว “ข้า
รู้ว่าละแวกนี้มีหอนํ้าชาที่ทำของว่างมังสวิรัติได้
เยี่ยมยอดนัก ปกติแล้วข้าห้ามออกจากจวน มิสู้
พรุ่งนี้ข้าไปดูกับเจ้า พวกเราเรียกองครักษ์กับบ่าว
หญิงชราติดตามไปด้วยสักหลายคน เมื่อไปถึง
แล้วบนชั้นสองยังสามารถชมคลองขนส่งได้ด้วย”
อี๋หนิงรู้ว่าซุนฉงวันหมายถึงหอนํ้าชาแห่งนั้น ช่วง
บ่ายพี่ชายสามพานางไปแล้ว แต่นางไม่อาจ
ปฏิเสธเจตนาดีของซุนฉงวันจึงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“เช่นนั้นวันพรุ่งนี้พี่ฉงวันก็มาหาข้าเถิดเจ้าค่ะ”
ทั้งสองคนเดินกลับไปตามทางช้า ๆ จากนั้นก็พบ
หลัวเซิ่นหย่วนกำลังนั่งสนทนาอยู่กับคนผู้หนึ่งใน
ห้องโถงกลาง คนผู้นี้สวมชุดขุนนาง อายุประมาณ
สี่สิบห้าสิบปี บนใบหน้าของหลัวเซิ่นหย่วน
ปรากฏรอยยิ้มจาง ๆทั้งสองคนสนทนากันอย่าง
เป็นมิตร เมื่อหลัวเซิ่นหย่วนหันหน้ากลับมาเห็น
ทั้งสองคนก็กวักมือเรียกอี๋หนิง “อี๋หนิง…ท่านนี้
คือใต้เท้าซุน”
เช่นนั้นก็คือบิดาของซุนฉงวัน อาจารย์ของ
หลัวเฉิงจาง ขุนนางใหญ่ขั้นสามของราชสำนัก
อี๋หนิงยอบกายคารวะใต้เท้าซุน เนื่องจากการพบ
บุรุษที่ไม่ใช่เครือญาติถือเป็นเรื่องไม่เหมาะสม
ดังนั้นหลัวเซิ่นหย่วนจึงให้นางหลบอยู่ที่ด้านหลัง
ของห้องโถงใหญ่ คั่นกลางด้วยประตู นางได้ยิน
เพียงเสียงสนทนาของทั้งสองฝั่ายเท่านั้น
ใต้เท้าซุนชื่นชมพี่ชายสามอย่างมาก ครานี้ที่มาก็
เพื่อรับตัวซุนฉงวันกลับไป เขายังคล้ายตั้งใจไม่
ตั้งใจเอ่ยถึงหลัวเฉิงจางกับหลัวเซิ่นหย่วน
หลัวเซิ่นหย่วนได้ยินก็ตอบกลับไปว่า “…อีกไม่
นานท่านพ่อก็จะมาถึงแล้วขอรับ”
ก่อนที่ซุนฉงวันจะจากไปก็เข้ามารํ่าลาอี๋หนิง อี๋ห
นิงรอจนนางจากไปถึงได้เข้าไปคว้าแขนของ
พี่ชายสามที่เพิ่งเดินเข้ามา “ข้าว่าคุณหนูซุนดู
นิสัยใจคอไม่เลว รูปโฉมยังงดงามยิ่งนัก”
นางอยู่ใกล้เขามาก ท่อนแขนคล้ายจะสัมผัสได้ถึง
ส่วนโค้งเว้าของเรือนร่างนาง
หลัวเซิ่นหย่วนให้นางนั่งลงบนเก้าอี้กลม เขาพรู
ลมหายใจ ก่อนจะกล่าว “ข้าไม่ได้มีใจต่อคุณหนู
ซุน”
เมื่ออี๋หนิงได้ยินก็ตะลึงงัน มิใช่ว่าทั้งสองคนหารือ
เรื่องหมั้นหมายกันแล้วหรือ…เหตุใดเขาจึงไม่มีใจ
ต่อคุณหนูซุนแล้วเล่า หากเขาไม่ชมชอบนางจริง
เหตุใดจึงไม่ปฏิเสธ
“ข้าฟังออกถึงเจตนารมณ์ของใต้เท้าซุน เขา
อยากให้พวกท่านแต่งงานกันแล้ว” อี๋หนิงกล่าว
“คุณหนูซุนรอท่านมาโดยตลอด หากท่านไม่ชอบ
นางก็ควรปฏิเสธโดยเร็ววัน”
หลัวเซิ่นหย่วนโบกมือ “ข้ารู้ขอบเขตดี” สำหรับ
เขา การแต่งงานกับซุนฉงวันถือเป็นผลดี ที่สำคัญ
ซุนฉงวันเองก็เหมาะสมกับเขา ยามนั้นที่เขาเงียบ
ก็ถือว่าเป็นการตกลงยอมรับการกระทำของท่าน
พ่อโดยปริยาย เพียงแต่ต่อมาเขากลับบังเกิด
ความคิดความต้องการที่ไม่ควรมี ดังนั้นงานแต่ง
ครั้งนี้จึงถูกเลื่อนมาโดยตลอด
เขาจะรู้จักขอบเขตอะไรได้
อี๋หนิงขมวดคิ้วมุ่น นางไม่ค่อยชอบท่าทางเช่นนี้
ของเขา อันที่จริงมนุษย์เช่นพวกเขาล้วนแสดง
ท่าทางแบบนี้กันทั้งนั้น คิดอะไรผู้อื่นไม่มีทาง
ล่วงรู้ วางแผนอะไรไว้ผู้อื่นไม่สามารถคาดเดา
บางทีในใจเขาอาจมีแผนการอันใดอยู่ เขาเป็น
เช่นนี้ ลู่เจียเสวียก็เป็นเช่นนี้ บางทีนี่อาจเป็น
จิตใจที่ผู้อยากขึ้นเป็นใหญ่พึงมี
อี๋หนิงพลันคิดถึงความน่าจะเป็นหนึ่ง นางชั่งใจชั่ว
ครู่ ก่อนเอ่ยถามเสียงตํ่าเบา “ท่าน มิใช่ว่าชอบ…
คุณหนูรองเซี่ยผู้นั้นกระมัง”
หลัวเซิ่นหย่วนลอบหัวเราะหยันในใจ เขาลุกขึ้น
แสงตะวันชิงพลบนอกประตูสาดทอเข้ามาภายใน
ห้อง อี๋หนิงสวมชุดสีเหลืองห่านลายลูกพลับเรือน
ร่างเพรียวบาง เมื่อเทียบกับเขาแล้วก็ดูตัวเล็ก
บอบบางนัก แสงอาทิตย์อัสดงส่องสะท้อนข้อมือ
ของนาง ขาวนุ่มเรียวบาง หากไม่ทันระวังก็อาจ
แตกหักโดยง่าย เขากลัวจริง ๆ ว่าตนจะทนสะกด
กลั้นไว้ไม่ไหว…แล้วทำเรื่องอะไรลงไป
อันที่จริงเขารู้นานแล้วว่าไม่ควรแต่งนางเข้ามา
การวางนางไว้ข้างกายเป็นเรื่องที่อันตรายเกินไป
ยิ่งเวลาผ่านไปเขาก็ยิ่งร้อนรน
หลัวเซิ่นหย่วนโน้มตัวลงกล่าวกับนาง “ข้าไม่ได้
ชอบผู้ใดทั้งนั้น เจ้าอย่าได้คาดเดาส่งเดช”
อี๋หนิงจ้องนัยน์ตาที่ประดุจแอ่งนํ้าลึกของเขา
รู้สึกว่าร่างกายตนคล้ายไม่อาจเคลื่อนไหว นางได้
กลิ่นกายคุ้นเคยจากร่างเขา เมื่อมองใบหน้าหล่อ
เหลางามสง่า ก็ไม่แปลกใจเลยที่จะมีผู้นิยม
ชมชอบในตัวเขามากมาย…รอจนหลัวเซิ่นหย่วน
จากไปแล้ว อี๋หนิงถึงได้ตื่นจากภวังค์
ซงจือยกถาดลิ้นจี่เข้ามา “คุณหนู คุณชายสาม
เตรียมสิ่งนี้ไว้ให้ท่านเพิ่งส่งมาจากหมิ่นหนาน…”
ทันทีที่ซงจือเงยหน้ามองอี๋หนิงก็ต้องตกใจ“เหตุ
ใดท่านจึงหน้าแดงนัก เพราะไม่ได้เปิดหน้าต่างจึง
รู้สึกร้อนหรือเจ้าคะ”
อี๋หนิงสัมผัสใบหน้าตนโดยไม่รู้ตัว รู้สึกร้อนอยู่
เล็กน้อยจึงผงกศีรษะ“…รู้สึกอบอ้าวจริง ๆ เปิด
หน้าต่างระบายอากาศหน่อยเถิด”
——————–
[1] โหยวฉาเป็นของกินเล่นที่นิยมมากชนิดหนึ่ง
ในแถบพื้นที่ตะวันออกเฉียงเหนือ โดยนำแปั้ง
เมล็ดธัญพืชต่าง ๆ ไขวัวมาต้มเข้าด้วยกัน นิยม
กินในช่วงเช้า
[2] ปูั่จือ เป็นลายปักบนชุดขุนนาง
[3] พระยมทั้งสิบคือผู้ดูแลขุมนรกทั้งสิบขุม
[4] เจตนาการดื่มสุราคงมิใช่เพื่อเสพรสของสุรา
เป็นสำนวน หมายถึง จุดมุ่งหมายที่แท้จริงไม่ใช่
อยู่ที่สิ่งนี้ แต่อยู่ที่สิ่งอื่น