พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 103
รถม้าคันหนึ่ง แล่นออกจากเรือนของหลัวเซิ่นหย่
วน ยามนี้เป็นเวลาพลบคํ่าแล้ว
เฉิงหลางนั่งอยู่บนรถม้าที่ห่างไปไม่มากนัก จิบชา
พลางมองรถม้าซึ่งวิ่งผ่านไปไกล เสียงจอแจของ
ตลาดดังเล็ดลอดมาจากระยะไกล เขาพิงตัวกับ
ผนังรถ ใบหน้าหล่อเหลาประณีตอาบไล้ไปด้วย
แสงอาทิตย์อัสดงขับให้ดูเย็นชากว่ายามปกติ
มีเสียงเรียกขานจากด้านนอก “ใต้เท้า” เมื่อเฉิง
หลางได้ยินก็วางถ้วยนํ้าชาลง เรียกให้อีกฝั่ายเข้า
มา
คนผู้นั้นแหวกผ้าม่าน กล่าวกับเขา “คนสอดแนม
กลับมาแล้วขอรับไม่อาจแทรกตัวเข้าไปด้านในได้
จริง ๆ ขอรับ”
เฉิงหลางขมวดคิ้วมุ่น เขารู้สึกว่าคนที่ลู่เจียเสวีย
ให้มาช่างไร้ประโยชน์นํ้าเสียงจึงเย็นชาอย่าง
ยิ่งยวด “ก็แค่จวนของซ่าวชิงแห่งศาลต้าหลี่ เป็น
กำแพงทองแดงผนังเหล็กหรือไร”
เขาลอบสอดแนมมาหลายที่ แต่ก็ยังไม่พบ
ร่องรอยของคนผู้นั้นสุดท้ายเมื่อตรึกตรองดูก็
พบว่าที่ที่อันตรายที่สุดน่าจะเป็นสถานที่ที่
ปลอดภัยมากที่สุด การที่หลัวเซิ่นหย่วนจะซ่อน
คนไว้ในที่ของตนมิใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เขาลอบ
ซุ่มอยู่ด้านนอกมาสักพักแล้ว นอกจากการเข้า
ออกของพ่อลูกตระกูลซุนก็ไม่มีผู้อื่นอีกแม้แต่คน
เดียว แต่เมื่อส่งคนเข้าไป คนเหล่านั้นกลับไร้
ประโยชน์นัก
สำหรับเฉิงหลาง การวางกับดักผู้อื่นถือเป็นเรื่อง
เล็กน้อยสำหรับเขาแต่เขาจะไม่สบอารมณ์อย่าง
ยิ่งหากผู้อื่นปฏิบัติงานที่เขามอบหมายให้ไม่
สำเร็จสิ่งนี้อาจทำให้แผนการของเขาต้องประสบ
ปัญหา
คนที่มารายงานคล้ายมีท่าทีลังเล “น่ากลัวว่า
หลัวเซิ่นหย่วนจะเตรียมแผนปั้องกันไว้ล่วงหน้า…
แม้ด้านในจะไม่ใช่กำแพงทองแดงผนังเหล็ก แต่
การจัดเวรยามแน่นหนา ไม่รู้ว่าเขาหาคนเหล่านี้
มาจากที่ใด ข้าน้อยดูแล้วอาจเป็นองครักษ์เสื้อ
แพรที่ใต้เท้าสวีมอบให้เป็นการส่วนตัว ท่านว่า
บัดนี้พวกเราควรทำอย่างไรดี”
“เจ้าส่งจดหมายให้ผู้บัญชาการแล้วหรือยัง” เฉิง
หลางถามเขา
คนผู้นั้นผงกศีรษะ “ส่งจดหมายให้ผู้บัญชาการ
แล้วขอรับ…ผู้ส่งสารตอบกลับมาว่า ผู้บัญชาการ
กล่าวว่าหากไม่พบคนก็ไม่เป็นไร แต่ต้องสืบ
ออกมาให้ได้ว่าเขาแพร่งพรายเรื่องใดออกมา
หรือไม่”
นี่ต่างจากการจับคนกลับมาอย่างไร
มิน่าเล่า ลู่เจียเสวียถึงต้องเรียกใช้งานเขา ผู้อื่นจะ
ต่อกรกับหลัว-เซิ่นหย่วนจ้วงหยวนคนใหม่ได้
อย่างไร
เฉิงหลางมองประตูใหญ่ของจวนตระกูลหลัว
“เข้าไปไม่ได้ก็ช่างเถิด”เขาหลับตาลง พิงตัวกับ
ผนังรถม้าพลางเอ่ยเนิบช้า “คอยจับตามองไว้ก็
พอ”
พอถึงมื้อเย็น หลัวเซิ่นหย่วนก็ส่งคนมาเชิญอี๋หนิง
ไปกินข้าว ทว่าเมื่อนางไปถึง เขากลับไปที่ห้อง
หนังสือแล้ว อี๋หนิงเข้าใจว่าเขาโกรธเคืองนางที่ไป
ก้าวก่ายเรื่องส่วนตัว นางเองก็ไม่สบอารมณ์นัก
หากไม่อยากกินข้าวร่วมกับนาง เหตุใดจึงเรียก
นางมาเล่า อี๋หนิงมองอาหารที่นางโปรดปรานวาง
เรียงรายเต็มโต๊ะ แต่กลับรู้สึกไร้ความอยาก นาง
กินโจ๊กไปเพียงถ้วยเดียวก็กลับห้อง
หลังเก็บถ้วยตะเกียบเรียบร้อย บ่าวรับใช้ก็ไป
รายงานหลัวเซิ่นหย่วน“…คุณชายสาม คุณหนูกิน
โจ๊กไปเพียงถ้วยเดียวขอรับ”
“นางคงโกรธอยู่กระมัง” หลัวเซิ่นหย่วนอ่าน
รายงานพลางกล่าว “พรุ่งนี้ข้าต้องออกจากจวน
แต่เช้า เจ้าเตรียมของว่างที่นางชอบไว้ นับวันนาง
ยิ่งผ่ายผอมลงเรื่อย ๆ”
หลัวเซิ่นหย่วนพยายามพบนางให้น้อยลง เขาไม่รู้
จริง ๆ ว่าเหตุใดจึงพานางกลับมา ทันทีที่คิดว่า
นางนอนอยู่ไม่ไกล เพียงเอื้อมมือก็สัมผัสได้จะทำ
อย่างไรหัวใจก็ไม่ยอมสงบ เขายกถ้วยชาขึ้นมาจิบ
องครักษ์ที่ปรนนิบัติอยู่ด้านข้างชะงักไปเล็กน้อย
“ใต้เท้า นํ้าชาเย็นแล้ว ข้าน้อยจะเอาไปเปลี่ยนให้
ท่าน!”
“ไม่ต้อง” หลัวเซิ่นหย่วนเอ่ยถาม “รถม้าที่ซุ่มอยู่
ตรงทางเข้าตรอกยังไม่ไปอีกหรือ”
องครักษ์ตอบ “ยังไม่ไปขอรับ ใต้เท้าอยากจะล่องู
ออกจากรูหรือขอรับ”
หลัวเซิ่นหย่วนส่ายศีรษะ “งูตัวนี้เจ้าเล่ห์นัก ไม่มี
ทางออกจากรูง่าย ๆ”เขาวางถ้วยชาในมือลง “วั่ง
หย่วนกับลู่เจียเสวียไม่มีการเคลื่อนไหว เกรงว่า
ครานี้คงส่งยอดฝีมือมา เจ้าอย่าให้พวกมัน
สังเกตเห็นก็พอ” ผู้ที่มาน่าจะเป็นเฉิงหลาง คนผู้
นี้ถือเป็นลูกน้องฝีมือเยี่ยมของลู่เจียเสวีย
หลัวเซิ่นหย่วนให้องครักษ์ถอยออกไป
แม้หลิวผูจะเป็นขุนนางฉ้อฉล ทว่าคนสนิทกลับ
จงรักภักดีอย่างยิ่งยวดถูกทรมานถึงขั้นนั้นก็ยังไม่
ปริปากสักคำ
สวีเว่ยให้เขาใช้ทุกวิถีทางเพื่อเค้นเอาความ
ออกมาให้ได้ คลำหาความเชื่อมโยงของเรื่องนี้ให้
ชัดเจน แต่ถึงแม้อีกฝั่ายจะถูกทรมานจนแทบ
สลายเป็นเถ้ากระดูกก็ยังเค้นถามอะไรออกมา
ไม่ได้ เช่นนั้นก็อย่าลงมือกับคนผู้นี้อีก
หลัวเซิ่นหย่วนพิงตัวลงบนเก้าอี้ มองเทียนที่กำลัง
มอดไหม้ ครุ่นคิดเงียบ ๆ
วันนี้อี๋หนิงตื่นแต่เช้าตรู่ กินอาหารเช้าไปเพียง
นิดเดียวก็เริ่มลงมือสั่งการบรรดาสาวใช้บ่าว
หญิงชราให้เก็บกวาดทำความสะอาดเรือน ซุนฉง
วันกล่าวว่าวันนี้จะมาหานาง
นางเอ่ยถามบ่าวไพร่ถึงได้รู้ว่าหลัวเซิ่นหย่วน
ออกไปที่หน่วยงานแต่เช้าอีกไม่นานก็น่าจะ
กลับมา นางไปต้อนรับซุนฉงวันที่ห้องโถงกลาง
ซุนฉงวันลงมาจากรถม้า วันนี้สวมชุดสีฟั้าลาย
เถาวัลย์เกี่ยวกระหวัด กระโปรงสีขาวดุจหิมะ
ประทับลายสิบสองภาพ ประดับต่างหูไข่มุกทะเล
เพียงลมพัดโชยกระโปรงก็พลิ้วไหว งามดุจเทพ
เซียน
เมื่อเข้าไปในห้องโถง ซุนฉงวันก็ให้สาวใช้ยก
กล่องหลายกล่องเข้ามาให้อี๋หนิง
คุณหนูซุนผู้นี้ใจกว้างนัก ของที่มอบให้ล้วนเป็น
ไข่มุก แปั้งประทินโฉมชั้นเลิศ ทั้งยังมีขี้ผึ้งหอมสี
อำพันกล่องหนึ่ง ดมแล้วได้กลิ่นหอมของลูกสาลี่
อ่อน ๆ
อี๋หนิงหยิบกล่องขึ้นมาดม เมื่อเห็นนางมองซ้าย
แลขวาก็หัวเราะก่อนเอ่ย “พี่ชายสามออกไป
ตั้งแต่เช้าตรู่แล้วเจ้าค่ะ”
ซุนฉงวันแก้ต่างเสียงแผ่วเบา “ข้าไม่ได้มองหาเขา
สักหน่อย” สีหน้านางดูผิดหวังเล็กน้อย “ที่สำคัญ
…ข้ารู้ว่าเขาไม่ยินดีพบข้า”
“ท่านอย่าได้คิดมากไป” อี๋หนิงวางกล่อง
เครื่องประดับสีแดงสดเคลือบเงาลง พูดคุยกับ
นางเรื่องของหลัวเซิ่นหย่วน “…ครั้นพี่ชายสามยัง
เยาว์วัย ข้าจำได้ว่ามีคุณหนูตระกูลเกาคนหนึ่งมา
ชอบพอเขา แต่เขากลับปันหน้าเย็นชาใส่นาง
ตลอดเวลาจนทำให้นางตกใจกลัวหนีไป ท่าน
อย่าได้เห็นว่าเขาเฉลียวฉลาด บัดนี้ดำรงตำแหน่ง
เป็นถึงซ่าวชิงแห่งศาลต้าหลี่แล้ว แต่เกรงว่าคงยัง
มีนิสัยเช่นนี้อยู่”
“ข้าไม่กลัวว่าเจ้าจะหัวเราะข้าหรอก ข้าเห็นเจ้า
เป็นเหมือนน้องสาวแท้ ๆจึงยินดีจะพูดกับเจ้า”
นํ้าเสียงของซุนฉงวันนุ่มละมุน มุมปากปรากฏ
เป็นรอยยิ้มจาง ๆ “อุปนิสัยของเขาเย็นชา…แต่
ก่อนท่านพ่อให้เขาสอนหนังสือข้าเขาก็เอาแต่
เรียกข้าว่าคุณหนูซุน ต่อมาข้าไม่อยากให้เขาเรียก
ข้าเช่นนั้น จึงบอกกับท่านพ่อว่าข้าไม่อยากเรียน
หนังสือกับเขาแล้ว ตั้งแต่เด็กข้าก็รู้ความเชื่อฟัง
ไม่เคยทำตามอำเภอใจมาก่อน…เขาจนปัญญาจึง
เรียกขานข้าว่าน้องสาวฉงวัน เมื่อข้าได้ยินก็รู้สึก
ว่าข้าแตกต่างจากผู้อื่นแล้ว
“คนที่พึงใจเขามีมากมาย ข้าเองใช่ว่าจะไม่รู้
เซี่ยอวิ้นหลานสาวของท่านเสนาบดีเซี่ย ครานั้นที่
ได้พบเขาที่จวนก็มีใจต่อเขา มักคอยตามติดเขา
บ่อยครั้ง ถึงข้าจะเห็นเขาปฏิบัติต่อคุณหนูเซี่ย
อย่างไม่สบอารมณ์สักเท่าใดแต่ข้าก็ยังรู้สึกเสียใจ
แม้ข้าจะได้รับการยกย่องว่าเป็นสตรีที่มี
ความสามารถแต่ก็หาญเทียบคุณหนูรองเซี่ยไม่ได้
…คุณหนูรองเซี่ยสามารถสนทนาต่อคำกับเขาได้
แต่ข้าทำไม่ได้ เขายังเอาแต่หลบเลี่ยงงานแต่งงาน
ของพวกเรามาโดยตลอด”
เซี่ยอวิ้นเป็นหลานสาวสายตรงของท่านเสนาบดี
เซี่ย มีชื่อเสียงเรื่องพรสวรรค์และความสามารถ
เป็นอย่างมากในกลุ่มสตรีสูงศักดิ์ ที่สำคัญยังมีรูป
โฉมงามสะคราญถึงเพียงนั้น ซํ้าชาติกำเนิดยัง
สูงส่ง ในด้านนี้อี๋หนิงเองก็ไม่อาจหาญเทียบ อี๋ห
นิงเพียงเรียนรู้ครึ่ง ๆ กลาง ๆ เท่านั้น ที่สำคัญ
นางยังเป็นเพียงเด็กที่ถูกอุ้มกลับมา ส่วนเซี่ยอวิ้น
เป็นคุณหนูสายตรงที่เติบโตในตระกูลขุนนางใหญ่
โดยแท้จริง
“…ข้ายิ่งคิดก็ยิ่งวิตกกังวล เกรงว่าวันหนึ่งเขาจะ
ไปชมชอบผู้อื่นแม้ท่านแม่จะสอนให้ข้ารักตน
เคารพตนเอง…” ซุนฉงวันกล่าวอย่างกลํ้ากลืน
“แต่ข้ากลัวจริง ๆ ว่าวันหนึ่งเขาจะพูดว่าไม่
อยากจะแต่งงานกับข้า ข้าคงต้องตามตอแยเขา
ต่อให้ต้องเป็นอนุของเขา ข้าก็ยินดี”
เมื่ออี๋หนิงได้ยินก็ตกตะลึง คาดไม่ถึงว่าซุนฉงวัน
จะชอบหลัวเซิ่นหย่วนขนาดนี้
เมื่อนึกถึงถ้อยคำที่พี่ชายสามกล่าวเมื่อคืน นางก็
กุมมือของซุนฉงวันไว้โดยไม่รู้ตัว
ซุนฉงวันส่ายหน้า คลี่ยิ้มพลางเอ่ย “ช่างเถิด จะ
กล่าวเรื่องนี้ไปไย ข้าจะให้เจ้าดูของหายากสิ่ง
หนึ่ง…เป็นของที่แม่นมเอากลับมาให้ข้าในครา
ก่อน”นางหยิบเก้าห่วงปริศนาที่เชื่อมต่อกัน
ออกมาชุดหนึ่ง นำออกมาให้อี๋หนิงลองเล่น ห่วง
เหล่านี้คล้องต่อกัน ยากจะแก้ออก “เดิมห่วงพวก
นี้ยังไม่ยุ่งเหยิงถึงเพียงนี้ พี่ชายสามของเจ้าเคย
แก้ได้แล้ว แต่ข้ากลับทำให้ยุ่งเหยิงอีกแล้ว”
อี๋หนิงไม่ค่อยสนใจของเล่นเด็กน้อยเหล่านี้สัก
เท่าใด ทว่าเมื่อมองท่าทางคาดหวังของซุนฉงวัน
นางก็รับมาลองแก้ดู
ในเวลานี้เองก็มีบ่าวหญิงชรารายงานมาจากด้าน
นอก กล่าวว่ามีเรื่องต้องการพบคุณหนูซุน
อี๋หนิงให้นางเข้ามา นางรู้ว่าบ่าวหญิงชราผู้นี้คือ
นางเจียง บ่าวรับใช้ข้างกายพี่ชายสาม นางเจียง
ส่งจดหมายฉบับหนึ่งให้ซุนฉงวัน กล่าวด้วย
รอยยิ้ม “คุณหนูซุน…ใต้เท้าหลัวกล่าวว่าเดิมควร
ให้คนเอาไปมอบให้ใต้เท้าซุนแต่ในเมื่อวันนี้ท่าน
มาที่นี่ จึงรบกวนเอากลับไปให้ใต้เท้าซุนด้วยเจ้า
ค่ะ”
เมื่อซุนฉงวันได้ยินก็ผงกศีรษะราวกับเคยชินเสีย
แล้ว นางรับจดหมายมาเก็บไว้ในแขนเสื้อ
อี๋หนิงปรายตามองซองจดหมายขาวโพลนนั้น
เกรงว่าคงมีเรื่องสำคัญอันใด นางจึงไม่ได้เอ่ยปาก
ถาม ห่วงในมือถูกแก้ออกมาทีละวง ๆ จนเสียง
‘เคร้ง’ สุดท้ายดังขึ้น ห่วงทั้งเก้าวงแยกออกจาก
กัน
“พี่ฉงวัน ท่านดูที มิใช่ว่าแก้เช่นนี้หรือ”
ซุนฉงวันรับไปดูด้วยความประหลาดใจอย่างยิ่ง
แก้ออกได้อย่างไร!นางจะต้องให้อี๋หนิงสอนวิธีการ
แก้เสียแล้ว ทั้งสองคนพูดคุยสรวลเสเฮฮาอยู่สัก
พัก จู่ ๆ ซุนฉงวันก็กล่าวขึ้น “ใช่แล้ว เมื่อวาน
กล่าวว่าจะพาเจ้าไปชิมของว่างนํ้าชา เมื่อครู่
เกือบลืมไปเสียแล้ว ในจวนนี้ไม่มีอะไรน่าชม เจ้า
เพิ่งมาที่นี่ มิสู้ข้าไปชมคลองขนส่งเป็นเพื่อนเจ้า”
อันที่จริงอี๋หนิงไม่อยากออกจากเรือน ไม่ใช่เพราะ
เหตุผลกลใด แต่เป็นเพราะนางเกียจคร้าน หาก
ไม่จำเป็น ยิ่งเคลื่อนไหวน้อยเท่าใดก็ยิ่งดี
คุณหนูซุนเองน่าจะถูกเลี้ยงให้อยู่แต่ในจวน น้อย
ครั้งจะได้ออกจากจวน วันนี้เกิดความ
กระตือรือร้นขึ้นมา กล่าวว่าอยากจะทำหน้าที่เจ้า
บ้านที่ดี
หลังเกิดเรื่องของเสิ่นอวี้คราก่อน ไม่ว่าอี๋หนิงไปที่
ใดก็จะพาสาวใช้ไปด้วยขบวนใหญ่ ในเมื่อไม่อาจ
ปฏิเสธจึงให้ซงจือไปตามพวกชิงชวี่กับอีกหลาย
คนเข้ามาเพื่อออกเดินทางไปพร้อมกัน
ทว่าเพิ่งเดินออกจากประตูก็ถูกองครักษ์รั้งตัวไว้
ผู้ที่เป็นหัวหน้าเชิญนางกลับไป สีหน้าเต็มไปด้วย
ความลำบากใจ “…คุณหนู ใต้เท้าไม่อยู่ข้าน้อยไม่
กล้าปล่อยให้ท่านออกไปขอรับ”
“นี่จะเป็นอะไรไป” ซุนฉงวันกล่าว “พวกเราเอง
ก็กลัวว่าเมื่อออกไปแล้วจะไม่ปลอดภัย มิสู้เจ้าให้
องครักษ์จำนวนหนึ่งติดตามพวกเราไปก็สิ้นเรื่อง”
อี๋หนิงเองก็ยิ้ม “รอเขากลับมาแล้ว ข้าจะคุยกับ
เขาเอง พวกเราเพียงไปดื่มชาที่หอนํ้าชาเท่านั้น”
ซุนฉงวันใคร่ครวญได้รอบคอบ หากมีองครักษ์
ติดตามไปด้วย นางเองก็วางใจลงไม่น้อย
ผู้ที่เป็นหัวหน้าลังเลอยู่ชั่วครู่ เขาเป็นบ่าวจึงไม่
กล้าขัดอี๋หนิง เขาสั่งให้คนไปเรียกองครักษ์มา
จำนวนหนึ่ง กำชับให้ดูแลพวกนางให้ดี
คราก่อนที่อี๋หนิงออกมาพร้อมกับหลัวเซิ่นหย่วน
นางไม่ค่อยผ่อนคลายนัก วันนี้ได้ออกมาพร้อมซุน
ฉงวัน นางกระตือรือร้นขึ้นไม่น้อย เมื่อทั้งสองคน
พบเห็นสิ่งใดน่าสนใจก็จะสั่งให้หยุดรถม้าแล้ว
บอกให้บ่าวหญิงชราลงไปซื้อการค้าของที่นี่
ครึกครื้น มีของเล่นหายากมากมาย ข้างทางเรียง
รายไปด้วยร้านค้าต่าง ๆ นานา ทั้งร้านม้า
กระดาษ ร้านผ้าไหม ร้านขายอาภรณ์เก่ายังมี
นักบวชพเนจร ชาวนา คนหาบเร่ ผู้คนสัญจรไป
มาไม่ขาดสาย บนสะพานข้ามคลองขนส่งยังมี
การตั้งแผงขายกรรไกร นํ้าตาลเปั่า ตะกร้าสาน
ปั้ายคำอวยพร…
ซุนฉงวันเห็นนางยังเด็กจึงถามว่าอยากได้นํ้าตาล
เปั่าหรือไม่ อี๋หนิงรีบส่ายหน้าเป็นพัลวันด้วย
รอยยิ้ม ให้มองชื่นชมยังพอไหว! แต่นางจะเอาไป
ทำสิ่งใดเล่า
เมื่อไปถึงหอนํ้าชา หลงจู๊จำปั้ายห้อยเอวประจำ
ตระกูลซุนได้จึงไม่กล้าเพิกเฉยพวกนาง รีบจัด
ห้องส่วนตัวชั้นสองให้ ทั้งยังหาห้องที่ติดกับคลอง
ขนส่งและเงียบสงบเป็นพิเศษ
องครักษ์เฝั้าอารักขาอยู่หน้าห้อง บรรดาสาวใช้
ติดตามเข้าไปด้านใน
มีรถม้าอีกคันมาหยุดหน้าหอนํ้าชา เฉิงหลางลง
จากรถม้า คนที่ติดตามมาด้านหลังก้าวขึ้นไปบน
ชั้นสองอย่างไร้สุ้มเสียง
หลงจู๊สะดุ้งตกใจ รีบปรี่เข้าไปต้อนรับ “แขกท่าน
นี้คือ…”
เฉิงหลางโยนปั้ายให้เขาดู “ขุนนางออกสืบคดี
อย่าได้ส่งเสียง”
เพียงหลงจู๊มองอักษรที่แกะสลักอยู่บนปั้ายก็กลั้น
ลมหายใจ รีบคืนให้เฉิงหลางอย่างนอบน้อม “ใต้
เท้า ด้านบนเป็นแขกสูงศักดิ์ตระกูลซุน…มี
สัมพันธไมตรีที่ดีกับนายท่านของพวกเรา!”
“ข้ารู้” เฉิงหลางกล่าวเสียงแผ่วเบา “ดังนั้นเจ้า
จงหุบปากเสียแล้วทำเป็นไม่เคยพบข้ามาก่อน
หลังจากวันนี้ไปหอนี้จะสามารถเปิดต่อได้หรือไม่
ก็คงต้องดูว่านายท่านของพวกเจ้าจัดการ
อย่างไร”
หลงจู๊ยกแขนเสื้อขึ้นปาดเหงื่อ ไม่สนใจว่านั่นคือ
เสื้อคลุมผ้าไหมลายวงล้อมบุปผาหรือไม่
เฉิงหลางก้าวขึ้นชั้นสองอย่างเงียบเชียบ
องครักษ์ที่อารักขาอยู่ด้านนอกถูกคุมตัวไว้
หมดแล้ว พวกเขามีจำนวนน้อยกว่า ยามนี้ถูกรัด
คอ ไม่อาจเอ่ยอะไรออกมาได้ ใบหน้าทุกคน
แดงกํ่าคอโปั่งนูน ได้แต่ถลึงตาจ้องมองเฉิงหลาง
หนึ่งในนั้นพยายามดิ้นรนสุดแรงจนร้องตะโกน
ออกมาได้ประโยคหนึ่ง “คุณหนู มีคนร้าย!” เขา
เพิ่งกล่าวจบท้ายทอยก็ถูกมือฟาดอย่างแรง ทั้ง
ร่างอ่อนยวบทรุดลงไป
อี๋หนิงที่อยู่ในห้องได้ยินเสียง
นางหันหน้ากลับมาจากบานหน้าต่างที่เปิดออก
สำหรับไว้ให้ชมเรือที่สัญจรไปมาในคลองขนส่ง
หัวคิ้วขมวดมุ่น เมื่อครู่แม้เสียงนั้นจะไม่ชัดนักแต่
เพราะรอบด้านเงียบกริบ นางจึงพอได้ยิน
เหตุใดด้านนอกจึงเปลี่ยนเป็นเงียบสงบถึงเพียงนี้
นางกระซิบกับซุนฉงวัน ซุนฉงวันตกตะลึงพรึง
เพริด “ด้านนอกมีองครักษ์ของพวกเรา…”
“ข้ารู้” อี๋หนิงกล่าว นางให้ชิงชวี่ไปดูที่ประตู ชิง
ชวี่กลับมาพร้อมสีหน้ายํ่าแย่อย่างยิ่ง “ด้านนอก
…ไม่มีผู้ใดเลยเจ้าค่ะ คนดื่มนํ้าชาก็ไม่มีองครักษ์
ของพวกเราก็หายตัวไปแล้ว”
ซุนฉงวันได้ยินก็ขมวดคิ้ว “น้องสาวอี๋หนิง ข้าว่า
พวกเราอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้แล้ว แปลกพิลึกนัก เมื่อ
ครู่ขณะที่เข้ามายังมีคนกินอาหารอยู่ ตอนนี้คน
พวกนั้นไปไหนหมดแล้ว”
อี๋หนิงดึงนางไว้แล้วส่ายหน้า “ออกไปไม่ได้”
องครักษ์เป็นลูกน้องของหลัวเซิ่นหย่วน พวกเขา
ไม่มีทางจากไปโดยไร้สาเหตุ ยามนี้พวกนางกำลัง
ติดบ่วงของฝั่ายตรงข้าม ทันทีที่ออกไปต้องถูกจับ
ตัวแน่นอน
แต่พวกนางต่างเป็นคุณหนูในเรือน ที่สำคัญฐานะ
ไม่ถือว่าต้อยตํ่าเมื่อครู่ที่เข้ามา ซุนฉงวันยังแสดง
ปั้ายห้อยเอวประจำตระกูลซุน เป็นผู้ใดที่
หาญกล้าเยี่ยงนี้ เหตุใดจึงคิดจับตัวพวกนาง
ในขณะนั้นเองก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
เมื่อได้ยินเสียงเคาะ หัวใจของทั้งสองคนพลันบีบ
แน่น พวกนางสบสายตากัน อี๋หนิงจับมือของซุน
ฉงวันไว้ กระซิบว่า “ในเมื่อเคาะประตู เช่นนั้นคง
ไม่ใช่โจรผู้ร้าย อย่าได้ตื่นตระหนกไป” อย่างไร
ซุนฉงวันก็เป็นเพียงคุณหนูในเรือนสามัญทั่วไป
จะมีประสบการณ์โชกโชนไปกว่านางได้อย่างไร
ซุนฉงวันรวบรวมสติ ให้สาวใช้ข้างกายเอ่ยถาม
“ด้านนอกเป็นผู้ใดกัน”
เสียงบุรุษไม่เคยคุ้นดังขึ้นจากด้านนอก “ข้าจะไม่
ทำให้คุณหนูทั้งสองต้องลำบากใจ ที่นี่ไม่ใช่
สถานที่เหมาะสมในการสนทนา ขอเชิญคุณหนู
ทั้งสองตามพวกเราไป…”
ครานี้ไม่ต้องให้อี๋หนิงพูด ซุนฉงวันก็รู้ดี นางตอบ
“ท่านไม่พูดถึงเจตนาของการมาเยือนให้ชัดเจนก็
มาสั่งให้พวกเราตามท่านไป เกรงว่าคงไม่
เหมาะสมสักเท่าใด”
ด้านนอกคล้ายมีคนหัวเราะออกมาเสียงหนึ่ง
“มิได้มีเจตนาทำอันตรายแก่ชีวิตของคุณหนูทั้ง
สอง เพียงแต่ในตัวของคุณหนูซุนมีจดหมายอยู่
ฉบับหนึ่งที่ต้องมอบให้ใต้เท้าซุน ขอให้ท่านส่งให้
พวกเราก็พอ”
จุดประสงค์คือจดหมายฉบับนั้น!
ซุนฉงวันจับแขนเสื้ออี๋หนิงไว้โดยพลัน กล่าวกับ
นางว่า “ของสิ่งนี้น่าจะเกี่ยวข้องกับคดีใหญ่คดี
หนึ่งที่เกิดในระยะนี้ ข้าต้องส่งจดหมายแทน
หลัวเซิ่นหย่วน…จะให้คนพวกนี้เอาไปไม่ได้”
อี๋หนิงรีบหยิบจดหมายฉบับนั้นมา ขณะที่ซุนฉง
วันกำลังตื่นตะลึงก็เห็นนางฉีกจดหมายออกเป็น
ชิ้นเล็กชิ้นน้อย ก่อนโยนลงไปในบ่อเคลือบเลี้ยง
ปลาไนที่อยู่ด้านข้าง ตัวอักษรที่ถูกเขียนด้วยหมึก
เหล่านั้นพร่าเลือนอย่างรวดเร็ว ซุนฉงวันเพิ่งตื่น
จากภวังค์ “อี๋หนิง เจ้าทำอะไร!”
อี๋หนิงเอ่ยเสียงราบเรียบ “มิใช่ว่าอยากจะรักษา
จดหมายไว้หรือ ยามนี้รักษาไว้ได้แล้ว ไม่เป็นไร
กลับไปค่อยให้เขาเขียนใหม่ก็ได้”
คนด้านนอกคล้ายรับรู้ถึงการเคลื่อนไหวจึงรีบ
กล่าว “พวกเจ้ามีสุราอวยพรกลับไม่ดื่ม ริอ่านจะ
ดื่มสุราลงโทษเช่นนั้นหรือ จะให้จับตัวพวกเจ้า
กลับไปก่อนก็ย่อมได้!”
ในเวลานี้เอง อี๋หนิงคล้ายได้ยินเสียงทอดถอนใจ
แผ่วเบา “ช่างโง่เขลา”
เมื่ออี๋หนิงได้ยินเสียงนี้ก็รู้สึกคุ้นเคยนัก ทั้งร่าง
ชะงักนิ่ง นางกล่าวเสียงราบเรียบ “ใต้เท้าเฉิง
ท่านอยู่ด้านนอกใช่หรือไม่”
ด้านนอกไม่มีคนพูดอะไร อี๋หนิงจึงกล่าวต่อ
“หากมาแล้วก็เข้ามาเถิด”
ในเวลานั้นเองประตูก็ถูกผลักออก มีคนก้าวอ้อม
ฉากบังลมเข้ามาอี๋หนิงเงยหน้าขึ้นก็พบเฉิงหลาง
ซึ่งสวมชุดโย่วเหรินสีดำเข้ม น้อยครั้งที่เขาจะสวม
ชุดสีดำ นี่ยิ่งขับให้เขาดูงามสง่าหล่อเหลา แต่
ก่อนเขามักแสดงใบหน้าซึ่งประดับรอยยิ้มต่อหน้า
อี๋หนิงอยู่เป็นนิจ เผยอารมณ์อ่อนโยน บัดนี้เขานำ
คนเข้ามานั่งลงเบื้องหน้านาง ใบหน้าไร้รอยยิ้มแม้
เพียงน้อย เขาโบกมือให้องครักษ์พาบรรดาสาวใช้
ของพวกนางออกไป
“ญาติผู้พี่ทำเรื่องพรรค์นี้ตั้งแต่เมื่อใด” อี๋หนิงยิ้ม
เย็น “จดหมายถูกทำลายไปแล้ว หากญาติผู้พี่
ปล่อยพวกเราไป พวกเราจะทำเป็นไม่มีสิ่งใด
เกิดขึ้น จะอย่างไรญาติผู้พี่ก็เป็นขุนนางในราช
สำนัก กระทำการเช่นนี้ดูไม่ค่อยเหมาะสมนัก
กระมัง แม้ท่านพ่อของข้าจะไม่ได้อยู่ในเมือง
หลวง แต่ก็ไร้เหตุผลที่จะปล่อยให้ท่านรังแกได้
ตามอำเภอใจ”
เฉิงหลางปรายตามองนาง “ญาติผู้น้องอี๋หนิง
ฉลาดนัก ทำลายจดหมายได้รวดเร็วจริงเชียว”
ซุนฉงวันได้ยินอี๋หนิงเรียกขานเขาว่าใต้เท้าเฉิง
กอปรกับเมื่อเห็นรูปโฉมของเขา นางก็พอจะคาด
เดาได้ทันทีว่าคนผู้นี้คงจะเป็นเฉิงหลางองครักษ์
ผู้ติดตามแห่งกรมขุนนางซึ่งชื่อเสียงเป็นที่เลื่องลือ
เป็นแน่
“ท่านจะเอาจดหมายไปทำอะไร” ซุนฉงวันขบ
ฟันเอ่ยถาม “ท่านกับคนเหล่านั้นเป็นพวก
เดียวกัน พวกขุนนางฉ้อฉล…”
“คุณหนูซุน อย่าได้โมโหไป” เฉิงหลางกลับยิ้มขึ้น
เขาเดินไปเบื้องหน้าซุนฉงวัน เอ่ยถามเสียง
นุ่มนวล “ในเมื่อคุณหนูซุนรับจดหมายฉบับนั้น
มาแล้ว เห็นทีคงจะรู้ว่าด้านในเขียนอะไรไว้ ลอง
บอกมาให้ข้าฟังสักนิดเถิด”
ซุนฉงวันโกรธจนหน้าแดงกํ่า “ข้าไม่ได้อ่าน ถึง
อ่านแล้วก็ไม่มีวันบอกเจ้า…”
เฉิงหลางหยิบกริชเล่มหนึ่งออกมาจากในแขนเสื้อ
ช้า ๆ ดึงฝักออก“คุณหนูซุนโปรดกล่าวมาดี ๆ ว่า
ได้อ่านหรือไม่”
เมื่ออี๋หนิงเห็นเช่นนั้นก็ทนมองต่อไปไม่ไหว นาง
เอ่ยเสียงตํ่า“เฉิงหลาง!!”
ผู้ใดจะรู้ว่าทันทีที่เฉิงหลางได้ยินอี๋หนิงขานชื่อตน
ปลายกริชจะชะงักทันที เขาหมุนกายกลับมาช้า
ๆ พลันกล่าว “แต่ก่อนมีคนผู้หนึ่ง เมื่อนางถูกข้า
ยั่วจนโมโหก็จะเรียกข้าเช่นนี้” เขายิ้มบาง เดิน
ตรงมาทางอี๋หนิง“น้องสาวอี๋หนิง เจ้ารู้หรือไม่ว่าน
กกระตั้วที่เจ้าเลี้ยงสามารถร้องคำว่า ‘อาหลาง’
ออกมาได้”
เขากำลังหยั่งเชิงนาง!
ทันทีที่อี๋หนิงได้ยินเฉิงหลางกล่าว ร่างกายก็พลัน
แข็งค้างไปเล็กน้อยวันนั้นเขานอนหลับไม่สนิท
นางจึงปลอบประโลมเขาสองประโยค จากนั้นก็
ถูกเจ้านกกระตั้วเรียนรู้จนทำให้เขาได้ยินเสียแล้ว
ดังนั้นเขาจึงเริ่มรู้สึกสงสัยใช่หรือไม่
ใช่ ก็น่าสงสัยจริงอยู่ มีพิรุธมากเกินไป หากไม่
สงสัยคงไม่ใช่เฉิงหลางแล้ว
แต่ในเมื่อเขากำลังหยั่งเชิงนาง ย่อมหมายความ
ว่าเขายังไม่แน่ใจ
อี๋หนิงไม่อยากยอมรับ ประการแรกเพราะไม่
จำเป็น ประการที่สองเพราะไม่อยากจะมีส่วน
เกี่ยวพันใด ๆ กับพวกเขาอีก นางเม้มริมฝีปาก
“ใต้เท้าเฉิงกำลังพูดถึงอะไร ข้าไม่เข้าใจ”
“ฟังเข้าใจหรือไม่ ไม่ต้องกังวลไป…” พอเฉิงหลาง
ได้ยินก็แค่นหัวเราะเสียงหนึ่ง “เห็นทีหากข้า
สอบถามจากคุณหนูซุนคงจะได้อะไรมาบ้าง”
ซุนฉงวันมองกริชที่สะท้อนแสงเย็นเยียบก็อด
สะพรึงกลัวไม่ได้ แต่บิดาของนางคือคนของฝั่าย
ชิงหลิว ตั้งแต่เล็กก็ได้รับการปลูกฝังแนวคิดของ
ฝั่ายชิงหลิว นางกัดฟัน “ท่านจะฆ่าข้าก็เชิญ ข้า
จะคอยดูว่าท่านสามารถทำอะไรได้บ้าง! ท่านเป็น
ขุนนางในราชสำนัก จะอธิบายให้ผู้อื่นฟัง
อย่างไร!”
“สังหารเจ้าไม่ถือเป็นเรื่องใหญ่” เฉิงหลางกล่าว
เสียงราบเรียบ “เดิมข้าก็ไม่สนใจว่าต้องฆ่าคน
หรือไม่ ทั้งยังคร้านจะอธิบาย”
อี๋หนิงที่อยู่อีกด้านมองเขาด้วยสายตาเยียบเย็น
นางรู้สึกว่าเฉิงหลางบ้าไปแล้วจริง ๆ!
บัดนี้นางกระจ่างแล้ว จุดประสงค์ที่เขามามิใช่
เพราะจดหมายฉบับนั้น
หากเขาจะสังหารซุนฉงวันจริง ใต้เท้าซุนไม่มีทาง
ปล่อยเขาไปแน่การเปิดเผยการเคลื่อนไหวเช่นนี้
ลู่เจียเสวียเองก็คงไม่มีทางปล่อยเขาไป
เช่นเดียวกัน แต่เขากลับดูไม่แยแสสักนิด เขาคิด
จะทำสิ่งใดกันแน่
เขาหันหน้ามา ปรายตามองอี๋หนิงปราดหนึ่ง ซุน
ฉงวันถูกคนคุมตัวไว้กริชของเขาเทียวไล้อยู่บน
ใบหน้าของนาง เขากล่าว “อันที่จริงจะฆ่าเจ้า
หรือไม่ไม่ใช่เรื่องสำคัญ…จะเสียโฉมหรือตายก็คง
ไม่ต่างกันสักเท่าใด”
อี๋หนิงมองใบหน้าซีดขาวของซุนฉงวัน นาง
หลับตาลง
นางไม่อาจทนมองเฉิงหลางที่เป็นเช่นนี้ ทั้งยังไม่
อาจทนมองเขากระทำเรื่องเหล่านี้
ในที่สุดหลังผ่านไปไม่นาน นางก็เอ่ยปาก “เฉิง
หลาง…ท่านปล่อยนางไปเสีย ให้พวกเขาถอย
ออกไป ข้าจะพูดกับท่านให้กระจ่าง”
เฉิงหลางได้ยินคำของอี๋หนิง หัวใจก็พลันกระตุก
เดิมเป็นเพียงการคาดเดา ทว่าบัดนี้กลับบังเกิด
ความหวังขึ้นมาหลายส่วน และความหวังหลาย
ส่วนนี้ทำให้ลมหายใจของเขาจุกแน่น
หรือว่า…หรือว่าจะเป็นความจริง…
เขารีบหันกลับไปส่งสัญญาณให้คนพวกนั้นพาตัว
ซุนฉงวันออกไปพวกชิงชวี่ไม่อยากออกไป แต่อี๋ห
นิงส่ายศีรษะส่งสัญญาณว่าไม่เป็นอะไรให้พวก
นางออกไปก่อน สุดท้ายเมื่อทุกคนออกไป ประตู
ก็ถูกปิดลง
เฉิงหลางยืนนิ่ง จับจ้องนางโดยไม่เอื้อนเอ่ยวาจา
อี๋หนิงลุกขึ้นเดินไปข้างหน้าต่าง มองคลองขนส่งที่
ยุ่งวุ่นวายพลางทอดถอนใจ สีหน้าของนางเมื่อ
เทียบกับยามปกติแล้ว ยามนี้ระคนด้วยความ
เงียบสงบจาง ๆ
“ต่อให้เจ้ารู้แล้วจะอย่างไร…”
แสงตะวันลอดผ่านชั้นเมฆหนาทึบ เห็นทีฝนคง
ใกล้ตกแล้ว บรรยากาศดูมืดทึมเล็กน้อย ใบหน้า
ด้านข้างของนางงดงามละมุนละไมเป็นพิเศษด้าน
นอกเป็นเรือสัญจรไปมา ครึกครื้นยิ่งนัก นาง
กล่าวเสียงราบเรียบ“อาหลาง เหตุใดเจ้าจึงเอา
แต่หมกมุ่นว่าข้าตายแล้วหรือไม่”
นางหันหน้ากลับไปมองเฉิงหลาง “หากข้าคือนาง
จริง เช่นนั้นเจ้าจะทำอย่างไร”