พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 104
หลัวเซิ่นหย่วนเพิ่งกลับจากศาลต้าหลี่
หลังจากสนทนากับสวีเว่ยอยู่สักพัก เขารู้สึก
เหนื่อยล้าเล็กน้อยจึงพาคนกลับมาที่จวน ไม่นาน
ผู้ใต้บัญชาหลินหย่งก็เข้ามาขอพบ
“ส่งจดหมายให้คุณหนูซุนหรือยัง” หลัวเซิ่นหย่
วนถามเขา
หลินหย่งตอบอย่างนอบน้อม “ทำตามที่ท่านสั่ง
การ ให้เจียงมามามอบให้คุณหนูซุนแล้วขอรับ
ยามนี้คุณหนูซุนน่าจะเดินทางออกจากจวนแล้ว
ขอรับ”
หลัวเซิ่นหย่วนผงกศีรษะ เมื่อเดินไปถึงโถงกลางก็
พบว่าวันนี้บรรยา-กาศเงียบเชียบผิดปกติ ปกติ
ยามนี้ที่เรือนของอี๋หนิงมักเปียมไปด้วยความ
ครื้นเครง ในเรือนของนางมีสาวใช้หลายคนชอบ
สร้างความสนุกสนาน ตัวนางเองก็ชอบความ
ครึกครื้น ครั้นหลัวเซิ่นหย่วนไม่เห็นนางก็ขมวด
คิ้วมุ่น“อี๋หนิงเล่า”
หลินหย่งตามองครักษ์เข้ามา เมื่อองครักษ์ผู้นั้น
พบใต้เท้าหลัวก็รีบประสานมือคารวะ “ใต้เท้า
คุณหนูออกไปเยี่ยมชมคลองขนส่งเป็นเพื่อน
คุณหนูซุนขอรับ จากสีท้องฟั้าในยามนี้ เห็นทีคง
ใกล้กลับมาแล้วขอรับ”
หลัวเซิ่นหย่วนฟังถึงตรงนี้ก็ลืมตาขึ้นทันใด
องครักษ์สองสามคนที่ยืนอยู่ด้านหลังเขามีสีหน้า
เปลี่ยนไปเล็กน้อย
เขาจ้ององครักษ์ผู้นั้นด้วยสายตาเย็นเยียบ พูด
ราวกับเค้นเสียงออกจากไรฟัน “มิใช่ว่าข้าไม่
อนุญาตให้นางออกจากจวนหรือ ผู้ใดอนุญาตให้
นางออกจากจวน”
แต่ไหนแต่ไรมาหลัวเซิ่นหย่วนไม่เคยเปิดเผย
อารมณ์ให้คนภายนอกรับรู้ ท่าทีดุดันเช่นนี้ เหล่า
องครักษ์ไม่เคยพบเห็นมาก่อน เขารีบตอบพัลวัน
“คุณหนูกล่าวว่าออกไปเพียงครู่เดียวก็จะกลับ
ขอรับ ข้าน้อยได้ส่งองครักษ์ติดตามไปด้วย คงไม่
มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น…” ครั้นเห็นสีหน้าของ
หลัวเซิ่นหย่วนที่ยิ่งนานก็ยิ่งเคร่งขรึม เขาก็พลัน
เกิดลางสังหรณ์ไม่สู้ดีนัก หัวใจเต้นระรัวนํ้าเสียง
ฟังดูกระสับกระส่ายอย่างอดไม่ได้ “หรือว่า…
ข้าน้อย จะให้ข้าน้อยส่งคนออกไปตาม…”
ระหว่างที่พูดอยู่ หลัวเซิ่นหย่วนก็ลุกขึ้น ก้าวมา
ตรงหน้าเขาแล้วเงื้อมือฟาดลงไป
หลัวเซิ่นหย่วนเป็นคนที่มีลักษณะเส้นลายมือขาด
[1] ตามคำโบราณ เมื่อตบคนขึ้นมา คนผู้นั้นจะ
เจ็บปวดอย่างมาก องครักษ์คนนั้นถูกตบจนมึนงง
ไปชั่วขณะ ใบหน้าชาไปครึ่งซีก
นํ้าเสียงของเขาชวนหนาวสะท้านดุจเกล็ดนํ้าแข็ง
“ข้ากล่าวแล้วว่ายามข้าไม่อยู่ไม่อนุญาตให้นาง
ออกจากจวน เจ้าทำเป็นหูทวนลมหรือ”
“ข้าน้อยนึกว่าไม่น่าเป็นอะไร…” องครักษ์มอง
สายตาของหลัวเซิ่นหย่วนที่ยิ่งนานก็ยิ่งเย็นเยียบ
เขานึกถึงคำรํ่าลือที่กล่าวว่า ใต้เท้าหลัวผู้นี้ปฏิบัติ
ต่อพวกนักโทษอย่างไร อุปนิสัยโดยแก่นแท้ของ
อีกฝั่ายเหี้ยมโหดเพียงใดเขาคุกเข่าลง สัมผัสได้ถึง
เหงื่อเย็นที่ผุดเต็มแผ่นหลัง ใบหน้าบวมชํ้าไปแล้ว
เขาก้มศีรษะลง “ข้าน้อยผิดไปแล้วขอรับ ขอใต้
เท้าโปรดลงโทษด้วย ขอใต้เท้าโปรดลงโทษด้วย
…”
ผู้ใต้บัญชาคลุมเสื้อคลุมกันลมตัวหนึ่งให้เขา มีคน
ไปจัดเตรียมรถม้าแล้ว เขาจัดแขนเสื้อพลางกล่าว
กับคนที่อยู่ด้านข้าง “เอาตัวเขาออกไปคุกเข่ารอ
ข้ากลับมาค่อยจัดการ” จากนั้นก็เดินออกไปจาก
ห้องโถงกลางทันที หลินหย่งเตรียมรถม้ากับคนไว้
พร้อมแล้ว คนหลายคนมุ่งหน้าไปทางคลองขนส่ง
ตลอดทางหลัวเซิ่นหย่วนมีสีหน้ายํ่าแย่ยิ่งนัก
เขาหมายจะวางเหยื่อตกปลา แต่เพราะกลัวว่า
หากใช้คนอื่นจะไม่เพียงพอทำให้เฉิงหลางเชื่อถือ
จึงถึงขั้นใช้ซุนฉงวันเป็นเหยื่อล่อ เนื้อหาใน
จดหมายฉบับนั้น…อันที่จริงเขาตั้งใจมอบให้เฉิง
หลาง ผู้ใดจะรู้ว่าวันนี้อี๋หนิงกลับไปดูคลองขนส่ง
กับซุนฉงวัน! เมื่อวานเขาก็ไปดูเป็นเพื่อนนางแล้ว
มิใช่หรือ!
แม้เฉิงหลางจะขึ้นชื่อว่าเป็นญาติผู้พี่ของอี๋หนิง
ทว่าจิตใจของคนผู้นั้นตลบพลิกกลับไปมายาก
ปั้องกัน เพื่อบรรลุจุดประสงค์ของตน ผู้ใดจะรู้ว่า
เขาถึงขั้นทำอะไรได้บ้าง เรื่องคราก่อนที่เสิ่นอวี้
เกือบทำมิดีมิร้ายอี๋หนิงสำเร็จเขาก็แทบไม่สนใจ
ที่สำคัญบัดนี้เว่ยหลิงไม่อยู่ในเมืองหลวง ในจวน
อิงกั๋วกงเฉิงหลางยังเกรงกลัวผู้ใดบ้างเล่า เท้าข้าง
หนึ่งของฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยถือว่าก้าวอยู่ในโลงศพ
แล้ว เว่ยถิงก็ยังเด็กนัก
หลัวเซิ่นหย่วนข่มโทสะในใจ พรูลมหายใจเบา ๆ
รถม้ายิ่งวิ่งก็ยิ่งทะยานเร็วขึ้น
อี๋หนิงนั่งลงข้างตั่งไม้ นางจัดเสื้อผ้าของตน ก่อน
พูดต่อ “เจ้าคิดจะสังหารข้าหรือไม่ หรือจะบอก
ต่อลู่เจียเสวียให้เขามาสังหารข้า”
ริมฝีปากของเฉิงหลางสั่นระริกเบา ๆ คล้ายกับไม่
อยากจะเชื่อ เขาก้าวไปด้านหน้าเนิบช้า เสียงตํ่า
เบา “ท่าน…ท่าน…”
อี๋หนิงยิ้มบาง ๆ ให้เขา “อาหลาง หากเจ้าอยาก
สังหารข้า บัดนี้ก็ลงมือเสีย เจ้าทำงานเพื่อลู่เจียเส
วีย ย่อมไม่อยากให้ผู้ที่ล่วงรู้ความลับของเขามี
ชีวิตอยู่…”
อันที่จริงนางรู้ว่าเฉิงหลางไม่มีวันสังหารนาง
ถ้อยคำนี้ที่เอ่ยออกมาก็เพื่อหยั่งเชิงว่าเขากำลัง
คิดทำการใดเท่านั้น
“ไม่ใช่!” เฉิงหลางตัดบทโดยพลัน เขาเดินไป
เบื้องหน้านาง สายตาที่จับจ้องระคนด้วยความ
โศกศัลย์อาดูร คล้ายกับกำลังถูกบีบคั้นจนถึงขีด
สุดจนกลายเป็นเก็บซ่อนอารมณ์ข่มกลั้น เขากำ
กริชในมือแน่น “ท่านกล่าวว่า…ใช่หรือ…เหตุใด
ท่าน เหตุใดถึง…”
อี๋หนิงผงกศีรษะอย่างแช่มช้า “ข้ารู้ ข้าจดจำเรื่อง
เหล่านั้นได้ เจ้าอย่าถามให้มากความ ข้าใช้ชีวิต
อย่างระมัดระวังยิ่งนัก ถูกปองร้ายจนถึงแก่ความ
ตายมาแล้วครั้งหนึ่ง หากยังทำตัวโง่เขลาต่อไป
เกรงว่าชีวิตคงไม่ยืนยาวนัก” นางพูดต่อ “หาก
เจ้าไม่ยกนางมาบีบคั้นข้า ข้าคงไม่มีวันยอมรับกับ
เจ้าทว่าเหตุใดเจ้าถึงต้องถามให้จงได้เล่า”
อันที่จริงนางไม่เคยลืมเรื่องเหล่านั้น
ความเจ็บปวดยามที่ร่างกายแหลกสลายเพราะตก
จากเขา ความรู้สึกไร้ประโยชน์ใด ๆ ตอนถูกจอง
จำอยู่ในปิน ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ถึงการมีตัวตนของนาง
ไม่ว่าโลกภายนอกจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร แต่นาง
ไม่อาจพรรณนาถึงความรู้สึกของตนออกมาแม้
เพียงประโยค ทุกครั้งที่นึกถึงก็ราวกับฝันร้าย
ความเจ็บปวดฝังสลักอยู่ในแกนกระดูก เป็นความ
สะพรึงกลัวที่ต้องมารับรู้ว่าคนที่นอนร่วมเรียง
เคียงหมอนคือผู้ร้ายที่ลงมือสังหารนาง
เพราะเวลาผ่านมานานกว่ายี่สิบปีแล้ว ความรู้สึก
จึงเบาบางลง ทว่าก้อนอิฐที่เย็นยะเยือกของเรือน
ด้านข้าง ชีวิตโดดเดี่ยวเพียงลำพังของเซี่ยหมิ่นใน
คืนพิรุณโปรย นี่แทบจะเป็นภาพเหตุการณ์ที่นาง
พบเห็นมากที่สุดตลอดช่วงระยะเวลายี่สิบกว่าปี
นั้น ภาพเหตุการณ์ที่ทำให้นางทั้งหนาวเหน็บทั้ง
หวาดกลัวดังนั้นนางจึงอยากลืมเลือนเรื่องเหล่านี้
มาโดยตลอด นางหวังว่าตนจะเป็นเพียงเสี่ยวอี๋ห
นิงคนนี้ ไม่ใช่หลัวอี๋หนิงในชาติภพก่อน
เฉิงหลางเอ่ยด้วยนํ้าเสียงแหบพร่า “ท่านพูด
ออกมาสักเรื่องสองเรื่องได้หรือไม่…”
หลัวอี๋หนิงทอดถอนใจ นางมองหน้าต่างด้านนอก
กล่าวเสียงแผ่วเบา“ยามเจ้ายังเด็กชอบกินแปั้งนึ่ง
ซานเย่า กินไปกินมาก็กินมากจนเกินไป จน
สุดท้ายอาหารไม่ย่อยก็ร้องไห้งอแง ข้าให้เจ้ากิน
น้อยหน่อยเจ้าก็ไม่ยอมไม่ยอมกินข้าว ร้องแต่จะ
กินให้ได้ มีครั้งหนึ่งเจ้าอาเจียนออกมาทั่วเตียง
กลางดึกข้ายังต้องถูกปลุกขึ้นมาเก็บกวาดให้เจ้า
“ต่อมาเจ้ายังอยากกินอีก ข้าไม่เข้าใจว่าเจ้ากำลัง
คิดอะไรอยู่ มีคราหนึ่งเจ้าบอกข้าว่า ครั้งแรกที่
เจ้าพบข้า ข้าเรียกเจ้ามากินแปั้งนึ่งซานเย่า เจ้า
รู้สึกว่านั่นคือขนมที่อร่อยที่สุด” อี๋หนิงนึกถึงเฉิง
หลางที่ดูขี้ขลาดในวัยเด็กคนนั้นนึกถึงเขาที่เคย
ปฏิบัติต่อนางอย่างจริงใจถึงเพียงนั้น มุมปากก็
ปรากฏรอยยิ้มจาง ๆ ออกมา
นางยังพูดต่อ “เจ้าอาศัยอยู่ที่เรือนข้าไม่ยอมกลับ
ตระกูลเฉิง บ่าวหญิงชราตระกูลเฉิงมาตามหาเจ้า
แต่ไม่ว่าไปหาที่ใดก็หาเจ้าไม่พบ ข้าร้อนรนนัก สั่ง
ให้สาวใช้บ่าวหญิงชราทั้งเรือนออกตามหาเจ้าแต่
ก็ไม่พบ…สุดท้ายเมื่อพวกนางจากไปแล้ว ข้าจึง
พบว่าเจ้าซ่อนตัวอยู่ในตู้เสื้อผ้าของข้า ทั้งยังนอน
หลับอยู่ในนั้น ข้าหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก จะตี
เจ้าก็ไม่ใช่ ไม่ตีเจ้าก็ไม่ได้…”
เฉิงหลางได้ฟังคำของนาง มือไม้ก็สั่นเทา ตื่นเต้น
อย่างยิ่งยวด เขากระทั่งไม่รู้ว่าควรจะสรรหา
ถ้อยคำใดมาพรรณนา…
วันเวลาเหล่านั้นเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขที่หาได้
ยากยิ่งในชีวิตของเขาเขาพึ่งพานาง ชอบเกาะติด
นางราวกับหางเล็ก ๆ จับนางไว้ไม่ยอมปล่อย…
หลังจากนางตายก็ไม่มีผู้ใดดีต่อเขาอีก ลู่เจียเสวีย
เพียงหลอกใช้เขา เฉิงหลางไม่ชอบให้ผู้ใดมาชอบ
เขา เขารู้สึกว่าความสุขของเขามลายหายไป
พร้อมการตายของนางแล้ว อำนาจ ตำแหน่ง เขา
เคยสนใจสิ่งเหล่านี้ด้วยหรือ
เขาไม่ใช่เฉิงหลางที่เยาว์วัยไร้เดียงสาคนนั้นอีก
ต่อไป เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความทรงจำเหล่านั้น
เขาก็บังเกิดความคิดที่ไม่ควรมี ต่อให้เขาก่นด่า
ตนเองว่าเป็นดุจสัตว์เดรัจฉานอย่างไรก็ไร้
ประโยชน์ แต่ไหนแต่ไรมาก็มีนางเพียงผู้เดียว แต่
ไหนแต่ไรมาก็มีนางเพียงคนเดียวบนโลกใบนี้ที่ดี
ต่อเขา…คาดไม่ถึงว่านางจะยังมีชีวิตอยู่! และนาง
ก็อยู่ตรงหน้าเขาแล้ว!
นางเคยได้รับความทุกข์ทรมานอย่างท่วมท้น ทว่า
ยามนี้นางนั่งอยู่เบื้องหน้าเขา มีชีวิตแสนสงบสุข
เช่นนั้นเขาทำอะไรลงไป เรื่องเหล่านั้นที่เขาเคย
ทำช่างทิ่มแทงจิตใจนัก!
เริ่มแรกเขาคิดจะใช้นางเพื่อให้หลุดพ้นจากการ
แต่งงานกับจ้าวหมิงจูกระทั่งจงใจสร้าง
สถานการณ์คลุมเครือ ในยามนั้นที่เห็นเขากระทำ
เรื่องตํ่าช้าพรรค์นี้ อี๋หนิงจะมองเขาอย่างไร
ต่อมานางยังเกือบถูกเสิ่นอวี้ล่วงเกิน เขารับรู้แต่
กลับเพิกเฉย! หากไม่ใช่เพราะหลัวเซิ่นหย่วนช่วย
นางเอาไว้…อี๋หนิงก็เท่ากับถูกเขาทำร้าย! เขา
เกือบปล่อยให้เสิ่นอวี้ทำมิดีมิร้ายนางสำเร็จ!
…แต่นั่นคือหลัวอี๋หนิง!
เฉิงหลางไม่อาจสะกดกลั้นอาการสั่นสะท้านได้อีก
กริชในมือร่วงหล่นพื้น
อี๋หนิงหันหน้ากลับมา นางเห็นเฉิงหลางคุกเข่าลง
ช้า ๆ เบื้องหน้า เขาจับมือนางไว้ ก้มหน้าแนบ
ศีรษะเข้ากับหัวเข่านาง เสียงแหบพร่าดังขึ้น “ข้า
ขอโทษ ข้าไม่รู้ว่านั่นคือท่าน…ข้าขอโทษ” อี๋หนิง
เห็นเพียงสันจมูกโด่งตรงไม่อาจเห็นสีหน้าอารมณ์
ของเขา เขาจับมือนางแน่น ชั่วเวลาต่อมา นางก็
สัมผัสได้ถึงความร้อนชื้นกลางฝั่ามือ
คล้ายว่าเขาข่มกลั้นความรู้สึกผิดและตื่นเต้นไว้
มากมาย อี๋หนิงได้ยินเสียงสะอื้นหายใจติดขัดของ
เขา
อี๋หนิงมองเขาอย่างนิ่งเงียบ ในที่สุดก็ยื่นมือ
ออกไปลูบศีรษะเขาช้า ๆ“อาหลาง อย่าได้ร้องไห้
เจ้าคิดอาศัยข้าเพื่อหลุดพ้นจากหมิงจู เจ้าเห็น
ผู้อื่นตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก แต่กลับนิ่งดู
ดาย…เจ้าถึงกระทั่งใช้ฉงวันมาข่มขู่ข้าแม้ข้าเห็น
แล้วจะรู้สึกปวดใจ แต่ก็ไม่เคยกล่าวอะไร เรื่อง
ทำลายศัตรูเป็นพันแต่ตนเองต้องสูญเสียกำลังพล
แปดร้อยนายเหล่านั้น ข้าไม่เชื่อว่าเจ้าจะไม่รู้…”
ร่างกายสูงตระหง่านของเขาโค้งงอลง โตถึงเพียง
นี้แล้ว แต่กลับร้องไห้ต่อหน้านางราวกับเป็นเด็ก
ตัวเล็ก ๆ
เฉิงหลางลุกขึ้นยืน อี๋หนิงยังไม่ทันรู้สึกตัวก็ถูกเขา
ดึงเข้าไปกอดแน่น
สำหรับนาง อ้อมกอดของเฉิงหลางให้ความรู้สึก
ไม่คุ้นเคยอย่างยิ่งยวดอี๋หนิงอึดอัดจึงคิดจะขืนตัว
ออก ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงตํ่าเบาดังข้างหู “ข้าไม่
รู้ว่านั่นคือท่าน…หากข้ารู้ ข้า…” หากเขารู้เขาจะ
ทำเรื่องเหล่านั้นได้อย่างไร! เขาต้องโอบอุ้มนางไว้
ในมือ หากผู้ใดกล้าแตะต้องนางแม้เพียงปลายนิ้ว
เขาจะสับมันให้แหลกเป็นหมื่นชิ้น!
เขาเปลี่ยนเป็นอีกคนที่นางไม่รู้จักโดยแท้จริง ใน
สายตาของอี๋หนิงเขายังคงเป็นเด็กที่เคยติดตาม
นางคนนั้น แต่เขารู้ตนเองดีว่าไม่ใช่ เขารู้ว่าตนมี
จิตใจสกปรกโสมมเพียงใด สิ่งเหล่านั้นที่นางสั่ง
สอนเขา เดิมก็ไม่เหมาะกับเขาที่มีชีวิตอยู่ในราช
สำนักซึ่งเอาแต่วางกลอุบายใส่กัน ทั้งยังความคิด
ของเขา…
เฉิงหลางกอดนางแน่น ไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใดและก็ไม่
ยอมคลายมือ มีเพียงเสียงลมหายใจถี่ตํ่าที่
พยายามสะกดกลั้นเอาไว้
อี๋หนิงรู้สึกถึงแรงกระชับจากแขนของเขา นางได้
กลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่ไม่คุ้นเคยบนร่างเขา อี๋หนิงตบ
หลังเขาเบา ๆ “เจ้า…ยามนี้เจ้าอย่าได้กอดข้า
เช่นนี้อีกเลย เรื่องเหล่านั้นในอดีตก็ให้ปล่อยผ่าน
ไปเถิด เจ้าปล่อยข้ากับฉงวันไปก็พอ หวังว่าเจ้า
จะเห็นแก่ที่ข้าปฏิบัติต่อเจ้าไม่เลวในอดีต อย่าได้
ทำร้ายผู้บริสุทธิ์อีก…”
นางไม่เข้าใจสักนิด!
เฉิงหลางยิ้มขื่น กอดนางแน่น นี่คือการได้กลับคืน
มาหลังสูญเสียเขาทำได้เพียงกล่าวว่า “ท่าน…
อาจไม่เข้าใจ แต่ท่านต้องจำไว้ว่าไม่ว่าท่านจะ
กล่าวอะไร ข้าล้วนตอบตกลงทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น
อะไรก็ตาม”
อี๋หนิงได้ยินก็สงสัย คำพูดนี้ของเฉิงหลาง…
หมายความว่าอย่างไร
เขากอดนางอยู่เช่นนี้ นางจึงมองไม่เห็นอารมณ์
ของเขา
ขณะนั้นเองก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น “ใต้เท้าเฉิง
ท่านสอบถามเสร็จหรือยังขอรับ คล้ายจะมีคน
มาแล้ว…”
——————–
[1] ตามตำรากล่าวว่าผู้ที่มีเส้นลายมือขาดเป็น
คนที่มีอุปนิสัยเหี้ยมโหด มือหนัก