พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 130
อี๋หนิงตื่นจากภวังค์ นางติดตามฮูหยินผู้เฒ่าเว่ย
กับเว่ยหลิงเข้าไปในห้องโถง ก่อนจะคุกเข่าลง
เบื้องหน้าพวกเขา “ท่านย่ากับท่านพ่อต้องเหน็ด
เหนื่อยเพราะเรื่องงานแต่งงานของข้า ข้าซาบซึ้ง
ใจเหลือคณา เรื่องนี้มีต้นเหตุมาจากข้า…แต่ข้ามี
คำอยากจะกล่าวกับพวกท่าน ข้าไม่เคยพบ
คุณชายรองเฮ่อมาก่อน หากบุ่มบ่ามแต่งออกไป
คงไม่แตกต่างกับการแต่งงานกับญาติผู้พี่เฉิง
หลาง”
เฉิงหลางเคยกล่าวกับนางก่อนหน้านี้ ว่าคุณชาย
รองเฮ่อไม่ใช่คนใสสะอาด อี๋หนิงยอมรับว่านาง
เองก็จะไม่เข้าไปจัดการเรื่องโลกีย์ของคนแปลก
หน้าทันทีที่แต่งงานไป
แต่ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยกลับเข้าใจว่าอี๋หนิงไม่ชอบ
คุณชายรองเฮ่อ นางกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มละมุน
“มิสู้ให้อี๋หนิงได้พบเขาก่อนแล้วค่อยหารือกัน
พรุ่งนี้ข้าจะเชิญท่านย่าของเขากับตัวเขามาดื่มน้ำ
ชา เจ้าแอบมองอยู่หลังม่านก็ได้แล้ว”
อี๋หนิงส่ายศีรษะ “ท่านย่าเข้าใจผิดแล้วเจ้าค่ะ
เรื่องแต่งงานเป็นเรื่องใหญ่ เดิมก็ควรให้ท่านทั้ง
สองเป็นคนจัดการ ข้าเพียงน้อมรับฟังเท่านั้น” มี
หญิงสาวตระกูลใดบ้างที่จัดการเรื่องงานแต่งของ
ตน หากพูดออกไปล้วนไม่น่าฟัง ทว่าครั้นเป็น
เรื่องของตน อี๋หนิงก็อยากลองดูสักครั้ง นางยังมี
สินเจ้าสาวเป็นกลุ่มองครักษ์อยู่! “เพียงแต่มิสู้
มอบให้ข้าได้เลือกสรรด้วยตัวเอง”
อันที่จริงนางมีแผนการในใจแล้ว พี่ชายสามเคย
กล่าวว่าจะช่วยนาง ทว่าเวลาผ่านไปนานแล้ว ไม่
รู้ว่าเขาจะยังรักษาคำพูดหรือไม่
นางตรึกตรองเรียบร้อยแล้ว หลายวันที่ผ่านมา
ประสบเรื่องราวมากมาย นางจะยังตกผลึกไม่ได้
ได้อย่างไร
หากนางต้องแต่งงานกับใครสักคนจริงๆ การแต่ง
ให้กับคุณชายรองเฮ่อซึ่งเป็นคนแปลกหน้า หลัง
แต่งงานยังต้องปรับตัว นางไม่รู้ว่าฝั่ายตรงข้าม
เป็นคนอย่างไร ทั้งไม่รู้ว่าเขามองตนอย่างไร
เพียงอาศัยคำว่า ‘อุปนิสัยอ่อนโยนซื่อสัตย์’ ก็
สามารถตัดสินว่าเป็นคนดีได้แล้วหรือ นี่เป็นการ
กระทำที่ขาดความยั้งคิดเกินไปแล้ว!
เช่นนั้นมิสู้แต่งให้กับหลัวเซิ่นหย่วน!
อย่างน้อยสุดท้ายเขาก็จะขึ้นเป็นท่านราช
เลขาธิการ หญิงสาวที่อยากจะแต่งงานกับเขามี
มากมายนับไม่ถ้วน นางถือว่าเอาเปรียบเขาแล้ว
หากยังเสาะหาเช่นนี้ต่อไปก็ไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อไร
นางไม่อยากถูกทรมานต่อไปแล้ว เพียงแต่ไม่รู้ว่า
บัดนี้หลัวเซิ่นหย่วนมีแผนการอย่างไร ดังนั้นนาง
จึงไม่กล่าวอะไร
เว่ยหลิงรำพัน “ช่างเถิด! เจ้าอยากเลือกก็ให้เจ้า
เลือก เจ้ามีพ่อคอยปกปั้องอยู่ ตระกูลสามีย่อมไม่
กล้าทำอะไรเจ้า!”
อี๋หนิงจึงลุกขึ้น ยอบตัวขอบคุณเว่ยหลิงพร้อมยิ้ม
กว้าง ก่อนจะกล่าวเสียงแผ่วเบา “เรื่องของญาติ
ผู้พี่เฉิงหลางในวันนี้ ท่านพ่อต้องให้คนในจวนปิด
ปากให้สนิท…”
เว่ยหลิงผงกศีรษะ อันที่จริงไม่ต้องให้อี๋หนิงออก
ปาก เว่ยหลิงก็ต้องช่วยเขาปกปิดอยู่แล้ว จวน
อิงกั๋วกงกับตระกูลเฉิงมีความสัมพันธ์ไม่ธรรมดา
ต่อให้เรื่องงานแต่งจะไม่สำเร็จ แต่เฉิงหลางก็ถือ
เป็นญาติผู้พี่ของอี๋หนิง เว่ยหลิงยังวางแผนว่า
พรุ่งนี้จะไปอธิบายกับท่านผู้เฒ่าเฉิงที่ตระกูลเฉิง
ให้ชัดเจน อนุนอกจวนของเฉิงหลางตั้งครรภ์
เรื่องทายาทของวงศ์ตระกูลนับเป็นเรื่องใหญ่ เฉิง
หลางไม่อาจจัดการได้ด้วยตนเอง
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยให้อี๋หนิงติดตามนางไปจุดธูปขอ
พรกับพระโพธิสัตว์ที่เรือนจิ้งอัน การสวดมนต์ทำ
ให้จิตใจสงบ นางอยากให้อี๋หนิงผ่อนคลาย
อารมณ์ อี๋หนิงรับคำ แล้วประคองมือของฮูหยินผู้
เฒ่าเว่ยไปยังเรือนจิ้งอัน
เว่ยหลิงจิบชา ก่อนเรียกผู้ดูแลเรือนจือเกาเข้ามา
สั่งกำชับให้ไปเรียกบรรดาสาวใช้สาวใช้ชราที่เมื่อ
ครู่รักษาการณ์อยู่ด้านนอกไปพูดคุยทีละคน
ยามนี้ล่วงเลยเข้าสู่ช่วงพลบค่ำแล้ว นอกตรอกอวี้
จิ่งอันเป็นสถานที่ตั้งของจวนอิงกั๋วกงกำลังอยู่ใน
บรรยากาศคึกคัก พ่อค้าตั้งแผงขายของ เจ้าของ
ร้านเนื้อกำลังหั่นเนื้อวัว แผงขายชาสมุนไพรปิด
แล้ว ชาสมุนไพรของฤดูกาลนี้ก็ขายหมดแล้วจึง
ถึงเวลาขายน้ำเต้าหู้แล้ว รถม้าที่ห้อมล้อมด้วย
กลุ่มองครักษ์วิ่งผ่านใจกลางตลาด ก่อนหยุดลง
หน้าประตูจวนอิงกั๋วกง
บริเวณหน้าประตูจวนอิงกั๋วกงเงียบสงัด เสียง
อึกทึกวุ่นวายของตลาดห่างออกไป โคมไฟสีแดงที่
แขวนห้อยตรงชายคาถูกจุดสว่าง ตอนนี้เป็นเวลา
กินอาหารในตระกูลใหญ่แล้ว
ผ้าม่านของรถม้าถูกแหวกออก เทียบนามแผ่น
หนึ่งถูกส่งมาจากด้านใน องครักษ์ที่รักษาการณ์
อยู่ตรงประตูไม่กล้ารั้งรอ รีบประสานมือคารวะ
“ใต้เท้าหลัวโปรดรอสักครู่ ข้าน้อยจะรีบเข้าไป
รายงาน”
เว่ยหลิงประหลาดใจยิ่งนักเมื่อได้ยินว่าหลัวเซิ่น
หย่วนมาพบ เรื่องสงครามที่ด่านปราการผิงหย่วน
หากไม่มีหลัวเซิ่นหย่วนบอกกล่าวเรื่องไส้ศึก คอย
ช่วยเขาวางกลยุทธ์ตอบโต้ เกรงว่ายามนี้คงยัง
ต้องถกเถียงกันอยู่ว่าเขาจะมีชีวิตกลับมายืนอยู่
ตรงนี้หรือไม่ ที่สำคัญเขายังได้ยินว่าในการ
ประชุมที่ท้องพระโรงวันนี้ ฮ่องเต้มีราชโองการ
เลื่อนตำแหน่งหลัวเซิ่นหย่วนขึ้นเป็นรองเสนาบดี
กรมโยธาเป็นกรณีพิเศษ เนื่องจากคุณงามความดี
ในการขุดลอกแม่น้ำและการสร้างทำนบไม้กั้น
เพื่อแก้ปัญหาอุทกภัย
เว่ยหลิงให้บ่าวรับใช้ไปเชิญหลัวเซิ่นหย่วนเข้ามา
หลังจากนั้นไม่นานเขาก็เห็นหลัวเซิ่นหย่วนก้าว
เข้ามาด้วยฝีเท้าเนิบช้า ก่อนประสานมือคารวะ
เขา “ท่านกั๋วกง ไม่พบกันเสียนาน”
หลัวเซิ่นหย่วนสวมชุดขุนนางสีแดงขั้นสาม เข็ม
ขัดไหมเส้นใหญ่สีแดงสลับขาว เข็มขัดหนัง แพร
แถบ ขับให้เขาดูสูงตระหง่าน บังเกิดความน่า
เกรงขาม
หลัวเซิ่นหย่วนนั่งลงข้างกายเว่ยหลิง บ่าวรับใช้
ยกชาเข้ามา เว่ยหลิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ยังไม่ได้
แสดงความยินดีกับเจ้า บัดนี้เป็นรองเสนาบดีกรม
โยธาแล้ว ผู้อื่นที่มีอายุเท่าเจ้า หากจะขึ้นเป็นขุน
นางขั้นหกก็ยังต้องจุดธูปมหาศาลอ้อนวอน”
“เป็นเพราะการผลักดันของอาจารย์ มิเช่นนั้น
ด้วยประสบการณ์ของข้าคงต้องเพาะบ่มอีกหลาย
ปี” หลัวเซิ่นหย่วนกล่าวด้วยรอยยิ้ม
แม้เว่ยหลิงจะเป็นขุนนางฝั่ายบู๊ แต่ก็ไม่ใช่ขุนนาง
ฝั่ายบู๊ที่ไร้สมอง การขึ้นรับตำแหน่งขุนนางขั้น
สามง่ายดายถึงเพียงนั้นเชียวหรือ นับว่าห่างจาก
เน่ยเก๋อเพียงไม่กี่ก้าวแล้ว แต่เขาเองก็ไม่ได้กล่าว
ออกมา เว่ยหลิงจิบชาคำหนึ่ง คิดถึงเรื่องงาน
แต่งงานของอี๋หนิง ในใจก็พลันบังเกิดความคิด!
ใช่แล้ว ตนกำลังกังวลอยู่ หลัวเซิ่นหย่วนเป็น
พี่ชายสามของอี๋หนิง ยามนี้ยังถือเป็นบุคคล
สำคัญของราชสำนัก มิสู้ให้เขาช่วยคิดหาหนทาง
เขาน่าจะมีวิธีการไม่น้อย
“เจ้ามาได้ประจวบเหมาะนัก” เว่ยหลิงเอ่ย
“หลังงานเลี้ยงในวังคราก่อน ข้าก็กังวลเรื่องงาน
แต่งของอี๋หนิงมาโดยตลอด ท่านย่าของนางหมาย
ตาคุณชายรองตระกูลเฮ่อ ข้าหมายตาญาติผู้พี่เฉิง
หลางของอี๋หนิง แต่เมื่อครุ่นคิดไปมาก็พบว่าล้วน
ไม่เหมาะสม บัดนี้อี๋หนิงยากลงจากหลังเสือ ข้า
เองก็จนปัญญาแล้ว”
เว่ยหลิงพูดต่อ “ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้ากับข้า
ไม่ธรรมดา ถือว่าเคยผ่านความเป็นตายร่วมกัน
มา อีกทั้งเจ้ายังเป็นพี่ชายสามของอี๋หนิง คำ
โบราณกล่าวว่าพี่ชายใหญ่ดุจบิดา เจ้าถือเป็นผู้
อาวุโสของอี๋หนิงกึ่งหนึ่ง มิสู้มาร่วมกันหาหนทาง
ในหัวมีตัวเลือกที่เหมาะสมหรือไม่”
หลัวเซิ่นหย่วนนิ่งเงียบไปชั่วครู่
ถูกต้อง ในสายตาของผู้อื่น เขาคือพี่ชายของอี๋ห
นิง ไม่มีทางคิดเป็นอื่น เว่ยหลิงเองก็ปฏิบัติติต่อ
เขาในฐานะกึ่งญาติอาวุโสของอี๋หนิงมาโดยตลอด
หลัวเซิ่นหย่วนกล่าว “อันที่จริงข้ามาที่นี่ด้วยเหตุ
นี้” เขาเงยหน้าขึ้น เอ่ยด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง “…
ท่านอิงกั๋วกง ที่ข้ามาครานี้ก็เพราะมาสู่ขอ”
“ข้าอยากสู่ขออี๋หนิง”
ครั้นเว่ยหลิงได้ยินประโยคนี้ก็หันหน้ากลับไป
ทันที อ้าปากกว้าง
ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาก็ยังไม่หลุดจากภวังค์ เว่ยหลิ
งถามย้ำเป็นคำรบที่สอง “ใต้เท้าหลัว เมื่อครู่ท่าน
กล่าวว่าอันใดนะ”
“ข้ารู้ว่าอี๋หนิงกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก
ต้องรีบออกเรือน นางไม่มีทางหาคู่ครองดีๆ ได้
เป็นแน่” หลัวเซิ่นหย่วนคาดเดาถึงปฏิกิริยาของ
เว่ยหลิงไว้ล่วงหน้าแล้ว เขาวางถ้วยชาลง “หาก
แต่งให้ข้าก็ไม่ต้องเป็นกังวลแล้ว ข้าเป็นพี่ชาย
ของนาง ย่อมต้องปกปั้องนาง ไม่มีทางทำให้นาง
ได้รับความลำบากแน่นอน บัดนี้ข้าเป็นขุนนางขั้น
สาม เมื่อนางแต่งเข้าตระกูลก็จะได้รับตราตั้งขั้น
สาม ตัวข้าเองทั้งวันก็เอาแต่ยุ่งกับเรื่องในราช
สำนัก ไม่มีเวลาไปกระทำเรื่องเหล่านั้น ข้างกาย
สะอาดยิ่งนัก”
ในที่สุดเว่ยหลิงก็ตั้งสติได้
พี่ชายสามของอี๋หนิงอยากแต่งนางเป็นภรรยา
จากน้ำเสียงของเขา คล้ายว่าอยากจะช่วยอี๋หนิง
จริงๆ
แต่เขาเป็นพี่ชายของอี๋หนิง มองอี๋หนิงเติบโตมา
ตั้งแต่วัยเยาว์!
เว่ยหลิงชำเลืองมองหลัวเซิ่นหย่วนอีกครั้ง เขาไม่
อาจไม่ยอมรับว่าคุณชายรองเฮ่อคุณชายสามเฮ่อ
อะไรนั่น เมื่ออยู่ต่อหน้าหลัวเซิ่นหย่วน แม้แต่
คุณสมบัติถือรองเท้าให้อีกฝั่ายก็ยังไม่คู่ควร
หลัวเซิ่นหย่วนเป็นถึงรองเสนาบดีกรมโยธา
รูปลักษณ์ไม่ต้องกล่าวถึง ความสามารถ
สติปัญญา มีสิ่งใดบ้างไม่เป็นเลิศ มิเช่นนั้นจะ
สามารถยืนอยู่ท่ามกลางพวกจิ้งจอกเฒ่าเจ้าเล่ห์
ในราชสำนักได้อย่างไร
แม้เขาจะเป็นพี่ชายของอี๋หนิง…แต่ก็ไม่ใช่
สายเลือดเดียวกัน! เขายอมเสียสละครั้งยิ่งใหญ่
เพื่อช่วยอี๋หนิง เห็นได้ชัดว่ารักเอ็นดูอี๋หนิงด้วยใจ
จริง
น้ำเสียงของเว่ยหลิงอ่อนลงอย่างอดไม่ได้ “แม้จะ
กล่าวเช่นนี้ การที่เจ้ายอมช่วยนางถึงขั้นนี้ทำให้
ข้าซาบซึ้งใจอย่างยิ่ง ทว่าหากเพื่อช่วยนางแล้วจะ
ทำให้เจ้าต้องสละตัวเอง ข้าก็ขอเกลี้ยกล่อมให้
เจ้าตรึกตรองให้ละเอียด หากแต่งงานไปแล้ว ไม่
ว่าอย่างไรอี๋หนิงก็ถือเป็นภรรยาเจ้า หากเจ้าจะ
เสียใจภายหลังก็คงไม่ทันกาลแล้ว”
เว่ยหลิงเข้าใจผิดแล้วใช่หรือไม่
หลัวเซิ่นหย่วนลอบหัวเราะขื่นในใจ เขาอยาก
แต่งงานกับอี๋หนิง หากเขาเพียงอยากจะช่วยนาง
ในมือของเขาย่อมมีวิธีการมากมาย เหตุใดต้อง
สละตัวเองด้วย
เรื่องนี้ยังไม่แน่ว่าเป็นการสนองความปรารถนา
ของผู้ใด ท่านอิงกั๋วกงคิดว่าเขาเป็นคนเห็นแก่
ประโยชน์ส่วนรวมไร้ความเห็นแก่ตัวเกินไปแล้ว
คนที่เฝั้าร้องขอคือเขา ไม่ใช่อี๋หนิง
“ข้าเองก็ไม่มีตัวเลือกที่เหมาะสมไปกว่านี้แล้ว”
หลัวเซิ่นหย่วนสำทับ “ตามที่ข้ารู้ เฮ่อเหวินชิงถูก
จับได้ว่ามีความสัมพันธ์กับสาวใช้ของท่านพ่อของ
เขา สาวใช้คนนั้นถูกโบยจนตายก่อนโดนลาก
ออกไปทิ้งด้านนอก สำหรับญาติผู้พี่เฉิงหลางของ
อี๋หนิง เรื่องข้างกายเขาวุ่นวายไม่น้อย ยิ่งไม่อาจ
กล่าวได้ชัดเจน มิสู้ให้ข้าแต่งกับอี๋หนิง ให้นางได้
ออกเรือนอย่างมีหน้ามีตา ทั้งยังสามารถปกปั้อง
นางได้ด้วย”
เว่ยหลิงฟังคำของหลัวเซิ่นหย่วนก็ลุกขึ้นเดินไปมา
คุณชายรองเฮ่อผู้นั้นกระทำเรื่องเช่นนี้จริงหรือ
คนไม่อาจดูที่รูปลักษณ์ภายนอกจริงๆ เขามี
สัมพันธ์กับสาวใช้ของบิดาตน ช่างชั่วช้าไร้
ศีลธรรม เคราะห์ดีที่อี๋หนิงไม่ตอบตกลง!
หลัวเซิ่นหย่วนพูดได้มีเหตุผล เขายินดีแต่งอี๋หนิง
เป็นภรรยาเป็นหนทางที่ดีที่สุด กระทั่งเทียบ
กับเฉิงหลางแล้ว…เฉิงหลางก็ยังด้อยกว่าขั้นหนึ่ง
เขามีสิ่งใดน่ากังวลกัน ไม่มีเฉิงหลาง แต่กลับมี
หลัวเซิ่นหย่วนเข้ามาแทน!
“เช่นนั้นก็ประเสริฐยิ่ง!” เว่ยหลิงพรูลมหายใจ
เขานั่งลงแล้วกล่าว “ข้าเห็นว่าเป็นไปได้ ฐานะ
ความเป็นพี่น้องของพวกเจ้า ให้กล่าวว่าคราแรก
ที่ส่งอี๋หนิงไปเลี้ยงดูที่ตระกูลของพวกเจ้า ฮูหยินผู้
เฒ่าหลัวก็ได้ตกลงเรื่องการหมั้นหมายนี้ไว้
เรียบร้อยแล้ว แต่เพราะอี๋หนิงยังเด็กจึงไม่เคย
กล่าวออกมา บัดนี้อี๋หนิงเติบใหญ่แล้วจึงประกาศ
ออกมาได้แล้ว”
เว่ยหลิงยิ่งพูดก็ยิ่งรู้สึกว่าเข้าที “มีข้าเป็นพยาน
คงไม่มีผู้ใดกล้าพูดอะไร ยามนี้เจ้าเองก็
เจริญรุ่งเรืองดุจดวงตะวันกลางผืนฟั้า ฮ่องเต้ทรง
ให้ความสำคัญกับเจ้า ผู้อื่นย่อมไม่กล้าวิจารณ์เจ้า
เป็นแน่” เขากล่าวแล้วก็ลุกขึ้น ตะโกนเรียกบ่าว
รับใช้ บอกให้ไปตามคุณหนู ก่อนจะหันหน้า
กลับไปยิ้ม “เด็กคนนั้นเพิ่งพูดว่าขอให้นาง
ตัดสินใจเรื่องงานแต่งด้วยตัวเอง ต้องถามนาง
ก่อนจึงจะได้”
อี๋หนิงได้ยินว่าหลัวเซิ่นหย่วนมาก็พาสาวใช้
กลับมายังเรือนฝังบูรพา
เมื่อนางมาถึงเรือนจือเกาก็พบว่าเว่ยหลิงนั่งอยู่ใน
ห้องโถงพร้อมแววตาที่มีรอยยิ้มกริ่มจางๆ เพียง
ลำพัง นางสับสนเล็กน้อย ครั้นหันหน้ากลับไปก็
พบหลัวเซิ่นหย่วนยืนอยู่ด้านหลังตน เขาสวมชุด
ขุนนางสีแดงเต็มยศ แพรแถบห้อยลง ร่างสูงตรง
ตระหง่าน แสงอาทิตย์อัสดงจากด้านนอกสาด
ส่องลงบนไหล่และใบหน้าด้านข้างของเขา
สะท้อนเป็นวงแสงสลัว เขาคลี่ยิ้มเล็กน้อย ยื่นมือ
มาทางนางพลางกล่าว “อี๋หนิง เจ้าตามข้ามา”
เขาจะพานางไปที่ใด
อี๋หนิงถูกเขาจูงออกไปจากเรือนจือเกา เมื่อมอง
ผ่านต้นหลิวด้านนอกสามารถเห็นแสงอาทิตย์ยาม
สนธยาที่อยู่ไกลออกไปหลายพันหลายหมื่นจั้ง
ต้นไม้พืชพรรณเขียวชอุ่ม ทิวทัศน์ราวกับอยู่ใน
ห้วงฝัน
หลัวเซิ่นหย่วนยืนอยู่ข้างกายนาง กล่าวด้วย
น้ำเสียงทุ้มต่ำ “ข้ามาสู่ขอเจ้า” อี๋หนิงอยากพูด
บางอย่าง แต่เขากลับส่ายศีรษะ “อี๋หนิง ถึงเจ้า
จะยังยอมรับข้าไม่ได้ แต่อย่างไรก็ต้องตอบตกลง
ไร้หนทางอื่นแล้ว ข้าสัญญาว่าพวกเราจะคบหา
กันในฐานะพี่น้องไปก่อน รอจนเจ้ายินยอมค่อย…
ตกลงหรือไม่”
อี๋หนิงไม่รู้ว่าควรกล่าวอะไร นางคิดเรื่องที่จะตอบ
ตกลงแต่งกับเขาไว้เรียบร้อยแล้ว