พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 131
แสงอาทิตย์อัสดงเข้าปกคลุมระเบียงทางเดิน
ลานด้านหน้าและต้นหลิวด้านนอกเป็นสีเหลือง
ทอง
ครั้นเห็นนางนิ่งเงียบอยู่นาน หัวคิ้วของหลัวเซิ่น
หย่วนก็ขมวดมุ่นเล็กน้อย “…เจ้าไม่ยินดีหรือ”
“มิใช่…” อี๋หนิงเกรงว่าเขาจะเข้าใจผิดจึงรีบส่าย
หน้าเป็นพัลวัน
หลัวเซิ่นหย่วนยื่นมือออกมาโอบไหล่นางไว้เบาๆ
นี่ไม่ต่างอะไรกับการกระทำของพี่ชาย ทั้งยับยั้ง
และอดกลั้นอย่างยิ่งยวด ทว่าก็ยังแฝงด้วยความ
ไม่เคยคุ้นของเพศตรงข้าม เขาเอ่ยถามอีกครั้ง
“หรือเจ้ายินดีจะแต่งให้กับคนเช่นคุณชายรอง
เฮ่อพรรค์นั้น”
“มิใช่” ครานี้อี๋หนิงยิ่งส่ายหน้า ในเมื่อหลัวเซิ่น
หย่วนพูดออกมาแล้ว นางจะยังพูดอะไรได้อีกเล่า
นางกล่าวกลั้วรอยยิ้ม “พี่ชายสาม ทำตามที่ท่าน
ว่าเถิด ข้ายินดี”
แสงตะวันสีนวลอุ่นส่องผิวที่มีไรขนอ่อนของนาง
สะท้อนแสงเงางาม นัยน์ตาเป็นประกายดุจอำพัน
เมื่อหลัวเซิ่นหย่วนได้ยินนางตอบตกลง สีหน้าจึง
ผ่อนคลายลง “เช่นนั้นก็ดี…ข้ามั่นใจว่าตนเองจะ
ทำตามที่กล่าวไว้ได้ หากเจ้าไม่ยินดี ข้าย่อมไม่มี
วันฝืนใจ” เขามองนางแล้วเอ่ยต่อไป “ข้าจะรีบ
ไปหารือเรื่องงานแต่งกับท่านพ่อของเจ้า
สถานการณ์คับขัน เกรงว่าคงมิอาจรอให้เจ้าถึงวัย
ปักปิน”
อี๋หนิงผงกศีรษะ เขายกมือขึ้นลูบศีรษะของนาง
ความรู้สึกนี้คล้ายจะต่างไปจากเดิม อี๋หนิงเห็นเขา
เดินเข้าไปในเรือนจือเกา จังหวะการเต้นของ
หัวใจค่อยๆ สงบลง ยามนี้นางถึงได้รู้สึกผ่อน
คลาย
ทั้งที่ไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ หลัวเซิ่นหย่วนยังเป็น
พี่ชายใหญ่ของนาง ทว่าเขากลับกำลังจะ
เปลี่ยนเป็นสามีแบบกะทันหัน ทั้งสองคนต้องร่วม
เรียงเคียงหมอน นางต้องปรนนิบัติเขาตื่นนอน…
อี๋หนิงพลันรู้สึกไม่ค่อยคุ้นเคยกับคนผู้นี้เสียแล้ว
หลัวเซิ่นหย่วนกับเว่ยหลิงหารือกันจนฟั้ามืด ก่อน
จะได้ข้อสรุปออกมาคร่าวๆ หลัวเซิ่นหย่วนรีบนั่ง
เกี้ยวกลับไปเตรียมงานที่ตระกูลหลัว เว่ยหลิ
งเรียกอี๋หนิงเข้ามาในห้องโถง เขาจ้องมอง
บุตรสาวอยู่นาน ก่อนเอ่ยปากว่า “พี่ชายสามของ
เจ้าเป็นคนละเอียดอ่อนนัก แม้สถานการณ์จะ
เร่งด่วน แต่พิธีการน่าจี๋น่าเจิ้งก็ห้ามขาดตก
บกพร่อง เขาได้บอกกล่าวใต้เท้าสวีเว่ยเพื่อเชิญ
มาเป็นประจักษ์พยานแล้ว ของหมั้นหมายก็
ตระเตรียมเรียบร้อยแล้ว ทั้งยังกลัวว่าจวนตระกูล
หลัวจะอยู่ห่างจากจวนของเรามากเกินไปจึงสร้าง
จวนใหม่ในตรอกฝูเสวียซึ่งอยู่ถัดไปแล้ว”
อี๋หนิงกำลังนั่งกินของว่างอยู่ข้างกายเว่ยหลิง
แม้แต่มื้อเย็น นางก็ยังไม่มีเวลากิน! เพราะของ
ว่างแห้งมาก นางจึงต้องดื่มน้ำชาตามไปถ้วยหนึ่ง
จึงกลืนของว่างลงไปได้
เขาพิจารณาได้ครอบคลุมนัก! ยังมีการเชิญ
ประจักษ์พยานด้วย อี๋หนิงประหลาดใจมาก “เขา
เชิญใต้เท้าสวีแล้วหรือเจ้าคะ”
ในฐานะแกนนำของฝั่ายชิงหลิว สถานะในราช
สำนักของสวีเว่ยสูงศักดิ์อย่างยิ่ง มีคนสนับสนุน
เขาไม่น้อย บุคคลซึ่งเป็นที่นับหน้าถือตาในราช
สำนักเช่นนี้ เหตุใดจึงถูกพี่ชายสามเรียกมาช่วย
เป็นพ่อสื่อได้
“ใต้เท้าสวีอัธยาศัยดีมาก เห็นทีคงรักเอ็นดูพี่ชาย
สามของเจ้าผู้เป็นศิษย์มาก มิเช่นนั้นหากเป็น
ผู้อื่น เขาย่อมไม่มีทางตกปากรับคำ” เว่ยหลิงมอง
บุตรสาวที่กำลังกินอย่างมูมมาม มุมปากยกหยัก
น้อยๆ ทว่าในใจบังเกิดความรู้สึกไม่สบายใจจางๆ
บุตรสาวของเขาเพิ่งพากลับมาดูแลทะนุถนอมได้
ไม่กี่ปีก็ใกล้เป็นของผู้อื่นแล้ว นางยังเด็กถึงเพียงนี้
ยังอายุไม่ถึงสิบสี่ ร่างกายยังเล็กบอบบาง ทว่า
หลัวเซิ่นหย่วนอายุยี่สิบสองแล้ว เป็นบุรุษเต็มวัย
แล้ว
“พี่ชายสามของเจ้ายังกล่าวกับข้าว่า แม้จะ
แต่งงานไปแล้ว แต่เจ้าอายุยังน้อยจึงยินดีปฏิบัติ
ต่อเจ้าในฐานะพี่ชายน้องสาวไปก่อน ข้าเองก็
คิดเห็นเช่นนี้ ในเมื่อเดิมพวกเจ้าก็เป็นพี่น้องกัน
ข้ากลัวว่าพวกเจ้าจะไม่คุ้นชิน” เว่ยหลิงยังพูดต่อ
อีกว่า “หลังเจ้าแต่งงานกับเขาแล้ว หากเขารังแก
เจ้า เจ้าต้องกลับมาบอกพ่อ เข้าใจหรือไม่”
อี๋หนิงมองบิดาที่มีท่าทีกังวลต่างๆ นานาก็สัมผัส
ได้ถึงความอบอุ่น นางยิ้มพลางผงกศีรษะ ภพชาติ
ที่แล้วยามนางออกเรือนมีเพียงท่านย่าคอยกังวล
ส่วนบิดาของนางคนนั้นเอาแต่ยุ่งวุ่นวายกับการ
แก่งแย่งชิงดีระหว่างภรรยาเอกกับอนุ ไหนเลยจะ
มีเวลามาสนใจเรื่องการออกเรือนของนาง เขา
เพียงสั่งให้บ่าวรับใช้มอบเงินให้นางสี่ร้อยตำลึง
เป็นสินเจ้าสาว จากนั้นก็ถือว่าเสร็จสิ้นหน้าที่แล้ว
เว่ยหลิงยังไม่วางใจ หากมีคนในตระกูลหลัวรังแก
นางเล่า ต่อให้เขาอยากเข้าไปจัดการ แต่จะเข้าไป
ยุ่งเกี่ยวกับเรือนในจวนของผู้อื่นได้อย่างไร
เคราะห์ดีที่แต่งให้กับหลัวเซิ่นหย่วน หากเป็น
ผู้อื่นเขายิ่งไม่วางใจ
“เจ้าจะต้องเอาองครักษ์ไปเป็นสินเจ้าสาวด้วย”
เว่ยหลิงกำชับอีกครั้ง “ต่อไปพวกเสิ่นเลี่ยนจะเชื่อ
ฟังคำสั่งของเจ้า”
ท่านพ่อให้นางเอาองครักษ์ติดตามไปเป็นสิน
เจ้าสาวด้วย ความรู้สึกที่มีต่อนางมิใช่เรื่องล้อเล่น
แล้ว! อี๋หนิงกล่าว “ท่านยังมีความคิดนี้อยู่อีกหรือ
ข้าจะพาเสิ่นเลี่ยนไปเป็นสินเจ้าสาวได้อย่างไร!”
อี๋หนิงรู้สึกว่าคนเหล่านี้แต่ละคนต่างทำแต่เรื่องที่
คาดไม่ถึง มีหญิงสาวตระกูลใดออกเรือนโดยมี
องครักษ์เป็นสินเจ้าสาวบ้าง นางออกเรือน มิใช่
ไปร่วมทำสงครามเสียหน่อย
แต่เว่ยหลิงไม่สนใจ เขาพูดด้วยสีหน้าขึงขัง
“บุตรสาวของข้าอิงกั๋วกงจะออกเรือน ผู้ใดกล้า
กล่าวว่าไม่ได้”
อี๋หนิงฟังแล้วก็หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก “เจ้า
ค่ะ เจ้าค่ะ ล้วนฟังท่าน”
กระทั่งถึงยามดึก เว่ยหลิงจึงพานางไปยังเรือน
ของฮูหยินผู้เฒ่าเว่ย เขากล่าวกับฮูหยินผู้เฒ่าเว่ย
ว่า “ท่านไม่ต้องกังวลเรื่องของอี๋หนิงแล้ว ช่วง
พลบค่ำหลัวเซิ่นหย่วนมาเยือน เขาต้องการสู่ขอ
อี๋หนิง”
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยตกใจอย่างยิ่งยวด นางหยุดดื่มน้ำ
แกงโสม เอาแต่ซักถามว่าเกิดอะไรขึ้น
เว่ยหลิงกล่าว “เห็นทีจะเป็นเพราะหลัวเซิ่นหย่
วนอยากช่วยอี๋หนิงด้วยใจจริง ที่เขายอมช่วย
นับเป็นเรื่องประเสริฐนัก! เขาอายุยังน้อยก็ขึ้น
เป็นรองเสนาบดีกรมโยธาแล้ว เส้นทางในราช
สำนักยาวไกล เขามีความรู้สึกลึกซึ้งต่ออี๋หนิงทั้ง
ยังเป็นพี่ชายของนาง ดังนั้นจึงยินดีช่วยเหลือ
นาง”
เนิ่นนานกว่าฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยจะตั้งสติได้ นางกุม
ลูกประคำ “แรกเริ่มพวกเราไม่ได้คิดถึงเขาเพราะ
เห็นว่าเขาเป็นพี่ชายของอี๋หนิง หากเป็นเช่นนี้ก็
ประเสริฐนัก!”
ทั้งสองคนสุมศีรษะหารือกัน
ถิงเกอร์คัดอักษรอยู่ที่เรือนของฮูหยินผู้เฒ่าเว่ย
สาวใช้คอยช่วยเขาเปลี่ยนกระดาษ พอเขาได้ยิน
บทสนทนาของคนทั้งหลายก็เงยหน้ามองอี๋หนิง
“พี่สาว ท่านจะออกเรือนแล้วหรือ”
ระยะนี้ถิงเกอร์ได้ยินพวกเขาหารือเรื่องแต่งงาน
อยู่บ่อยครั้ง เขาลอบถามซ่งจวี๋สาวใช้ข้างกายว่า
อะไรคือการแต่งงาน ซ่งจวี๋บอกกับเขาว่า ‘ก็คือ
การที่คุณหนูจะไปเป็นสะใภ้ของตระกูลอื่นแล้ว’
ถิงเกอร์ยังไม่ค่อยเข้าใจนัก ‘เช่นนั้นพี่สาวยังจะ
อยู่กับข้าอีกหรือไม่’
ซ่งจวี๋ยิ้มพลางโคลงศีรษะ ‘คุณหนูต้องพำนักกับ
คุณชายพี่เขย ต่อไปเมื่อมีหลานตัวน้อยก็จะอุ้ม
กลับมาเยี่ยมท่าน’
ถิงเกอร์ฟังแล้วก็รู้สึกไม่พอใจ
อี๋หนิงนั่งลงข้างกายเขา มองเขาคัดอักษร นางลูบ
ศีรษะของเขาแล้วกล่าว “วันนี้ถิงเกอร์คัดเป็น
อย่างไรบ้าง”
ทว่าถิงเกอร์กลับทิ้งพู่กัน เบะปากแล้ววิ่งเข้าไปนั่ง
ในอ้อมกอดของฮูหยินผู้เฒ่าเว่ย ทำท่าน้อยเนื้อ
ต่ำใจไม่พูดจา ทั้งยังไม่สนใจอี๋หนิงแล้ว
แม่นมของเขาเข้าใจเขามากที่สุด นางมองแล้วก็
ยิ้ม “เสี่ยวซื่อจือไม่อยากให้ท่านออกเรือนเจ้า
ค่ะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยลูบแผ่นหลังของหลานชายผู้น่ารัก
ยิ้มพลางทอดถอนใจ “เด็กคนนี้นี่!”
ถิงเกอร์เม้มริมฝีปากแน่น ไม่เอื้อนเอ่ยวาจาแล้ว
ไม่ว่าผู้ใดจะกล่อมอย่างไรก็ไร้ผล สาวใช้เอาขนม
เปียะกระดองปูที่เขาชอบมาให้ก็ยังถูกเขาผลัก
ออก
อี๋หนิงโคลงศีรษะ ครั้นถิงเกอร์โมโหขึ้นมา ไม่ว่า
ผู้ใดก็กล่อมไม่ได้ วิธีการของนางตามที่ผ่านมาคือ
ทำเป็นไม่สนใจเขาไประยะหนึ่ง
ทุกคนไม่ได้สนใจเขานานนัก ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ย
กำลังใคร่ครวญว่าควรเชิญผู้ใดมาร่วมงานแต่ง
ของอี๋หนิงบ้าง หรือควรให้สินเจ้าสาวแก่อี๋หนิง
เป็นจำนวนเท่าไร พวกซ่งมามาคอยให้คำปรึกษา
อยู่ด้านข้าง “ข้าว่าควรมอบชุดเครื่องเรือนไม้จิ
นซือหนานให้กับคุณหนู” หรือบางครั้งก็มีสาวใช้
ชรากล่าวขึ้น “ต้องเชิญฮูหยินจวนติ้งเปั่ยโหวมา
เป็นครอบครัวสุขสันต์ให้คุณหนู นางมีทั้งบุตรสาว
บุตรชาย สามีภรรยารักใคร่ปรองดอง” ครั้นมี
งานแต่งงานเกิดขึ้น ทุกคนก็เปียมไปด้วยความ
ยินดีปรีดา บรรยากาศเศร้าหมองภายในจวน
อิงกั๋วกงถูกเก็บกวาดเพื่อเฝั้ารองานมงคลที่กำลัง
จะมาถึง
หลัวเซิ่นหย่วนเดินทางกลางดึกไปยังตรอกฝูเสวีย
นำเรื่องที่ตนสู่ขออี๋หนิงไปบอกกล่าวหลัวเฉิงจาง
หลัวเฉิงจางกำลังกินมื้อค่ำโดยมีกัวอี๋เหนียง
ปรนนิบัติอยู่ด้านข้าง พอได้ยินก็สำลักไออยู่นาน
หลัวเซิ่นหย่วนมาบอกเขาหลังจากไปทำการสู่ขอ
แล้ว อันที่จริงก็เพียงมาแจ้งข่าวเท่านั้น ไม่ว่าตัว
เขาจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อ
การตัดสินใจของหลัวเซิ่นหย่วน
หลัวเซิ่นหย่วนผ่านการคัดเลือกเป็นจ้วงหยวน
ก้าวเข้าสู่ราชสำนักจนได้รับการเลื่อนขั้นเป็นรอง
เสนาบดีกรมโยธาอย่างราบรื่น รองเสนาบดีเป็น
ตำแหน่งที่สามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้
มากมายมหาศาล! ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโยธาการ
ก่อสร้าง การอนุรักษ์น้ำ ยุทโธปกรณ์ศาสตรา
เครื่องใช้ทางการทหาร เหมืองแร่ เครื่องนุ่งห่ม
การหล่อเหรียญ เรื่องทั้งหมดนี้ล้วนมีกรมโยธา
เป็นผู้ดูแล เขาสร้างชื่อเสียงเกียรติยศให้กับ
ตระกูลหลัว ทำให้ตระกูลหลัวมีชื่อเสียงเลื่องลือ
ในเมืองหลวง ขณะเดียวกันยามนี้เขาก็กลายเป็น
คนที่มีอำนาจสั่งการมากที่สุดในตระกูลหลัว
หลัวเฉิงจางทำได้เพียงให้คำแนะนำและชี้แนะ
เท่านั้น ทว่าสุดท้ายหลัวเซิ่นหย่วนจะตัดสินใจ
อย่างไรก็ไร้หนทางแทรกแซง
ทว่าหลัวเฉิงจางยังคงอดกล่าวขึ้นไม่ได้
“เหลวไหล! เจ้ากับนางเติบโตมาด้วยกันในฐานะ
พี่น้อง ผู้อื่นไม่รู้ แต่เจ้าจะไม่รู้รึ เจ้า…เจ้าจะให้ข้า
เอาหน้าที่ใดไปพบบรรพบุรุษของตระกูลหลัว”
“ลูกเพียงมาบอกกล่าวท่านเท่านั้น” เดิมที
หลัวเซิ่นหย่วนก็ไม่สนใจ “ข้าเชิญใต้เท้าสวีมาเป็น
ประจักษ์พยานแล้ว ใต้เท้าสวีเองก็ตอบตกลงแล้ว
งานแต่งจะถูกจัดขึ้นภายในครึ่งเดือนนี้ ถึงเวลา
นั้นท่านมาร่วมงานก็พอ เรื่องอื่นข้าจะจัดการ
เอง”
สีหน้าหลัวเฉิงจางเปลี่ยนเป็นแข็งค้าง กัวอี๋เหนียง
มองสองพ่อลูกเผชิญหน้ากันก็ตกใจกลัวจนไม่กล้า
เอ่ยสิ่งใด นางพาเซวียนเกอร์ที่อายุสิบขวบล่าถอย
ออกไป
“เจ้า…ตอนที่นางยังเป็นน้องสาวของเจ้า เจ้าก็
บังเกิดความคิดนี้แล้วใช่หรือไม่” หลัวเฉิงจางเค้น
คำออกมา “ครั้นนางยังเด็ก เจ้าก็ปฏิบัติต่อนาง
แตกต่างออกไป”
หลัวเซิ่นหย่วนนิ่งเงียบ “ท่านพ่อ ข้ารู้นานแล้วว่า
อี๋หนิงไม่ใช่น้องสาวโดยสายเลือดของข้า” เขาเอ่ย
“ปีนั้นที่ท่านย่าจากไป ข้าก็รู้แล้ว”
สีหน้าของหลัวเฉิงจางยิ่งเปลี่ยนเป็นย่ำแย่
หลัวเซิ่นหย่วนพูดต่อ “ข้าบอกท่านแม่แล้ว นางดู
มีความสุขมาก ข้าจะถือเสียว่าท่านตกลงแล้ว
ยามที่ท่านย่าจากไปก็สั่งให้ข้าปกปั้องอี๋หนิงให้ดี
หากนางได้รับรู้ว่าวันนี้ข้าจะแต่งอี๋หนิงเป็นภรรยา
นางที่อยู่ในปรโลกต้องยินดีเป็นแน่ เพราะข้าจะ
สามารถคุ้มครองอี๋หนิงได้ตลอดไป” เขากล่าว
ประโยคนี้ด้วยเสียงเนิบช้าอย่างยิ่ง
สายตาที่หลัวเฉิงจางมองบุตรชายแปรเปลี่ยนเป็น
ไม่คุ้นเคยอย่างยิ่งยวด
หลัวเซิ่นหย่วนพูดจบก็กล่าวลาแล้วไปจากเรือน
ของหลัวเฉิงจาง เขาเดินออกไปด้านนอก จ้อง
มองความมืดของราตรีกาลอยู่เนิ่นนานโดยไม่
เอื้อนเอ่ยวาจา อันที่จริงในใจเขาตระหนักดี ต่อ
ให้เขาไม่รู้ว่าอี๋หนิงมิใช่น้องสาวโดยสายเลือด
ความปรารถนาในใจเขาก็อาจไม่ลดน้อยลง หาก
เป็นเช่นนี้ต่อไปอาจมีสักวันที่เขาควบคุมไม่อยู่
และหลังจากนั้นก็ทำเรื่องที่ทำร้ายนางออกมา
เคราะห์ดีที่นางไม่ใช่
เขากระชับเสื้อคลุมกันลม เดินออกไปด้านนอก
พร้อมบรรดาองครักษ์ที่ห้อมล้อม
ค่ำคืนนี้ไม่ต้องกล่าวว่าจะมีกี่บ้านที่เต็มเปียมไป
ด้วยความปีติยินดี และมีกี่บ้านที่กำลังเศร้าโศก
ทว่าสำหรับเฉิงหลาง เขานอนไม่หลับทั้งคืน
เฉิงหลางเอนตัวบนเก้าอี้ ไส้ตะเกียงน้ำมันสนที่
วางอยู่บนโต๊ะยาวถูกเผาไหม้จนถึงแกนกลาง แสง
ภายในห้องพลันสลัวลง ทว่าเขาไม่สนใจ นิ้วเขา
สวมแหวนหยกไว้วงหนึ่ง เสียงเคาะกระทบของ
แหวนหยกดังกังวานเป็นพิเศษในราตรีอัน
ยาวนาน เขาหลับตาลง แสงไฟขับให้ใบหน้าเขาดู
ราวกับหยกขาว ค่ำคืนเงียบสงบ มีเพียงเสียง
ความเคลื่อนไหวของคนด้านนอกดังขึ้นเป็นครั้ง
คราว
ประตูห้องหนังสือถูกเปิดออก มีคนเดินเข้ามา
คุกเข่าเบื้องหน้าเขา “ใต้เท้าเฉิง”
“อืม” เขาตอบรับเสียงเรียบเฉย
“ข้าน้อยซักถามได้ความแล้ว” ผู้ที่คุกเข่ารายงาน
“แม่นางเหลียนฝูกล่าวว่ามีคนรับนางไปยัง
ตระกูลเซี่ยที่อยู่ตรอกซินเฉียว มีแม่นางหน้าตา
งดงามอย่างยิ่งคนหนึ่งมาพบนาง กล่าวเรื่อง
เหล่านี้กับนาง ให้นางสร้างเรื่องตั้งครรภ์มาพบ
ท่าน ที่สำคัญยังกำชับว่าต้องไปพูดในสถานที่ที่มี
ผู้อื่นอยู่ด้วย มิเช่นนั้นท่านไม่มีทางยอมรับ…ที่ไป
ยังจวนอิงกั๋วกงก็เป็นความคิดของแม่นางท่านนี้”
เฉิงหลางพลันลืมตาขึ้นทันที น้ำเสียงเย็นสะท้าน
“เซี่ยอวิ้น”
ผู้ที่คุกเข่าประหลาดใจเล็กน้อย “ข้าน้อยไม่ค่อย
เข้าใจ ท่านกับคุณหนูรองเซี่ยไม่ได้ไปมาหาสู่กัน
เหตุใดนางจึงมีปัญหากับท่าน”
“ยังจะเพราะอะไรได้ นางน่าจะรู้ว่าท่านตาของ
นางต้องตาข้า ดังนั้นจึงอยากทำลายชื่อเสียงของ
ข้า ข้าจะได้แต่งรับนางเป็นภรรยาไม่ได้” เฉิง
หลางเข้าใจสตรีเช่นเซี่ยอวิ้นดี เขายิ้มหยัน “นาง
มีคนในดวงใจแล้ว นางมีใจต่อใต้เท้าหลัวรอง
เสนาบดีกรมโยธาคนใหม่ของพวกเรา” เขาพูดถึง
ตรงนี้ก็โมโหจนไอออกมาหลายเสียง
เซี่ยอวิ้นคนผู้นี้ช่างโง่เขลา แต่ไรมาเขาก็ไม่เคย
อยากแต่งงานกับนาง ทั้งยังไม่เคยคิดทำร้ายนาง
ทว่านางช่างประเสริฐนัก กล้าใช้เหลียนฝูั๋มาทำ
ร้ายเขา ทำให้เขาพลาดจากสิ่งที่ตนต้องการมาก
ที่สุด เช่นนี้แล้วเฉิงหลางจะไม่เคียดแค้นนางได้
อย่างไร เขาโกรธแค้นจนแทบอยากจะกินเลือด
กินเนื้อของนาง!
ทั้งที่ไร้ความหวัง แต่เว่ยหลิงกลับมอบความหวังที่
ยิ่งใหญ่ที่สุดให้แก่เขา เขากระทั่งตรึกตรองไว้
เรียบร้อยแล้วว่าต่อจากนี้ไปอี๋หนิงจะตื่นขึ้นมาใน
อ้อมกอดของเขาทุกเช้า นั่นจะเป็นเรื่องที่เยี่ยม
ยอดเพียงใด เขาสามารถจุมพิตหน้าผากของนาง
กล่อมให้นางนอนต่ออีกสักหน่อย เขาต้องปฏิบัติ
ต่อนางด้วยความซื่อสัตย์จริงใจ ต่างจากสตรีคน
อื่น ทว่าเรื่องนี้กลับถูกเซี่ยอวิ้นทำลายจนย่อยยับ
ที่สำคัญยังทำเพราะเหตุผลเหลวไหลนี้
“หากกล่าวถึงใต้เท้าหลัว หลัวเซิ่นหย่วน…” คนผู้
นั้นกล่าวต่อ “หลังจากท่านจากไป เขาก็เข้าไปใน
จวนอิงกั๋วกงเป็นเวลานาน ครั้นออกมาก็มุ่งหน้า
ไปยังตรอกฝูเสวีย”
เฉิงหลางฟังถึงตรงนี้ก็หมุนแหวนที่นิ้ว ในใจเขา
บังเกิดการคาดเดาบางอย่าง เขาเอ่ยถาม “ยาม
วิกาลเช่นนั้น เขากลับเดินทางไปยังตรอกฝูเสวีย”
ตรอกฝูเสวียที่อยู่ไม่ไกลเป็นที่พำนักของบิดา
หลัวเซิ่นหย่วน หน่วยงานของหลัวเฉิงจาง
เฉิงหลางคิดถึงหลายเรื่อง
ตอนที่เสิ่นอวี้เกือบจะล่วงเกินอี๋หนิง ท่าทางตื่น
ตระหนกของหลัวเซิ่นหย่วนต่างไปจาก
อากัปกิริยาสงบนิ่งที่เคยเป็นมา วันนั้นที่เขาพาตัว
อี๋หนิงไป หลัวเซิ่นหย่วนมาตามหานางด้วยสีหน้า
มืดคล้ำ เขาเอนกายลงบนเก้าอี้อีกครั้ง รู้สึกคล้าย
กับตนกำลังหลุดเข้าไปในวงล้อมวงหนึ่ง ส่วนผู้ที่
อยู่เบื้องหลังก็ค่อยๆ ปรากฏกายออกมา
มีคนเข้ามาอีกครั้ง โค้งคำนับแล้วกล่าว “คุณชาย
สี่ นายท่านผู้เฒ่าให้ท่านไปพบ กล่าวว่าจะให้
จัดการกับแม่นางท่านนั้นอย่างไร…ท่านต้องหา
วิธีการออกมา”
“วิธีการอะไร” เฉิงหลางไร้ความสนใจเรื่องลูก
เขากล่าวเสียงเย็นชา “ข้าจะส่งเหลียนฝูออกจาก
เมืองหลวงคืนนี้ หาที่ปลอดภัยให้นาง เจ้าแค่บอก
นายท่านผู้เฒ่าว่าคนผู้นี้และเด็กไม่เคยปรากฏตัว
มาก่อน ทั้งยังไม่เคยมีผู้ใดพบเห็นมาก่อน”
หากเขารู้ว่ามีคนวางแผนเบื้องหลัง เขาจะไม่ยอม
รามือโดยง่ายแน่นอน
การมีชีวิตอยู่ของเหลียนฝูถือเป็นสิ่งผูกมัดตัวเขา
และเขาไม่มีทางปล่อยให้เหลียนฝูส่งผลกระทบ
ต่อเขา เซี่ยอวิ้นสตรีนางนั้น ช้าเร็วเขาต้องสะสาง
บัญชีให้ชัดเจน