พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 137
เสียงสรวลเสเฮฮาของแขกยังดังไม่หยุด หลัวเซิ่น
หย่วนแต่งงาน สวีเว่ยจึงมาร่วมดื่มสักสองสาม
จอก…
หลัวเซิ่นหย่วนตั้งใจไปดื่มคารวะอาจารย์เป็น
พิเศษ สวีเว่ยดื่มพร้อมรอยยิ้ม กล่าวกับเขาว่า
“หากเจ้ามีเวลาก็พาภรรยามาคารวะอาจารย์บ้าง
เวลาดื่มกินสักมื้อย่อมมีแน่นอน”
“ต้องไปเยือนถึงประตูจวนแน่นอนขอรับ”
หลัวเซิ่นหย่วนเองก็ยกดื่มด้วยรอยยิ้ม
สวีเว่ยไม่ได้รั้งอยู่นาน ขณะที่แขกคนอื่นยังไม่ทัน
จากไป เขาก็เตรียมตัวกลับแล้ว หยางหลิงถูกโจว
เฝิงกับเจียงชุนเหยียนมอมเหล้าไปไม่น้อย ดังนั้น
จึงอาศัยรถม้าของอาจารย์กลับไปด้วย ครั้นสวี
เว่ยเห็นว่ารถม้าเคลื่อนตัวออกมาจากตรอกฝูเส
วียแล้วจึงเอ่ยถามหยางหลิง “โหยวหมิง เซิ่นหย่
วนกับเจ้าเป็นจิ้นซื่อปีเดียวกัน ยามนี้เขาเป็นถึง
รองเสนาบดีขุนนางขั้นสาม แต่เจ้ากลับเป็นเพียง
ขุนนางที่ปรึกษาขั้นเจ็ด เจ้าโกรธเคืองอาจารย์ที่
ไม่ยุติธรรมหรือไม่”
โหยวหมิงเป็นอีกนามของหยางหลิง
หยางหลิงดื่มเหล้ากรึ่มได้ที่จึงกล่าวด้วยหัวที่เริ่ม
ร้อน “มีสิ่งใดน่าโกรธเคืองกัน ใต้เท้าหลัวเป็นจ้วง
หยวนคนใหม่ ส่วนข้าเป็นเพียงคนที่ถูกจัดลำดับ
อยู่ในชั้นรองเท่านั้น นอกจากนี้เขายังมี
ความสามารถในเรื่องการจัดการน้ำอย่างแท้จริง
รู้ชัดว่าที่ใดควรก่อทำนบ ที่ใดควรผันน้ำ ข้าไม่มี
ความรู้เรื่องการใช้ประโยชน์จากน้ำแม้เพียงสัก
นิด”
สวีเว่ยฟังแล้วก็หัวเราะ แววตาฉายประกาย
เมตตา “บทความที่เจ้าใช้สอบในปีนั้นมีความโดด
เด่นไม่ด้อยไปกว่าของหลัวเซิ่นหย่วน”
“ท่านชอบก็พอแล้ว” หยางหลิงยิ้ม “ท่านคิดว่าดี
ทว่าบางทีหัวหน้าผู้คุมสอบท่านเจ้ากรมพิธี
การเซี่ยอาจคิดว่าไม่ดี ข้าหยางหลิงมีจิตใจ
กว้างขวาง ไม่มีทางหดหู่ใจเพียงเพราะไม่ได้รับคำ
ชื่นชม”
สวีเว่ยถอนหายใจยาว เปลี่ยนไปถามเรื่องการ
ตรวจสอบของกรมคลัง หยางหลิงถึงได้ตั้งสติเพื่อ
ตอบคำถามของอาจารย์
รอจนถึงจวนของหยางหลิง รถม้าจึงหยุดจอดให้
เขาลงไป หยางหลิงโบกมือให้อาจารย์ ก่อนหาย
ลับเข้าไปในจวนอย่างรวดเร็ว จากนั้นเสียงบ่น
ตำหนิของภรรยาเขาก็ดังขึ้น กล่าวกันว่าภรรยา
ของใต้เท้าหยางมาจากตระกูลผู้นำชนเผ่าใน
ดินแดนสู่ ดุร้ายอย่างยิ่ง คงเป็นเพราะดื่มสุรา
กลับมาจึงถูกนางตำหนิสั่งสอน สวีเว่ยได้ยินก็ยิ้ม
ภรรยาที่ตบแต่งมาตั้งแต่วัยเยาว์ของตนจากไปสิบ
ปีแล้ว นางเองก็มีอุปนิสัยดุร้ายเช่นนี้ ฮูหยินใน
เวลานี้คือภรรยาที่แต่งเข้ามาใหม่ ครั้นได้ยิน
น้ำเสียงเช่นนี้ สวีเว่ยก็รู้สึกหวนคิดถึงยิ่งนัก
แขกที่ติดตามสวีเว่ยมาด้วย เมื่อเห็นหยางหลิง
จากไปแล้วจึงกล่าวขึ้น “ใต้เท้าหยางไม่เข้าใจถึง
ความลำบากของท่าน…ท่านใช้ใต้เท้าหลัวดึงดูด
สายตาของวั่งหย่วน ทว่าคนที่ท่านหมายมั่นจะ
บ่มเพาะจริงๆ กลับเป็นเขา ระยะนี้ฎีกากล่าว
ฟั้องใต้เท้าหลัวมีมากมาย เกรงว่าวั่งหย่วนคงเริ่ม
ระวังตัวแล้ว”
“เด็กคนนี้มีจิตใจกว้างขวาง หาได้ยากยิ่ง” สวีเว่ย
เอ่ย “ส่วนอุปนิสัยของหลัวเซิ่นหย่วน…ข้า
หวาดกลัวอยู่เล็กน้อย เรื่องที่ด่านผิงหย่วนครา
ก่อน เขาเข้าใจเรื่องราวที่ด่านผิงหย่วนชัดเจน แต่
กลับไม่บอกกล่าวข้าสักคำ ยังมีคดีหลิวผู่เจ้าเมือง
เจ้อเจียง วิธีการของเขาช่างโหดเหี้ยมร้ายกาจ ไม่
ว่าผู้ใดก็คาดเดาไม่ถึง”
“แต่ข้ากลับรู้สึกว่าใต้เท้าหลัวมีชั้นเชิงกว่าใต้
เท้าหยางนัก หากเป็นใต้เท้าหยางคงไม่มีทางทำ
เรื่องเหล่านี้ออกมาได้” ท่าทีของแขกผู้นั้นดูนับ
ถือหลัวเซิ่นหย่วนอย่างยิ่ง
สีหน้าของสวีเว่ยดูเย็นชาเล็กน้อย “ด้วยเหตุนี้
โหยวหมิงถึงจะขึ้นเป็นราชเลขาธิการได้…ส่วน
เซิ่นหย่วน เขาเป็นศิษย์ของข้า ข้าย่อมสนับสนุน
เขา หวังว่าวันหนึ่งหลังจากเราดึงวั่งหย่วนลงมา
จากหลังม้าได้แล้ว หยางหลิงได้เข้าสู่เน่ยเก๋อ จะ
สามารถหยุดยั้งหลัวเซิ่นหย่วน ห้ามไม่ให้เขา
ทำลายราชสำนักได้ มิเช่นนั้นช้าเร็วข้าคงไม่อาจ
ปล่อยเขาไว้…”
แขกผู้นั้นไม่กล่าวอะไรแล้ว
สวีเว่ยปะทะกับวั่งหย่วนมานานแรมปี แต่ก็ยังไม่
ถูกขับออกจากเน่ยเก๋อ อันที่จริงอุปนิสัยเขาก็
เด็ดขาดอย่างยิ่งยวด
เพียงแต่เขายังรู้สึกเสียดายหลัวเซิ่นหย่วน
เล็กน้อย ผู้ใดจะกล้ากล่าวบ้างว่าอีกฝั่ายไม่น่า
กลัว ความกังวลของสวีเว่ยมิใช่เรื่องไร้เหตุผล
แขกผู้นั้นอุ่นเหล้ากาหนึ่งให้สวีเว่ย
หลัวอี๋เหลียนดื่มสุราไปไม่กี่จอกก็ปลีกตัวจากงาน
เลี้ยง นางกลับไปยังห้องทางฝังประจิมก็พบเฉียว
อี๋เหนียงมารดาของตนยังคงนั่งขัดตะหมาดอยู่บน
ตั่งอุ่นข้างหน้าต่าง เฉียวอี๋เหนียงผ่ายผอมกว่า
ยามที่อยู่ในจวนตระกูลหลัวในเมืองเปั่าติ้งมาก
ทว่าเพราะอาการเจ็บปั่วยจึงขับให้ริมฝีปากบาง
ยิ่งดูมีสีสันมากขึ้น มวยผมดำดุจอีกามีบุปผาหยก
ประดับไว้ดอกหนึ่ง นางลืมตาขึ้นอย่างเนิบช้า
ดวงตากระจ่างดุจแก้วใสสงบนิ่ง “บุตรสาวของข้า
กลับมาแล้ว” เฉียวอี๋เหนียงดึงมือของหลัวอี๋
เหลียนไว้
“ท่านแม่” หลัวอี๋เหลียนถามนางด้วยเสียงแผ่ว
บาง “วันนี้ท่านดื่มยาหรือยัง หรือจะให้ข้าไป
เรียกสาวใช้ให้ยกยามาให้ท่าน”
เฉียวอี๋เหนียงยิ้มเย็น “ดื่มยาอันใดกัน เจ้ามิใช่ไม่รู้
พี่ชายสามของเจ้าผู้นั้นเอาแต่บังคับให้ข้าดื่มยาทั้ง
วันเพราะอยากให้ข้าตายในเร็ววัน แต่ข้าจะไม่
ยอมตาย ข้าจะมีชีวิตอยู่ ข้าจะคอยดูว่าเขากับคน
ชั่วผู้นั้นจะมีจุดจบเช่นไร! พี่ชายน้องสาวแต่งงาน
กัน ผู้อื่นไม่รู้ แต่เขาหลัวเซิ่นหย่วนจะไม่รู้แก่ใจรึ
บัดนี้เขาเป็นผู้ที่มีอำนาจในตระกูลหลัว แต่กลับ
กล้าทำเรื่องเหลวไหลพรรค์นี้”
“กู้หมิงหลานทรมานข้าไม่พอ บุตรสาวนางยัง
ตามมาทรมานข้าอีก” เฉียวอี๋เหนียงกล่าวด้วย
น้ำเสียงเย้ยหยัน “หากมิใช่เพราะหลัวอี๋หนิง ข้า
จะตกอยู่ในสภาพนี้หรือ แล้วเหตุใดเจ้าจึงยังไม่
ออกเรือนอีก นางโชคดีนัก เปลี่ยนเป็นบุตรสาว
ของท่านอิงกั๋วกง ยามนี้ยังได้แต่งงานกับหลัวเซิ่น
หย่วน นางแต่งกลับมาได้ประจวบเหมาะดีแท้
เจ้าจะปล่อยนางไว้ไม่ได้…”
เฉียวอี๋เหนียงออกแรงกระชับมือบุตรสาวแน่น
หลัวอี๋เหลียนเห็นเส้นเลือดเขียวบนหลังมือมารดา
ปูดขึ้น ทั้งยังเห็นรอยแผลเป็นน่ากลัวที่โผล่
ออกมาจากแขนเสื้อของเฉียวอี๋เหนียง นางจึงอด
ผงกศีรษะด้วยกระบอกตาแดงก่ำไม่ได้ “ท่านแม่
ท่านวางใจเถิด ข้าจดจำไว้หมดแล้ว”
หลัวอี๋เหลียนนั่งอยู่ข้างเตียง นับวันความงาม
สะคราญของนางก็ยิ่งพาให้ผู้คนต้องตกตะลึง นาง
ยังงดงามกว่าเฉียวอี๋เหนียงผู้เป็นมารดาเล็กน้อย
คางเรียวแหลม ผิวขาวดั่งหิมะ ผมดำดุจอีกาถูก
เกล้าไว้หลวมๆ ขับให้ลำคอดูยาวระหง เฉียวอี๋
เหนียงมองบุตรสาวอย่างพึงพอใจ “ด้วยรูปโฉมนี้
ของลูกสาวข้าจะไม่คู่ควรกับตระกูลดีๆ ได้อย่างไร
มารดาเลี้ยงหลินไห่หรูของเจ้าคิดถึงแต่พวก
ตระกูลเล็กตระกูลน้อย ข้าว่านางฝันไปแล้ว!
เคราะห์ดีที่บิดาของเจ้ายังไม่เลอะเลือน เจ้าต้อง
พึ่งพาตนเอง หาคู่ครองดีๆ ให้ได้! หากเจ้าได้แต่ง
เข้าตระกูลสูงศักดิ์แล้ว เอวของแม่เจ้าก็จะได้ยืด
ตรง ในจวนนี้จะไม่มีผู้ใดหน้าไหนกล้าแสดงสีหน้า
ไม่ดีให้พวกเราดูอีก”
หลัวอี๋เหลียนเอนกายลงบนตักของมารดา ปล่อย
ให้มารดาสางผมให้ตนเอง ก่อนจะผงกศีรษะ
รับคำเงียบๆ
ในขณะที่เสียงของแขกยังคงดังอึกทึก อี๋หนิงกลับ
ง่วงจนเริ่มสัปหงกแล้ว
อันที่จริงนางผล็อยหลับไปแล้ว อาจเป็นเพราะทุก
คนตื่นเต้นจึงพากันตื่นเช้าเกินไป เป็นเจินจูที่เข้า
มาปลุกนางถึงสองหน นายท่านเขยยังไม่กลับมา
นางจึงยังไม่ได้อาบน้ำ นางจะผล็อยหลับไปพร้อม
ใบหน้าที่เต็มไปด้วยเครื่องประทินโฉมได้อย่างไร
อี๋หนิงนวดใบหน้าตนพลางนั่งหลังตรง จากนั้นก็
ให้เจินจูยกของว่างเข้ามา วันนี้นางหิวมาก เจินจู
ยิ้ม ยกกระดูกแพะเปรี้ยวหวานหลายชิ้น น้ำแกง
หอยลายตุ๋นนกพิราบหนึ่งถ้วย และขนมเปียะถาด
หนึ่งเข้ามา กล่าวว่า “นายท่านเขยได้จัดเตรียมไว้
ล่วงหน้าแล้วเจ้าค่ะ กล่าวว่าท่านต้องหิวแน่นอน”
นางปรายตามองเจินจู เจินจูยังคงมองนางด้วย
รอยยิ้ม เป็นพี่ชายสามที่คิดการได้รอบคอบ
กระทั่งอาหารการกินก็เตรียมไว้ให้ อี๋หนิงเริ่มลง
มือกิน รอจนอิ่มหนำสำราญก็ยิ่งรู้สึกง่วงมากขึ้น
เจินจูยกถาดออกไป อี๋หนิงเริ่มง่วงนอนมากขึ้น
นางทำได้เพียงฝืนตั้งสตินั่งหลังตรง
เสียงดังอึกทึกเริ่มไกลออกไป หลัวเซิ่นหย่วนเดิน
มาถึงด้านนอกของห้องหอ มีสาวใช้สองคนที่เขา
เพิ่งมอบให้อี๋หนิงคอยเฝั้ายามอยู่ด้านนอก ครั้น
เห็นเขา พวกนางก็ยอบกายคารวะ
หลัวเซิ่นหย่วนโบกมือให้พวกนางถอยออกไป เขา
รวบรวมสติ ก่อนผลักประตูเดินเข้าไปด้านใน
“อี๋หนิง” เขาขานเรียกเสียงหนึ่ง แต่กลับไร้เสียง
ตอบรับ ภายในห้องมีเพียงแสงเทียนที่กำลังเผา
ไหม้เงียบๆ
หลัวเซิ่นหย่วนเดินไปยังห้องน้ำเพื่ออาบน้ำ
ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า รอจนเดินไปถึงประตูจันทรา
แล้วแหวกม่านออก เขาจึงพบว่าอี๋หนิงนั่งพิงเสา
เตียงเชียนกงผล็อยหลับไปแล้ว ทั้งร่างยังอยู่ในชุด
แต่งงานสีแดงสด เครื่องศีรษะหงส์ยังอยู่บนหัว
ไม่รู้ว่าหนักหรือไม่
ใบหน้าหล่อเหลาเงียบขรึมอยู่เป็นนิจปรากฏ
รอยยิ้มจางๆ เขายื่นมือออกไป คิดจะอุ้มนางไป
นอนบนเตียง
ทว่าเพียงเขาเข้าใกล้ อี๋หนิงก็รู้สึกตัว ทันทีที่แขน
ทั้งคู่สัมผัสช่วงเอวนาง นางก็ตื่นขึ้นทันที ครั้นเงย
หน้าขึ้นจึงกระแทกเข้ากับคางของหลัวเซิ่นหย่วน
พอดี นางรีบหลบเป็นพัลวัน ทว่าสายตากลับ
ประสานเข้ากับสายตาเขา พอสบกับแววตาลุ่มลึก
ของเขา นางก็อดเอ่ยถามด้วยเสียงงึมงำไม่ได้
“พี่ชายสาม ท่านรับรองแขกเสร็จแล้วหรือ”
หลัวเซิ่นหย่วนชักมือกลับ “อืม ข้าเห็นเจ้าหลับจึง
จะอุ้มเจ้าไปนอนบนเตียง”
ขณะที่เขายังเป็นพี่ชายสาม นางสามารถปล่อยให้
เขาอุ้มได้โดยไม่รู้สึกรู้สา แต่บัดนี้เขาเป็นสามีของ
นางแล้ว ไม่รู้ว่าเหตุใดจึงเกิดความรู้สึกคลุมเครือ
ไม่เป็นธรรมชาติขึ้นมา
นางดันมือเขาออก กวาดตามองรอบทิศก็พบว่า
ภายในห้องไม่มีสาวใช้สักคน นางไม่รู้ว่าควรกล่าว
อะไรจึงเอ่ยขึ้น “ข้ายังไม่ได้ล้างหน้า ยังนอน
ไม่ได้”
ใบหน้านางยังเต็มไปด้วยเครื่องประทินโฉม
“อืม” เขาผงกศีรษะ “อยากให้ข้าเรียกสาวใช้เข้า
มาหรือไม่”
พูดแล้วก็ลุกขึ้นเดินออกไปด้านนอก ไม่นานเจินจู
กับไต้เม่าก็เข้ามา
พวกนางสองคนช่วยอี๋หนิงถอดปินทอง เงื่อน
มงคงสีทองแดงและเครื่องศีรษะทองคำทั้งหมด
ออก จากนั้นจึงปล่อยผมสยายลง ผมของนาง
ละเอียดนุ่มดุจแพรไหม เมื่อคลายออกก็ทิ้งตัว
สยาย หลังจากนางอาบน้ำเสร็จก็ทาเครื่องหอม
นางมองเงาสะท้อนที่ผ่านการชำระล้างร่างกายใน
กระจกทองแดงอย่างเลื่อนลอย
เจินจูเองก็รู้สึกกระอักกระอ่วน คุณหนูอายุยัง
น้อย ก่อนจากมาฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยยังเรียกเจินจูกับ
ไต้เม่าไปสั่งกำชับว่าให้รอจนคุณหนูถึงวัยปักปิน
เสียก่อนค่อยให้นายท่านเขยกับคุณหนูร่วมหอกัน
พวกนางรับคำ ทว่าในเวลานี้กลับรู้สึกกระอัก
กระอ่วนอยู่บ้าง จะมีการร่วมหอหรือไม่ พวกนาง
ต่างไม่ได้คอยอยู่ปรนนิบัติในห้องแล้ว จะล่วงรู้ได้
อย่างไรเล่า หากนายท่านเขยใช้กำลังฝืนบังคับ
คุณหนูแล้วจะยังสามารถชดเชยกลับมาได้อีกหรือ
ดังนั้นนางจึงทำได้เพียงย้ำกำชับอี๋หนิง “หากนาย
ท่านเขยปฏิบัติไม่ดีต่อท่านหรือท่านรู้สึกอึดอัดอัน
ใด ท่านต้องเรียกบ่าวนะเจ้าคะ ท่านจำได้หรือไม่
เจ้าคะ”
อี๋หนิงมองสีหน้าของพวกนางที่ดูตึงเครียดก็นึก
อยากขัน พี่ชายสามจะไม่ดีต่อนางได้อย่างไร ทว่า
ความเคร่งเครียดในสีหน้าเจินจูกลับฉายชัด ยาม
ที่คุณหนูยืนข้างกายนายท่านเขย คุณหนูสูงเพียง
ไหล่ของเขาเท่านั้น! คุณหนูเรือนร่างบอบบาง
ส่วนนายท่านเขยมีร่างกายสูงใหญ่ ที่สำคัญอายุ
ยังยี่สิบสองแล้ว…
“อืม ข้าจำไว้แล้ว” อี๋หนิงไม่คิดว่าจะเกิด
เหตุการณ์อะไรขึ้นจึงตอบรับคำอย่างขอไปที เมื่อ
ครู่ยังมีสาวใช้ชราอุ้มผ้านวมเข้ามาอีกผืน น่าจะ
เป็นหลัวเซิ่นหย่วนสั่งการไว้ นางรู้สึกกังวล
เล็กน้อย ทว่าไม่ใช่ความรู้สึกกระอักกระอ่วน นาง
ให้เจินจูกับไต้เม่าถอยออกไป จากนั้นจึงเดินผ่าน
ประตูจันทรา แหวกม่านเตียงเชียนกงออก
เมื่อเข้าไปก็พบว่าเขานอนหลับอยู่ด้านนอกของ
เตียงแล้ว ดวงตาปิดสนิท เขาสวมเพียงเสื้อแพรสี
ขาวชั้นเดียว แผ่นอกแน่นกำยำสะท้อนขึ้นลง
น้อยๆ
อี๋หนิงพรูลมหายใจ นอนแล้วก็ดี นอนแล้วนางจะ
ได้ไม่ต้องคิดว่าควรเผชิญหน้ากับเขาอย่างไร
นางหันกลับไปมองภายในห้องก็พบว่าเทียนมังกร
หงส์คู่นั้นยังคงสว่างอยู่ นางเดินไปเบื้องหน้า
เทียนที่กำลังเผาไหม้คู่นั้นเงียบๆ จ้องมองจนตก
อยู่ในภวังค์
เปลวเทียนโยกไหวเบาๆ ในราตรีอันหนาวเหน็บ
ด้านนอกมีเสียงฆ้องดังเล็ดลอดเข้ามา
นางจำได้ว่าต้องตัดไส้เทียนก่อนถึงจะนอนได้
ชาติภพที่แล้วนางไม่ได้จดจำเรื่องนี้ ทว่านี่คือ
ความเชื่อตามธรรมเนียมของโลกมนุษย์ ไม่ว่าจะ
เชื่อหรือไม่ก็ควรปฏิบัติตาม…อี๋หนิงกวาดตามองก็
พบกรรไกรที่ถูกพันด้วยผ้าต่วนสีแดง นางยื่น
กรรไกรไปยังเปลวเทียนที่กำลังโยกไหว เสียงฉับ
ดังขึ้น
นี่จึงถือได้ว่าเสร็จสิ้นแล้ว นางเดินย่องเบาๆ ไปที่
เตียง เตรียมตัวเข้าไปนอนด้านใน ผู้ใดจะรู้ว่า
ขณะที่ก้าวข้ามร่างของหลัวเซิ่นหย่วน ฝีก้าวของ
นางจะสั้นเกินไป ทำให้ไม่ทันระวังสะดุดมือของ
เขา นางอยากคว้าสิ่งใดเพื่อประคองร่างกาย ทว่า
ช้าเกินไป นางร้องอุทานตกใจ ล้มทับลงไปบนร่าง
เขา
เมื่อนางเงยหน้าขึ้นก็พบกับดวงตาของเขาที่กำลัง
จับจ้องนาง เขาไม่ได้หลับ เมื่อครู่คงเป็นการแสร้ง
หลับ
ทั้งสองคนอยู่ใกล้ชิดกันมาก อี๋หนิงพยายามลุกขึ้น
หลายครั้ง แต่เมื่อถูกเขามองด้วยสายตาคล้าย
กำลังแผดเผาประหนึ่งใบมีดคมกริบ นางกลับลุก
ขึ้นไม่ได้
“พี่ชายสาม ข้าไม่ทันระวัง…” อี๋หนิงกระซิบ “ข้า
ลุกไม่ขึ้น ท่านช่วยข้าสักครั้งเถิด”
ผมยาวสลวยสยายลงบนร่างของเขา ภายใต้เสื้อ
แพรชั้นเดียว เมื่อมองผ่านเข้าไปก็จะพบผิวเนียน
ขาวดุจหิมะ ทั้งนุ่มทั้งละเอียด ลึกเข้าไปอีกนิดยัง
มีเงามืดที่ดูนุ่มละมุน ข้อมือที่ทาบอยู่บนแผงอก
ของเขาเรียวเล็ก อ่อนนุ่มดุจหยกหอมเย้ายวนถึง
เพียงนั้น ไม่ว่าจะสัมผัสส่วนใดของเขาก็ล้วนทำให้
เกิดอาการเขม็งเกร็งรุ่มร้อน เดิมหลัวเซิ่นหย่วนก็
เฝั้าคะนึงอยู่แรมปี ทุกคราที่ได้สัมผัสนาง เขาก็
กลัวว่าตนจะอดกลั้นไม่อยู่ ดังนั้นจึงทำได้เพียง
เฝั้ารักทะนุถนอมอยู่ห่างๆ แต่ในห้วงความฝัน
ความรู้สึกที่ได้โอบกอดนางไว้ในอ้อมแขน ทาบ
ทับร่างนางไว้ใต้ร่าง เป็นเรื่องที่เขาเพ้อฝันมา
หลายคืนวันแล้ว เพียงแต่เมื่อนึกถึงเรื่องที่ได้ตก
ลงกับนางไว้ เขาจึงจำต้องอดกลั้น
เมื่อครู่ยามที่ได้ยินเสียงน้ำด้านใน ร่างกายก็เขม็ง
ตึง จึงหลับตาแสร้งทำเป็นหลับ เขาได้ยินเสียง
เคลื่อนไหวของนางใกล้เข้ามา คาดไม่ถึงว่านางจะ
ล้มทับบนตัวเขา ทั้งยังลุกขึ้นไม่ได้อีก!
“อืม” เขาจับมือของนางไว้เนิบช้า ตรรกะบอกว่า
เขาต้องประคองนางขึ้น แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด นาง
กลับถูกรั้งตัวลง อี๋หนิงจะต้านทานเรี่ยวแรงของ
เขาได้อย่างไร นางดิ้นรนอยู่หลายคราแต่สลัดไม่
หลุด หลัวเซิ่นหย่วนดูต่างไปจากยามปกติ นาง
กล่าวติดๆ ขัดๆ “ท่าน…ท่านไม่ได้กล่าวว่าจะ
ปฏิบัติกันฉันพี่น้องหรอกหรือ…” เหตุใดมองแล้ว
จึงรู้สึกไม่เหมือนพี่น้องสักนิดเลยเล่า!
แม้จะกล่าวว่าปฏิบัติฉันพี่น้อง ทว่าเขาไม่ได้คิด
กับนางเฉกเช่นพี่น้องมาช้านานแล้ว ข้อมือในกำ
มือเขาเรียวบางถึงเพียงนี้ หากกดนางไว้ใต้ร่าง
ร่างบอบบางของนางจะขัดขืนเขาได้หรือ ลม
หายใจของหลัวเซิ่นหย่วนกระชั้นถี่ขึ้นทุกขณะ ไร้
หนทางข่มกลั้น “เจ้ารู้แล้วยังมาล้มบนร่างข้าอีก
…”
นี่เป็นคำกล่าวกระไรกัน!
อี๋หนิงลองพยายามขยับมืออีกครั้ง น้ำเสียงเศร้า
สลด “ข้าไม่ได้ตั้งใจจริงๆ !”
น้ำเสียงของนางระคนด้วยสะอื้นจางๆ เสียงจาก
ลำคอแผ่วเบาดุจลูกแมวน้อย
ตั้งแต่ยามปกติที่นางร่ำไห้พลางเรียกตนว่าพี่ชาย
สาม ในใจเขาก็บังเกิดความคิดชั่วร้ายแล้ว
เพียงแต่นางไม่เคยล่วงรู้ ครานี้เขาไม่อาจสะกด
กลั้นได้อีก พลิกนางลงใต้ร่าง จิตใต้สำนึกของอี๋ห
นิงคิดอยากหยุดยั้งเขา แต่กลับถูกเขารวบจับไว้
ด้วยมือเดียว เขาถูกกระตุ้นจนถึงขีดสุด ทันทีที่
ก้มศีรษะลงก็รวบกวาดติ่งหูเข้าปาก
อี๋หนิงตื่นตะลึงจากการเคลื่อนไหวอย่างกะทันหัน
ของเขา ความรู้สึกเสียวซ่านบริเวณติ่งหูถ่ายทอด
ออกมาไม่ขาดสาย นางยื่นมือไปจับสาบเสื้อของ
เขาไว้ เมื่อครู่ยังบอกว่าจะปฏิบัติต่อกันเฉกเช่นพี่
น้อง! ทว่าบัดนี้เขากลับกดทับร่างของนางไว้
ร่างกายหนักอึ้งทาบทับ ทำให้นางไม่อาจขยับ
เคลื่อนไหวได้เลย
“พี่ชายสาม ท่านบีบจนข้าเจ็บ…” อี๋หนิงเริ่มรู้สึก
เจ็บจากแรงบีบของเขา นางสะกดกลั้นไม่ไหวจึง
ได้ร้องออกมา
น้ำเสียงของนางร้อนรนอย่างยิ่งยวด หลัวเซิ่นหย่
วนพลันได้สติ ผิวของอี๋หนิงบอบบาง บนผิวนุ่มดุจ
หิมะปรากฏรอยแดงเป็นจำนวนมาก บนข้อมือ
ของนางยังเกิดเป็นวงแดง สาบเสื้อถูกเขาดึงรั้งจน
ยับยุ่ง ดูน่าสะพรึงนัก
“ขอโทษ…” เขาคลายมือออก จากนั้นจึงลุกขึ้น
ลงจากเตียงแล้วไปยังห้องอาบน้ำทันที
อี๋หนิงได้ยินเสียงน้ำดังขึ้น เขาเพิ่งอาบน้ำเสร็จ…
นางมิใช่คนที่ไม่เคยผ่านโลกมาก่อน ย่อมรู้ดีว่านี่
หมายถึงอะไร
อันที่จริงเรื่องนี้ช้าเร็วก็ต้องเกิด อี๋หนิงพรูลม
หายใจช้าๆ
แม้ยามนี้อายุนางจะยังน้อย แต่มิใช่ว่าไม่เคยมี
เด็กอายุเท่านี้แต่งงานมาก่อน บางทีเมื่อครู่นาง
ควรยินยอมเขา…อี๋หนิงครุ่นคิดอย่างสับสน ทว่า
สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงความคิด สำหรับเรื่องที่ควรจะ
ดำเนินการจริงๆ อย่างไรนั้น นางไม่เคยครุ่นคิด
มาก่อน นางจัดแจงผูกมัดเสื้อผ้าที่ถูกเขาดึงรั้งให้
เรียบร้อย จากนั้นจึงเห็นหลัวเซิ่นหย่วนเดิน
กลับมาอีกครั้ง บนร่างของเขายังคงมีร่องรอย
เปียกชื้น
หลัวเซิ่นหย่วนกลับขึ้นไปบนเตียงก็เห็นนางยังคง
มองตน เขากล่าว “เมื่อครู่…เจ้าตกใจหรือไม่” ทั้ง
ที่รู้ว่านางยังเด็ก ยังทนรับไม่ไหว แต่เมื่อครู่เขา
ยังคงสูญเสียสติสัมปชัญญะ ยามนั้นนางที่อยู่บน
ร่างเขาเคลื่อนไหวไม่อยู่สุข
บุรุษอยู่บนเตียงกับคนที่พึงใจย่อมเป็นไปไม่ได้ที่
จะไม่หวั่นไหว หลัวเซิ่นหย่วนพลันตระหนักได้ถึง
จุดนี้
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ” อี๋หนิงครุ่นคิด แม้เขาจะทะนุ
ถนอมตน แต่นางก็ควรช่วยเขา…คราหน้านางควร
ให้ความร่วมมือกับเขาสักหน่อย ขณะที่นางลอบ
คิดก็ม้วนร่างเข้าไปอยู่ใต้ผ้าห่ม
พอเห็นท่าทางที่คล้ายอยากจะนอนของนาง
หลัวเซิ่นหย่วนก็เงียบไปชั่วครู่ เขาปล่อยม่านลง
ทันใดนั้นภายในห้องก็เหลือเพียงแสงสลัว
เขาล้มตัวลงนอนด้านข้าง อี๋หนิงลอบคิดในใจว่า
ครานี้ควรได้เวลาพักผ่อนเสียที ผู้ใดจะรู้ว่านาง
เพิ่งหลับตา มือใหญ่คู่หนึ่งก็ยื่นมาดึงนางเข้าไป
กอด นางตกเข้าสู่อ้อมกอดอุ่นร้อนนั้นอีกครั้ง
รอบนี้อี๋หนิงลืมตามองเขา ไม่ขยับเคลื่อนไหว
หลัวเซิ่นหย่วนก้มหน้าจุมพิตบนหน้าผากนาง
กล่าวเสียงต่ำเบา “ขอโทษ” เขาเคลื่อนต่ำลง
ประทับจูบบนแก้มนาง ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนทาบ
ทับบนริมฝีปากนางแผ่วเบา
อี๋หนิงรู้สึกเสียววาบเล็กน้อย แต่หลังจากนั้นเขาก็
ปล่อยนางแล้ว
อี๋หนิงจับสาบเสื้อของเขาไว้ พิงกายเข้ากับแผงอก
ของเขา ดมกลิ่นอันคุ้นเคยบนร่างเขา เพราะ
จุมพิตนี้ ใบหน้านางจึงแดงเรื่อ ลอบคิดในใจว่า
เคราะห์ดีที่เขามองไม่เห็น นางผงกศีรษะ กล่าว
เสียงแผ่วเบา “พี่ชายสาม นี่มีอะไรต้องขอโทษ
กัน”
หลัวเซิ่นหย่วนนิ่งเงียบไปชั่วครู่ ก่อนเอ่ยขึ้น “เมื่อ
ครู่ข้ากำลังอยากพูดกับเจ้าว่า เจ้าจะเรียกข้าว่า
พี่ชายสามไม่ได้แล้ว เจ้าควรเรียกขานข้าว่า
อย่างไร”
เรียกว่าอะไร มิใช่ว่าพี่ชายสามก็ดีอยู่แล้วหรอก
หรือ นางเรียกมานานแรมปีแล้ว หรือควร
เปลี่ยนเป็นพี่ชาย สามี ใต้เท้า หรือให้เรียกชื่อ
ตามตรงดี
อี๋หนิงตัดสินใจ ขยับริมฝีปากอยู่หลายครา ก่อน
ลองเอ่ยออกมา “…เซิ่นหย่วน”
คล้ายเขาจะไม่พอใจสักเท่าไร “เจ้าคิดออกเพียง
เท่านี้รึ”
ยังมีสามี อี๋หนิงครุ่นคิดแล้วจึงกล่าว “เช่นนั้นหาก
ข้าเรียกท่านว่าสามี ท่านจะคุ้นชินหรือไม่”
หลัวเซิ่นหย่วนชะงัก จากนั้นจึงลูบศีรษะนาง
“ช่างเถิด แล้วแต่เจ้าจะเรียก รีบนอนได้แล้ว
พรุ่งนี้ยังต้องไปพบเครือญาติอีก”
นี่เป็นครั้งแรกที่อี๋หนิงนอนในอ้อมกอดเขา นางยัง
ไม่คุ้นชินอยู่บ้าง บนร่างของเขามีกลิ่นกายสะอาด
ของบุรุษ ทว่าทั้งหมดนี้ทำให้นางรู้สึกอุ่นใจ นาง
เงยหน้ามองสีสันที่ประดับประดาอยู่ภายในห้อง
นี่คือค่ำคืนวิวาห์ของนาง…
มีเขาอยู่ข้างกาย แม้สถานการณ์เช่นนี้จะไม่คุ้นชิน
อยู่บ้าง ในเมื่อนางและหลัวเซิ่นหย่วนไม่เคยร่วม
หลับนอนกันในราตรีอันมืดมิดเช่นนี้มาก่อน แต่
เมื่อเห็นเขานอนอยู่ข้างกาย มีร่างสูงใหญ่คอย
ช่วยบดบังแสงเทียน นางก็เกิดความรู้สึกไร้ความ
เกรงกลัวต่อทุกสิ่ง เป็นความอุ่นใจอย่างยิ่งยวด
หลัวเซิ่นหย่วนหลับตาลง ในหัวมีภาพอี๋หนิงที่
กำลังเขย่งปลายเท้าตัดไส้เทียน แสงเทียนส่อง
สะท้อนใบหน้าด้านข้างของนาง สีหน้าแววตาดู
จริงจัง ภายในห้องสว่างไสวไปด้วยแสงจากเปลว
เทียน
เขาจะจดจำไว้ตลอดกาล