พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 138
ราตรีเงียบสงัด บรรยากาศภายในห้องหนังสือ
จวนอิงกั๋วกงดูมืดทะมึน
เส้นเลือดหลังมือของเว่ยหลิงปูดบวม หากผู้ที่นั่ง
อยู่เบื้องหน้าเขาไม่ใช่ลู่เจียเสวีย เขาอาจระเบิด
โทสะไปนานแล้ว
ทว่าลู่เจียเสวียกลับผายมือออกเนิบช้า พูดด้วย
เสียงทุ้มต่ำ “เจ้าอย่าเพิ่งโมโหไป ข้าเองก็ไม่ได้
ทำลายงานแต่งของบุตรสาวเจ้า ข้าได้รับพระ
บัญชาจากฝั่าบาทก็ต้องจับไส้ศึกออกมาให้ได้”
“ศีรษะมนุษย์ที่บรรจุอยู่ในหีบของเจ้าคือหัวของ
เจิงอิ้งคุนผู้บัญชาการของต้าเซวียนหรือ” เว่ยหลิ
งถามด้วยเสียงต่ำเบา
มิเช่นนั้นเหตุใดลู่เจียเสวียจึงต้องลงทุนลงแรงส่ง
หัวกลับมาจากซานซี เว่ยหลิงกำลังคิดว่าเขาได้
ตัดศีรษะก่อนทูลขอพระราชโองการจากองค์
จักรพรรดิ[1]หรือไม่ หากเป็นไส้ศึกทั่วไป เขาคงไม่
ต้องลงมือลงแรงถึงเพียงนี้ เช่นนั้นไส้ศึกผู้นี้คง
ต้องมีสถานะพิเศษ
ลู่เจียเสวียส่ายศีรษะ “เขามิใช่ไส้ศึก แม้เจิงอิ้งคุน
จะวางท่าเผด็จการ แต่ก็เป็นแม่ทัพที่มีชื่อเสียงคน
หนึ่ง จะทำเรื่องทรยศต่อแว่นแคว้นได้อย่างไร”
เขากล่าวต่อ “คนที่ทรยศแว่นแคว้นคือเจิงหาง
เขาอาศัยบารมีของบิดารับองครักษ์เจิ้นฝูซือ ถึง
ตำแหน่งทางการจะเล็ก ทว่าสถานะของเขาใน
เมืองต้าถงประหนึ่งองค์จักรพรรดิท้องถิ่น บิดา
ของเขารักเอ็นดูบุตรชายจนกระทั่งตราพยัคฆ์
[2]ยังเก็บไว้ในห้องนอนของบุตรชาย”
ลู่เจียเสวียจิบชาเพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นกับลำคอ
“คนผู้นี้เฉลียวฉลาดมาก เจ้าเล่ห์ทรยศ ยามที่อยู่
ในต้าถง ข้าเคยเกือบถูกเขาลอบทำร้าย เจ้าสุนัข
นี่ใจกล้าคับฟั้า ข้าจึงสังหารเขาเสีย”
“เจ้าฆ่าบุตรชายของเจิงอิ้งคุนรึ” เว่ยหลิงตก
ตะลึง ต่อให้ไม่สนิทใกล้ชิดกับเจิงอิ้งคุน เว่ยหลิงก็
รู้ว่าภรรยาของคนผู้นี้เสียชีวิตตั้งแต่อายุยังน้อย
ทิ้งไว้เพียงบุตรชายคนนี้ เจิงอิ้งคุนใช้ชีวิตเป็น
ทหารมาทั้งชีวิต ความรู้สึกที่เขามีต่อภรรยาที่
หมั้นหมายตั้งแต่วัยเยาว์ไม่ธรรมดา ดังนั้นเขาจึง
ไม่ได้ตบแต่งภรรยาคนที่สอง บุตรชายคนเดียวนี้
เป็นดุจแก้วตาดวงใจของเขา
“ฆ่าไม่ได้หรือ” ลู่เจียเสวียเหลือบตามองเขา
มุมปากเว่ยหลิงกระตุก “เจ้าสังหารบุตรชายของ
เขา ดังนั้นเจิงอิ้งคุนจึงส่งคนมาตามสังหารเจ้า
หรือ”
ลู่เจียเสวียวางเท้าลงบนพื้น “ก็ไม่เชิง ในหีบของ
ข้าใบนั้น นอกจากหัวของลูกชายเขาแล้วยังมี
หลักฐานการสมรู้ร่วมคิดกับชนเผ่าหว่าล่าของ
พวกเขาอีก พวกเขาคิดจะแย่งชิงกลับไป มิ
เช่นนั้นเจิงอิ้งคุนคงต้องถูกทำลายล้างวงศ์ตระกูล
โทษฐานอบรมสั่งสอนบุตรไม่ดี ตามใจเจิงหางจน
ทำให้เขาคบคิดกับกบฏ กระทำความผิดมหันต์”
เว่ยหลิงรู้สึกสงสัย เจิงอิ้งคุนเป็นผู้บัญชาการต้าถง
เหตุใดบุตรชายของเขาจึงเกิดความคิดทรยศต่อ
แว่นแคว้น
“ชนเผ่าหว่าล่ามีการค้าขายกับชายแดน
ผลประโยชน์สี่ส่วนตกอยู่ในกำมือของเขา” ลู่เจีย
เสวียกล่าว “ใจจริงเขาเองก็ไม่ได้อยากสมคบคิด
กับศัตรูขายแว่นแคว้น เพียงแต่เขาสามารถหา
ผลประโยชน์จากคนเผ่าหว่าล่าได้ ทั้งสองฝั่ายต่าง
มีผลประโยชน์ร่วมกัน ตระกูลของพวกเขาอาศัย
ความร่วมมือนี้สร้างความมั่งคั่ง ทั่วทั้งซานซีเต็ม
ไปด้วยร้านค้าของพวกเขา แต่ทันทีที่เจ้าไปถึงก็
ไปตัดเส้นทางความร่ำรวยของพวกเขา หากเขา
ไม่จัดการเจ้าแล้วจะจัดการผู้ใดเล่า”
ความมั่งคั่งนี้มีความเป็นมาไม่ง่ายเลย
น้ำเสียงของเว่ยหลิงอ่อนลงเล็กน้อย ทว่าสีหน้า
ยังคงย่ำแย่ “แต่นี่อันตรายเกินไปแล้ว วันนี้อี๋หนิง
แต่งงาน หากเกิดเรื่องผิดพลาดใดขึ้น…”
“ข้าสามารถจับคนของพวกเขามาใช้ประโยชน์
ได้” ลู่เจียเสวียโบกมือเป็นเชิงให้เขาไม่ต้องพูด
แล้ว “นอกจากนี้ข้าก็ช่วยเหลือบุตรสาวของเจ้า
ไว้มิใช่หรือ นางไม่ได้รับบาดเจ็บจริงๆ สักหน่อย”
พอเว่ยหลิงคิดถึงว่า การที่ลู่เจียเสวียบั่นคอ
บุตรชายของเจิงอิ้งคุนก็ถือเป็นการช่วยเหลือเขา
ทางหนึ่ง จึงไม่ได้กล่าวอะไรอีก เขากับลู่เจียเสวีย
ร่วมเป็นร่วมตายกันมาแรมปี เข้าใจอุปนิสัยของ
อีกฝั่ายเป็นอย่างดี คนใดที่ไม่สำคัญ ลู่เจียเสวียก็
ไม่เคยแยแสความเป็นตายของคนผู้นั้น แม้จะเป็น
เว่ยอี๋หนิงก็ตาม
“เทียบกับการแต่งงานของบุตรสาวเจ้า วันนี้ข้า
กลับสนใจหลัวเซิ่นหย่วนมากกว่า” ลู่เจียเสวียก
ล่าว “บุตรชายของเจิงอิ้งคุนจะสมรู้ร่วมคิดศัตรู
ทรยศแว่นแคว้นก็ช่างเถิด ที่น่าแปลกคือเขากับ
ลูกเขยของเจ้าเคยมีการส่งจดหมายติดต่อกัน”
ทันทีที่เว่ยหลิงได้ยิน หัวคิ้วก็ขมวดมุ่น หลัวเซิ่น
หย่วนมีการติดต่อกับเจิงหางหรือ
“เนื้อหาในจดหมายคืออะไรข้าไม่รู้ เพราะถูกเจิง
หางทำลายแล้ว” ลู่เจียเสวียยกถ้วยชาขึ้นมาจิบ
“หลัวเซิ่นหย่วนช่วยเจ้าก็เท่ากับเป็นการทรยศ
บุตรชายของเจิงอิ้งคุน กระทั่งยังปล่อยข่าวลวงให้
ในเมื่อเขามีการลักลอบติดต่อกับเจิงหาง แน่นอน
ว่านี่คงมิใช่เรื่องที่เกิดขึ้นในวันสองวัน เหตุใดเขา
จึงทรยศเจิงหางมาช่วยเจ้า หรือเพราะเจ้าเป็น
บิดาของน้องสาวบุญธรรมของเขา”
มิใช่ว่าเว่ยหลิงไม่เคยสงสัยว่าหลัวเซิ่นหย่วนรู้
เรื่องราวอย่างแจ่มแจ้งได้อย่างไร เหตุใดเขาจึงรู้
ว่ามีไส้ศึกอยู่ ที่สำคัญทุกเรื่องยังก้าวนำเจิงหางไป
ล่วงหน้าก้าวหนึ่ง
“ลูกเขยของเจ้าผู้นี้จิตใจแยบยล การมาสู่ขอ
บุตรสาวเจ้าโดยกะทันหันย่อมมิใช่เรื่องธรรมดา
เกรงว่าคงมีเปั้าหมายอื่น เจ้าลองใคร่ครวญให้ดี”
ลู่เจียเสวียวางถ้วยชาลง เตรียมจะจากไป “ข้ายัง
ต้องเข้าวังเพื่อไปรับพระบัญชาจากฝั่าบาท วันนี้
รบกวนงานแต่งของบุตรสาวเจ้าแล้ว…สินเจ้าสาว
ที่ข้ามอบให้ก็ถือเสียว่าเป็นคำขอโทษแล้วกัน”
“อันที่จริงเจ้ากับข้าก็มีใจผูกสัมพันธ์กันมาแรมปี”
เว่ยหลิงพลันกล่าวขึ้น “หากพวกเราสองคนต้องมี
ใจเหินห่างเพราะเรื่องที่ด่านปราการผิงหย่วนใน
คราก่อนคงไม่จำเป็น เจ้าเป็นผู้บัญชาการ มายาม
นี้ยังเป็นผู้สำเร็จราชการเซวียนต้า ข้าย่อมต้อง
เชื่อฟังคำสั่งเจ้า”
ลู่เจียเสวียได้ยินแล้วก็ไม่ได้หันศีรษะกลับมา เขา
ทอดถอนใจก่อนกล่าว “เรื่องความรู้สึกถือเป็นสิ่ง
ที่ไม่จีรังมากที่สุด เพียงกล่าวว่าไม่มีก็สูญสิ้นแล้ว
การที่เจ้าเชื่อฟังคำสั่งข้าย่อมเป็นทางเลือกที่ดี
ที่สุด หากมีข้าเป็นหลักพึ่งพิง น่าจะไม่มีหลัก
พึ่งพิงใดมั่นคงไปกว่าข้าแล้ว”
เมื่อกล่าวจบ เขาก็ไปจากจวนอิงกั๋วกง
เว่ยหลิงนั่งเพียงลำพังอยู่เนิ่นนาน สิ่งประดับ
ประดาที่ถูกใช้ตกแต่งในงานมงคลยังไม่ถูกเก็บ
ออกไป เขาพลันนึกถึงเรื่องที่วันนี้มีคนบุกเข้ามา
นึกถึงท่าทางการสั่งการหน่วยเทพสงครามอย่าง
เชี่ยวชาญของหลัวเซิ่นหย่วน หากต่อไปอี๋หนิงเกิด
เรื่องขัดแย้งกับหลัวเซิ่นหย่วน…นางต้องรับมือเขา
ไม่ไหวเป็นแน่ คำพูดของลู่เจียเสวียทำให้เว่ยหลิง
บังเกิดความกังวลต่อลูกเขยคนใหม่ผู้นี้
คืนนี้อี๋หนิงนอนหลับสนิทอย่างน่าประหลาดใจ
กระทั่งยังหลับสบายกว่ายามอยู่ในจวนอิงกั๋วกง
อีก ทว่าตั้งแต่เช้าตรู่ นางก็ต้องสะดุ้งตื่นจากความ
ฝัน ราวกับกับนึกสิ่งใดขึ้นมาได้จึงลุกพรวดขึ้นนั่ง
นางกวาดตามองรอบทิศ การตกแต่งที่ไม่คุ้นตา
และสิ่งของที่ถูกห่อหุ้มด้วยผ้าต่วนแดงทำให้นาง
ตระหนักได้ว่านางแต่งงานแล้ว ที่นี่ไม่ใช่จวน
อิงกั๋วกง แต่เป็นจวนตระกูลหลัวในตรอกฝูเสวีย
ครั้นได้ยินว่าอี๋หนิงตื่นแล้ว เจินจูจึงนำสาวใช้
แหวกม่านเข้ามา ในมือประคองอ่างทองแดง ขี้ผึ้ง
หอมต่างๆ มาปรนนิบัตินางล้างหน้าล้างตา
อี๋หนิงมองผ้านวมข้างกายที่ไร้คน “พี่ชายสาม…”
นางกล่าวได้เพียงครึ่งประโยคก็ลังเล อี๋หนิงยื่นมือ
ลงไปในอ่างทองแดง น้ำอุ่นกระเพื่อมไหวต้องมือ
นาง นางเปลี่ยนวิธีการกล่าว “นายท่านเขยเล่า”
เจินจูยิ้มกว้างพลางกล่าว “เมื่อครู่นายท่านเขยให้
บ่าวบอกท่านว่า เมื่อท่านตื่นแล้วให้ล้างหน้าล้าง
ตากินมื้อเช้าก่อน นายท่านเขยตื่นตั้งแต่ยามเหม่า
แล้ว บ่าวเห็นท่านเดินไปทางห้องหนังสือเจ้าค่ะ”
คงไปสะสางเรื่องงานกระมัง
เช้าวันนี้ต้องไปยกน้ำชา อีกครู่เขาคงกลับมา อี๋ห
นิงนั่งลงบนตั่งอุ่นข้างหน้าต่าง ปล่อยให้เจินจู
เช็ดหน้าให้นาง นางหยิบรายการสินสอดมาพลิก
อ่าน ทันใดนั้นก็ต้องตื่นตะลึง “เหตุใดจึงมีเพิ่มมา
อีกหลายหน้า”
ผืนนาที่ว่านผิง ร้านค้าที่ต้าซิ่ง หรือแจกันคู่
ทองคำแท้แกะสลักลายอายุยืน พระพุทธรูปหยก
…
อี๋หนิงนึกขึ้นมาได้ สิ่งเหล่านี้มิใช่รายการที่อยู่ใน
รายการสินสอดของหลัวเซิ่นหย่วนหรอกหรือ!
สิ่งเหล่านั้นคือรายการสินสอด เหตุใดจึงนำมาจด
รวมไว้ในนี้ นี่มีมูลค่ากว่าสี่หมื่นตำลึงเชียวนะ
หรือว่าเว่ยหลิงจะยกเป็นสินเจ้าสาวให้นางนำติด
ตัวมาด้วย
อี๋หนิงรีบให้เจินจูไปเชิญโหลวมามากับฟั่านมามา
ที่ติดตามเป็นสินเจ้าสาวมา ทั้งสองท่านนี้ล้วนเป็น
คนที่เว่ยหลิงมอบให้ กล่าวว่าให้สาวใช้ชรามาช่วย
ปรนนิบัตินาง
ทันทีที่สาวใช้ชราเข้ามา เพียงมองสีหน้าและท่า
นั่งของอี๋หนิงก็รู้ว่าเมื่อคืนนายท่านเขยกับคุณหนู
ไม่ได้ร่วมหอกัน รอยยิ้มจึงอ่อนโยนขึ้นหลายส่วน
พวกนางรู้ว่าจะกลับไปรายงานที่จวนอิงกั๋วกง
อย่างไรแล้ว พวกนางยอบกายคารวะ “ฮูหยินมี
สิ่งใดจะสั่งหรือเจ้าคะ”
อี๋หนิงวางรายการสินเจ้าสาวลงบนโต๊ะ ชี้ไปที่
หลายหน้านั้น “นี่เรื่องอันใดกัน”
สาวใช้ชราทั้งสองคนสบตากัน จากนั้นโหลวมามา
จึงเอ่ย “นายท่านกั๋วกงกล่าวว่ามอบให้ท่านเป็น
สินเจ้าสาวเจ้าค่ะ ดังนั้นจึงได้บันทึกเพิ่มเข้าไป”
อี๋หนิงถือรายการสินเจ้าสาวไว้ด้วยมือที่สั่นเทา
เล็กน้อย นี่หนักอึ้งเพียงใดกัน หกหมื่นตำลึงเชียว
นะ! นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ต่อให้เว่ยหลิงรัก
เอ็นดูบุตรสาวมากเพียงใด ทว่าสินเจ้าสาวหก
หมื่นตำลึงนี่ก็มากเกินไปแล้ว
ทว่านางไร้เหตุผลจะส่งคืน อี๋หนิงทำได้เพียงมอง
ทวนอยู่หลายหน ไม่รู้ว่าควรคร่ำครวญว่าเป็น
พี่ชายหรือบิดาของนางที่ร่ำรวยดี จึงมองไม่เห็น
สิ่งของล้ำค่าเหล่านี้ในสายตา มาบัดนี้ทุกสิ่งล้วน
ตกเป็นของนางแล้ว
อี๋หนิงยังไม่ทันฟืนจากอาการตื่นตระหนกที่ได้เห็น
รายการสินเจ้าสาวก็มีสาวใช้เข้ามาคารวะ เป็น
สาวใช้ที่หลัวเซิ่นหย่วนมอบให้นางเรียกใช้ สาวใช้
เดินเรียงเข้ามาทีละคน อี๋หนิงเพียงปรายตามองก็
พบกับฝูเจียงที่มีผิวพรรณขาวละเอียด รูปโฉม
งดงาม เรือนร่างเพรียวบางสูงระหง เป็นคนที่ครา
ก่อนลอบรายงานหลินไห่หรูอย่างลับๆ ว่าพี่ชาย
สามไม่ยอมแตะต้องพวกนาง ทว่ากลับมี…
นางไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด เมื่อเห็นฝูเจียงจึงนึกถึง
เรื่องเมื่อคืนนี้ ลมหายใจของทั้งสองคนเกี่ยว
กระหวัด ร่างที่ทาบทับบนร่างของนางร้อนระอุ
ทั้งที่สัมผัสได้ชัดว่ามีปฏิกิริยาตอบสนอง ทว่า
สุดท้ายกลับไม่ได้ทำอะไร
อี๋หนิงกระแอมไอเสียงหนึ่ง นางไม่คุ้นชินให้คนไม่
คุ้นเคยปรนนิบัติ จึงจัดแจงให้สาวใช้ใหม่เหล่านี้
ย้ายไปยังห้องรับใช้ด้านหลัง รับผิดชอบเรื่อง
สัพเพเหระทั่วไป
เดิมทีสาวใช้หลายคนนั้นเป็นคนที่คอยปรนนิบัติ
รับใช้หลัวเซิ่นหย่วน เขาน่าจะมอบคนข้างกายให้
นางครึ่งหนึ่ง สาวใช้หลายคนดูมีมารยาทนอบ
น้อมถ่อมตน ไม่แสดงอาการไม่พึงพอใจแต่อย่าง
ใด ปฏิบัติต่อนางด้วยความเคารพอย่างยิ่งยวด
สมกับเป็นคนที่เคยปรนนิบัติข้างกายหลัวเซิ่นหย่
วนมาก่อน
อี๋หนิงเห็นแสงอาทิตย์ที่ส่องมาถึงลานกลางเรือน
ก็คะเนว่าน่าจะถึงเวลาแล้ว นางจึงเรียกสาวใช้มา
ทำผมให้
หลัวเซิ่นหย่วนกลับมาจากด้านนอก เพียงเขามอง
ผ่านบานประตูก็พบนางที่กำลังเอนกายอยู่บน
หมอนอิง สาวใช้สยายผมของนางลงบนผ้าแพรสี
แดงสด ผมประหนึ่งเส้นไหมที่มีมูลค่าสูงล้ำ
สะท้อนเป็นประกายแวววาวสีน้ำเงินจางๆ นาง
ก้มศีรษะมองรายการในมือ เปั้ยจึลายอักษรมงคล
สมปรารถนาสีแดงเข้มขับเน้นให้ดวงหน้านางขาว
ดุจหยกใสมันวาว ชั้นขนอ่อนบางทำให้ผู้คนสัมผัส
ได้ถึงความอ่อนเยาว์ ราวกับเพียงกัดก็อาจแตก
สลาย
สาวใช้ด้านนอกส่งเสียงรายงาน หลัวเซิ่นหย่วนถึง
จะเดินเข้าไป
แสงรุ่งอรุณขับให้ร่างของเขายิ่งดูสูงตระหง่าน
เขาขยับเข้ามาบดบังแสงที่นางใช้อ่านรายการ แต่
ก็เป็นเวลาเพียงพริบตาเท่านั้น แล้วเดินมาหยุด
ข้างกายนางก่อนเอ่ยถาม “เจ้ากำลังดูสิ่งใดอยู่
หรือ”
ครั้นอี๋หนิงได้ยินเสียงของเขาก็รู้สึกมึนงงไป
ชั่วขณะ มักหวนนึกถึงเรื่องคืนวาน แม้เดิมทีพวก
เขาจะเคยเป็นพี่น้อง แต่ก็ไม่ได้อาศัยอยู่ร่วมกัน
ทว่าเวลานี้พวกเขาได้ใช้ชีวิตร่วมกันแล้ว ยามที่
เขาหลัวเซิ่นหย่วนเดินมาหยุดข้างกายตน อี๋หนิง
ยังได้กลิ่นหอมสะอาดของจ้าวเจียว[3]บนเรือนร่าง
เขา เป็นความใกล้ชิดที่เกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว
นางไม่กล้าสบตาเขา มือที่ถือสมุดรายการกำแน่น
เล็กน้อย
ขณะที่นางกำลังตกอยู่ในภวังค์ มือที่เห็นข้อ
กระดูกชัดเจนนั่นก็ช่วงชิงรายการสินเจ้าสาวจาก
มือนางไป
“รายการสินเจ้าสาว..” เขาเงยหน้ามองนาง
“ไฉนจึงดูสิ่งเหล่านี้”
อี๋หนิงมองคิ้วหนาเข้ม สันจมูกสูงตรง ยังมีสัน
กรามหล่อเหลาของเขา นางอยากแย่งรายการสิน
เจ้าสาวกลับมา “ท่านดูไม่ได้…”
หลัวเซิ่นหย่วนมองนาง “เหตุใดจึงดูไม่ได้”
ไม่ว่าอย่างไรอี๋หนิงก็ต้องแย่งกลับมา! หากให้เขา
เห็นว่าสินสอดที่ถูกส่งไปถูกเปลี่ยนเป็นสินเจ้าสาว
คงไม่ดีนัก ทว่าเขาสูงถึงเพียงนั้น อี๋หนิงต้องลุก
ขึ้นไปยืนบนตั่งไม้เพื่อแย่งชิงกับเขา ทว่าสุดท้ายก็
ยังสูงไม่พอ เขาจงใจทำให้นางหยิบไม่ถึง รอจน
นางเกือบจะฉวยจากมือเขาได้ เขากลับหลบได้
ทันควัน ก่อนจะหันหลังไปอ่านต่อ
เหตุใดเมื่ออยู่เบื้องหน้าเขาอี๋หนิงจึงรู้สึกเหมือน
ตนกำลังถูกรังแกประหนึ่งเด็กสาวตัวเล็กๆ เขา
กลั่นแกล้งนางเช่นนี้ นางจึงไม่สนเรื่องที่ไม่กล้า
มองหน้าเขาแล้ว อี๋หนิงยื่นมือออกไปหลายครั้ง
หมายจะคว้ากลับมาให้ได้ ทั้งโมโหทั้งขัน “ไม่มี
อะไร ก็แค่ท่านพ่อเอาสินสอดของท่านมารวมกับ
สินเจ้าสาวก่อนมอบให้ข้า! ท่านอย่าได้คิดมาก
ไป”
หลัวเซิ่นหย่วนมองใบหน้าแดงเรื่อที่ดูสุขภาพดี
ของนาง ก่อนจะพลันเลิกคิ้วขึ้น “หรือรายการ
ด้านในจะไม่ใช่ของที่ข้าส่งเข้าไปยังจวนอิงกั๋วกง
มีสิ่งใดต้องคิดมากกัน”
เห็นได้ชัดว่าอี๋หนิงไม่ได้กังวลเรื่องนั้น แต่ไรมา
นางไม่เคยถูกเขาหยอกล้อเช่นนี้มาก่อนจึงไม่รู้ว่า
ควรกล่าวอะไรดี
สายตาที่หลัวเซิ่นหย่วนมองนางอ่อนโยนขึ้น
เล็กน้อย เขากล่าวด้วยรอยยิ้ม “ในที่สุดก็กล้า
มองข้าแล้วหรือ”
เขาจงใจ อี๋หนิงตระหนักได้โดยพลัน เขา
สังเกตเห็นว่านางยังไม่คุ้นชินจึงได้คิดจะทำลาย
ระยะห่างที่เกิดขึ้นระหว่างพวกเขา
หลัวเซิ่นหย่วนคืนรายการสินเจ้าสาวให้นาง อี๋ห
นิงราวกับลูกสุนัขตัวน้อยที่ปกปั้องอาหาร เขาลูบ
ศีรษะนาง ก่อนสำทับอีกประโยค “วางใจเถิด
พี่ชายสามไม่แย่งของเจ้าหรอก”
อี๋หนิงกัดฟัน นางคลี่ยิ้มออกมาช้าๆ “แน่นอน มี
เพียงบุรุษอ่อนแอไร้ความสามารถเท่านั้นที่แย่งชิง
สินเจ้าสาวของผู้อื่น พี่ชายสามเป็นรองเสนาบดี
กรมโยธาผู้ทรงเกียรติ ทั้งยังเป็นจ้วงหยวน เปียม
ไปด้วยความสามารถ มากสุดก็เพียงรังแกหญิง
สาวตัวเล็กเช่นข้าเท่านั้น”
หลัวเซิ่นหย่วนฟังแล้วมุมปากก็กระตุก เขาพูด
ราวกับไม่เข้าใจความนัยที่นางซ่อนไว้ “เป็นคำยก
ย่องที่ไม่เลว” เขาหยิบหวีเล่มนั้นขึ้นมา ไล้นิ้ว
เลื่อนผ่านซี่ฟันหวี เขามองอี๋หนิงที่นั่งลงเบื้องหน้า
โต๊ะเครื่องแปั้ง ปล่อยให้ไต้เม่าสางผมให้ สาวใช้ที่
ปรนนิบัติข้างกายนางล้วนเป็นสินเจ้าสาวที่
ติดตามมา นางกำลังพูดคุยกับสาวใช้ชรา
หลัวเซิ่นหย่วนวางหวีลง รอยยิ้มจางลง แต่ไรมา
เขาก็ไม่เคยทำตัวใกล้ชิดสนิทสนมกับผู้อื่นมาก่อน
ทั้งยังไม่รู้ว่าควรสร้างความสนิทสนมอย่างไร
สถานการณ์เมื่อคืนระหว่างพวกเขาสองคนไม่ดี
นัก ยามนี้เขาอยากจะช่วยนางสางผม แต่ก็กลัว
ว่านางจะไม่ชอบ
หลังจากนั้นจึงได้ยินเสียงโหลวมามากล่าวว่าได้
เวลามื้อเช้าแล้ว อาหารมื้อเช้าคือบะหมี่ เป็น
บะหมี่ปลาไหลเส้น ใช้น้ำแกงที่ผ่านการเคี่ยวจน
ข้นเป็นฐานน้ำแกง จากนั้นจึงเหยาะน้ำมันงาลง
ไปเล็กน้อย กินคู่กับแตงกว่าดองสดใหม่ อี๋หนิง
ชอบกินบะหมี่จึงกินไปเยอะมาก ทว่าหลัวเซิ่นหย่
วนกลับกินเพียงนิดเดียว ครั้นเขาเห็นนางกินเสร็จ
จึงวางตะเกียบลงแล้วเดินไปจูงมือนาง กล่าวด้วย
เสียงราบเรียบ
“ไปกันเถิด ต้องไปคารวะพวกเขาแล้ว”
ในเมื่อไม่มีการแบ่งครอบครัว ทั้งยังไม่ได้อยู่ต่าง
ถิ่น ตระกูลหลัวจึงไร้เหตุผลที่จะแยกจวน ด้วย
เหตุนี้คนทั้งหมดจึงย้ายมาอยู่ที่ตรอกฝูเสวีย ทั้ง
ยังสะดวกต่อหลัวเซิ่นหย่วนด้วย ตรอกซินเฉียวที่
เขาอาศัยอยู่ห่างจากหน่วยงานค่อนข้างไกล
เขาพาอี๋หนิงเดินไปตามทางเดิน อี๋หนิงพลัน
ตระหนักได้ว่า อันที่จริงก็คล้ายกับช่วงเวลาในวัย
เยาว์ เพียงแต่เดิมทีนางดื้อรั้น อยากจูงมือเขา แต่
เขากลับไม่ค่อยยินดีให้นางจับ มายามนี้เป็นเขาที่
จับจูงนางแล้ว
ยามปกติหลัวเซิ่นหย่วนมักสงวนวาจา ทว่าตอนนี้
เขากลับกล่าวกับนางก่อน “อีกสักครู่เมื่อเจ้าได้
พบท่านแม่แล้วก็อย่าตื่นตกใจไป นางเตรียมซอง
แดงซองใหญ่ไว้ให้เจ้า ไม่ว่าผู้อื่นจะเกลี้ยกล่อม
อย่างไรก็ไร้ประโยชน์”
หลินไห่หรูหรือ
อี๋หนิงเกิดความใคร่รู้เล็กน้อย ด้วยวิสัยประพฤติ
ตนตามอำเภอใจของนาง นางจะเตรียมสิ่งใดไว้ให้
ตนกันนะ
——————–
1. ตัดศีรษะก่อนทูลขอพระราชโองการจาก
องค์จักรพรรดิ เป็นสำนวนหมายถึง
ดำเนินการอย่างเด็ดขาดแล้วค่อยรายงาน
ผู้บังคับบัญชา
2. ตราพยัคฆ์ สัญลักษณ์ที่ใช้ยืนยันสิทธิ์ใน
การสั่งเคลือนทัพของจีน
3. จ้าวเจียวคือเป็นสมุนไพรจีนชนิดหนึ่ง
รูปร่างคล้ายฝักถั่ว ฝักสามารถนำมาใช้ทำยา
และสบู่ได้