พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 14
เห็นทีหลัวอี๋อวี้ จะชื่นชอบเฉิงหลางมาก มิเช่นนั้น
หากเฉินหลันรู้เรื่องเข้าหลัวอี๋อวี้คงไม่พบกับ
ผลลัพธ์ที่ดีนัก ที่สำคัญคือบทสนทนาของพวกเขา
ยังเกี่ยวข้องกับตน การมองดูจากระยะไกลคงจะ
เหมาะสมกว่า
ขณะนั้นนํ้าเสียงนุ่มนวลซึ่งแฝงความนัยลึกซึ้งของ
หลัวอี๋เหลียนก็ดังขึ้น“ข้าเห็นว่าปั้ายหยกขาวที่
เอวของพี่ชายเฉิงหลางดูไม่เลว เป็นงานประณีต
ไม่ทราบว่าเป็นหยกประเภทใดหรือ ดูเหมือนจะ
ไม่เคยพบเห็นมาก่อน”
เฉิงหลางได้ยินหลัวอี๋เหลียนพูดถึงปั้ายหยก
รอยยิ้มก็จางลงเล็กน้อย“อันที่จริงของสิ่งนี้ไม่ใช่
ของมีราคาค่างวด ไม่เหมาะจะมอบให้ผู้อื่น”
อี๋เหลียนยังคงกล่าวด้วยนํ้าเสียงแผ่วเบาอีกครั้ง
“พี่ชายเฉิงหลางกล่าวผิดแล้ว สิ่งของที่จะมอบให้
ผู้อื่นสำคัญที่เจตนา ไม่ว่าจะมีราคาค่างวดเท่าใด
แต่หากมีค่าในหัวใจก็ไม่อาจประเมินค่าได้ หาก
พี่ชายเฉิงหลางมอบของสิ่งนี้ให้กับผู้อื่น ไม่ว่ามัน
จะมีราคาเท่าไร คนผู้นั้นก็คงจะเก็บดูแลรักษาดุจ
สมบัติลํ้าค่า”
หลังเฉิงหลางฟังหลัวอี๋เหลียน รอยยิ้มยังคงไม่
เปลี่ยน ทว่าสายตาที่จับจ้องนางกลับแฝงด้วย
ความเยือกเย็นกดดัน “สิ่งอื่นยังพอได้ เพียงแต่
ปั้ายหยกนี้อยู่ข้างกายข้ามานานหลายปี ถือว่ามี
ความผูกพันทางใจ ไม่อาจตัดใจมอบให้ผู้อื่นได้
โดยง่าย”
หลัวอี๋เหลียนคาดไม่ถึงว่าเขาจะเอ่ยปากปฏิเสธ
จริง ๆ ในสถานการณ์ปกติ แม้คำขอจะเกินเลย
กว่าคำว่ามารยาทไปบ้าง แต่ก็จะตอบตกลง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเฉิงหลางที่ปฏิบัติต่อผู้อื่น
อย่างอ่อนโยนอยู่เป็นนิจยามนี้นางรู้ตัวแล้วว่าได้
ล่วงเกินเขา ทำให้เขาไม่พอใจเสียแล้ว นางรีบ
กล่าว“เป็นน้องสาวที่ช่วงชิงของรักของผู้อื่นแล้ว”
เฉิงหลางก้มศีรษะจิบชา ทันใดนั้นเขาก็เห็นเงา
ร่างเล็ก ๆ ร่างหนึ่งกำลังยืนอยู่ข้างพุ่มไผ่ดำ เป็น
หลัวอี๋หนิง คุณหนูเจ็ดของจวนผู้นั้น แววตาที่นาง
มองมาทางตนช่างสงบนิ่งราบเรียบ ไม่เหมือนแวว
ตาของเด็กน้อยสักนิดสายลมเบาบางพัดผ่านพุ่ม
ไผ่ดำ อาภรณ์ของนางพลิ้วไหวเล็กน้อย
ท่ามกลางแสงอาทิตย์และสายลมพัดเอื่อยกลับ
ก่อให้เกิดเป็นความนุ่มนวลที่ไม่อาจเอื้อนเอ่ย
ขณะที่อี๋หนิงมองเฉิงหลางก็อดนึกถึงเรื่องของ
ตระกูลลู่ไม่ได้ นางคิดถึงห้องของพี่สะใภ้ใหญ่ที่
กักขังนางไว้ยี่สิบกว่าปี คิดถึงเขาที่ยืนอยู่หน้า
เตียงของพี่สะใภ้ใหญ่ ขอบตาแดงกํ่า ขบฟันกล่าว
เสียงกร้าว ‘เป็นท่านที่ทำร้ายน้าสะใภ้ ท่านวางใจ
ชาตินี้ข้าจะไม่มีวันยอมปล่อยท่านไป และจะไม่
ยอมให้ท่านได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข’
หลัวอี๋ซิ่วที่ทำได้เพียงฟังพวกนางสองคนร้องเสียง
สอดประสานด้วยอารมณ์เบื่อหน่าย ในที่สุดก็ลุก
ขึ้นไปดึงอี๋หนิงให้มานั่งด้วยกัน “อี๋หนิง ข้าเบื่อจะ
ตายแล้ว เจ้ารีบมาวางหมากกับข้าเถิด” นางลอบ
ส่งสายตาให้อี๋หนิงสื่อว่าหลัวอี๋อวี้กับหลัวอี๋เหลียน
ต้องมีลับลมคมในกันอยู่แน่นอน
เมื่ออี๋หนิงเห็นปั้ายหยกที่เอวของเฉิงหลางก็พลัน
กล่าวขึ้น “พี่ชายเฉิงหลาง หยกชิ้นนั้นฝีมือหยาบ
ราคาถูก ไม่คู่ควรกับฐานะของท่าน เหตุใดจึงไม่
เปลี่ยนเป็นชิ้นที่ดีกว่านี้เล่าเจ้าคะ”
รอยยิ้มของเฉิงหลางเยือกเย็นขึ้นทันที เขาไม่ชอบ
ให้ผู้อื่นพูดถึงหยกชิ้นนี้แม้เพียงครึ่งคำ ทว่า
อย่างไรอี๋หนิงก็เป็นเพียงเด็กคนหนึ่ง เขาจะถือสา
กับเด็กตัวเล็ก ๆ ได้อย่างไร ดังนั้นจึงเพียงกล่าว
ว่า “น้องสาวอี๋หนิงยังเด็กนักจึงไม่รู้ความ” หลัว
หวยหย่วนที่อยู่ด้านนอกเรียกเฉิงหลาง เฉิงหลาง
จึงลุกออกไปจากโถงบุปผา อาภรณ์งดงามหรูหรา
ขับให้ร่างเขาดูตระหง่านท่วงท่าสง่างามโดดเด่น
หลัวอี๋ซิ่วดึงอี๋หนิงมาวางหมาก หลังจากเล่นอยู่สัก
พักก็เห็นเฉิงหลางและคนอื่น ๆ จากไป นางเอ่ย
ถามอี๋หนิง “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าหยกชิ้นนั้นฝีมือ
หยาบ ราคาถูก”
อี๋หนิงยกมือขึ้นเท้าคาง พูดเสียงแผ่วเบา “พี่หญิง
ห้า ท่านแก้ไขหมากมาห้าครั้งแล้ว หากท่าน
ประสงค์จะชนะถึงเพียงนั้นก็บอกข้ามาเถิด ข้า
ยอมให้ท่านก็ได้ อย่าได้หาเรื่องอื่นมาพูดอีกเลย”
หลัวอี๋ซิ่วทำได้เพียงเก็บหมากไปวางที่เดิมด้วย
อาการขัดใจ “ตกลง ๆข้าไม่แก้ไขหมากแล้วก็ยัง
ไม่ได้อีกหรือ…”
อี๋หนิงคลี่ยิ้มบาง นางย่อมรู้ว่าหยกชิ้นนั้นราคาถูก
เพราะเป็นนางที่ซื้อให้เสี่ยวเฉิงหลางยามที่เขายัง
เล็ก ใช้เงินไปเพียงห้าตำลึงเท่านั้น
คาดไม่ถึงว่าเขาจะพกติดตัวอยู่ตลอด
อี๋หนิงกับอี๋ซิ่วเล่นกันอยู่สักพักก็ถูกหลินไห่หรูสั่ง
ให้สาวใช้มาตามหลินไห่หรูกล่าวว่าทำขนมเกาลัด
ไว้ให้ อี๋หนิงไม่ได้มาที่เรือนของหลินไห่หรูบ่อยนัก
เรือนของนางกว้างขวางโอ่อ่า พื้นปูด้วยพรม
กำมะหยี่ บนชั้นมีกระถางหยกวางประดับเรียง
ราย ฉากบังลมลายร้อยวิหคคำนับพญาหงส์แบ่ง
พื้นที่ด้านข้างออกจากห้องด้านใน เปล่งประกาย
สีทองระยิบระยับ ขนมเกาลัดบนถาดกระเบื้อง
เคลือบถูกยกเข้ามา หลินไห่หรูรินนํ้าชาให้อี๋หนิง
ถ้วยหนึ่งพลางเอ่ยถาม “เมื่อสักครู่ข้าได้ยินพวก
สาวใช้เล่าว่าพี่หญิงสี่กับพี่หญิงหกของเจ้ากำลัง
เสวนากับคุณชายรองเฉิงหรือ”
อี๋หนิงกัดขนมเกาลัดพลางผงกศีรษะ หลินไห่หรู
กดนํ้าเสียงให้เบาลง“พี่หญิงหกเจ้าว่าอย่างไร”
อี๋หนิงเอาสิ่งที่พวกนางพูดมาสาธยายให้หลินไห่
หรูฟังอีกครั้ง หลินไห่หรูขมวดคิ้วมุ่น “พี่หญิงสี่
เจ้ากำลังพูด นางอยู่ด้านข้างจะร่วมสนทนาด้วย
เพื่ออันใด หรือนางจะถูกใจคุณชายรองเฉิงเข้า
แล้ว”
เดิมหลินไห่หรูอยากพูดว่าลูกที่เกิดจากหญิงชั่ว
ย่อมมีอุปนิสัยชอบยั่วยวนเช่นเดียวกัน แต่เมื่อ
คิดถึงอี๋หนิงที่อยู่ด้านข้างจึงไม่อาจพูดออกมาทำ
ได้เพียงคลี่ยิ้มพลางโบกพัดให้อี๋หนิง ก่อนจะถาม
“เหมยเหมย ขนมเกาลัดอร่อยหรือไม่”
อี๋หนิงผงกศีรษะ จากนั้นก็ปัดเศษขนมที่ติดมือทิ้ง
ในใจคิดว่าหลินไห่หรูคิดไม่ถูกตรงประเด็น หลัวอี๋
เหลียนเป็นคนฉลาด จะกล้าเพ้อฝันถึงเฉิงหลาง
หรือ หากจะกล่าวไป ยามนี้นางก็อายุยังน้อย จะ
ไปคิดเรื่องเหล่านั้นได้อย่างไร ส่วนเหตุผลไม่ใช่
อื่นใด นางเพียงอยากเอาใจหลัวอี๋อวี้เท่านั้น แต่
ตราบใดที่หลัวอี๋เหลียนไม่สร้างความเดือดร้อนให้
อี๋หนิงก็ไม่คิดจะสนใจนาง
อี๋หนิงจึงกล่าวกับหลินไห่หรู “ท่านแม่ไม่ต้อง
สนใจสิ่งที่พี่หญิงหกทำหรอกเจ้าค่ะ ท่านทำให้
ท่านพ่อมาหาท่านที่นี่บ่อย ๆ ก็พอ ท่านเป็นเรือน
หลักท่านพ่อไม่มีทางไม่สนใจท่าน” เรื่อง
จริยธรรมของหลัวอี๋เหลียนให้เฉียวอี๋เหนียงเป็น
คนไปสั่งสอนเองเถิด อี๋หนิงไม่เชื่อว่าเฉียวอี๋
เหนียงจะเลี้ยงดูสั่งสอนบุตรสาวให้สง่าน่าเกรง
ขามได้
เมื่อหลินไห่หรูได้ฟังก็ยิ้มตาหยี ยิ่งมองอี๋หนิงก็ยิ่ง
รู้สึกว่านางน่ารักพูดจาราวกับผู้ใหญ่ตัวโต “เป็น
เจ้าที่เฉลียวฉลาดมีไหวพริบ ประจวบเหมาะนัก
วันนี้ท่านพ่อของเจ้าก็อยู่ พวกเราไปหาเขา
ด้วยกันเถิด” กล่าวจบก็ยื่นมือจะไปอุ้มนาง อี๋ห
นิงไม่อยากให้หลินไห่หรูอุ้มจึงลงจากตั่งไม้แล้วรีบ
วิ่งออกไป
ผ่านช่วงคิมหันต์นี้อี๋หนิงก็จะแปดขวบแล้ว จะให้
คนมาอุ้มอีกได้อย่างไร
เมื่อถึงเรือนของหลัวเฉิงจาง เขากำลังพูดคุยอยู่
กับหลัวเซิ่นหย่วนในห้องหนังสือ หลินไห่หรูจูงอี๋ห
นิงเดินเข้าไปใกล้ก็ได้ยินหลัวเฉิงจางเอ่ย“…เจ้า
เป็นบุตรชายคนโตของอนุ เซวียนเกอร์ยังเล็กนัก
ในภายหน้ายังต้องอาศัยเจ้าช่วยดูแลบ้านรอง
การเรียนไม่อาจหย่อนยาน การสอบระดับมณฑล
คราที่แล้วเป็นเพราะมือเจ้าบาดเจ็บจึงไม่ได้เข้า
ร่วม ครานี้ก็ติดตามไปฝึกฝนให้ดี ถึงไม่อาจกล่าว
ว่าจะผ่านการคัดเลือก ทว่าอย่างไรก็ไม่ขาดทุน”
พูดถึงตรงนี้ นํ้าเสียงของหลัวเฉิงจางก็เบาลง
“บัดนี้มือขวาเขียนอักษรได้หรือยัง”
“ไม่ถึงกับคล่องแคล่ว ทว่ามือซ้ายพอใช้การได้
แล้วขอรับ” นํ้าเสียงของหลัวเซิ่นหย่วนสงบ
นุ่มนวล
คล้ายว่าหลัวเฉิงจางจะโล่งใจ เขากำชับหลัวเซิ่น
หย่วน “ถึงมือจะบาดเจ็บรุนแรง แต่หากเจ้าหมั่น
ฝึกฝนก็ไม่ใช่อุปสรรค แม้คุณชายรองเฉิงกับ
บัณฑิตซ่งจะรู้จักกันมานาน ทว่าพวกเจ้าไปขอรํ่า
เรียนก็ต้องเคารพให้เกียรติ…”เขาพูดเรื่องสำคัญ
อยู่พักหนึ่งจึงให้หลัวเซิ่นหย่วนออกมา
หลัวเฉิงจางจิบชาคำหนึ่ง พอเงยหน้าก็เห็นหลิน
ไห่หรูพาอี๋หนิงเข้ามาหลินไห่หรูยิ้มพลางวางขนม
เกาลัดไว้บนโต๊ะ พูดคุยกับหลัวเฉิงจาง แต่อี๋หนิง
กลับแหงนหน้ามองหลัวเซิ่นหย่วน
เขามักวางท่าทางสงบนิ่ง แสงอาทิตย์ยามอัสดง
ส่องลอดบานประตูตกกระทบลงบนใบหน้า
ด้านข้างอันหล่อเหลา สะท้อนเป็นวงรัศมีจาง
ๆ หากคิ้วหนาคมนั้นยกสูงขึ้นเล็กน้อยก็จะทำให้
ผู้คนสัมผัสได้ถึงความน่าเกรงขาม
ทั้งที่รู้ว่าอาการบาดเจ็บที่มือของเขาไม่ได้มีสาเหตุ
มาจากตน ทว่าไม่รู้เพราะเหตุใดอี๋หนิงจึงเกิด
ความละอาย เป็นความรู้สึกที่ทำให้นางแสบร้อน
ตรงปลายจมูกเล็กน้อย ทั้ง ๆ ที่หลัวเซิ่นหย่วน…
ทั้ง ๆ ที่เขาควรจะเป็นคนสมบูรณ์พร้อมคนหนึ่ง
แต่เพราะช่วยเหลือนางจึงทำให้เขามีบาดแผลบน
มือขวา ซึ่งไม่มีทางหายขาด
หลัวเซิ่นหย่วนเห็นอี๋หนิงยืนอยู่ตรงประตู นางสูง
เพียงแค่นั้น ตัวเล็ก ๆขอบตาแดงเรื่อ ท่าทาง
คล้ายกำลังจะร้องไห้
หลัวเซิ่นหย่วนเดินเข้าไป ย่อตัวลงให้อยู่ระดับ
เดียวกับสายตานางหัวคิ้วขมวดมุ่น ก่อนจะเอ่ย
ถาม “อี๋หนิง เจ้าเป็นอันใดไป”
หลินไห่หรูหันหน้ากลับมาเห็นก็ตกใจเล็กน้อย
“เมื่อครู่ยังดี ๆ อยู่เลย”
อี๋หนิงสูดจมูก ในใจก็คิดว่าตนโตเยี่ยงนี้แล้ว เหตุ
ใดถึงยังได้รับผลกระทบจากอารมณ์ของเสี่ยวอี๋ห
นิงอีก นางใช้ชายแขนเสื้อซับนํ้าตา “ข้าแค่ไม่
อยากให้พี่ชายสามจากไป ไม่เป็นอันใดเจ้าค่ะ”
หลัวเซิ่นหย่วนมองชายแขนเสื้อที่เปียกชื้นด้วย
หยาดนํ้าตาของนางก็โคลงศีรษะ “เจ้าเป็นสตรี
จะทำเช่นนี้ไม่ได้” เขาหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมา
จากแขนเสื้อแล้วเช็ดใบหน้าให้นางจนสะอาด
สะอ้าน
อี๋หนิงไม่ทันรู้สึกตัว หลินไห่หรูกล่าวกลั้วหัวเราะ
“ช่างประจวบเหมาะนัก ข้าคงส่งอี๋หนิงกลับไปไม่
ทัน ฟั้าใกล้มืดแล้ว เจ้าส่งนางกลับไปยังเรือนของ
ฮูหยินผู้เฒ่าเถิด ไม่เช่นนั้นฮูหยินผู้เฒ่าคงจะต้อง
ส่งคนออกมาตามหานาง”
หลัวเซิ่นหย่วนจับมืออี๋หนิง คารวะหลัวเฉิงจาง
แล้วล่าถอยออกไปอี๋หนิงเดินตามคนด้านข้าง กำ
มือขวาเขาแน่น นางถามเสียงตํ่าเบา “พี่ชายสาม
ท่านกล่าวโทษข้าหรือไม่”
มือของเขาคล้ายนิ่งชะงักอยู่สักพัก ทว่าไม่ได้เอ่ย
สิ่งใด อี๋หนิงก้มหน้าลง เอ่ยเสียงแผ่วเบา “ขอ
โทษ…” เวลาผ่านไปเนิ่นนาน แต่นางยังคงไม่ได้
ยินเสียงของหลัวเซิ่นหย่วน
เมื่อเห็นว่าเบื้องหน้าคือเรือนของฮูหยินผู้เฒ่าหลัว
แล้ว หลัวเซิ่นหย่วนจึงปล่อยมือนาง “เจ้ารีบ
กลับไปเถิด ท่านย่าจะร้อนใจ”
อี๋หนิงแหงนหน้ามองใบหน้าเขา หลัวเซิ่นหย่วน
จึงชะงักอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ย “ข้าให้คนส่งแบบ
อักษรหลายแผ่นไปให้เจ้าแล้ว เจ้าต้องฝึกคัดให้
หมด กลับมาข้าจะตรวจดู หากฝึกไม่ครบข้าจะ
ลงโทษเจ้า” พูดจบก็หมุนตัวเดินจากไป
อี๋หนิงเข้าใจในความหมายของหลัวเซิ่นหย่วน
นางคลี่ยิ้ม ตะโกนว่า“ตกลง” ตามแผ่นหลังของ
เขาที่จากไป ก่อนจะเดินตามเสวี่ยจือเข้าไปใน
เรือน เพียงแค่เขาไม่ถือโทษโกรธนางก็พอ