พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 150
วันรุ่งขึ้นอี๋หนิงตื่นแต่เช้าตรู่ นางพบว่าตนกำลัง
นอนอยู่ในอ้อมกอดของหลัวเซิ่นหย่วน
ในฐานะภรรยา สถานะนางย่อมแตกต่างไปจาก
เดิม อี๋หนิงลุกขึ้นอย่างระมัดระวังแล้วให้สาวใช้
ล้างหน้าและแต่งตัวให้นางด้วยอาภรณ์เรียบง่าย
นางเตรียมจัดมื้อเช้าเพื่อรอเขาตื่นขึ้นมากิน ทว่า
ครั้นทำเรื่องเหล่านี้เสร็จ เขาก็ยังไม่ตื่นขึ้นมา อี๋ห
นิงจึงเดินไปนั่งข้างกายหลัวเซิ่นหย่วน ลังเลว่า
ควรปลุกเขาหรือไม่
แม้ยามเขาหลับสนิท หัวคิ้วก็ยังขมวดมุ่น ระหว่าง
คิ้วขมวดเป็นรอยย่นไม่ราบเรียบ คิ้วหนาเข้ม สัน
จมูกตรง ริมฝีปากบนบาง ริมฝีปากล่างอวบอิ่ม
อี๋หนิงมองอยู่ชั่วครู่ก็พบว่ามือของเขาวางอยู่ด้าน
นอก นางคิดจะช่วยเขาซุกไว้ใต้ผ้านวม ทว่าเพียง
สัมผัส เขาก็ตื่นขึ้นมาแล้ว นางยังไม่ทันรู้สึกตัวก็
ถูกเขาดึงเข้าไปในอ้อมกอด หลัวเซิ่นหย่วนพลิก
ตัวกดทับนางไว้ใต้ร่าง ร่างกายยามเช้าของเขา
ร้อนระอุ จากนั้นริมฝีปากก็เคลื่อนทับลงมา
ร่างของอี๋หนิงแข็งค้างไปชั่วขณะ กลิ่นอายของ
บุรุษเพศที่พุ่งจู่โจมอย่างไร้หนทางให้หลบหนีพา
ให้หัวใจสับสน ริมฝีปากถูกบดทับอย่างแนบแน่น
โพรงจมูกอวลไปด้วยกลิ่นกายของหลัวเซิ่นหย่วน
ริมฝีปากหยาบร้อนทาบประกบกับริมฝีปากของ
นาง เขาบีบรัดเอวของนางแน่น โน้มใบหน้าเข้า
ประชิดใบหน้านาง บรรยากาศร้อนระอุขึ้นเรื่อยๆ
ทันใดนั้นอี๋หนิงก็ราวกับได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ถึง
ความหมายของคำว่าพรสวรรค์ สิ่งนี้ทำให้สันหลัง
ของนางเสียววาบ
คาดไม่ถึงว่าไม่นานเขาก็ได้สติ รีบปล่อยนางออก
อย่างรวดเร็ว
นี่เป็นครั้งแรกที่หลัวเซิ่นหย่วนเห็นอาภรณ์ช่วง
บนที่คลายออกของนาง ทำให้สามารถมองเห็นผิว
ขาวดุจหิมะ เขาจัดเสื้อผ้าให้นาง เมื่อคืนนอน
กอดนางทั้งคืน ยามเช้าตื่นขึ้นมาสติสัมปชัญญะ
จึงยังไม่แจ่มชัดจนเกือบทำเรื่องอันตราย เขาดัน
ตัวเองออกจากเรือนร่างนาง “เอาละ เจ้ารีบลุก
ขึ้นเร็วเข้า”
อี๋หนิงยังไม่ฟืนจากภวังค์ “พี่ชายสาม…”
“หืม” เขาหันกลับมามอง หว่างคิ้วงดงามยิ่งนัก
เขาปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างเย็นชา ทว่าเมื่อครู่กลับ
ปฏิบัติต่อนางเยี่ยงนั้น อี๋หนิงพินิจนัยน์ตาเขา
ใบหน้านางพลันแดงก่ำโดยไร้สาเหตุ หัวใจเต้น
ระรัว นางพยายามสงบอารมณ์เล็กน้อย “อาหาร
น่าจะเย็นแล้ว ข้าจะสั่งให้คนทำใหม่”
ไม่รู้ว่าเขากำลังคิดถึงสิ่งใดจึงยิ้มออกมาอย่างน้อย
ครั้งจะมี ก่อนเดินออกไปสั่งการบ่าวไพร่
รอจนหลัวเซิ่นหย่วนเปลี่ยนเป็นชุดราชสำนักเดิน
ออกมาก็เห็นนางนั่งอยู่ข้างโต๊ะเล็ก กำลังปอกไข่
นกพิราบให้ตน นางปอกไว้สี่ห้าฟอง วางไว้บน
จานเคลือบใบเล็กๆ แต่ละฟองกลมกลึงดุจหยก
ร่างเล็กๆ นั่งขัดตะหมาด ช่วงบนยืดตรง
แสงอาทิตย์ของปลายฤดูสารทสาดส่องลงบนร่าง
นาง นางสวมผ้าต่วน เปั้ยจึผ้าไหมหังโจวสีฟั้าเข้ม
ลายบุปผา เจินจูยืนถือถ้วยใบเล็กคอยปรนนิบัติ
อยู่ด้านข้าง
บรรดาสาวใช้สาวใช้ชราที่อยู่ภายในห้องล้วนรับรู้
เรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ ทันใดนั้นห้องก็พลันดูอึด
อัดคับแคบ เจินจูมองพวกเขาด้วยความรู้สึกอึด
อัด เป็นไต้เม่าที่ถามอี๋หนิงอย่างเปิดเผย “…นาย
ท่านเขยลงมือแล้วหรือเจ้าคะ” เมื่อได้รับคำ
ปฏิเสธจากอี๋หนิง นางจึงได้พรูลมหายใจออกมา
มิเช่นนั้นนางคงไม่รู้ว่าจะรายงานท่านอิงกั๋วกง
อย่างไร
อี๋หนิงกำลังขบคิด หนึ่งหญิงหนึ่งชายนอนบน
เตียงเดียวกันย่อมเกิดเรื่องได้ทุกเมื่อ แม้พี่ชาย
สามของนางจะเป็นคนเยือกเย็น แต่หากจะ
กล่าวถึงยามที่ข่มกลั้นไม่อยู่ก็คงอดกลั้นไม่ไหว
หลัวเซิ่นหย่วนสวมชุดขุนนางขั้นสาม เสื้อคลุม
โย่วเหรินสีแดงเข้ม ปูั่จือลายนกยูงเมฆ อี๋หนิงชี้ให้
เขานั่งฝังตรงข้าม ก่อนเลื่อนจานใบเล็กไปเบื้อง
หน้าเพื่อให้เขากินไข่ เขาหยิบตะเกียบขึ้นลงมือ
กินอาหาร อี๋หนิงมองเขาอีกครั้ง ท่านว่าที่ราช
เลขาธิการกำลังกินไข่นกพิราบที่นางปอก ช่าง…
เป็นเกียรติเหลือเกิน
หลัวเซิ่นหย่วนหลงนึกว่านางอยากกินจึงปอกฟอง
หนึ่ง ยื่นไปที่ริมฝีปากนาง
อี๋หนิงลังเลว่าจะใช้มือรับหรืออ้าปากงับโดยตรง
ขณะนั้นมือก็ยื่นเข้ามาใกล้แล้ว นางไม่คิดสิ่งใดให้
มาก ก้มศีรษะลงงับทันที กระทั่งนิ้วมือของเขาก็
ยังถูกงับเข้าไปส่วนหนึ่ง ไข่นกพิราบกลิ้งจาก
ปลายนิ้วเขาเข้าไปด้านในปากนาง
หลัวเซิ่นหย่วนเก็บมือกลับ เจ้าเด็กคนนี้คิดว่าเขา
เป็นหลิวเซี่ยฮุ่ย[1]จริงๆ หรือ
“บาดแผลที่ขาของเจ้ายังไม่หายดี อย่าเดิน
เคลื่อนไหวมาก วันนี้ท่านแม่อนุญาตให้เจ้าไม่ต้อง
ไปคารวะ เจ้าจงอยู่อ่านหนังสือในห้องเสีย”
หลัวเซิ่นหย่วนกำชับ “หรือจะฝึกพิณก็ได้ ข้าขน
ย้ายพิณของเจ้ามาแล้ว” ยามนางจากไปไม่ได้
นำไปยังจวนอิงกั๋วกงด้วย
อี๋หนิงฉีกยิ้มกว้างตอบตกลง ในใจลอบคิดว่าเขา
ช่างยุ่งวุ่นวายกับนางเสียจริง จากนั้นนางก็ให้สาว
ใช้ไปส่งเขาตรงประตู
หลังส่งหลัวเซิ่นหย่วนจากไป นางก็ไปเล่นพิณอยู่
ที่ห้องพิณระยะหนึ่งจริงๆ เพียงแต่จิตใจสับสน
วุ่นวาย คิดถึงลู่เจียเสวียที่กำลังสงสัยในตัวนาง ไม่
รู้ว่าเขาจะลงมือทำสิ่งใด นางทำใจให้สงบไม่ได้จึง
หยุดเล่นให้เจินจูไปหากระดาษจดหมายมาเขียน
จดหมายให้เว่ยหลิงฉบับหนึ่ง ถามเขาว่าต้องไปที่
เซวียนฝูอีกหรือไม่ หากมีคำสั่งโยกย้ายอะไรให้
บอกกล่าวนางสักคำ
อี๋หนิงนึกบางสิ่งขึ้นได้จึงลุกขึ้น นางให้เจินจูไป
ตามเสิ่นเลี่ยนมา ผู้ที่เข้าใจลู่เจียเสวียแจ่มแจ้ง
ที่สุดย่อมมีเพียงเขาแล้ว
หากมิใช่เรื่องจำใจสุดวิสัย นางคงไม่อยากร้องขอ
ความช่วยเหลือจากเฉิงหลาง
อี๋หนิงมองไปยังต้นไห่ถังนอกหน้าต่างที่เต็มไป
ด้วยผล ตกเข้าสู่ห้วงภวังค์ความคิด
ทั้งสองด้านของถนนสู่ประตูต้าหมิงเหมินมี
ทางเดินเชียนปูั้ซึ่งด้านบนมีชายคาทอดยาว นอก
ทางเดินเชียนปูั้คือกำแพงวังหลวงสีแดงชาด
แบ่งเป็นกำแพงวังหลวงฝังบูรพาและฝังประจิม
กรมโยธาอยู่บนทางเดินเชียนปูั้นอกกำแพงฝัง
บูรพา ทั้งห้ากรมจากหกกรม ขุนนางที่คอยรับใช้
ฝั่ายใน สำนักหอดูดาวหลวง และส่วนราชการ
อื่นๆ ล้วนอยู่ที่นี่ นอกกำแพงวังหลวงฝังประจิม
เป็นสถานที่ตั้งของหน่วยงานบัญชาการห้ากอง
พัน กรมอาญา สำนักตรวจการ ศาลต้าหลี่และ
หน่วยงานฝั่ายการต่อสู้ต่างๆ ที่ทำงานของ
หลัวเซิ่นหย่วนอยู่ในเรือนหลังหนึ่งซึ่งลึกเข้าไปใน
ทางเดินเชียนปูั้ เป็นห้องปีกที่หันหน้าไปทางทิศ
ทักษิณ มองไปด้านนอกจะพบกับห้องเล็กๆ ห้อง
หนึ่ง บานหน้าต่างเปิดออก ภายในห้องมีการจุด
เตาไฟเพื่ออุ่นสุรา
กู้จิ่งหมิงกำลังนั่งอุ่นสุราดื่มอยู่ที่นี่
หลัวเซิ่นหย่วนกำลังนั่งลงนามเอกสาร มือหนึ่งดีด
ลูกคิดคำนวณ นิ้วทั้งห้าของเขาเรียวยาว เสียงดีด
ลูกคิดดังเบาๆ สะท้อนอยู่ภายในห้อง
กลิ่นหอมของสุราโชยมาเป็นระลอกๆ เหล้าถูกอุ่น
ร้อนแล้ว กู้จิ่งหมิงรินใส่จอกสองใบ เอ่ยถามเขา
“ใต้เท้าหลัวไม่ดื่มสักจอกหรือ”
หลัวเซิ่นหย่วนตอบโดยไม่เงยหน้า “อยู่ใน
หน่วยงานจะดื่มอะไร หากเจ้าอยากดื่มก็ออกไป
ด้านนอก”
เขามักมีท่าทีที่เข้มงวดกวดขันต่อเรื่องงาน ใจ
ปราศจากสิ่งรบกวน ทว่านี่ถือว่าลำบากนัก กู้จิ่งห
มิงนั่งอยู่ที่นี่นานค่อนวันก็ยังไม่เห็นเขาวางมือสัก
ครั้ง ท่านรองเสนาบดีวัยหนุ่มจะมีแรงกดดันที่ไม่
ยิ่งใหญ่ได้อย่างไร กอปรกับท่านเจ้ากรมโยธามี
อายุมากสุขภาพอ่อนแอ ตำแหน่งรองเสนาบดีอีก
ตำแหน่งหนึ่งก็ยังว่างเว้นอยู่ชั่วคราว เอกสารบน
โต๊ะเขาวางสูงเป็นสองกองพะเนิน ไม่รู้ว่ายามใด
จึงจะอ่านหมด
หลังจากจัดการเล่มหนึ่งเรียบร้อย ในที่สุดเขาก็
พอมีเวลาว่าง เขาถามกู้จิ่งหมิง “เกิดเรื่องอันใด
กัน เจ้าจึงวิ่งมาหลบที่นี่”
เดิมกู้จิ่งหมิงก็เป็นคนเกียจคร้าน ทั้งวันเอาแต่
เที่ยวเตร็ดเตร่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อหลินเหมา
ไปยังซานตงแล้ว เขาก็ยิ่งว่างมากกว่าเดิม
กู้จิ่งหมิงกล่าว “แม่ข้าเชิญท่านปูั่มายังเมืองหลวง
เพื่อหารือเรื่องการหมั้นหมายของข้า ทันทีที่ชาย
ชราผู้นั้นมาถึง บรรดาลูกศิษย์ของเขาที่อยู่ใน
เมืองหลวงก็พากันมาเยี่ยมคารวะ ฮ่องเต้ยังตรัส
ถามอยู่หลายครั้ง ข้าไม่อยากอยู่ที่จวน เคราะห์ดี
ที่พรุ่งนี้เขาต้องไปดื่มน้ำชากับเซี่ยเก๋อเหล่า ข้าจึง
ได้มีเวลาผ่อนคลายวันหนึ่ง”
หลัวเซิ่นหย่วนหยิบเอกสารอีกเล่มมาลงนามต่อ
พลางกล่าวว่า “เคราะห์ดีที่ปีนั้นได้ท่านผู้เฒ่าช่วย
ชี้แนะไว้ วันหน้าข้าเองก็ต้องไปคารวะที่จวน เจ้า
เตรียมสุราไว้ให้พร้อม”
กล่าวถึงตรงนี้ เขาก็คิดว่าควรพาอี๋หนิงไปคารวะส
วีเว่ยด้วย สวีเว่ยเป็นอาจารย์ที่มีบุญคุณต่อเขา
ตำแหน่งที่เขาได้รับในวันนี้มาจากการช่วยเหลือ
ของสวีเว่ย แม้จะแอบแฝงมาด้วยผลประโยชน์ก็
ตาม ทว่าแต่ไรมาหลัวเซิ่นหย่วนก็คิดเสมอว่า ขอ
เพียงเรื่องนี้มีประโยชน์ต่อเขา ต่อให้จะหลอกใช้
เขาอย่างไรก็ไม่เป็นไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งสวีเว่ย
ยังเป็นคนที่มีอารมณ์ขันและเป็นมิตรอย่างยิ่ง
กู้จิ่งหมิงรู้สึกว่าเขาเป็นคนที่ไร้อารมณ์สุนทรีย์
อย่างสุดซึ้ง “เพิ่งแต่งงานกับญาติผู้น้องของข้าได้
ไม่กี่วัน เจ้าก็ไร้ซึ่งความเปรมปรีดิ์ของการ
แต่งงานแล้ว ดูเจ้าสิ ปันสีหน้าเย็นชาได้ทั้งวัน
ญาติผู้น้องของข้าไม่นึกรังเกียจเจ้ารึ”
“ข้าเห็นอี๋หนิงมาตั้งแต่เล็กจนโต จะมีความสุขสม
ยินดีของการแต่งงานอันใดกัน” คิ้วของหลัวเซิ่น
หย่วนเลิกขึ้น น้ำเสียงราบเรียบ จากนั้นเขาก็
เรียกผู้ใต้บัญชาเข้ามาแล้วโยนเอกสารหลายฉบับ
ให้ “ไปเรียกคนเหล่านี้มาให้ข้าไต่ถาม”
กู้จิ่งหมิงสังเกตเห็นว่าวันนี้หลัวเซิ่นหย่วนสวมถุง
เท้าสองข้างไม่เหมือนกัน ข้างหนึ่งเป็นลายใบไผ่สี
เข้ม ข้างหนึ่งเป็นลายร้อยมงคล ไม่รู้ว่าแท้จริงใน
บ้านเกิดเรื่องอะไร ใต้เท้าหลัวที่แต่ไรมาเข้มงวด
กับตัวเองอยู่เป็นนิจกลับสวมถุงเท้าสองข้างไม่
เหมือนกัน
ขุนนางสองสามคนของกรมโยธาเดินเข้ามา กู้จิ่งห
มิงจึงถอยออกไป ตัดสินใจว่าจะไม่บอกเขา
ปล่อยให้เป็นที่สะดุดตาต่อไป
หลัวเซิ่นหย่วนได้รับทักษะอันเยี่ยมยอดมาจาก
ศาลต้าหลี่ ปัญหาเรื่องการซ่อมบำรุงยุ้งฉางหรือ
บัญชีรายรับรายจ่ายของการทำเหมือง เขาล้วน
ตรวจสอบด้วยตัวเอง เขาพิงตัวลงบนเก้าอี้พลาง
จิบชา ปล่อยให้คนเหล่านั้นดูไปก่อน เดิมเหล่าขุน
นางไม่มีท่าทีอะไร จนกระทั่งหลัวเซิ่นหย่วนวาง
ถ้วยชาลง “การซ่อมแซมยุ้งฉางในหวั่นผิงใช้หิน
และไม้ที่นำมาจากซานซี เดิมการขุดเหมืองแร่
เป็นการร่วมมือกันระหว่างกรมโยธา กรมอาญา
และกรมคลัง โดยใช้แรงงานเกณฑ์หรือนักโทษ
แต่สุดท้ายกลายเป็นการส่งมอบให้กับคหบดีใน
เมืองหลวงแซ่เจียคนหนึ่งรับเหมา ข้าเห็นว่าไม่
เหมาะสม ใต้เท้าทุกท่านมีความคิดเห็นอย่างไร”
“แน่นอนว่าต้องฟังคำสั่งของท่านรองเสนาบดี”
หนึ่งในนั้นประสานมือฉีกยิ้มกว้าง “พวกข้าไร้
ความเห็น ท่านรองเสนาบดีว่าเช่นไรก็เป็น
เช่นนั้น”
นี่คือการจับปลาในน้ำขุ่น[2] ถึงอย่างไรก็ไม่
สามารถทำอะไรพวกเขาได้ พวกเขาต่างเห็นว่า
หลัวเซิ่นหย่วนยังเยาว์วัยไร้พิษสง
หลัวเซิ่นหย่วนคลี่ยิ้ม “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ใต้เท้าทุก
ท่านก็กลับไปก่อน ข้าจะตัดสินใจเอง”
คนเหล่านั้นทำการคารวะแล้วถอยออกไปด้วย
ท่าทีนอบน้อม
หลัวเซิ่นหย่วนให้คนเรียกขุนนางที่ปรึกษาของ
กรมโยธาเข้ามา จากนั้นก็มอบเอกสารให้เขา
หลายเล่ม “ไปกราบทูลฮ่องเต้ให้ทรงปลดขุนนาง
เหล่านี้ออกด้วยข้อหาละเว้นต่อหน้าที่ ทุจริต
บิดเบือนข้อกฎหมาย ขอให้ทรงปลดออกจาก
ตำแหน่งและทำการไต่สวน”
ขุนนางที่ปรึกษากรมโยธาตะลึงงัน เขาเอ่ยถาม
อย่างระมัดระวัง “ใต้เท้าหลัว นี่…นี่ลงโทษรุนแรง
เกินไปหรือไม่ หากฮ่องเต้ทรงตำหนิข้า…”
“ไม่เพียงฮ่องเต้จะไม่ทรงตำหนิเจ้า แต่พระองค์
จะพระราชทานรางวัลให้กับเจ้าด้วย” หลัวเซิ่น
หย่วนกล่าว ใช้นิ้วมือเคาะที่ขอบโต๊ะเบาๆ แล้ว
ยิ้มขึ้นอีกครั้ง “หากตรัสถึงหลักฐานการฉ้อฉล
เจ้าค่อยมาหาข้า”
ฮ่องเต้ปวดหัวกับเรื่องที่กรมโยธาขาดผู้นำมาโดย
ตลอด ขุนนางละเลยหน้าที่จนถูกประชาชน
กดดันและก่อให้เกิดเสียงครหา ที่ฮ่องเต้ผลักดัน
เขาให้ขึ้นเป็นรองเสนาบดีกรมโยธาเพราะ
ต้องการให้เขาจัดการกรมโยธา เขาเพิ่งเข้ามาก็มี
คนต่อต้านไม่ปฏิบัติตาม นี่ถือเป็นการหักหน้าเขา
มีแต่ต้องใช้วิธีการลงโทษที่รุนแรงเท่านั้น ที่สำคัญ
ในมือเขายังกุมความลับของขุนนางในกรมโยธา
เหล่านั้นไว้ไม่น้อย ขุนนางกรมโยธาแต่ละ
ครอบครัวต่างร่ำรวยดุจหมูมันเยิ้ม จะแตะตรงจุด
ใดย่อมโดนเข้ากับจุดสำคัญ
ขุนนางที่ปรึกษามองใบหน้าประดับรอยยิ้มบาง
ของเขาที่ปรากฏท่ามกลางหมอกของฤดูสารทก็
พลันคิดถึงคำร่ำลือที่กล่าวขานต่อกันมาว่า ใต้เท้า
หลัวชำนาญการเค้นคำสารภาพมากที่สุด ที่
สำคัญวิธีการยังเหี้ยมโหดไร้มนุษยธรรม มีครา
หนึ่งใต้เท้าสวีเว่ยเรียกเขามาร่วมสอบปากคำด้วย
เดิมเป็นเพียงการบันทึกปากคำธรรมดา ทว่า
นักโทษกลับเล่นแง่ ไม่ให้ความร่วมมือ ผู้อื่น
สอบปากคำไม่สำเร็จ สุดท้ายใต้เท้าท่านนี้จึงวาง
พู่กันลง หยิบกริชขึ้นมาเฉือนใบหูนักโทษแล้วเอา
ไปต้มให้คนกิน บีบคั้นนักโทษผู้นั้นจนเกือบเป็น
บ้า ไม่ว่าจะสังหารคนไปกี่คน สังหารที่ใด ล้วน
สารภาพออกมาจนหมดจดเกลี้ยงเกลา
หากมองเพียงรูปลักษณ์ภายนอก ใต้เท้าหลัวผู้นี้
สามารถกล่าวได้ว่าเขางามสง่าหล่อเหลาอย่างยิ่ง
ขุนนางให้คำปรึกษาคล้ายไม่กล้าสบตาเขาขึ้นมา
โดยพลัน เพียงก้มหน้ารับคำ
หลัวเซิ่นหย่วนลุกขึ้นสวมเสื้อคลุมกันลม นอก
ประตูมีคนเตรียมเกี้ยวไว้แล้ว เมื่อเห็นเขาออกมา
ก็ลดเกี้ยวลง รอเขาเดินเข้าไปด้วยท่าทีนอบน้อม
มีบางครั้งที่หลัวเซิ่นหย่วนคิดว่า ที่เขาเป็นเช่นนี้
อาจเป็นเพราะสิ่งที่มารดาซึ่งตายไปนานแล้วผู้นั้น
ถ่ายทอดไว้ให้เขา ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวกล่าวได้
ถูกต้อง มังกรให้กำเนิดมังกร หงส์ให้กำเนิดหงส์
ลูกของหนูสามารถสร้างรูได้ เขาก็เหมือนกับ
มารดา สายเลือดช่างคล้ายคลึงกันเหลือเกิน ทั้ง
ไร้ความปรานีและเหี้ยมโหด
เขาเพิ่งเข้าไปในเกี้ยวก็มีองครักษ์เดินเข้ามา
รายงานว่ามีคนอยากจะพบเขา
สถานที่นัดพบคือจวนผู้บัญชาการ เพิ่งเข้าไปใน
จวนก็พบกับชั้นวางประดับอาวุธ ทางเดินถูกปัด
กวาดสะอาดเรียบร้อย การรักษาการณ์แน่นหนา
ทันทีที่หลัวเซิ่นหย่วนก้าวผ่านธรณีประตู ท้องฟั้า
ก็พลันมืดลงอย่างรวดเร็ว เมฆดำคล้อยต่ำ ต้น
พุทราข้างทางเดินถูกลมพัดจนไหวเอนไม่หยุด
หลัวเซิ่นหย่วนกล่าวกับผู้ติดตามเสียงเบา “ไปรอ
ด้านนอก”
ลู่เจียเสวียไพล่มือไว้ด้านหลัง ยืนรออยู่ข้างหน้า
ต่าง ด้านนอกคือกำแพงวังสีแดงชาดและ
กระเบื้องเคลือบ ไกลออกไปเป็นผืนเงาดำของทิว
เขาสลับทับซ้อน
หลัวเซิ่นหย่วนเดินเข้ามาด้านใน ยิ้มพลาง
ประสานมือ “ท่านผู้บัญชาการเชิญข้าน้อยมาพบ
ด้วยเรื่องอันใดหรือขอรับ”
หลัวเซิ่นหย่วนมักเงียบขรึมอยู่เป็นนิจ ทว่าแท้จริง
รู้จักการยืดหยุ่น ไม่สร้างความไม่สบายใจให้กับ
ผู้อื่น อย่างน้อยเมื่อต้องเลี้ยงรับรอง เขาก็ไม่เคย
บอกปัด ความสามารถในการดื่มสุราก็ฝึกฝนมา
จากตรงนี้ ฟั้าที่ไม่อยู่เหนือโลกาจึงถือเป็น
ปรมาจารย์ เฉกเช่นหลักการจิตวิทยาของหวังห
ยางหมิง เขาอยากไขว่คว้าอำนาจจึงต้องก้าวเข้าสู่
โลกา ไม่มีผู้ใดแหงนหน้าเดินแล้วจะก้าวขึ้นสู่
จุดสูงสุดได้
ลู่เจียเสวียหันหน้ากลับมาก็พบร่างของหลัวเซิ่น
หย่วนที่ประดุจต้นสน ใบหน้ากระจ่างใส
ลู่เจียเสวียรู้ว่าหลัวเซิ่นหย่วนโหดเหี้ยมมากและ
ทะเยอทะยานอย่างยิ่ง
ทว่าสำหรับเขา เขากุมอำนาจในมือมาช้านาน
แล้ว ของที่อยู่ในมือ หากกุมมานานเกินไปย่อมไร้
ความรู้สึก
คนผู้นี้แต่งงานกับหลัวอี๋หนิง พวกเขาได้พบเจอ
กันเช้าเย็น ทำในสิ่งที่เขาและอี๋หนิงทำด้วยกันใน
อดีต
ลู่เจียเสวียหลับตาลง เหตุใดเขาถึงได้พบข้อสงสัย
มากมายหลังจากหลัวอี๋หนิงแต่งงานแล้ว หาก
เป็นเรื่องจริง เช่นนั้นก็ราวกับเขาส่งนางเข้าสู่มือ
ของหลัวเซิ่นหย่วนด้วยมือของตน
หากมิใช่เพราะต้องการเอาใจเขา ฮองเฮาคงไม่
ขอให้อี๋หนิงเป็นสนมขององค์ชายสาม เขาเองก็คง
ไม่ช่วยออกปากแทนเว่ยหลิง หรือกระทั่งเห็นด้วย
ที่จะให้เฉิงหลางแต่งรับนางเป็นภรรยาเพื่อเชื่อม
ความสัมพันธ์ระหว่างสองตระกูลให้แน่นแฟั้นยิ่ง
ขึ้น
“ในที่สุดใต้เท้าหลัวก็มาแล้ว” ท้องฟั้านอก
หน้าต่างมืดดำ ลู่เจียเสวียรินชาให้เขา
——————–
1. หลิวเซี่ยฮุ่ยคือนักปราชญ์ผู้ทรงธรรมใน
สมัยชุนชิว เป็นผู้ที่สวมกอดลูกสาวของ
อ้ายต้ง แต่ก็มิได้ทำกิริยาล่วงเกินหรือแสดง
ลวนลามแต่อย่างใด จึงนำมาใช้เป็นตัวแทนผู้
ที่มีจิตใจมั่งคงแน่วแน่ ไม่มักมากในกาม
2. จับปลาในน้ำขุ่นถือโอกาสฉกฉวย
ผลประโยชน์ในโอกาสที่เกิดความสับสน
วุ่นวาย