พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 156
บรรยากาศภายในห้องนิ่งชะงักโดยพลัน ลู่เจียเส
วียแทบไม่อาจควบคุมสีหน้าของตนไว้ได้
ทว่าเขายังคงข่มอารมณ์ไว้ได้อย่างรวดเร็ว เขาก้ม
ศีรษะจุมพิตบริเวณติ่งหูของนาง ผ่อนน้ำเสียงให้
อ่อนลง “เดิมข้าจำเจ้าไม่ได้ถึงได้ปฏิบัติต่อเจ้า
เช่นนั้น เกิดเรื่องกับเว่ยหลิง แต่ข้ากลับไม่ช่วยเจ้า
ต้องให้เจ้าเป็นฝั่ายมาหาเพื่อร้องขอความ
ช่วยเหลือ แต่บัดนี้ข้าจำเจ้าได้แล้ว อี๋หนิง เจ้าควร
กลับมาอยู่ข้างกายข้า…”
หลัวอี๋หนิงหลบเลี่ยงกลีบปากของเขา นางทอด
ถอนใจยาว “ลู่เจียเสวีย ต่อให้เป็นเช่นที่ท่านพูด
ว่าท่านไม่ได้สังหารข้า ทว่าข้าไม่ใช่ภรรยาของ
ท่านแล้ว คนผู้นั้นได้ตายไปแล้ว”
ในช่วงเวลาโดดเดี่ยวเหล่านั้น ความเจ็บปวดของ
นางได้ถูกชะล้างไปสิ้น นางเปลี่ยนไปนานแล้ว
ลู่เจียเสวียนิ่งเงียบอยู่เนิ่นนาน
อี๋หนิงอยากลุกขึ้น ไม่อยากอยู่ข้างกายเขาอีก
ต่อไป ทว่าเขากลับฉุดนางอย่างรวดเร็ว ก่อนจะ
พลิกกายขึ้นคร่อมเหนือร่างนาง ความอ่อนโยนทั้ง
ปวงอันตรธานสิ้นไป
ลู่เจียเสวียกดเสียงต่ำ ไม่อาจปิดบังความเย็นยะ
เยือก เขากล่าวเสียงกลั้วหัวเราะ “เช่นนั้นเจ้าคิด
จะไปเช่นนั้นหรือ”
“ท่านคิดจะทำอย่างไรอีก!” เดิมหลัวอี๋หนิงก็รู้สึก
ไม่สบาย เมื่อถูกดึงอย่างไม่ทันตั้งตัว ช่วงเอวจึง
ปวดขึ้นอีกครั้ง
หัวคิ้วนางขมวดมุ่น พยายามอดกลั้นไม่ยกมือแตะ
ต้อง นางสบตาคมกร้าวเผด็จการของอีกฝั่าย
กล่าวต่อไปว่า “ท่านสนับสนุนให้ข้าไปมาหาสู่
กับเซี่ยหมิ่น ทั้งที่ข้าไม่ค่อยชอบนาง นางมักแสดง
สีหน้าไม่ดีใส่ข้า แต่ข้ากลับต้องเอาใจนาง ท่าน
บอกข้าว่าท่านออกไปเที่ยวเตร็ดเตร่กับผู้อื่นด้าน
นอก ขี่ม้าปั้อนอาหารนกอินทรี เล่นพนันดื่มสุรา
ข้าเคยนึกสงสัยท่านหรือไม่”
“ข้ามาตรึกตรองดูแล้ว ท่านในยามนั้นคงเป็น
หน้ากาก เป็นกลอุบายเสแสร้งของท่าน สนใจแต่
การเที่ยวเตร่ ไม่ยี่หระเรื่องทางโลก ลู่เจียเสวียที่มี
รอยยิ้มประดับใบหน้าที่แต่ไรมาก็ไม่เคยใช่ลู่เจีย
เสวียตัวจริง”
“ยามนี้จึงจะเป็นท่านที่แท้จริง” หลัวอี๋หนิงกล่าว
เนิบช้า “เผด็จการ ช่วงชิงทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่าน
ต้องการอย่างไร้ความเมตตาปรานี”
ลู่เจียเสวียรู้สึกว่าตนควรโมโห ทว่าในคลื่น
อารมณ์กลับระคนไปด้วยความรู้สึกขมขื่นแสบ
ร้อน ราวกับว่าสิ่งที่เขาหวงแหนทะนุถนอมใน
อดีตเหล่านั้น ในสายตานางล้วนเป็นสิ่งที่ควรโยน
ทิ้ง
เขาเข้าใจหลัวอี๋หนิงอย่างถ่องแท้ ปีนั้นเขาศึกษา
คนผู้นี้จนทะลุปรุโปร่ง ความคิดของคนผู้หนึ่ง ต่อ
ให้เปลี่ยนแปลงอย่างไร อุปนิสัยเดิมย่อมไม่มีวัน
เปลี่ยน
หลัวอี๋หนิงเป็นคนกินอ่อนไม่กินแข็ง อุปนิสัยโดย
ธรรมชาติของนางเป็นเช่นนี้ หากฝืนใช้ไม้แข็งก็จะ
ทำให้นางยิ่งต่อต้าน
ลู่เจียเสวียอยู่ในสถานะสูงส่งมานานหลายปี เคย
ชินกับการที่ผู้อื่นต้องน้อมฟัง เขาไม่ใช่ลู่เจียเสวีย
ในปีนั้นแล้ว
ทว่าเมื่อเผชิญหน้ากับนาง เขายังคงหยิบยกความ
อดกลั้นที่มีต่อความอัปยศอดสูในปีนั้นออกมา
เขาหัวเราะเสียงต่ำ เอ่ยถามนางด้วยน้ำเสียงแหบ
พร่า “เช่นนั้นเจ้าจำได้หรือไม่ว่ามีอยู่ปีหนึ่งที่ข้า
ต้องไปเข้าร่วมกองทัพ ยามที่ข้ากำลังจะจากไป
เจ้ารั้งข้าไว้ไม่ยอมให้ข้าไป ข้าจึงปลอบโยนเจ้าว่า
แม้จะต้องหนีกองทัพ ข้าก็จะมีชีวิตกลับมาหา
เจ้า” เขาไล้มือไปตามดวงหน้าของนางอย่างทะนุ
ถนอมคล้ายกับในค่ำคืนเหล่านั้นเมื่อหลายปีก่อน
ยามนั้นห้องสว่างไสวด้วยแสงเทียนสีเหลืองนวล
สลัว ได้ยินเสียงกระทบกันของชุดเกราะ น้ำตา
นางเอ่อล้นดวงตา ทว่ากลับทำตนประหนึ่งเด็ก
น้อยไม่ยอมร้องไห้ออกมา อาลัยอาวรณ์ไม่อยาก
ให้เขาจากไป
“ทุกสิ่งที่ข้าปฏิบัติต่อเจ้า แต่ไรมาก็ล้วนมาจาก
ตัวตนที่แท้จริงของข้า” น้ำเสียงของลู่เจียเสวีย
อ่อนละมุนลงเล็กน้อย เขาเคลื่อนกายเข้าใกล้นาง
เป็นความบีบคั้นอันอ่อนโยน
“เจ้าในเวลานั้นก็ชอบข้า อี๋หนิง เจ้ายังจำได้
หรือไม่ เจ้ากอดแขนข้าร่ำไห้ ไม่อยากให้ข้าไป
ร่วมกองทัพ…”
หลัวอี๋หนิงเบี่ยงศีรษะหนีพร้อมหลับตาลง ดวงตา
เริ่มแสบร้อน แน่นอนว่านางยังจำได้
ความจริงใจของคนผู้หนึ่งสามารถถูกทำร้ายได้
โดยง่าย
นางได้แต่โกรธแค้นที่ตนใจแข็งไม่พอ แต่ไรมานาง
ก็ไม่ใช่คนจิตใจอำมหิต หาก…เป็นดั่งที่ลู่เจียเสวี
ยกล่าวไว้ เขาไม่ได้สังหารนาง ถ้านางไม่เคยถูก
กักขังอยู่ในปินมานานยี่สิบกว่าปี ไม่รู้สึก
สะอิดสะเอียนกับเรื่องราวการแย่งชิงอำนาจใน
ตระกูลลู่…
ทว่าความจริงเรื่องเหล่านี้เป็นไปไม่ได้แล้ว ต่อให้
ลู่เจียเสวียไม่ได้สังหารนาง ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะ
เริ่มต้นใหม่
นางเคยมีความรู้สึกว่าเหตุใดจะไม่ได้เล่า ทว่า
ความรู้สึกของนางถูกขัดสีจนสะอาดแล้ว การ
ปิดบังหลอกลวงที่เคยพานพบ ทำให้นางไร้
หนทางจะเชื่อในคำพูดของลู่เจียเสวียอีกต่อไป
นางรู้สึกว่ายามนี้ตนมีชีวิตที่ดีมาก ตระกูลลู่เป็น
เพียงอดีตที่เน่าเฟะ ทันทีที่นางกลับมาถึงตระกูล
ลู่ก็รู้สึกตึงเครียด นางไม่สามารถกลับมาได้อีก
แล้ว
“ลู่เจียเสวีย” อี๋หนิงสูดลมหายใจลึก “ต่อให้ข้าใน
อดีตชอบท่าน แต่ยามนี้เวลาผ่านมาช้านานแล้ว
ข้าไม่มีทางชอบท่านอีก…ท่านปล่อยข้าไปเถิด ได้
หรือไม่”
ลู่เจียเสวียคาดไม่ถึงว่านางจะดื้อรั้นถึงเพียงนี้
ชอบเขาหรือไม่ชอบเขาอันใดกัน นางตกอยู่ในกำ
มือเขาแล้ว ยังตัดสินใจว่าจะชอบหรือไม่ชอบได้
อีกรึ!
มือใหญ่ที่สวมแหวนบีบคางเรียวของนาง “เจ้า
ชอบผู้อื่นแล้วใช่หรือไม่” ทุกคนที่เขาคาดเดาล้วน
ทำให้เขารู้สึกอึดอัด อยากทำลายล้างให้สิ้นซาก
“เป็นเฉิงหลาง หรือหลัวเซิ่นหย่วน”
“นี่เป็นเรื่องระหว่างข้ากับท่าน!” น้ำเสียงของ
หลัวอี๋หนิงเปลี่ยนเป็นเยียบเย็น “ไม่เกี่ยวกับผู้อื่น
ท่านอย่าลากผู้อื่นเข้ามาเกี่ยวข้องส่งเดช”
“ไม่เกี่ยวข้องรึ” ลู่เจียเสวียยิ้มหยัน เขยิบเข้าใกล้
หลัวอี๋หนิง “มิใช่ว่าเฉิงหลางอยากจะแต่งรับเจ้า
เป็นภรรยาหรือ คนพรรค์นี้ ข้าเลี้ยงดูเขามาสิบสี่
ปี แต่เขากลับมีจิตใจคิดไม่ซื่อต่อเจ้า หากมิใช่
เพราะข้าไม่มีเวลา ข้าคงกำจัดเขาไปแล้ว”
อี๋หนิงคาดไม่ถึงว่าเขาจะรู้แล้ว
เขาเดาออกได้อย่างไร
มือเท้านางเย็นเยียบ หลัวอี๋หนิงพลันเข้าใจแล้วว่า
เหตุใดลู่เจียเสวียจึงเดือดดาลมากถึงเพียงนี้ หาก
ไม่รู้ความจริงยังดี ทว่าหลังจากรู้แล้ว ความจริง
เหล่านี้อาจถึงขั้นบีบบังคับให้คนเป็นบ้าได้
รับนางเป็นบุตรสาวบุญธรรม เกือบส่งนางไปยัง
มือของหลานชายด้วยตนเอง
บรรยากาศภายในห้องเงียบสงัดอยู่นาน ก่อนที่
ลู่เจียเสวียจะกลับสู่สภาวะปกติ เขายื่นมือไปจับ
จูงนาง “ตามข้ามาล้างหน้าล้างตา”
น้ำเสียงเขาอ่อนโยนลงเล็กน้อย เสมือนไม่อยาก
บีบคั้นนางมากเกินไป
อี๋หนิงอยากหลบหนีมือของเขา แต่ถูกเขาจับไว้
อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องสงสัย นางทำได้เพียง
บอกกับตัวเองว่ายามนี้ปะทะไปก็ไม่ส่งผลดีต่อ
ผู้ใด นางจึงอดกลั้นเดินตามเขาเข้าไปในห้องน้ำ
ในจวนอิงกั๋วกง เว่ยหลิงกำลังหารือกับฮูหยินผู้
เฒ่าเว่ยเรื่องงานแต่งของจ้าวหมิงจู
จ้าวหมิงจูนั่งถือผ้าเช็ดหน้าอยู่ด้านข้าง แสร้งทำ
เป็นไม่ได้ยิน อย่างไรนางก็ไม่ยอมแต่งงานกับซิ่ว
ไฉ่ธรรมดาทั่วไป จะกล่าวว่านางแสวงหา
เกียรติยศหลงใหลในชื่อเสียงก็ช่าง!
อาการนี้ของนางทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยเดือดดาล
ยิ่งกว่าอะไร นางหมายมั่นเรื่องงานแต่งของจ้าวห
มิงจูไว้นานแล้ว ทว่าจ้าวหมิงจูกลับไม่ยอมให้
ความร่วมมือ ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยโมโหจนโยนสร้อย
ข้อมือลูกประคำลงบนโต๊ะเล็ก “นี่เจ้าคิดสิ่งใดอยู่
กันแน่!”
จ้าวหมิงจูคุกเข่าลง “ท่านยาย หากท่านคิดจะให้
ข้าแต่งงานกับซิ่วไฉ่ผู้นั้นจริง หลานก็ยินดีจะ
ติดตามข้างกายท่าน ปรนนิบัติดูแลท่านไปตลอด
ชีวิต ยินยอมใช้ชีวิตกับตะเกียงชิงอิ๋งและ
พระพุทธรูปโบราณ[1]มากกว่า”
“เหลวไหล! สตรีเมื่อเติบโตแล้วจะไม่แต่งงานได้
อย่างไร น้องสาวอี๋หนิงของเจ้าก็แต่งงานแล้ว
หากเจ้าแต่งงานออกเรือนไป วันหน้าพวกเจ้าสอง
พี่น้องจะได้ช่วยเหลือประคับประคองซึ่งกันและ
กัน นี่ไม่ดีรึ” ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยมองนางเติบใหญ่
ดังนั้นจึงรักเอ็นดูนางมากที่สุด มายามนี้เมื่อเห็น
นางเป็นเช่นนี้ก็รู้สึกเคียดแค้นที่เหล็กไม่อาจเป็น
เหล็กกล้า
อี๋หนิงสามารถอาศัยอยู่ในจวนอิงกั๋วกงไปตลอด
ชีวิตเพราะมีเว่ยหลิงเป็นบิดา จวนอิงกั๋วกงจึงเป็น
บ้านของอี๋หนิง ทว่าหมิงจูเล่า หากตนจากไปแล้ว
เว่ยหลิงจะปกปั้องนางหรือ อีกไม่นานเว่ยหลิงก็
จะแต่งรับภรรยาแล้ว ฮูหยินคนใหม่จะปฏิบัติต่อ
นางอย่างไร เมื่อเว่ยถิงเติบใหญ่ เว่ยถิงกับหมิงจู
ไร้ซึ่งความสัมพันธ์ทางสายเลือด จะยอมให้นาง
พำนักในจวนต่อไปรึ
นางคิดคำนวณอย่างรอบคอบเพื่อเด็กคนนี้ ทว่า
นางกลับดื้อรั้นเหลือทน
เว่ยหลิงจิบชาอยู่ด้านข้าง ไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใด
อันที่จริงเมื่อกล่าวถึงเรื่องนี้ บุรุษมีความสงบนิ่ง
กว่าสตรีมาก จ้าวหมิงจูไร้ความสัมพันธ์ทาง
สายเลือดกับเขา แม้จะเติบใหญ่ภายใต้สายตาเขา
แต่เขาก็ไม่ค่อยห่วงใยนางสักเท่าไร ทว่าอี๋หนิง
เป็นบุตรสาวแท้ๆ ดังนั้นเขาจึงให้ความสำคัญกับ
อี๋หนิงอย่างยิ่งยวด ส่วนฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยเลี้ยงดู
จ้าวหมิงจูมานานจนเกิดเป็นความรักความผูกพัน
ความรู้สึกไม่ต่างจากลูกหลานแท้ๆ
เมื่อเขาเห็นฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยกำลังโมโหจึงยกมือขึ้น
แล้วกล่าว “ท่านแม่ ในเมื่อจ้าวหมิงจูไม่ยินดี
ท่านก็อย่าได้เพิกเฉยต่อความต้องการของนาง
แตงที่ฝืนเด็ดจากต้นย่อมไม่หวาน ท่านย่อม
ตระหนักดี”
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยโมโหจนปวดใจ นางพิงตัวลงบน
เบาะกำมะหยี่พลางทอดถอนใจยาว “หลายวัน
ก่อนแม่ของเจ้ามาหาข้า ขอร้องข้าให้ช่วยหา
คู่ครองดีๆ ให้เจ้า บัดนี้พ่อของเจ้าคนนั้นเป็นดุจ
โถยา[2] พี่ชายเหล่านั้นก็ไม่ได้เรื่อง หากเจ้ายัง
ไม่ได้คู่ครองที่ดีอีก ครอบครัวของเจ้าคงไม่อาจยืน
หยัดต่อไปได้แล้ว มารดาของเจ้ากล่าวแล้วว่ายาม
เจ้าออกเรือน นางจะซื้อเครื่องประดับศีรษะ
ทองคำด้วยเงินที่ได้จากการเก็บหอมรอมริบให้
เจ้าชุดหนึ่ง…”
ครั้นได้ยินว่าสตรีขี้ขลาดอ่อนแอผู้ที่ตัดเย็บเสื้อ
ชั้นในให้นางเป็นประจำในความทรงจำคนนั้นเก็บ
หอมรอมริบเพื่อซื้อเครื่องประดับทองคำให้นาง
ในใจจ้าวหมิงจูก็สับสนซับซ้อน แต่ไรมาอีกฝั่าย
มักมาขอเงินที่ตนเสมอ ทุกคราที่มายังตั้งใจสวม
เสื้อผ้าชุดใหม่ที่ยังเห็นรอยพับของผ้าชัดเจน และ
เพราะได้เห็นความต่ำต้อยเช่นนี้ของมารดา นาง
จึงไม่อยากมีชีวิตเยี่ยงนั้น
เว่ยหลิงยิ้มหยัน เขาสามารถเข้าใจได้ว่าเหตุใด
จ้าวหมิงจูจึงดูแคลนซิ่วไฉ่ที่มีดาษดื่นทั่วไป
เหล่านั้น นางมาจากจวนอิงกั๋วกง ถูกเลี้ยงดูจนมี
สายตาสูงส่ง เกรงว่าแม้แต่จวี่เหรินก็ไม่อยู่ใน
สายตา
“ในเมื่อหมิงจูไม่ยินยอม ข้ายังมีอีกวิธีหนึ่ง” เว่ย
หลิงกล่าวเนิบช้า “ฮ่องเต้ทรงขึ้นครองราชย์ได้
สองปีแล้ว พระตำหนักยังคงว่างเปล่า หากหมิงจู
ดูแคลนความมั่งคั่งของสามัญทั่วไป เช่นนั้นเจ้ามี
ความคิดเห็นอย่างไรต่อความมั่งคั่งคับผืนฟั้าของ
ราชวงศ์”
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยได้ยินก็ตื่นตระหนกอย่างยิ่ง
ปฏิกิริยาแรกของนางคือการปฏิเสธ “นางจะไปที่
แห่งนั้นได้อย่างไร!” ถ้ำเสือถ้ำมังกร หากไม่ทัน
ระวังก็อาจไม่เหลือแม้แต่เศษซากกระดูก
“มีข้าอยู่ ข้าย่อมปกปั้องนาง” เว่ยหลิงอยากจะ
แฝงคนไว้ข้างกายฮ่องเต้ จ้าวหมิงจูมีรูปโฉม
งดงาม ทั้งยังเติบโตในจวนอิงกั๋วกง นับเป็น
ตัวเลือกที่ดีที่สุด
“ยังไม่แน่ว่าจะถูกเลือก เมื่อถวายเทียบนามขึ้น
ไป ฮ่องเต้จะทรงตัดสินพระทัยเองว่าจะทรงเลือก
หรือไม่ แต่ข้าได้สืบข่าวมาแล้ว ครานี้หากถูก
เลือกจะได้รับพระราชทานตำแหน่งทันที”
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยรู้สึกว่านี่เป็นการทำร้ายจ้าวหมิงจู
นางจึงยืนกรานปฏิเสธ
ทว่าหมิงจูฟังแล้วกลับนิ่งเงียบ
นางคิดถึงสองแม่ลูกเว่ยอี๋ที่เคยดูแคลนนาง
ฮ่องเต้ยังอยู่ในวัยที่เต็มเปียมไปด้วยพละกำลัง
อายุก็ยังไม่ถึงสามสิบ หากนางได้ปรนนิบัติรับใช้
ฮ่องเต้ ในภายหน้าจะมีโอกาสไต่เต้าขึ้นสู่ตำแหน่ง
สูง ไม่ต้องกลัวว่าจะมีผู้ใดมาดูแคลนนางอีก ที่
สำคัญยังได้ใช้ชีวิตอย่างอุดมสมบูรณ์พูนสุข
โอกาสเช่นนี้หาได้ยากยิ่ง อีกทั้งเว่ยหลิงยัง
ยินยอมจะคุ้มกันผลักดันนาง
หากนางตอบตกลงก็จะได้ออกไปด้วยสถานะสตรี
จากจวนอิงกั๋วกง กาลข้างหน้าเว่ยหลิงย่อมไม่มี
ทางทอดทิ้งนาง
นางอยากตอบตกลงเหลือเกิน
เว่ยหลิงเห็นท่าทีของทั้งสองคนจึงจิบชา ก่อน
หัวเราะออกมาเสียงหนึ่ง จิตใต้สำนึกของมารดา
ยังคงให้ความสำคัญกับจ้าวหมิงจู ครานั้นที่อี๋หนิง
จวนเจียนต้องรับสมรสพระราชทาน นางยังไม่ชั่ง
ใจถึงเพียงนี้ เขาตรึกตรองเรื่องนี้มานานแล้ว
เพียงแต่ยังหาโอกาสพูดไม่ได้
ในขณะนี้เองก็มีบ่าวไพร่จากเรือนด้านหน้าเข้ามา
รายงาน กล่าวว่าหลัวเซิ่นหย่วนต้องการพบเขา
ในเมื่อลูกเขยมาเยือน เว่ยหลิงจะไม่พบได้อย่างไร
เขาปล่อยให้ทั้งสองคนใช้เวลาตรึกตรอง ส่วนตน
ไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ก่อนเดินทางไปพบหลัวเซิ่นหย่
วนที่ห้องโถงด้านหน้า
เขาเห็นหลัวเซิ่นหย่วนนั่งจิบชาอยู่ในโถงบุปผา
ตั้งแต่ระยะไกล
วันนี้หลัวเซิ่นหย่วนดูต่างไปจากยามปกติเล็กน้อย
อาจเป็นเพราะเขามักแสดงท่าทีค่อนข้างอ่อนโยน
ต่อหน้าตน ทว่ายามนี้บนร่างของเขากับให้
ความรู้สึกดุดัน ไม่คิดจะอำพรางบารมีอำนาจ มือ
ที่วางอยู่บนที่พักแขนกำจนข้อกระดูกปูดโปน เว่ย
หลิงจำได้ว่าลูกเขยคนนี้มีเส้นลายมือขาด อันที่
จริงนี่เป็นมือที่เหมาะกับการฝึกยุทธ์เพราะ
สามารถสร้างความเจ็บปวดให้แก่ผู้อื่นได้อย่าง
แสนสาหัส ทว่าเขากลับสนใจทางบุ๋น
เว่ยหลิงไม่รู้ว่าเหตุใดอีกฝั่ายจึงมาที่นี่ เขา
กระแอมไอเสียงหนึ่งก่อนเอ่ยถาม “บุตรสาวของ
ข้าผู้นั้นไม่ได้ตามเจ้ากลับมาด้วยหรือ” กล่าวแล้ว
ก็มองออกไปด้านนอก
หลังจากบุตรสาวแต่งงานออกไป บรรยากาศใน
จวนก็เงียบเหงาลงไม่น้อย ห้องที่เขาประดับ
ตกแต่งให้นางอย่างตั้งใจไร้ผู้อยู่อาศัยแล้ว มีเพียง
นกกระตั้วกระตือรือร้นตัวนั้นที่นางทิ้งไว้ให้เขา
ยามออกเรือน จะไม่กล่าวว่ามันกระตือรือร้นได้
อย่างไร ทั้งวันมันเอาแต่ร้องเสียงแปลกๆ เขา
รำคาญสุดจะทนแล้ว เว่ยหลิงแทบอยากตีมันให้
ตาย
ทุกคืนวันเขาเอาแต่คาดหวังให้อี๋หนิงกลับมาเยี่ยม
บ้าน จะให้ดีที่สุดกลับมาแต่ละครั้งก็ให้อยู่ที่จวน
สักเดือน
หลัวเซิ่นหย่วนทอดถอนใจเบาๆ “ที่มาครานี้
เพราะต้องการพูดเรื่องอี๋หนิงกับท่าน” เขาเล่า
เรื่องที่อี๋หนิงถูกลักพาตัวไปออกมา
เว่ยหลิงฟังแล้ว สีหน้าก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นตึง
เครียด มือบีบที่วางแขนแน่น เขากล่าวอย่างขบ
เขี้ยวเคี้ยวฟัน “รู้หรือไม่ว่าเป็นผู้ใด”
กล้าลักพาตัวบุตรสาวของเขา! คิดว่าจวนอิงกั๋วกง
ร้างคนหรืออย่างไร
“ลู่เจียเสวีย” น้ำเสียงของหลัวเซิ่นหย่วน
ราบเรียบอย่างยิ่ง
เว่ยหลิงเกือบคิดว่าตนฟังผิดไป “ลู่เจียเสวีย หนิง
หย่วนโหว” เขาตกตะลึงอย่างยิ่งยวด จะเป็น
ลู่เจียเสวียไปได้อย่างไร!
“ท่านคิดว่ายังมีลู่เจียเสวียคนที่สองอีกหรือ”
เว่ยหลิงโบกมือ เขาไม่เข้าใจว่าลู่เจียเสวียจะ
ลักพาตัวอี๋หนิงไปเพื่อการใด ด้วยสถานะตำแหน่ง
ของเขา อี๋หนิงไร้ผลประโยชน์อันใดต่อเขา
“ไม่ได้ ข้าต้องไปคุยกับเขา” เว่ยหลิงจะไปเรียกผู้
ใต้บัญชาเข้ามา “ต้องถามให้กระจ่างถึงเหตุผล
แล้วรีบรับนางกลับมา หากนางอยู่ที่นั่นแล้วข่าว
ถูกแพร่งพรายออกไป ผู้อื่นจะพูดกันอย่างไร!”
“ที่ข้าบอกเรื่องนี้กับท่าน มิใช่คาดหวังให้ท่าน
กระทำการวู่วาม” มือของหลัวเซิ่นหย่วนจับที่วาง
แขนแน่น “เกรงว่าท่านเองก็คงไร้หนทางต่อกร
กับลู่เจียเสวีย อันที่จริงข้าไม่ได้หวังให้ท่านไปพบ
เขา ที่ข้ามาในครานี้เพราะอยากจะขอร้องท่าน
เรื่องหนึ่ง”
“เรื่องการสู้รบที่ด่านปราการผิงหย่วน ท่านถาม
ข้าว่าข้าอยากได้ผลงานการรบหรือไม่ ยามนั้น
เพราะเกรงว่าจะถูกลากเข้าไปพัวพันจึงบอกว่าไม่
อยากได้ มาบัดนี้ข้าหวังว่าท่านพ่อตาจะรักษาคำ
สัญญา”
เว่ยหลิงไม่รู้ว่าหลัวเซิ่นหย่วนคิดทำการใด เขา
รู้สึกสงสัยอย่างยิ่งจนอาจถึงขั้นหวาดระแวง
ความสงสัยนี้ประหนึ่งมดที่คอยกัดแทะอาหาร
อันที่จริงหลัวเซิ่นหย่วนไม่อยากถูกลากเข้ามา
พัวพันกับเรื่องของเจิงหาง เพราะเขาอาศัยเจิง
หางทำให้เกิดความมั่งคั่งขึ้นจริง ที่สำคัญนั่นจะ
เป็นการเปิดเผยแวดวงสหายที่เขาติดต่อด้วย ซึ่งนี่
ไม่เป็นผลดีต่อเส้นทางขุนนางของเขา เช่นกลุ่ม
สังคมในเมืองเปั่าติ้ง ขุนนางและจิ้นซื่อที่พอมี
ชื่อเสียงในเมืองนี้ล้วนอาศัยกลุ่มสังคมนี้
แลกเปลี่ยนข้อมูลกัน กลุ่มสังคมเมืองเปั่าติ้งนี้ถือ
เป็นกลุ่มสังคมลับ แทบจะไม่มีคนนอกรับรู้
ลู่เจียเสวียบีบคั้นให้เขาก้าวมาสู่จุดนี้ เขาไร้
หนทางอื่นแล้ว
มิเช่นนั้นหากรอให้เจิงอิ้งคุนมาถึงมือของลู่เจียเส
วีย อีกฝั่ายต้องยอมรับผิดเพราะทนถูกทรมานไม่
ไหวเป็นแน่
เว่ยหลิงรับปากว่าจะไม่กระทำการบุ่มบ่าม
หลัวเซิ่นหย่วนออกจากจวนอิงกั๋วกง
บรรยากาศในวัดต้าฉือเงียบสงบมาก โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งในสถานที่ที่คนผู้นั้นพำนักอยู่ยิ่งสงบเงียบ
กระทั่งไร้ซึ่งเสียงวิหคใดๆ
วัดล้อมรอบด้วยภูเขาและแม่น้ำ ยามอาทิตย์
อัสดงเสียงตีระฆังดังก้องไปทั่วหุบเขา ใบไม้ที่ร่วง
หล่นบริเวณลานกว้างเพิ่งถูกปัดกวาด พื้นหิน
สะอาดสะอ้าน
“เหตุใดวันนี้เจ้าจึงมาได้” เต้าเหยี่ยนลืมตาขึ้น
ช้าๆ สายตาของเขาคมปราบอย่างยิ่งยวด สิ่งนี้
ขัดแย้งกับพฤติกรรมการนั่งบำเพ็ญตบะของเขา
หลัวเซิ่นหย่วนหยิบธูปออกมาจากกล่องธูป
ด้านข้าง ก้าวเข้าไปห้อง
เขาจุดธูปไหว้พระ ฟั้าด้านนอกมืดดำแล้ว ยาม
ราตรี ท้องฟั้าของที่นี่คล้ายทอประกายสีม่วงแดง
ดูหนักอึ้งและงดงามอย่างประหลาด
เต้าเหยี่ยนสวมเสื้อคลุมเช่นนักพรต ข้อมือพัน
ด้วยสร้อยประคำเส้นหนึ่ง เขาดูคล้ายนักพรต
ทั่วไป ไม่มีสิ่งใดแตกต่างเป็นพิเศษ ดูราวกับไม่ใช่
เทพเจ้าแห่งสงครามที่สยบพวกโจรสลัดนำพา
ความสงบสุขมาแก่ชาวฝูเจี้ยนผู้นั้น
“รู้สึกว่าตัวเองบาปหนักมหันต์” หลัวเซิ่นหย่วน
กล่าวพลางมองไปยังรูปปันของพระโพธิสัตว์ที่
เคลือบด้วยทองคำ ปีนั้นตอนที่เขาอยู่ในศาลต้าห
ลี่ เขามาจุดธูปแทบทุกวัน เพราะมือของเขาเปือน
เลือดเกินกว่าจะนับได้
เต้าเหยี่ยนให้เด็กน้อยไปชงชา ก่อนชี้ไปยังเตียง
อุ่นให้เขานั่งขัดตะหมาดลง “ปีนั้นอาจารย์มา
พำนักที่เปั่าติ้งอยู่หลายวันจึงได้รับเจ้าเป็นศิษย์
เขากล่าวว่าเจ้ามีพรสวรรค์ฉลาดหลักแหลม กาล
ข้างหน้ามิอาจดูแคลน ทว่าข้ามองแล้วกลับรู้สึก
ว่าเจ้าต้องสร้างความเดือดร้อน ทันทีที่เจ้ามา
เยือน อาจารย์ก็ให้บ่าวรับใช้ไปสังหารไก่ของข้า
เพื่อให้เจ้ากินบำรุงร่างกาย ในกลุ่มของพวกเรา
เจ้ายังเป็นเพียงคนเดียวที่ก้าวเข้าสู่ทางโลก ข้าจึง
ต้องคอยเตือนเจ้าอยู่เสมอ”
หลัวเซิ่นหย่วนนิ่งเงียบ เตาไฟในห้องมีฟืนถูกใส่
เข้าไปตลอดทั้งปีเพื่อใช้ต้มน้ำ ยามนี้ลมกระโชก
แรงด้านนอกทำให้ฟืนกำลังเผาไหม้แรงจึงยิ่งทำ
ให้รู้สึกอบอุ่น
ลมด้านนอกก่อตัวขึ้นอีกครั้ง
——————–
1. ใช้ชีวิตกับตะเกียงชิงอิ๋งและพระพุทธรูป
โบราณ หมายถึงใช้ชีวิตโดดเดี่ยว
2. โถยา หมายถึงคนขี้โรค