พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 157
ลมกระโชกแรงพัดต้นไม้ใหญ่นอกเรือนให้โยกเอน
ไม่หยุด เช้าวันต่อมามีต้นไม้ถูกพัดจนหักโค่นไป
ต้นหนึ่ง
อี๋หนิงถูกลู่เจียเสวียพาไปยังห้องหนังสือที่อยู่
ด้านข้าง เขาให้บ่าวรับใช้หาแบบอักษรมาให้นาง
ส่วนตนเดินไปสะสางงานที่ห้องด้านนอก
เมื่อเห็นท่าทางสบายอารมณ์ของเขา ไม่ได้สนใจ
ว่านางจะปฏิเสธหรือไม่ หลัวอี๋หนิงก็อยากถีบ
ลู่เจียเสวียให้ตาย เขากล่าวว่านางดื้อรั้น แล้วเขา
ดีนักหรือ หลายปีผ่านไป แต่อุปนิสัยยังน่ารังเกียจ
เช่นเดิม ไม่ว่าผู้ใดพูดอะไรก็เพียงยิ้มรับ ทว่าอันที่
จริงกลับดื้อรั้นอย่างยิ่งยวด หากเชื่อมั่นแล้วก็จะ
ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง เขากล่าวว่านางไม่รู้จักการ
ประนีประนอม แต่เขาเองก็ไม่ยอมเปลี่ยนเช่นกัน
นางใช้เวลาอยู่ครู่หนึ่งในการสงบสติอารมณ์ ก่อน
จะโยนแบบอักษรไปอีกทาง นางกางกระดาษเฉิง
ซินถังออกมาคัดอักษร
แสงอาทิตย์ลอดผ่านม่านไม้ไผ่เข้ามาด้านใน ลม
ด้านนอกให้ความรู้สึกหนาวเย็นอยู่บ้าง หลัวอี๋ห
นิงเดินไปตรงหน้าต่างกำลังจะปิดหน้าต่าง ทันใด
นั้นนางก็ได้ยินเสียงคนกำลังสนทนา “นายท่าน
โหว เจิงอิ้งคุนตกลงจะให้การว่าหลัวเซิ่นหย่วน
กับบุตรชายของเขามีการติดต่อกันแล้ว ทว่าเขามี
เงื่อนไข เขาหวังว่าท่านจะปล่อยพวกลูกศิษย์
เหล่านั้นของเขา…”
“ปล่อยรึ” ลู่เจียเสวียหัวเราะหยัน “ยามส่งคนไป
ไล่สังหารข้า เขากลับทำได้รวดเร็วเด็ดขาดยิ่ง”
อี๋หนิงฟังถึงตรงนี้ก็เบี่ยงกายเล็กน้อย มองออกไป
ด้านนอก ลู่เจียเสวียนั่งอยู่ตรงตำแหน่งแรกของที่
นั่งทางขวามือ มีขุนนางสองสามคนยืนอยู่เบื้อง
หน้าเขาด้วยท่าทางนอบน้อม
นิ้วของอี๋หนิงแหวกม่านไม้ไผ่ ลอบฟังเงียบๆ
แม้การตกแต่งรอบข้างจะเปลี่ยนแปลงไป ทว่า
ห้องนี้ยังมีสภาพเช่นหลายปีก่อน แม้แต่ต้นหนี่
เจินที่ปลูกอยู่ด้านนอกต้นนั้น กิ่งก้านก็ยังคงเขียว
ชอุ่ม
“ข้าน้อยเข้าใจความหมายของท่านโหวแล้วขอรับ
เช่นนั้นจะให้รีบกลับไปถ่ายทอดคำสั่งหรือไม่
ขอรับ”
ลู่เจียเสวียโบกมือ “เจิงอิ้งคุนยังหลงนึกว่าตนเป็น
ท่านแม่ทัพใหญ่ถึงได้กล้าเจรจาเงื่อนไขกับข้า เจ้า
ไปบอกเขาว่าบัดนี้ความเป็นตายของพวกเขา
ขึ้นอยู่กับข้า ให้เขาตรึกตรองให้ดี”
ชายคนนั้นรับคำสั่งก่อนจะถอยกลับไป
เมื่ออี๋หนิงเห็นคนผู้นั้นเดินออกไปจากห้องหนังสือ
จึงปล่อยม่านลงแล้วเดินกลับไปคัดอักษรที่โต๊ะต่อ
ไม่นานลู่เจียเสวียก็แหวกม่านเดินเข้ามา เอ่ยถาม
นางว่า “กำลังเขียนอะไรอยู่หรือ”
ครั้นก้าวเท้าเดินมาหยุดข้างกายนาง เขาก็เห็น
ตัวอักษรที่คมชัดสวยงามของนาง ตัวอักษรไร้
ความอ่อนช้อยของสตรี รอยยิ้มของลู่เจียเสวีย
ค่อยๆ จางลง เขาจำได้ว่าหลัวอี๋หนิงเขียนอักษร
ไม่เป็น ดังนั้นบทสวดของฮูหยินผู้เฒ่าจึงเป็นเขาที่
ช่วยคัดให้นาง เมื่อเขาคว้ามาดูก็พบว่าเป็น
บทความ ‘อิสระจร’
เขาไม่ชอบอ่านหนังสือ หนังสือภายในห้องส่วน
ใหญ่เกี่ยวกับหนังสือทางทหารและแผนที่ ไม่มี
หนังสือสำหรับอ่านเล่น นี่อี๋หนิงเขียนขึ้นจาก
ความทรงจำรึ
น้ำเสียงเขาระคนแววส่อเสียด “จ้วงหยวนพี่ชาย
สามของเจ้าผู้นั้นช่างมีใจสั่งสอนเจ้านัก”
ลู่เจียเสวียพลันคิดอะไรออก เขาพินิจมองลายมือ
ของอี๋หนิงอย่างละเอียด จากนั้นก็รู้สึกคุ้นตา
หลายส่วน ลู่เจียเสวียพลันเกิดจิตใจระแวง เขา
บีบมือของหลัวอี๋หนิง “ ที่พี่ชายสามหลัวของเจ้า
แต่งรับเจ้าเป็นภรรยา แท้จริงแล้วเขากับเจ้ามี
ความสำคัญอย่างไรต่อกัน”
หลัวอี๋หนิงตอบอย่างสงบนิ่ง “ข้ากับเขาโตมา
ด้วยกัน เขาสอนหนังสือให้ข้า”
ลู่เจียเสวียยิ้ม ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย “หลัวอี๋หนิง
ข้าจะบอกเจ้าไว้ ยามนี้เจ้าจะให้ข้าปล่อยเจ้าก็
ย่อมได้ แต่อย่าให้ข้าพบว่าเจ้ามีความสัมพันธ์
คลุมเครือกับชายอื่น มิฉะนั้นข้าจะไม่สนใจว่าเจ้า
กำลังอยู่ในช่วงมีระดูหรือไม่ เข้าใจหรือไม่”
ครั้นหลัวอี๋หนิงได้ยินก็พยายามสะกดอารมณ์ ใน
เมื่อนางสู้เขาไม่ได้จึงได้แต่กล่าวว่า “เมื่อครู่ข้าได้
ยินท่านหารือกับผู้ใต้บัญชาเรื่องที่จะให้เจิงอิ้งคุน
ชี้ตัวหลัวเซิ่นหย่วน อย่างไรกัน พวกท่านจะ
ปรักปรำคนดีแล้วหรือ”
“หลัวเซิ่นหย่วนถือเป็นคนดีรึ เจ้ามองเขาสูงส่ง
เกินไปแล้ว” ลู่เจียเสวียนั่งลงข้างกายนาง มอง
นางที่สวมเปั้ยจึผ้าไหมหังโจวสีเขียวอ่อนลายดอก
ชางผู่และกระโปรงสีขาวบริสุทธิ์ แม้นางจะมี
ปฏิกิริยาต่อต้านโดยการยืนตรง ทว่าอย่างน้อยก็
ยังยืนอยู่ข้างกายเขา น้ำเสียงของเขาจึงผ่อน
คลายลงกว่าเดิมมาก “ปีนั้นที่ข้าช่วยคัดบทสวด
ให้เจ้า เจ้ายังจำได้หรือไม่”
“ลายมือเจ้าในยามนั้นช่างน่าเกลียดนัก” เขาเผย
รอยยิ้มออกมา “เกรงว่าหากเจ้านำออกไปก็มีแต่
จะทำให้ข้าต้องเสียหน้า ดังนั้นข้าจึงช่วยคัดให้
เจ้า”
“รายการสินสอดของเจ้าก็เป็นข้าที่เขียนด้วย
ตัวเอง”
ลู่เจียเสวียเอนกายพิงพนักเก้าอี้ เขาเป็นทหารมา
ทั้งชีวิต แต่ครั้นบุรุษผู้เปียมล้นด้วยอำนาจหวน
ระลึกถึงเรื่องราวในอดีต น้ำเสียงกลับอ่อนโยน
เป็นพิเศษ เพราะนั่นเป็นสิ่งที่เขาวางไว้ในใจและ
ลูบไล้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
“ในบรรดาพี่น้องทั้งหมด ข้าไม่เอาไหนเรื่องการ
เรียนมากที่สุด ยามนั้นเพื่อเจ้าแล้ว ข้าจึงมานะ
บากบั่นฝึกคัดอักษรจนคัดออกมาได้สวยงาม สอง
สามวันก่อนข้าแต่งรับเจ้าเป็นภรรยา ข้าเอาแต่
หมกตัวอยู่ใต้แสงเทียน…” เขาชี้ไปที่ฐานเชิง
เทียน “ตวัดพู่กันทีละเส้น เจ้าอาจไม่เคยรู้เรื่องนี้
เลย”
“ท่านพูดปด!” หลัวอี๋หนิงขมวดคิ้ว ไม่รู้เพราะ
เหตุใดหัวใจจึงกระตุก นางตัดบทคำพูดของเขา
“ท่านในยามนั้นไม่รู้จักข้า จะมาทำเพื่อข้าได้
อย่างไร”
ลู่เจียเสวียจ้องนางนิ่งเนิ่นนาน มุมปากยกหยัก
เล็กน้อย “เจ้าโง่หรือ หากไม่ใช่เพราะข้าอยาก
แต่งเจ้าเป็นภรรยา ด้วยสถานะของเจ้า การจะ
แต่งให้กับบุตรอนุในจวนโหวย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย”
เป็นเรื่องจริงที่ตระกูลหลัวที่นางเกิดในชาติที่แล้ว
ไม่อาจเทียบกับตระกูลหลัวในชาตินี้ บิดาเป็น
เพียงเจ้าหน้าที่ของสำนักส่วนกลาง เป็นขุนนาง
ขั้นห้าเท่านั้น
นางรู้ว่าไม่ใช่เรื่องง่าย…ในเวลานั้นคนที่มารดา
เลี้ยงอยากให้แต่งออกไปก็คือน้องสาวสายตรง
แต่นางไปแสดงความพินอบพิเทาต่อหน้าท่านย่า
ท่านย่าจึงได้ตอบตกลง ครั้นมาครุ่นคิดให้ถี่ถ้วน
ท่านย่าในเวลานั้นตอบตกลงรวดเร็วเกินไปจริงๆ
ทำให้ยามที่มารดาเลี้ยงไปคารวะท่านย่าจึงมักจะ
แสดงสีหน้าไม่ดีออกมา
“ข้าเคยพบเจ้าเมื่อนานมาแล้ว” สายตาเขาทอด
มองออกไปไกล “ที่จวนของท่านเจ้าเมืองซุ่นเต๋อ
เจ้าในยามนั้นเพิ่งมีอายุสิบสี่ปี เกล้าผมสองมวย
เจ้าอยู่กับพี่สาวน้องสาวสายตรง เจ้าน่าจะจำ
ไม่ได้แล้ว ในยามนั้นที่ห้องครัวในจวนมีลูกสุนัข
อายุสามสี่เดือนตัวหนึ่งที่เพิ่งถูกซื้อเข้ามา ลูกสุนัข
กำลังอยู่ในวัยคึกคะนอง กัดแทะสิ่งของเสียหาย
จึงถูกบ่าวไพร่ตีจนฟันหัก อาการปางตาย…”
เขาเอ่ยถึงเรื่องในปีนั้น
ลู่เจียเสวียนึกถึงเด็กสาวที่สวมเสื้อกันหนาวตัวสั้น
สีชมพูลายข้าวหลามตัด แสงอาทิตย์ในช่วงต้นฤดู
คิมหันต์สาดส่องลงบนร่างนาง ใบหน้าเนียน
ละเอียดดุจผลท้อ ชั้นไรขนขาวละเอียด นางมอง
ไปยังลูกสุนัขที่โดนตีตัวนั้นโดยไม่ได้กล่าวอะไร
ทว่าต่อมากลับลอบออกตามหา ในมือถือจาน
เคลือบเล็กๆ ที่มีนมแพะซึ่งเพิ่งรินลงไป นางลง
มือค้นหาตามพุ่มหญ้าดงดอกไม้ข้างห้องครัว
นางเดินตามรอยเลือดไปจนพบลูกสุนัขที่ซ่อนตัว
อยู่ในพุ่มไม้ ร่างมันสั่นเทา ในปากเต็มไปด้วย
เลือด นางยังเด็กแต่เปียมด้วยจิตใจเมตตา เพียง
มองมือก็ยังสั่น ทว่านางยังคงยื่นนมแพะไปที่ริม
ฝีปากของลูกสุนัข แต่มันไม่ยอมกิน อี๋หนิงร้อนรน
จนไม่รู้จะทำอย่างไร ท่านย่าไม่ชอบลูกสุนัข
รังเกียจที่ขนของมันหลุดร่วงไปทั่ว ด้วยเหตุนี้
น้องสาวพี่สาวในจวนจึงไม่กล้าเลี้ยงกระทั่งแมว
ตัวนางเองก็ไม่ได้รับความโปรดปรานจากผู้ใหญ่
ย่อมไม่มีผู้ใดยอมให้นางเลี้ยงเจ้าพวกนี้ นางไม่
กล้าอุ้มกลับไปจึงทำได้เพียงพยายามใช้ช้อนเล็ก
ปั้อนนมให้
ยามนั้นเขามาเป็นแขกที่จวนของท่านเจ้าเมืองซุ่
นเต๋อ เขาพบนางที่กำลังคุกเข่าอยู่บนพื้นหิน
พยายามปั้อนอาหารให้ลูกสุนัข เขาจึงจ้องมอง
นิ่งๆ อยู่เนิ่นนาน
บุตรชายของท่านเจ้าเมืองถามเขา ‘ลู่ซื่อ[1] เจ้า
กำลังมองอะไรอยู่!’
เขาในฐานะบุตรของอนุต้องใช้ชีวิตอย่างถ่อมตน
อยู่ในจวนโหว ฮูหยินเป็นคนร้ายกาจ จัดการจน
บุตรชายหลายคนของอนุไม่อาจมีสิทธิ์มีเสียง เดิม
มารดาของเขาเป็นสาวใช้ข้างกายของโหวฮูหยิน
หลังมารดาให้กำเนิดเขาก็ไม่กล้าใกล้ชิดสนิทสนม
กับเขา เขาเติบโตขึ้นเพียงลำพังดุจสุนัขจรจัด แม้
ในวัยเยาว์จะถูกพี่ชายรังแกแต่ก็ต้องยิ้มรับเอาใจ
ทว่าเมื่ออยู่ภายนอก เขากลับได้รับความเคารพ
จากผู้คน ไม่มีผู้ใดกล้าล่วงเกินเขา เขาล้มลุก
คลุกคลานจนเติบใหญ่ จนมาวันนี้เมื่อได้เห็นนาง
ปั้อนนมลูกสุนัขจึงเกิดความรู้สึกสนใจอย่างน่า
พิศวง
‘ยุ่งเสียจริง!’ เขาลุกขึ้น ‘วันนี้ข้าไม่ไปขี่ม้าแล้ว
เจ้าไปเองเถิด’
คุณชายแห่งจวนเจ้าเมืองตะโกนเรียก แต่เขากลับ
ไม่สนใจ เขาเดินย่องไปด้านหลังของหลัวอี๋หนิง
อย่างเงียบเชียบ โน้มตัวลงไปกล่าวกับนาง ‘ต่อให้
เจ้าปั้อนเจ้าสุนัขตัวนี้อย่างไรเจ้านี่ก็ยังต้องตายอยู่
ดี’
อี๋หนิงถูกเขาทำให้ตกใจ ช้อนในมือจึงไปกระทบ
เข้ากับปากของลูกหมา เจ้าลูกหมาร้องโอดครวญ
เสียงหนึ่ง
นางถามด้วยน้ำเสียงโกรธเคืองเล็กน้อย ‘ท่านจะ
ทำให้คนตกใจไปไย!’
ลู่เจียเสวียรู้สึกราวกับตนกำลังหลอกล่อเด็กน้อย
เขายิ้มพลางเย้าแหย่นาง ‘ปากของเจ้าสุนัขตัวนี้
เป็นแผลเละแล้ว หากเจ้าไม่ทำแผลให้ ต่อให้ปั้อน
อย่างไร เจ้าสุนัขตัวนี้ก็ต้องตาย เจ้าโง่หรือไร’
บุรุษแปลกหน้าสวมเสื้อคลุมหรูหรา เพียงมองก็รู้
ว่าเป็นผู้ร่ำรวยสูงศักดิ์ ต่อให้ไม่ใช่คุณชายของ
จวนท่านเจ้าเมืองก็ต้องเป็นแขกผู้มีเกียรติ ทว่า
คำพูดคำจากลับไม่เกรงใจสักนิด แต่นางกลับไม่
สามารถล่วงเกินเขาได้ อี๋หนิงจึงไม่คิดสนใจเขา
นางอุ้มลูกสุนัขตัวน้อยแล้วลุกขึ้น เตรียมเปลี่ยน
สถานที่
โอ้ อารมณ์ขุ่นมัวเสียแล้ว
‘หากเจ้าขอร้องข้า ข้าก็จะช่วยเจ้านี่’ ลู่เจียเสวี
ยกล่าวเนิบช้า อันที่จริงเขาไม่ได้มีความรู้สึก
สงสารเจ้าสุนัขน้อยแต่อย่างใด เพียงอยากยั่วเย้า
นางเท่านั้น เขามีอายุมากกว่านางสามสี่ปี
นางลังเลอยู่ชั่วครู่ ก่อนหยุดฝีเท้าแล้วเอ่ยถามเขา
‘ท่านพาเจ้าสุนัขน้อยนี้ไปทำแผลที่โรงหมอได้ใช่
หรือไม่’
‘แน่นอน’ ลู่เจียเสวียกล่าว “เจ้าออกไปไม่ได้
ทว่าข้าออกไปได้ตามต้องการ”
เจ้าสุนัขน้อยซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของนาง หัวหูลู่
ดูน่าเวทนา ยามที่เพิ่งถูกซื้อมายังดูร่าเริง ทว่า
ตอนนี้เพียงถูกคนสัมผัสก็สั่นกลัวตกใจ นางมอง
เจ้าสุนัขน้อยแล้วกล่าว ‘เช่นนั้นข้าขอร้องท่าน
ท่านช่วยพามันไปหาหมอทีเถิด’
เรื่องราวกลับง่ายดายเพียงนี้ ลู่เจียเสวียหมด
ความสนใจ เขายื่นมือออกมารับ ในใจเริ่มคิดว่านี่
ไม่ใช่เรื่องยากอะไร อีกสักครู่หากออกไปขี่ม้าค่อย
โยนไว้ที่โรงหมอ ทิ้งเศษเงินไว้เล็กน้อยก็จบเรื่อง
แล้ว หลังจากนั้นเขาก็ลืมเรื่องนี้ไปชั่วขณะหนึ่ง
กระทั่งนางมาปั้วนเปียนหน้าประตูตลอดเวลา
ลู่เจียเสวียมาดื่มสุรากับคุณชายของจวนท่านเจ้า
เมืองถึงได้พบนาง ใจเขาพลันกระตุก สุนัขของ
นางถูกทิ้งไว้ที่โรงหมอหลายวันแล้ว
เขาเดินออกไปนอกประตู อี๋หนิงวิ่งเข้ามาถามเขา
อย่างกระตือรือร้น ‘เจ้าสุนัขน้อยหายแล้วหรือ
กินอาหารได้แล้วหรือยัง’
ยามนี้ลู่เจียเสวียถึงเพิ่งคิดขึ้นได้ว่าต้องไปเยี่ยม
สุนัขของนาง เขาไปที่โรงหมอพร้อมกับคุณชาย
ของจวนท่านเจ้าเมือง เจ้าของโรงหมอไม่รู้จัก
สถานะของเขา กล่าวว่าสุนัขไม่ยอมกินอาหาร
อาการครึ่งเป็นครึ่งตาย ดังนั้นจึงโยนออกไปแล้ว
ยามนี้น่าจะเปลี่ยนเป็นน้ำแกงเนื้อสุนัขแล้ว ลู่เจีย
เสวียจึงทุบปั้ายของโรงหมอเสีย เมื่อกลับมาก็พบ
หลัวอี๋หนิงกำลังรอให้เขาพาเจ้าหมาน้อยกลับมา
ด้วยหัวใจที่เต็มเปียมไปด้วยความคาดหวัง
ลู่เจียเสวียบังเกิดความละอายใจเล็กน้อยจึงแต่ง
เรื่องหลอกนาง ‘เจ้าสุนัขน้อยได้รับการดูแลอย่าง
ดีที่โรงหมอ เจ้าจะพามันกลับมาเพื่ออะไร!’
‘ที่ท่านกล่าวมาก็ถูก’ หลัวอี๋หนิงดีใจมาก นางไม่
อาจทนเห็นพวกสุนัขเล็กแมวน้อยได้รับความ
ลำบากได้ หากไม่เป็นอะไร นางย่อมดีใจ
นางกล่าวกับเขาด้วยความจริงใจ ‘ขอบคุณ ท่าน
เป็นคนดี’
เพียงได้รู้ว่าสุนัขของนางมีชีวิตที่ดีอยู่ในมุมใดมุม
หนึ่งของโลกใบนี้ เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว
ทว่าต่อมาคุณชายแห่งจวนท่านเจ้าเมืองกลับหลุด
ปากออกมาว่า เพราะสุนัขที่ส่งไปตายแล้ว ลู่เจีย
เสวียจึงทำลายปั้ายของโรงหมอ เจ้าของโรงหมอ
เองก็ไม่กล้ามาขอให้เขาชดใช้ ได้แต่พูดว่าเขาเป็น
พวกอันธพาล
เมื่ออี๋หนิงรู้ก็เศร้าสลด ลู่เจียเสวียเห็นนางร้องไห้
นั่งยองอยู่ตรงบริเวณที่เก็บเจ้าสุนัขน้อยได้ น้ำตา
รินไหลไม่หยุด ลู่เจียเสวียทั้งรู้สึกละอายใจและ
ปวดใจ เขาเดินไปกล่าวกับนาง ‘เจ้าอย่าได้ร้อง
อีกเลย ข้าชดใช้สุนัขให้เจ้าก็ได้แล้ว’
นางไร้ความหวั่นไหวเพราะประโยคนี้ กล่าวอย่าง
ดื้อดึง ‘ข้าไม่ต้องการสุนัขตัวอื่น ท่านบอกว่าท่าน
จะช่วยมัน ท่านคืนสุนัขตัวนั้นมาให้ข้า’
ลู่เจียเสวียรู้สึกว่าสภาพนางน่าสงสารดุจเจ้าสุนัข
น้อย ในใจบังเกิดความรู้สึกประหลาด อยากจะ
อุ้มนางกลับไปเลี้ยงดูให้ดี
ครั้นเห็นน้ำตานางรินไหล เขาก็วางมือบนศีรษะ
นางแล้วลองลูบเบาๆ ปลอบประโลม
นางตกใจ แหงนหน้ามองเขาด้วยสายตาราวกับ
มองพวกบ้าตัณหา ก่อนเขยิบตัวหนี ลู่เจียเสวีย
เห็นดังนั้นก็หัวเราะ
ต่อมาเขาต้องกลับเมืองหลวง เขาอยากไปเยี่ยม
นางเป็นครั้งสุดท้าย ทว่านางกลับไปจากจวนของ
ท่านเจ้าเมืองแล้ว ติดตามท่านย่าและคนอื่นๆ
กลับไปยังบ้านเดิม
ยามนั้นเขาคิดว่ารอจนนางปักปินแล้วจะไปสู่ขอ
นาง ความรู้สึกอันน่าพิศวงนั้น เขากล่าวไม่ถูกว่า
เป็นความรู้สึกอย่างไร ทั้งชาวาบและนุ่มนวล
อ่อนโยนเหลือคณา
ต่อมาเมื่อไปสู่ขอนาง เขากลับพบว่านางจำเขา
ไม่ได้ ลู่เจียเสวียประหลาดใจอย่างยิ่ง คิดแล้วอาจ
เป็นเพราะเจ้าเด็กคนนี้ไม่เคยแหงนหน้ามองเขา
ตรงๆ ไม่เคยดูว่าเขามีหน้าตารูปลักษณ์อย่างไร
ดังนั้นนางจึงจำเขาไม่ได้
ลู่เจียเสวียประสบความสำเร็จในการแต่งรับนาง
เข้ามา ครั้นได้เห็นภรรยาที่สงบเสงี่ยม
เพียบพร้อมด้วยคุณธรรมก็ประหลาดใจอยู่บ้าง
จนกระทั่งเมื่อได้อยู่ร่วมกันนานวันเข้า นางจึง
ค่อยๆ คลายความระมัดระวังที่มี นางเป็นดุจแมว
ที่ใช้อุ้งเท้าสำรวจสภาพแวดล้อมรอบข้าง ก่อนจะ
ค่อยๆ เผยสัญชาตญาณที่แท้จริงออกมา ลู่เจียเส
วียรักเอ็นดูนางจึงรีบแสดงท่าทีคล้ายเห็นคล้ายไม่
เห็น กระทั่งยอมรับทุกสิ่งที่นางเป็น เรื่องนี้ทำให้
นางลดเกราะปั้องกันลงโดยสิ้นเชิง
ดังนั้นเจ้าแมวตัวนี้จึงไม่เพียงแต่เต็มใจที่จะแสดง
อุ้งเท้าของมันออกมา แต่ยังยินดีจะนอนหมอบ
บนตักเขา กระทั่งข่วนขากางเกงของเขาเพราะ
มั่นใจแล้วว่าเขาไร้ซึ่งอันตราย
หลัวอี๋หนิงฟังคำของเขาจบก็ตกอยู่ในภวังค์เนิ่น
นาน
นางไม่เคยรู้มาก่อนว่าลู่เจียเสวียเคยพบนาง
กระทั่งเรื่องที่แต่งรับนางเป็นภรรยาก็เป็นความ
ตั้งใจของเขา บัดนี้เมื่อย้อนกลับไปตรึกตรองโดย
ละเอียดก็คล้ายว่านางในวัยเยาว์จะเคยทำเช่นนั้น
จริง สำหรับบุรุษผู้นั้นในความทรงจำของนาง
ใบหน้าอีกฝั่ายดูพร่าเลือน เห็นรูปลักษณ์ไม่
ชัดเจน
สีหน้าของลู่เจียเสวียมืดคล้ำอย่างยิ่งยวด น้ำเสียง
ของเขาแหบพร่า “เจ้าคิดว่าเหตุใดข้าจึงต้อง
สังหารเจ้า เพื่อทำให้เซี่ยหมิ่นตกอยู่ใน
สถานการณ์ลำบากรึ…ข้าทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อ
แต่งเจ้ามาเป็นภรรยา หลังเจ้าตาย แม้แต่ปั้าย
วิญญาณของเจ้า ข้าก็ไม่กล้ามอง เจ้าคิดว่าข้าจะ
สังหารเจ้าเพื่อสิ่งนี้หรือ”
หลัวอี๋หนิงนิ่งเงียบอยู่นาน ความทรงจำราวกับ
ปรากฏขึ้นอย่างเลือนราง ค่ำคืนเหน็บหนาวดุจ
สายธาร นางยืนตัวแข็งทื่อ ลู่เจียเสวียเอนศีรษะ
แนบชิดเอวนาง น้ำเสียงอ่อนลง “อี๋หนิง กลับมา
อยู่ข้างกายข้า…ข้าจะไม่ถือสาหาความผู้อื่นอีก”
“ข้าควรจะบอกท่านอย่างไร…” หลัวอี๋หนิงสูดลม
หายใจเข้าลึก นางวางมือบนไหล่เขาแล้วผลักเขา
ออกเบาๆ “ไม่ต้องกล่าวถึงเรื่องที่ข้าไม่สามารถ
เชื่อท่านและไม่อาจชอบท่านได้อีกต่อไป แต่ท่าน
เป็นผู้บัญชาการลู่ เป็นบิดาบุญธรรมของข้า ข้า
แต่งงานเป็นภรรยาของผู้อื่นแล้ว นี่เป็นเรื่องที่ไม่
อาจเป็นไปได้ ท่านเข้าใจหรือไม่”
ลู่เจียเสวียยิ้มหยัน “บิดาบุญธรรมแล้วอย่างไร
ข้าไม่ถือสาที่จะเป็นบิดาบุญธรรมของเจ้า” เขา
ลุกขึ้น เคลื่อนตัวเข้าใกล้นาง “ทว่าเรื่องที่เจ้า
แต่งงานเป็นภรรยาของผู้อื่นนี้ ข้าฟังแล้วก็รู้สึกไม่
สบอารมณ์อย่างยิ่ง ข้าจะบอกกับเจ้าไว้เพียงว่า
หากหลัวเซิ่นหย่วนเป็นสามีของเจ้าอีกวันหนึ่ง ข้า
ก็จะไม่มีวันปล่อยเขาไปอีกวันหนึ่ง”
“ท่านมันต่ำช้า!” นางเตะเขาอย่างรวดเร็ว “สอง
วันมานี้ข้าพูดกับท่านตั้งมากมาย ท่านฟังเข้าหู
บ้างหรือไม่! ปล่อยข้ากลับไป!”
ลู่เจียเสวียปล่อยให้นางตีโดยไม่ขยับเคลื่อนไหว
ทันใดนั้นเสียงกลั้วหัวเราะก็ดังขึ้น “ในที่สุดเจ้าก็
โกรธแล้ว”
หลัวอี๋หนิงรู้สึกว่าการทำเช่นนี้กับขุนนางฝั่ายบู๊
ช่างไร้ประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับลู่เจียเสวีย
นางหอบหายใจอยู่ชั่วครู่ ก่อนหมุนตัวเดินออกไป
ด้านนอก
คาดไม่ถึงว่าผู้ใต้บัญชาสองคนนั้นจะยังไม่จากไป
ครั้นเห็นนางพุ่งตัวออกมากะทันหันก็สบตากัน
อย่างตื่นตะลึง
หลัวอี๋หนิงไม่อยากเห็นพวกเขาจึงมุ่งหน้าไปด้าน
นอก ตรงบริเวณเฉลียงทางเดินมีสาวใช้หลายคน
ที่ลู่เจียเสวียส่งมาปรนนิบัตินางปรี่เข้าสกัดกั้นนาง
ทันที
ในที่สุดเย่เหยียนก็ได้เห็นรูปโฉมของสตรีใน
ตำนานผู้นี้ เขายกนิ้วให้ท่านรองแม่ทัพอย่างไร้สุ้ม
เสียง ตื่นตะลึงพรึงเพริดอย่างยิ่งยวด สมกับ
ชื่อเสียงอันลือเลื่อง ที่สำคัญเมื่อดูจากท่าทางนาง
คล้ายกำลังโกรธเคือง คนที่กล้าเตะลู่เจียเสวีย
เขาเพิ่งเคยพบเห็นเป็นคนแรก
ลู่เจียเสวียเดินออกมาจากห้องด้านในด้วยฝีเท้า
เนิบช้า ท่าทางอารมณ์ดีอย่างยิ่ง เขาตะโกนเสียง
ก้อง “พรุ่งนี้ข้าจะพาเจ้าออกไปข้างนอก เจ้า
กลับไปพักผ่อนให้ดี”
ด้านนอกมีเพียงเสียงลมที่พัดโชย
ทันทีที่หลัวอี๋หนิงได้ยินประโยคนี้ก็ชะงักฝีเท้า
นางถูกคุมตัวมาโดยตลอด ไม่สามารถออกไปไหน
ได้ หากลู่เจียเสวียยินยอมพานางออกไป ไม่แน่ว่า
นี่อาจเป็นโอกาสที่ดีที่สุด
นางมองไปที่สาวใช้ข้างกายเหล่านั้น พวกนาง
ล้วนมีรูปร่างสูงใหญ่แข็งแรง เพียงคนเดียวก็สูง
กว่านางเกือบสองเท่า ลู่เจียเสวียจับตาเฝั้าระวัง
นางอย่างเข้มงวด
เขาจะพานางไปที่ใด
ในห้องหนังสือ เย่เหยียนลังเลอยู่ชั่วครู่ ก่อน
ประสานมือกล่าวว่า “ท่านโหว ท่านผู้นี้ก็คือ…”
“มิใช่กงการใดของเจ้า” เขาโบกมือ “อย่าได้
ล่วงเกินนางก็พอ”
เขาสามารถล่วงเกินนางได้ ทว่าผู้อื่นห้ามทำ
“ขอรับ ขอรับ” เย่เหยียนย่อมตระหนักดี เขารีบ
พูดเป็นพัลวัน “หากท่านมีเรื่องต้องจัดการ มิสู้ให้
ข้าน้อยมาพบท่านอีกครั้งในวันพรุ่งนี้ดีหรือไม่
ขอรับ”
“ไม่รีบ” ลู่เจียเสวียเอ่ยต่อ แววตาเย็นเยียบขึ้น
เล็กน้อย “ส่งสิ่งนี้ไปที่ตระกูลหลัว”
เขาชี้ไปยังจดหมายที่อยู่บนโต๊ะ “อีกสองวันข้าจะ
เข้าวังหลวงไปเฝั้าหน้าพระพักตร์เพื่อทูลฟั้อง
หลัวเซิ่นหย่วน นั่นคือกำหนดเส้นตายของเขา”
ต่อให้หลัวเซิ่นหย่วนเป็นเพียงพี่ชายของนาง และ
ทั้งสองคนไม่ได้มีความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยา
อย่างแท้จริง แต่เขาก็ไม่ชอบให้มีผู้ใดอยู่ร่วม
อาศัยกับหลัวอี๋หนิงในฐานะสามีของนาง
——————–
ลู่หมายถึง แซ่ลู่ ซื่อ หมายถึงลำดับที่สี่ ลู่เจีย
เสวียเป็นบุตรชายลำดับที่สี่ของตระกูลจึงเรียกลู่
ซื่อ