พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 158
ตรอกฝูเสวียตระกูลหลัว แสงอัสดงสุดท้ายใกล้ลา
ลับ
หลินไห่หรูตบหลังหนานเกอร์เบาๆ พลางกล่าว
ด้วยความกังวล “อี๋หนิงไปเป็นแขกที่ตระกูลหยาง
ตั้งหลายวันแล้ว นี่ดูไม่ถูกต้องตามกฎเกณฑ์นัก
พวกเจ้าเพิ่งแต่งงานกันได้ไม่ถึงเดือน จะปล่องให้
ห้องหอร้างมิได้…ข้าสามารถรับฟังพวกเจ้าได้
เพียงแต่อีกไม่กี่วันพ่อของเจ้าก็จะกลับมาแล้ว ถึง
ยามนั้นทั้งเฉียวอี๋เหนียงและหลัวอี๋เหลียนย่อมอยู่
ด้วย พวกนางคงต้องกล่าววาจาหลายประโยค
หากพ่อของเจ้าได้ยินต้องไม่สบอารมณ์เป็นแน่”
หลัวเซิ่นหย่วนไม่ไว้ใจหลินไห่หรู เขาตกลงกับฮู
หยินหยางไว้แล้ว ไม่ว่าผู้ใดถามถึงหลัวอี๋หนิงก็ให้
บอกว่าไปเป็นแขกที่จวนของนาง
หนานเกอร์กอดหมอนตุ๊กตาเสือใบเล็กๆ ของเขา
ไว้ ลืมตามองพี่ชายอย่างงงงวย จากนั้นก็พบว่า
มารดากำลังสนทนาอยู่ เขายื่นมือเล็กๆ ออกไป
จับปากของมารดา “พี่สาว”
“เรียกพี่สะใภ้” หลินไห่หรูกล่าวอย่างอดทน
พยายามแก้ไขให้ถูกต้องอีกครั้ง
“ข้าทราบแล้ว พรุ่งนี้เช้าข้าจะไปพานางกลับมา
ท่านไม่ต้องกังวล” หลัวเซิ่นหย่วนนำจดหมายที่
ได้รับมาวางไว้ใต้ที่ทับกระดาษ เขาหยอกล้อ
หนานเกอร์อีกสองสามประโยค จากนั้นจึงกล่าว
“เงินหนึ่งพันห้าร้อยตำลึงเพียงพอสำหรับการใช้
ในจวนแต่ละเดือนหรือไม่ หากไม่พอใช้ ท่านก็
บอกข้า”
“พอใช้ๆ ในจวนมีคนกินข้าวเพียงไม่กี่คนเท่านั้น
จะต้องใช้จ่ายมากมายเท่าไรกัน” เมื่อกล่าวถึง
เรื่องที่เป็นทางการ หลินไห่หรูก็ไม่กล้ารบกวนเขา
อีก เขามีภารกิจมากมาย
“ข้าได้ยินเฉียวอี๋เหนียงกล่าวว่านางวานให้แม่สื่อ
ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในฝังตะวันออกของเมืองหา
คู่ครองที่เหมาะสมให้เหลียนเจี่ยร์ ข้าต้องไปดูสัก
หน่อย ทว่าเหลียนเจี่ยร์เริ่มถามถึงอี๋หนิงแล้ว…”
หลัวเซิ่นหย่วนส่งนางออกไปจากห้องหนังสือ
ก่อนเดินกลับเข้ามาด้านในอีกครั้ง เขาหยิบ
จดหมายที่วางไว้ใต้ที่ทับกระดาษมาเปิดอ่าน
หลังจากเฉินอี้เข้ามาส่งจดหมายก็ยังไม่ได้ออกไป
เขาเอ่ยถามอย่างลังเล “ใต้เท้า เหตุใดลู่เจียเสวีย
จึงกำหนดเส้นตายมาให้ท่าน ท่านว่าจดหมาย
ฉบับนี้เขียนถึง…”
“ก็แค่คำกล่าวไร้สาระ” สีหน้าหลัวเซิ่นหย่วน
เรียบเฉย เขาให้บ่าวรับใช้ยกเชิงเทียนเข้ามา
ก่อนเผาจดหมายด้วยตัวเอง
เฉินอี้เห็นชัดถึงแววตาอันเย็นเยียบดุจคมมีดของ
เขา
เขาต้องกำลังโมโหมากเป็นแน่ เพียงแต่ไม่แสดง
ออกมาเท่านั้น
คนด้านนอกเข้ามารายงานว่าสวีเว่ยต้องการพบ
เขา หลัวเซิ่นหย่วนเดินออกไปต้อนรับ สวีเว่ยเดิน
เข้ามาในห้องหนังสือแล้วนั่งลง ยังไม่ทันกระทั่ง
จะจิบชาก็กล่าวขึ้นว่า “เจ้ารู้หรือไม่ว่าบัดนี้เจิงอิ้ง
คุนอยู่ที่ใด”
ลู่เจียเสวียตอบว่ากำลังคุมตัวเจิงอิ้งคุนเข้าเมือง
หลวง คำนวณจากเวลาน่าจะถึงแล้ว ทว่าทั้งกรม
อาญาและศาลต้าหลี่กลับยังไม่ได้รับตัวคน
หลัวเซิ่นหย่วนให้บ่าวรับใช้ยกน้ำชามาให้เขา
“เรื่องที่บุตรชายของเจิงอิ้งคุนสมคบคิดศัตรูขาย
แว่นแคว้นเป็นเรื่องจริง ท่านไม่ต้องร้อนรนไป
ศิษย์มีวิธีการที่จะรับมือเขา”
ลู่เจียเสวียคิดจะใช้เจิงอิ้งคุนมาข่มขู่เขา ทว่าเขามี
ไพ่ใหญ่ในมือ นั่นคืออิงกั๋วกง หากต้องการ
คำนวณขึ้นมาจริงๆ ความชอบที่ด่านปราการผิง
หย่วนสามส่วนนับเป็นของเขา เขาจึงไม่มีอะไร
ต้องหวาดกลัว
ที่สำคัญจากสถานะของพวกเขาสองคนในยามนี้
คนหนึ่งเป็นผู้บัญชาการที่มีคุณงามความดีใหญ่
หลวง อีกคนเป็นรองเสนาบดีกรมโยธาที่
รับผิดชอบภารกิจของราชสำนัก ฮ่องเต้เป็นผู้ที่
เปียมด้วยปรีชาสามารถ ต้องไม่เอนเอียงไปทาง
ฝังลู่เจียเสวียเป็นแน่
อย่างไรลู่เจียเสวียก็เป็นขุนนางฝั่ายบู๊ สุดท้ายขุน
นางฝั่ายบู๊ก็ไม่ได้มีแผนการมากมายเช่นขุนนาง
ฝั่ายบุ๋น
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็วางใจที่จะปล่อยให้เจ้า
รับมือกับเขา” อารมณ์ของสวีเว่ยผ่อนคลายขึ้น
เขาให้หลัวเซิ่นหย่วนรีบเข้าวังหลวงเพื่อไปอธิบาย
เรื่องเจิงอิ้งคุน หลังจากขุนนางอารักษ์ยื่นฎีกา
ฟั้องร้องฉบับหนึ่ง ทั้งหกกรมก็สั่นสะเทือน กระ
ทั่งวั่งหย่วนก็ยังเอ่ยถามเรื่องนี้กับฮ่องเต้ เพราะ
อย่างไรหลัวเซิ่นหย่วนก็เป็นถึงรองเสนาบดีกรม
โยธา มิใช่ขุนนางสามัญทั่วไป
ทว่าหลัวเซิ่นหย่วนกลับปฏิเสธ “อาจารย์ บัดนี้ยัง
ไม่ใช่เวลาที่ดีที่สุด”
หัวคิ้วของสวีเว่ยขมวดมุ่นเล็กน้อย ไม่เข้าใจว่า
หลัวเซิ่นหย่วนมีแผนการอะไร หากปล่อยให้เรื่อง
นี้บ่มเพาะต่อไปก็รังแต่จะไม่เป็นผลดีต่อเส้นทาง
ขุนนางของหลัวเซิ่นหย่วน แม้ยามนี้เขาจะมี
สถานะตำแหน่งสูง ทว่าหากตกลงมาก็จะยิ่งดู
อนาถ ที่สำคัญเขาอายุยังน้อย แต่ฝีมือโหดเหี้ยม
ทำให้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของผู้อื่นอยู่ก่อนแล้ว
หลัวเซิ่นหย่วนประสานมือ “ศิษย์ย่อมมีแผนการ
ของตน”
สวีเว่ยค่อนข้างวางใจในตัวหลัวเซิ่นหย่วนจึงผงก
ศีรษะ ก่อนกล่าวอย่างรำพึง “ช่างเถิด เจ้าชาญ
ฉลาดเด็ดขาดกว่าโหยวหมิง เขามองการณ์ไกลไม่
เท่าเจ้า”
ไม่จำเป็นต้องแคลงใจในตัวคน สวีเว่ยวางใจใน
ความสามารถของหลัวเซิ่นหย่วนมาก จิตใจและ
วิธีการของหยางหลิงไม่อาจเทียบเคียงเขา บางที
อาจเป็นเพราะความยากลำบากในวัยเยาว์
หลัวเซิ่นหย่วนจึงปฏิบัติต่อเรื่องราวต่างๆ ตาม
ความเป็นจริงโดยเด็ดขาดยิ่งกว่า ที่สำคัญยัง
คล้ายไม่เชื่อมั่นในตัวผู้อื่นอย่างหมดใจ สวีเว่ย
พร่ำนึกมาโดยตลอดว่าหากไร้แรงสกัดกั้นจาก
ภายนอก หลัวเซิ่นหย่วนคงต้องแปรเปลี่ยนเป็น
วั่งหย่วนคนที่สอง
เขายิ้ม ก่อนจะหันมากล่าววาจาห่วงใยในเรื่อง
ส่วนตัวของหลัวเซิ่นหย่วนแทน “คราก่อนข้าได้
พบภรรยาผู้นั้นของเจ้า รูปโฉมงดงามจริงๆ ทว่า
อายุของนางยังน้อยถึงเพียงนั้น จะสามารถ
ปรนนิบัติเจ้าได้หรือ”
“ภรรยาของข้ายังเด็กนัก เป็นข้าที่ดูแลนางเสีย
มากกว่า” หลัวเซิ่นหย่วนตอบเสียงราบเรียบ
สวีเว่ยคาดไม่ถึงว่าหลัวเซิ่นหย่วนจะเป็นเช่นนี้
เลือกตบแต่งรับภรรยาตัวน้อย เขาคิดว่าหลัวเซิ่น
หย่วนน่าจะเหมาะสมกับคนอีกประเภทหนึ่ง คน
ที่ประพฤติตนตามกฎเกณฑ์ เป็นสตรีเรือนในที่
เชี่ยวชาญการครัวเย็บปักถักร้อย หรืออาจเป็น
เช่นเซี่ยอวิ้นที่สามารถส่งเสริมความแข็งแกร่ง
ให้แก่เขา ทว่าสุดท้ายกลับเป็นแม่นางน้อยร่าง
บอบบางที่มีรอยยิ้มสว่างสดใสซึ่งยืนอยู่ด้านหลัง
หลัวเซิ่นหย่วนในวันนั้น ที่ทำให้ลูกศิษย์ของเขา
คนนี้ดูมีความเป็นมนุษย์ขึ้นมาหลายส่วน
ดูเหมือนยังมีบางเรื่องที่ทำให้หลัวเซิ่นหย่วน
สูญเสียเหตุผลและการพินิจไตร่ตรองไปได้
สวีเว่ยยิ้มพลางกล่าว “เกรงว่าต่อไปเจ้าคงต้อง
ลำบากแล้ว ในเมื่อแต่งรับเป็นภรรยาแล้วก็จง
ดูแลนางให้ดี”
หลัวเซิ่นหย่วนรับคำ เขาส่งอาจารย์ออกไปจาก
กำแพงบังรัศมี ก่อนจะย้อนกลับมา หลังกลับมาก็
ยืนเอามือไพล่หลังนิ่งเงียบ มองแสงสนธยาสีส้ม
นอกหน้าต่าง ความโกรธในใจกลุ่มนั้นยังไม่
อันตรธานหายไป
ลู่เจียเสวียกล้าร่างหนังสือหย่าให้เขา!
ผู้มีอำนาจคับฟั้าย่อมไม่ต้องกังวลต่อสิ่งใด อำนาจ
สามารถจัดการได้ทุกสิ่ง พวกเขาต่างเข้าใจจุดนี้
อย่างถ่องแท้
ช้าเร็วเขาต้องปะทะกับลู่เจียเสวีย เพียงแต่ดวง
ชะตายังไม่ทัดเทียม ขอเวลาให้เขาอีกสิบปี เขา
จะต้องอยู่ในตำแหน่งที่สูงทัดเทียมกับลู่เจียเสวีย
ทว่าบัดนี้เขาทำได้เพียงรอ
วันต่อมาหลัวอี๋หนิงตื่นแต่เช้าตรู่ ก่อนจะได้รู้ว่า
ลู่เจียเสวียจะพานางไปที่ใด
“ข้ารู้จักปรมาจารย์ท่านหนึ่ง” ลู่เจียเสวียกล่าว
“เขาเป็นผู้ที่มีความสามารถแปลกพิสดารลึกล้ำ
นัก เชี่ยวชาญรอบรู้หลายสิ่ง ที่สำคัญยังเข้าใจ
อย่างถ่องแท้ในเรื่องดวงชะตา ข้าจะพาเจ้าไปให้
เขาทำนายดวงชะตา”
หลัวอี๋หนิงได้ยินเขากล่าวถึงตรงนี้จึงตื่นจาก
อาการงัวเงีย ฟั้านอกรถม้ายังไม่ทันสว่าง พื้นที่
ชนบทข้างทางมีเสียงไก่ขันเป็นระยะ ลู่เจียเสวีย
พานางออกมา…ก็เพราะจะทำนายดวงชะตาของ
นาง
หลัวอี๋หนิงซุกตัวเข้าไปในมุมเป็นการแสดงจุดยืน
ไม่ว่าเขาจะกล่าวอย่างไร นางก็ตั้งใจว่าจะไม่
สนใจเขา
ลู่เจียเสวียมองท่าทางเช่นนั้นของนางก็หัวเราะ
เสียงต่ำ “เขาทำนายดวงชะตาได้แม่นยำนัก ไม่
ต้องสนใจว่าต้องเชื่อหรือไม่ เพียงทำเพื่อความ
สบายใจเท่านั้น”
พูดแล้วก็คว้ามือของนางขึ้น หลัวอี๋หนิงพลิกมือ
หมายจะตีเขา แต่กลับถูกเขาคว้าไว้ได้อย่าง
ง่ายดาย “เดิมร่างกายของเจ้าแข็งแรงสมบูรณ์
ทว่ายามนี้ร่างกายกลับบกพร่องโดยกำเนิด ตั้งแต่
วัยเยาว์ก็ทิ้งโรคไว้รักษาไม่หายขาด ร่างกาย
อ่อนแอเกิดภาวะเย็นพร่อง ข้ากลัวว่าเจ้าจะตาย
ตั้งแต่เยาว์วัย เดิมข้ายังเคยให้เขาทำนายชะตาให้
เจ้าครั้งหนึ่ง เขาทำนายได้แม่นยำทีเดียว”
“ขอบคุณท่านที่ห่วงใย ข้าไม่มีทางตายเร็ว” อี๋หนิ
งอดกล่าววาจาเชือดเฉือนไม่ได้ “การทำนายดวง
ชะตามีที่ใดบ้างกล่าวไม่แม่นยำ มิเช่นนั้นจะหา
เงินจากท่านได้อย่างไร”
ลู่เจียเสวียหัวเราะขึ้นอีกครั้ง เขาเรียกคนมาส่ง
อาหารเช้าให้นาง มีการเตรียมขนมเปียะไส้ผัก
ดอง เกี๊ยวน้ำแผ่นแปั้งและน้ำเต้าหู้อีกกาหนึ่งมา
จากในจวน
หลายวันนี้หลัวอี๋หนิงไม่ค่อยได้กินอาหารสัก
เท่าไร อันที่จริงนางกระวนกระวายใจจนกินไม่ลง
แต่จะไม่กินก็ไม่ได้ มิเช่นนั้นลู่เจียเสวียจะปั้อน
นางด้วยตัวเอง นี่ทำให้นางประหวั่นพรั่นพรึง
หลัวอี๋หนิงกินเกี๊ยวไปสองชิ้นและน้ำเต้าหู้ครึ่งถ้วย
ก็หยุดกิน ลู่เจียเสวียมองปริมาณการกินของนาง
แล้วก็เลิกคิ้ว “เจ้ากินอิ่มแล้วหรือ”
พูดจบก็เคลื่อนเข้ามากอดและลูบท้องนาง หลัว
อี๋หนิงรีบพลบพัลวัน ขณะที่นางอยู่ในจวน
หลัวเซิ่นหย่วนก็บีบบังคับให้นางกินให้มาก ทั้งที่
ยามเด็กนางกินเก่งจนตัวอวบอ้วน แต่เหตุใดเมื่อ
โตขึ้นจึงได้เปลี่ยนเป็นอรชรเยี่ยงนี้ หลัวเซิ่นหย่วน
ไม่พอใจ ยืนกรานให้นางเพิ่มปริมาณการกินเป็น
สองเท่า หลัวอี๋หนิงเองก็ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดครั้น
นางเห็นอาหารก็อยากกิน แต่เมื่อกินไปเล็กน้อย
ลำคอกลับรู้สึกตีบแน่นจนอยากอาเจียน นางไม่
อยากทรมานตัวเองจึงกล่าวออกมาโดยไม่รู้ตัว
“ข้ากินไม่ลงแล้วจริงๆ!”
ลู่เจียเสวียชะงักงัน บรรยากาศภายในรถม้าเงียบ
สงัด
ผ่านไปชั่วครู่หลัวอี๋หนิงก็กล่าวขึ้น “ท่านจะปล่อย
ข้ากลับไปเมื่อไร”
“ไม่ว่ายามใดก็ไม่ปล่อย” เขาตอบ “เจ้าอยากไป
จากข้าหรือคิดถึงพี่ชายสามของเจ้ากันแน่”
อี๋หนิงปิดริมฝีปากแน่น ไม่เอื้อนเอ่ยวาจา
ลู่เจียเสวียพลันหัวเราะออกมา ขยับประชิดนาง
แล้วกล่าว “เคราะห์ดีที่เขาเป็นพี่ชายสามของเจ้า
หากมีฐานะอื่น ข้าย่อมไม่มีทางปล่อยไว้ เจ้า
เข้าใจหรือไม่”
หลัวอี๋หนิงผินหน้าไปมองนอกรถม้า รุ่งอรุณของ
ช่วงปลายฤดูสารทอากาศยังคงเหน็บหนาว ในไร่
เต็มไปด้วยต้นข้าวโพดที่เติบโตเต็มที่ อุปนิสัยของ
ลู่เจียเสวียเผด็จการเกินไป การไม่พูดกับเขาถือ
เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ยิ่งพูดมากก็ยิ่งก่อให้เกิด
ความผิดพลาด
ลู่เจียเสวียเอนตัวกลับไป สายตาจับจ้องนาง
“วันนี้เมื่อกลับไปแล้ว ข้าจะไปนอนในห้องเจ้า”
นัยยะในประโยคกระจ่างชัด เปิดเผย
ตรงไปตรงมา
หลัวอี๋หนิงหันกลับไปมองเขาอย่างเย็นชา “ลู่เจีย
เสวีย!”
“ข้าเป็นสามีของเจ้า” ลู่เจียเสวียสำทับอีกครั้ง
“ไม่ว่าเจ้าจะยอมรับหรือไม่ ข้ากับเจ้าก็ไม่เคย
หย่าร้าง ข้าไม่เคยหย่ากับเจ้า เจ้าร่วมหลับนอน
กับสามีถือเป็นเรื่องที่ถูกต้องตามหลักการฟั้าดิน
นอกจากนี้เจ้ามั่นใจหรือว่าพี่ชายสามของเจ้ายัง
ต้องการเจ้า ไม่แน่ว่าหลังจากเจ้ากลับไป สิ่งที่เจ้า
ได้พบอาจเป็นหนังสือหย่าฉบับนึง ถึงเวลานั้นต่อ
ให้เจ้ามาร้องไห้คร่ำครวญกับข้า ข้าก็จะไม่ใจดี
เช่นยามนี้แล้ว”
ลู่เจียเสวียดูแคลนหลัวเซิ่นหย่วน หลัวอี๋หนิงรู้มา
นานแล้ว แต่เขาไม่รู้ว่าสุดท้ายหลัวเซิ่นหย่วนจะ
เป็นท่านราชเลขาธิการแห่งเน่ยเก๋อ เป็นคนเพียง
คนเดียวที่สามารถคานอำนาจต่อกรกับเขาได้
หลัวอี๋หนิงข่มกลั้นอารมณ์ ก่อนกล่าวว่า “ท่าน…
ข่มขู่เขาว่าอย่างไร”
“ตำแหน่งรองเสนาบดีของเขาได้มาอย่าง
อันตราย” ลู่เจียเสวียแค่นเสียงหยัน “ไม่รู้ว่าเรื่อง
ของเจ้าและเขาจะทำให้เขาต้องตกอยู่ในสภาวะ
กลืนไม่เข้าคายไม่ออกหรือไม่ ในเมื่อพี่ชายสาม
ของเจ้ากล้าแต่งรับเจ้าเป็นภรรยา เห็นทีคงรัก
เอ็นดูเจ้าอยู่บ้าง เพียงแต่ต้องดูว่าเจ้าแข็งใจ
พอที่จะเห็นเขาตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากได้
หรือไม่”
สุดท้ายก็ยังลากเขาเข้ามาพัวพัน…
หากไม่อยากให้เขามาเกี่ยวข้อง…หรือจะเหลือ
เพียงหนทางการหย่าขาดจริงๆ แต่หลัวอี๋หนิงไม่
ยินดี คนผู้นั้นถือเป็นเลือดเนื้อเป็นส่วนหนึ่งใน
ชีวิตของนางแล้ว เป็นภูเขาสูงตระหง่าน เป็นธาร
น้ำไหลเอื่อยอันอ่อนโยน ทั้งหมดทั้งปวงล้วนคือ
เขา ชาติภพก่อนนางใช้ชีวิตกับลู่เจียเสวียเพียง
สองปี ทว่าชาติภพนี้ ตั้งแต่วัยเยาว์นางก็ไล่ตาม
เขา ร้องขอให้เขาอุ้ม จนกระทั่งแปรเปลี่ยนเป็น
ภรรยาของเขา ระยะเวลาช่างยาวนานเหลือเกิน
หลัวอี๋หนิงไม่กล้าแสดงออกว่านางใส่ใจหลัวเซิ่น
หย่วนเกินไป นางปันหน้าบึ้งตึงอยู่บนรถม้า ไม่
พูดจากับลู่เจียเสวียอีก
ฟั้าด้านนอกค่อยๆ มีแสงสว่างรำไร ไม่ต้อง
เดินทางในค่ำคืนอันมืดมิดอีกแล้ว ดังนั้นตะเกียง
แก้วเขาแพะจึงถูกดับลง
เดิมอี๋หนิงหลงนึกว่าลู่เจียเสวียจะพานางไปยัง
ตรอกแห่งหนึ่ง คาดไม่ถึงว่าจะเดินทางออกจาก
เมืองหลวงไปยังเขตชานเมือง ที่นี่เป็นประตูทาง
ขึ้นวัดต้าฉือที่อยู่บนเขา เนินเขาเขียวขจี ทิวเขา
สลับซับซ้อน อากาศในช่วงฤดูสารทไม่ร้อน เมื่อ
เดินไปถึงทางขึ้นเขาก็จะพบตัวอักษรจ้วนซูสาม
ตัวขนาดใหญ่ที่เขียนว่าวัดต้าฉือสลักอยู่บนหลัก
ศิลา
“ข้าพลันนึกขึ้นได้ว่า ครั้งแรกที่ได้พบเจ้าคือที่
วัดต้าฉือ” ลู่เจียเสวียกล่าว “ยามนั้นทันทีที่เจ้า
เห็นข้าก็หมุนตัววิ่งหนี เจ้าใช้ชีวิตมาเนิ่นนาน แต่
กลับไม่ฉลาดขึ้นสักนิด ยิ่งเจ้าวิ่งก็ยิ่งดูมีพิรุธ เจ้ารู้
หรือไม่”
หลัวอี๋หนิงกล่าว “ท่านกับเต้าเหยี่ยนหารือกัน
เรื่องลอบปลงพระชนม์องค์ชายใหญ่ หากข้าไม่
หนี ท่านก็จะสังหารข้า ที่ข้าทำเช่นนั้นมิใช่เพราะ
ข้าจดจำท่านได้” นางหันกลับมากล่าวต่อ “ข้า
ไม่ได้โง่ถึงเพียงนั้น”
ครั้นลู่เจียเสวียได้ยินก็หัวเราะ ไม่นำพาการ
ปฏิเสธของนาง เขาจับจูงมือนางพาก้าวเดินไป
ด้านหน้าโดยไม่ปล่อยให้คลาดสายตา ด้วย
อุปนิสัยของนาง ยากที่นางจะไม่เล่นลูกไม้อะไร
ใต้ซือที่ทำหน้าที่ต้อนรับแขกรีบปรี่เข้ามาต้อนรับ
อี๋หนิงที่ซ่อนใบหน้าอยู่ใต้เสื้อคลุมที่มีหมวก
ด้านหลังแสร้งทำเป็นนิ่งเฉย เขาโค้งตัวให้ลู่เจียเส
วียอย่างนอบน้อม ก่อนพาเดินไปยังอาคาร
ด้านหลัง
เพราะย่างเข้าสู่ช่วงฤดูสารทแล้ว อากาศบนเขา
จึงเย็นเล็กน้อย ต้นโหยวถงนอกอาคารผลัดใบไม่
หยุด เพิ่งทำการปัดกวาดก็ร่วงหล่นทับถมลงมา
อีกชั้น อี๋หนิงเหยียบใบไม้แห้งก้าวขึ้นบันไดไป
จากนั้นก็พบปั้ายวัดที่แขวนอยู่หน้าลานกว้าง มี
ผู้ติดตามเดินเข้าไปเคาะประตู เด็กน้อยซึ่งเป็นคน
ปัดกวาดเปิดประตูออกพร้อมถือไม้กวาดในมือ
เขายื่นศีรษะออกมาจากด้านใน เด็กน้อยเพิ่งถึง
วัยไว้ผม ผมด้านหน้าถูกตัดเป็นผมหน้าม้าสั้น
ทันทีที่เด็กน้อยมองไปที่พื้น ใบหน้าขาวเล็กๆ
ของเขาก็ย่นยู่ กล่าวด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง “ต้อง
กวาดใหม่อีกแล้ว…”
เขาพูดพลางเปิดประตูไม้ถงมู่เพื่อให้แขกที่ไม่ได้
รับเชิญเหล่านี้เข้าไปด้านใน อี๋หนิงเพิ่งเดินเข้าไป
ก็พบกับกำแพงบังรัศมี บบนั้นมีอักษรจ้วงซูคำว่า
‘ฌาน’ บริเวณลานกว้างดูเงียบสงบ มุมด้านหนึ่ง
มีจอบและเสื้อกันฝนที่ทำจากทางมะพร้าววางไว้
ลู่เจียเสวียนำนางเข้าไปด้านใน อี๋หนิงกวาดตา
มองรอบด้านอย่างรวดเร็ว
เรือนนี้มีทางเข้าเพียงสองทาง ไม่นับว่าใหญ่ ไร้ที่
ให้หลบซ่อน กำแพงรอบข้างสูงเกินไป นางปีน
ข้ามไม่ไหว ส่วนกำแพงด้านหลังเตี้ยกว่าเล็กน้อย
หากปีนออกไปก็จะพบปั่าไม้ พุ่มไม้รกทึบสามารถ
ใช้เป็นที่หลบซ่อนตัวได้
แต่ทั้งนี้ต้องหลบสายตาของลู่เจียเสวียไปให้ได้
เสียก่อน มิเช่นนั้นยังไม่ต้องกล่าวถึงเขาด้านหลัง
เพียงนางห่างจากลู่เจียเสวียเล็กน้อย เขาก็รีบคว้า
นางกลับมาข้างกายทันที