พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 159
อี๋หนิงลอบครุ่นคิด นางก้าวเข้าไปในห้อง
ด้านหน้าเป็นเตียงอุ่นที่ปูด้วยเบาะรองผ้าฝั้ายลาย
ดอกชางผู่
มีคนกำลังนั่งดื่มน้ำอยู่ด้านข้าง เขาได้ยินเสียง
แขกมาเยือน แต่กลับไม่ยอมเงยหน้าขึ้น เขามีรูป
โฉมหล่อเหลาอย่างยิ่ง สีผิวออกไปทางน้ำตาล
สวมชุดจีวรสีน้ำตาลแดงเรียบง่าย หากคนผู้นี้เป็น
คุณชายท่านหนึ่ง กู้จิ่งหมิงคงต้องยอมสยบให้เขา
หลายส่วน ทว่านักพรตท่านนี้เป็นผู้ที่ห่างไกลจาก
ทางโลกแล้ว กิริยาการเคลื่อนไหวให้ความรู้สึกว่า
ไม่อาจเข้าใกล้ที่ไม่อาจพรรณนาได้อย่างชัดเจน
เขาลุกขึ้นท่องคำกล่าวทางพระพุทธศาสนา ก่อน
จะเอ่ยถาม “ใต้เท้าผู้บัญชาการ คนที่ท่าน
ต้องการให้ทำนายดวงชะตาก็คือท่านนี้หรือ”
น้ำเสียงของเขาดังกังวานดุจระฆัง ไม่รีบไม่ร้อน
ลู่เจียเสวียให้อี๋หนิงเดินเข้าไปแล้วนั่งลงข้างกาย
นาง “รบกวนท่านอาจารย์เต้าเหยี่ยนช่วยตรวจ
ดวงชะตาให้นางสักครั้ง ร่างกายของนางอ่อนแอ
หากสามารถปรับบำรุงได้ย่อมเป็นเรื่องดีที่สุด”
คาดไม่ถึงว่าคนผู้นี้ก็คือเต้าเหยี่ยนผู้มีชื่อเสียงโด่ง
ดัง!
เคยได้ยินกิตติศัพท์มาช้านานแต่ไม่เคยพานพบ
เมื่อหลัวอี๋หนิงได้ยิน ในใจก็บังเกิดความรู้สึกตื่น
ตะลึงเล็กน้อย นางพินิจมองเขาอย่างละเอียด
เต้าเหยี่ยนผู้นี้มีร่างกายสูงมาก อาจเป็นเพราะ
ต้องการแสดงความเคารพในขณะท่องบทสวด
เขาจึงโน้มศีรษะต่ำ สิบนิ้วประนม อี๋หนิงพลันนึก
ถึงคำเล่าขานเหล่านั้นที่กล่าวว่าเขาสามารถสู้หนึ่ง
ต่อร้อยกับพวกโจรสลัดตามแนวชายฝัง นึกถึงพิณ
ตัวนั้นที่แม้แต่เงินหนึ่งพันตำลึงก็ยากจะซื้อหา
ของเขา นึกถึงเรื่องที่เขาสู้รบเพียงครั้งเดียวก็
ชื่อเสียงโด่งดัง ทว่าหลังจากนั้นกลับปลีกวิเวกสู่
ปั่าเขา
ที่แท้เขาก็มาบำเพ็ญตนที่วัดต้าฉือ
คาดไม่ถึงว่าลู่เจียเสวียจะขอให้เต้าเหยี่ยนช่วย
ทำนายดวงชะตาให้นาง คนผู้นี้มีชื่อเสียงใน
ประวัติศาสตร์โดยแท้จริง เป็นบุคคลระดับ
เดียวกับหลินชิงเทียน
“สีกาเชิญนั่ง เชิญแบมือขวา” เต้าเหยี่ยนชี้ไปยัง
ฝังตรงข้าม เบ้าตาของเขาลึกเล็กน้อย สันจมูกสูง
คิ้วเข้ม อี๋หนิงรู้สึกว่ารูปโฉมของเขาไม่ใช่คนใน
อาณาเขตกลาง คิ้วดวงตาคมลึกทำให้เขาน่ามอง
เป็นพิเศษ ทว่าแววตาของเขากลับเรียบเฉยอย่าง
ยิ่งยวด คล้ายไร้ความสนใจต่อทุกสรรพสิ่ง
อี๋หนิงนั่งลงตามคำบอก เต้าเหยี่ยนเริ่มดูลายมือ
ให้นาง
นิ้วกลางที่ยาวเป็นพิเศษของเต้าเหยี่ยนสัมผัส
กลางฝั่ามือของอี๋หนิงอยู่ครู่หนึ่ง เขาเงยหน้ามอง
นาง ก่อนจะหลับตาครุ่นคิด ครั้นลืมตาขึ้นจึง
กล่าว “ดวงชะตามั่งคั่ง เป็นผู้สูงศักดิ์”
นี่เหมือนถ้อยคำตามแบบแผนทั่วไป แปดถึงเก้า
ในสิบคนของผู้ทำนายดวงชะตามักกล่าวเยี่ยงนี้
อี๋หนิงไม่คิดจะนำพามาใส่ใจ ลู่เจียเสวียเองก็ไม่ได้
นำมาใส่ใจเช่นกัน ลู่เจียเสวียกำลังอยากถามถึง
สภาพร่างกายของอี๋หนิง ด้านนอกก็พลันมีเสียง
ฝีเท้าเร่งรีบดังขึ้น
มีคนวิ่งเข้ามากระซิบข้างหูลู่เจียเสวีย ความสนใจ
ทั้งหมดของอี๋หนิงตกไปอยู่บนร่างของลู่เจียเสวีย
นางคลับคล้ายคลับคลาได้ยินคนผู้นั้นกล่าวถึงบาง
สิ่งเกี่ยวกับหุบเขาด้านหลังและการไล่ตาม
ครานี้ที่ลู่เจียเสวียมาที่นี่เขายังมีจุดประสงค์อื่น
เขาต้องการคุมตัวเจิงอิ้นคุนไปส่งที่กรมอาญาด้วย
ตัวเอง เดิมเขาเจตนาให้ผู้ใต้บัญชาไปคุมตัวคนมา
จากเขาด้านหลัง ส่วนเขาเองไม่จำเป็นต้องไป
คาดไม่ถึงว่ายังไม่ทันพ้นหนึ่งเค่อก็เกิดเรื่องวุ่นวาย
มีคนคิดชิงตัวเจิงอิ้งคุน สีหน้าของลู่เจียเสวีย
ย่ำแย่อย่างยิ่ง “พวกเขามีจำนวนเท่าไร”
คนผู้นั้นกล่าว “ประมาณสี่ห้าสิบคนขอรับ
จำนวนคนที่คอยคุ้มกันไม่พอต้านทาน ท่านรีบไป
ดูเถิดขอรับ คนเหล่านั้นล้วนมีวิทยายุทธ ทันทีที่
เห็นโอกาสก็ลงมือจู่โจม โซ่ตรวนล้วนทำอะไร
ไม่ได้!”
“พวกถังข้าวไร้ประโยชน์ แค่คนชิงตัวนักโทษก็สู้
ไม่ได้” หัวคิ้วของลู่เจียเสวียขมวดมุ่น
ฟังจากความหมายนี้ ดูเหมือนภารกิจของลู่เจียเส
วียจะเกิดปัญหาเสียแล้ว!
หัวใจของอี๋หนิงเต้นเร็วรัว ช่วงชุลมุนเป็นโอกาสดี
ที่สุดที่จะหลบหนี ไม่รู้ว่าลู่เจียเสวียจะไปด้วย
ตัวเองหรือไม่ ที่สำคัญด้านนอกยังเป็นคนของ
ลู่เจียเสวีย พวกเขาจะพบว่านางหนีไปหรือไม่
เจิงอิ้งคุนเป็นบุคคลสำคัญมาก หากเขาหนีไปได้
จะก่อให้เกิดปัญหาตามมาไม่รู้จบ ลู่เจียเสวียไม่
อาจไม่ไปดูด้วยตัวเองได้
ลู่เจียเสวียลุกขึ้นมา ปรายตามองเต้าเหยี่ยนกับ
อี๋หนิงปราดหนึ่ง เขาเรียกผู้ติดตามสองคนเข้ามา
จากนั้นจึงหันไปกล่าวกับอี๋หนิงด้วยน้ำเสียงแฝง
การเตือน “เจ้าจงทำตัวสงบเสงี่ยมไว้ ข้าไปแล้ว
จะกลับมา”
เต้าเหยี่ยนเป็นคนของเขา วัดต้าฉือยังเป็นอาณา
เขตในความคุ้มครองของเขา ลู่เจียเสวียมั่นใจ
อย่างยิ่ง
หลัวอี๋หนิงมองผู้ติดตามร่างสูงใหญ่สองคนนั้น
ก่อนจะมองมายังแข็งอันเรียวบางของตน เห็นที
แม้แต่คนเดียว นางก็ล้มไม่ได้ ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึง
ว่าเบื้องหน้ายังมีเต้าเหยี่ยนผู้ซึ่งเป็นดุจเทพเจ้า
แห่งสงครามด้วย
นางอยากพูดคุยกับเต้าเหยี่ยนเพื่อเบี่ยงเบนความ
สนใจของคนเหล่านี้จึงเอ่ยถาม “ท่านอาจารย์เต้า
เหยี่ยน ท่านทำนายอะไรออกมาได้หรือ”
มือขวาของเต้าเหยี่ยนนับลูกประคำในมือ ตอบ
เสียงเบา “อาตมายังเห็นอีกว่า สีกามีพื้นเพดวง
ชะตาอาภัพ เกรงว่าต่อไปคงต้องประสบเคราะห์
ร้ายอีกมาก”
เสียงของเขาเพิ่งสิ้นสุดลงก็มีคนบุกเข้ามาทาง
หน้าต่างอย่างรวดเร็ว คนเหล่านี้สวมชุดเฉิงจึ
ปิดบังใบหน้าครึ่งหนึ่ง ทันทีที่คนเจ็ดแปดคนนั้น
บุกเข้ามาก็สังหารผู้ติดตามที่ลู่เจียเสวียทิ้งเอาไว้
หลัวอี๋หนิงไม่รู้ว่าคนเหล่านี้มาจากที่ใด ทั้งยังมา
ด้วยจุดประสงค์อะไร หรือจะเป็นคนที่พี่ชายสาม
ส่งมาช่วยนาง ภายใต้สถานการณ์ที่ไม่อาจยืนยัน
ได้ นางจึงหยิบไม้ยาวท่อนหนึ่งที่วางอยู่ข้างเตียง
อุ่นขึ้นมา
ในชั่วขณะนั้นเอง ลำคอด้านหลังของหลัวอี๋หนิงก็
ถูกกริชเล่มหนึ่งจี้ไว้ มีคนคว้าตัวนางจากด้านหลัง
นางกระแทกเข้ากับแผงอกที่เต็มไปด้วยกลิ่นของ
ธูปบูชา เต้าเหยี่ยนมองใบหน้าของนาง เป็นสตรี
ที่มีรูปโฉมงดงามจริงๆ เพียงพอจะทำให้หัวใจ
ของบุรุษทุกคนต้องสั่นคลอน เขากล่าวเนิบช้า
“เจ้ารู้สึกหรือไม่ว่าคนเช่นนี้ หากตายเร็วสัก
หน่อยย่อมเป็นการดีกว่า!”
กริชในมือเขาเย็นเยียบ ที่สำคัญยังถูกกดลงบน
เนื้อของนาง คล้ายกำลังจะตัดเฉือนให้ขาดใน
บัดดล
สายตาของเต้าเหยี่ยนยามนี้เย็นชาเรียบเฉย ต่าง
จากนักพรตโดยสิ้นเชิง
เขาคิดจะสังหารนาง!
หลัวอี๋หนิงพลันตื่นตระหนก ทว่ายังคงกล่าวด้วยสี
หน้าสงบนิ่ง “ท่านอาจารย์ ข้ากับท่านไม่เคยมี
ความแค้นต่อกัน ท่านคิดจะสังหารข้าก็ลงมือ
ทันทีเลยหรือ ความคิดเช่นนี้ของท่านไม่ถูกต้อง
นัก มิใช่ว่านักพรตควรมีจิตใจเมตตากรุณาหรอก
หรือ” นางพยายามดิ้นรนรักษาชีวิต ไม่สำคัญ
แล้วว่าจะกล่าวอะไร “เห็นทีความวุ่นวายที่เขา
ด้านหลังคงเป็นแผนการของท่าน ท่านคิดอยาก
สังหารข้าเพียงนี้ ไม่กลัวว่าจะเป็นการทำตนเป็น
ปรปักษ์กับลู่เจียเสวียหรือ”
“หากสังหารเจ้า ข้าสามารถช่วยชีวิตคนได้อีก
มากมาย” เต้าเหยี่ยนไม่สั่นคลอนสักนิด กลิ่นธูป
บูชาอ่อนๆ อบอวลรอบตัวอี๋หนิง ในความเป็นจริง
เต้าเหยี่ยนมีรูปลักษณ์สง่างามมาก ที่สำคัญยังมี
กลิ่นอายที่เปียมไปด้วยความเมตตา
หลัวอี๋หนิงรู้สึกว่าระยะนี้ตนช่างเคราะห์ร้ายเสีย
จริง เหตุใดยังไม่ทันออกจากถ้ำมังกรก็ก้าวสู่ถ้ำ
เสือแล้ว
เต้าเหยี่ยนอยากจะสังหารหลัวอี๋หนิงจริงๆ หาก
กริชของเขากดลงไปอีกเพียงหนึ่งชุ่นก็จะแทงเข้า
สู่ชั้นผิวบางของนาง
ทันใดนั้นก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นตรงประตู “เต้าเห
ยี่ยน หยุด”
คนผู้หนึ่งซึ่งสวมเสื้อคลุมกันลมหนังกระรอกสีดำ
เดินเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
เป็นหลัวเซิ่นหย่วน
“ศิษย์น้อง เจ้าใจอ่อนเช่นสตรีแล้ว” เสียงของเต้า
เหยี่ยนเย็นชาอย่างประหลาด เขาไม่ได้เก็บกริช
ทว่ากลับขยับเข้าใกล้ลำคอของหลัวอี๋หนิงมากขึ้น
อี๋หนิงมองเงื่อนมงคลบนลูกประคำที่กำลังแกว่ง
ไกว รู้สึกว่าน่าขันเล็กน้อย คนผู้หนึ่งที่เปียมไป
ด้วยเมตตาธรรม วีรบุรุษที่มีชื่อเสียงเกริกก้องใน
ประวัติศาสตร์อยากจะสังหารนาง
“ท่านอาจารย์เป็นแม่ทัพที่นำคนปราบโจรสลัดผู้
มีชื่อเสียงแห่งยุค ใช้หลักธรรมช่วยปลดปล่อย
สรรพสัตว์ให้พ้นจากความทุกข์” อี๋หนิงกล่าว
เสียงราบเรียบ “แม้ข้าจะไม่รู้จักท่าน แต่ก็ยกย่อง
ชื่นชมท่านมานาน มาบัดนี้ได้ยินร้อยครั้งไม่เท่าได้
พบเพียงครั้งเดียว”
น้ำเสียงของเต้าเหยี่ยนไร้ซึ่งความสั่นคลอนใดๆ
“เจ้ารู้เรื่องราวความเป็นมาของข้า เช่นนั้นก็
น่าจะเข้าใจว่าถ้อยคำเหล่านี้ไม่มีผลอันใดกับข้า”
เต้าเหยี่ยนเป็นผู้ฝึกบำเพ็ญตน ยามปกติไม่สุงสิง
กับสตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับหญิงสาวที่ถือ
กำเนิดจากตระกูลสูงศักดิ์ ในมุมมองของเขา หลัว
อี๋หนิงเปราะบางเกินไป ทั้งยังยุ่งยากเกินไป ลู่เจีย
เสวียพานางมาที่นี่ด้วยตัวเองเพียงเพราะอยาก
ทำนายโชคชะตาให้นาง นี่ย่อมไม่ใช่เรื่องธรรมดา
ดังนั้นเพื่อเส้นทางชีวิตในกาลข้างหน้าของตนและ
หลัวเซิ่นหย่วนจึงควรหลีกหนีให้ไกลจากนาง ทาง
ที่ดีที่สุดคือควรหลีกทางให้ลู่เจียเสวีย
เมื่อครู่เขาไม่ได้อยากสังหารนางจริงๆ เพียงสร้าง
บรรยากาศให้กดดันเล็กน้อยเท่านั้น เขาอยากจะ
ดูว่าหลัวเซิ่นหย่วนที่อยู่ด้านนอกจะสิ้นความ
อดทนเมื่อใด ผลปรากฏว่าเขาเพิ่งจะกล่าวคำว่า
ต้องประสบเคราะห์ร้ายอีกมาก คนของหลัวเซิ่น
หย่วนก็ทะลวงหน้าต่างเข้ามาแล้ว ยามเขามีท่าที
จะสังหารหลัวอี๋หนิง เจ้าเด็กคนนี้ก็ถึงขั้นทนไม่ได้
ต้องเข้ามาด้วยตัวเอง
เต้าเหยี่ยนเก็บกริชเข้าไปในแขนเสื้อ กลับเข้าสู่
ความเรียบเฉยเช่นนักพรตสมณศักดิ์ชั้นสูง
หลัวอี๋หนิงรู้สึกปวดแสบบริเวณลำคอด้านหลัง
นางใช้มือสัมผัสเบาๆ ก็พบเลือดตรงปลายนิ้วมือ
หลัวเซิ่นหย่วนเดินเข้ามา หลัวอี๋หนิงจึงเก็บมือเข้า
ไปในแขนเสื้อ เขาจ้องนางอยู่เนิ่นนาน ก่อนจะยื่น
มือมาลูบศีรษะของนาง เสียงแหบต่ำดังขึ้น “ไม่
เป็นไรใช่หรือไม่”
“เคราะห์ดีที่ท่านมาช่วยข้าแล้ว” อี๋หนิงพรูลม
หายใจโล่งอก นางมองไปยังด้านนอก ยามนี้ด้าน
นอกเต็มไปด้วยคนของหลัวเซิ่นหย่วนแล้ว
อี๋หนิงรู้สึกมึนงงเล็กน้อยราวกับนี่ไม่ใช่ความจริง
เขาสังหารคนทั้งหมดของลู่เจียเสวียได้อย่าง
ง่ายดายถึงเพียงนี้เชียวหรือ
“ลู่เจียเสวียผู้นี้” หลัวอี๋หนิงครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ก่อน
จะกล่าว “เจ้าเล่ห์ยิ่งนัก ข้าเกรงว่านี่จะเป็น
แผนการล่อให้ท่านมาตกหลุมพราง มิสู้พวกเรา
รีบหนีไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุดดีกว่า”
“พวกข้าใช้แผนการส่งเสียงบูรพาฝั่าตีประจิม ดู
คล้ายเป็นการชิงตัวเจิงอิ้งคุน ทว่าอันที่จริงแล้ว
ต้องการช่วยเจ้า” หลัวเซิ่นหย่วนเอ่ย
“ที่นี่ไม่อาจรั้งอยู่นาน” เต้าเหยี่ยนที่หลับตาอยู่
พลันกล่าวขึ้น “คนของเจ้าจะสามารถต้านทานไว้
ได้นานสักเท่าไร ยังมัวรีรออันใดอีก”
“ทันทีที่ลู่เจียเสวียมาถึงก็สั่งคนให้ปิดล้อมวัดต้า
ฉือ ข้าเองจึงพาคนแฝงตัวเข้ามา เขาไม่มีทางผ่อน
คลายมาตรการเฝั้าระวังโดยง่าย” หลัวเซิ่นหย่วน
เงยหน้า “ข้ายังมีเรื่องต้องจัดการ ให้เต้าเหยี่ยน
พาเจ้าออกไปก่อน ปีนั้นที่ท่านอาจารย์รับพวกเรา
เป็นศิษย์ เต้าเหยี่ยนฝึกวิทยายุทธ ส่วนข้าเรียนรู้
ตำรา เขาจะพาเจ้าฝั่าวงล้อมออกไป ลู่เจียเสวีย
ไม่มีทางกล้าลงมือรุนแรง”
หลัวอี๋หนิงรู้มานานแล้วว่าเต้าเหยี่ยนกับหลัวเซิ่น
หย่วนรู้จักกัน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้รู้ว่าพวก
เขาเป็นศิษย์พี่น้องร่วมอาจารย์
ปล่อยให้เขาอยู่ที่นี่เพียงลำพัง ให้เต้าเหยี่ยนส่ง
นางออกไป
อี๋หนิงอดชำเลืองมองเต้าเหยี่ยนไม่ได้
เขาหลุบตาลงท่องบทสวด แสงอาทิตย์ด้านนอก
ส่องผ่านหน้าต่างบานกระดาษ ตกกระทบลงบน
ใบหน้าด้านข้างของเขา เครื่องหน้าทั้งห้าดุจรูป
ปันสลัก คิ้วเรียวยาวโก่งเล็กน้อย เบ้าตาคมลึก
ช่วงหว่างคิ้วดวงตาฉายประกายเมตตากรุณา
เต้าเหยี่ยนพลันกล่าวขึ้นประโยคหนึ่ง “อย่างไร
กัน กลัวว่าข้าจะสังหารเจ้าอีกหรือ”
บาดแผลที่ด้านหลังลำคอยังคงส่งผ่านความ
เจ็บปวดมาเป็นระลอก มุมปากของหลัวอี๋หนิงยก
หยักเป็นรอยยิ้ม “ในเมื่อเมื่อครู่ท่านอาจารย์
วางมือแล้วก็คงไม่ฆ่าข้าอีก เพียงแต่ท่านอาจารย์
ดูภูมิฐานอ่อนโยน ดูไม่คล้ายผู้ฝึกยุทธ”
“พุทธคุณเมตตา น้อมรับผู้อื่นน้อมรับตัวเอง เรื่อง
การใช้วิทยายุทธพละกำลัง ปกติแล้วอาตมาไม่
โปรดปราน” เต้าเหยี่ยนกล่าวด้วยเสียงราบเรียบ
อี๋หนิงไม่ได้พูดอะไรกับเต้าเหยี่ยนอีก หันไปเอ่ย
กับหลัวเซิ่นหย่วนว่า “…พี่ชายสาม บัดนี้
สถานการณ์ในวัดต้าฉืออันตราย ที่เขาด้านหลังก็
วุ่นวาย มิสู้ท่านหนีไปพร้อมกับพวกเราเถิด มี
เรื่องอะไรค่อยทำวันหลัง”
“ไม่ต้องห่วงข้า เจ้าหนีไปกับเต้าเหยี่ยนก่อน ครา
นี้ข้าพาคนมาด้วยไม่น้อย หลังจากข้าจัดการธุระ
เสร็จก็จะกลับไป” หลัวเซิ่นหย่วนจับบ่าของนาง
ไว้แล้วกล่าว “รีบไปเร็วเข้า เกรงว่าลู่เจียเสวียคง
ใกล้จะกลับมาแล้ว”
หากนางจากไปเพียงลำพังแล้วทิ้งหลัวเซิ่นหย่วน
ไว้ ผู้ใดจะล่วงรู้ว่าลู่เจียเสวียจะทำอะไร
อี๋หนิงไม่สบายใจ รู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่มีทางง่ายดาย
เช่นนี้ “พี่ชายสาม…” นางขานเรียกเขาเสียงสลด
หลัวเซิ่นหย่วนขมวดคิ้วมุ่น “เจ้าอยู่ที่นี่ก็รังแต่จะ
ทำให้ข้าเสียเวลา อย่าได้ทำอะไรตามอำเภอใจ”
“ไปเถิด” เต้าเหยี่ยนวางลูกประคำลงแล้วหยิบ
หน้าไม้ยาวสามฉื่อพร้อมกระบอกใส่ลูกศรขึ้นมา
จากมุมกำแพง หลัวอี๋หนิงเพียงอยากกล่าว
บางอย่างกับหลัวเซิ่นหย่วน แต่กลับถูกเต้าเหยี่ยน
พาตัวออกไปจากเรือน ด้านนอกมีรถม้าคันหนึ่ง
จอดรออยู่ เต้าเหยี่ยนเดินขึ้นไปก่อน ครั้นเห็นว่า
หลัวอี๋หนิงยังหันกลับไปมองจึงเอ่ยเสียงเนิบ “แม้
จะโหดเหี้ยม แต่ก็เป็นคนเฉลียวฉลาด การฆ่า
ศิษย์น้องไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใดต่อเขา ที่
สำคัญยามนี้ศิษย์น้องยังเป็นถึงรองเสนาบดีกรม
โยธา ไม่ใช่คนที่จะสามารถสังหารได้ตาม
อำเภอใจ เจ้าอยู่ที่นี่รังแต่จะเป็นการสร้างความ
พะว้าพะวังให้แก่ศิษย์น้อง รอจนเขาช่วยเหลือเจิง
อิ้งคุนออกมาได้แล้วเขาย่อมจากไปเอง”
หลัวอี๋หนิงมักกลัวอยู่เสมอว่าเขาจะเดือดร้อน
เพราะตน
นางลอบรำพึงเสียงหนึ่งก่อนตามไปขึ้นรถม้า รถ
ม้าวิ่งไปตามทางบนภูเขาอย่างรวดเร็ว เส้นทางนี้
ต่างจากเส้นทางตอนที่มา ถนนเส้นนี้ทุรกันดาร
มากกว่า นางนั่งในรถม้าอย่างไม่มั่นคง ทว่าเต้าเห
ยี่ยนกลับนั่งขัดตะหมาดหลับตา ร่างกายโยกไหว
เพียงเล็กน้อย ริมฝีปากพึมพำ ครั้นอี๋หนิงตั้งใจฟัง
ก็พบว่าเป็น ‘ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร’ นาง
รู้จักบทสวดนี้
นางไม่ได้กล่าวถามอะไรให้มากความ กระทั่งรถ
ม้าบังเกิดเสียงกระแทกดัง สารถีส่งเสียงร้อง
ครวญด้วยความเจ็บปวด จากนั้นอี๋หนิงก็เห็นรอย
เลือดที่สาดกระเซ็นบนผ้าม่าน รถม้าสูญเสียการ
ควบคุม เอนล้มไปทางด้านข้างอย่างรวดเร็ว
อี๋หนิงหงายหลังทันที เดิมนางคิดว่าตนจะ
กระแทกเข้ากับผนังรถ ทว่าเต้าเหยี่ยนเคลื่อนไหว
อย่างรวดเร็ว อี๋หนิงสัมผัสได้ถึงมือข้างหนึ่งที่
ประคองเอวของนางไว้ ช่วยให้นางนั่งได้อย่าง
มั่นคง หลัวอี๋หนิงเริ่มเชื่อว่าคนผู้นี้มีวรยุทธ์แล้ว
มือของเขาประคองนางไว้ได้อย่างมั่นคง เต้าเห
ยี่ยนไม่ได้พูดอะไร เพียงหยิบหน้าไม้ของเขา
ขึ้นมา
ด้านนอกมีเสียงแหบพร่าดังขึ้น “ใต้ซือ หากท่าน
ทิ้งรถม้าไว้ พวกข้าจะไม่สร้างความลำบากให้
ท่าน!”
“เดิมข้าไม่เข่นฆ่าสรรพชีวิต มายามนี้เพื่อ
ช่วยเหลือเจ้า ข้าจำต้องลงมือเข่นฆ่าเสียแล้ว”
เต้าเหยี่ยนปรายตามองนางพลางกล่าว
อี๋หนิงไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไร เต้าเหยี่ยนก็พุ่งตัว
ออกไปด้านนอกแล้ว
นางแง้มผ้าม่านขึ้นเป็นช่องว่าง เต้าเหยี่ยนกำลัง
โก่งสายธนูหน้าไม้ คนที่มาขัดขวางพวกเขาพก
ดาบซิ่วชุนซึ่งไม่เหมาะกับการโจมตีประเภทนี้นัก
ลูกธนูของเต้าเหยี่ยนที่ยิงออกไปเข้าเปั้าเกือบทุก
ดอก ในขณะเดียวกันเขาก็ตบก้นม้าไปทีหนึ่ง ม้า
ได้รับแรงกระตุ้นจึงเพิ่มความเร็วทันที อี๋หนิงต้อง
จับโครงรถม้าแน่นเพื่อพยุงตัว รถม้าพุ่งไป
ข้างหน้าอย่างไร้ทิศทาง ฝั่าออกจากวงล้อมอย่าง
รวดเร็ว
รถม้าวิ่งไปตามถนนกว้าง ในมือของเต้าเหยี่ยนยัง
เหลือลูกศรอีกดอกหนึ่ง มือที่จับหน้าไม้วางลง
แล้ว ทว่าทันใดนั้นเขาก็กล่าวขึ้น “คนของลู่เจียเส
วียมาแล้ว “
บนถนนฟุั้งตลบไปด้วยฝุั่น คนกลุ่มหนึ่งควบม้า
เข้ามา เมื่อมองจากระยะไกลก็พบว่าเป็นคนของ
หน่วยเทพสงคราม มีประมาณสี่สิบกว่าคน
ปลายลูกศรของเขาเล็งไปยังคนที่เป็นผู้นำ อี๋หนิง
ใจกระตุก รีบดึงแขนที่กำลังโก่งหน้าไม้ของเขา
พัลวัน “ไต้ซือจะทำเช่นนั้นไม่ได้!”