Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Banner Contact
Advanced
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Banner Contact
Sign in Sign up

พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 160

  1. Home
  2. พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ
  3. บทที่ 160
Prev
Next
<*>นิยายBookmarksไม่แจ้งเตือนท่านสามรถดูนิยายอัพเดทได้ที่นี่<*>Click

ร่างที่อยู่ในชุดนักพรตเกร็งค้างขึ้นทันที อี๋หนิงเพิ่ง

ตระหนักได้ว่าคนผู้นี้คือนักพรต ดังนั้นเขาจึงไม่

คุ้นชินกับการสัมผัสของสตรี

นางเก็บมือลงแล้วกล่าว “เพราะสถานการณ์คับ

ขันจึงล่วงเกินแล้ว ไต้ซือโปรดให้อภัยด้วย หาก

ท่านสังหารผู้ที่เป็นผู้นำจะยิ่งไม่เป็นการทำให้พวก

เขาหันมาเพ่งเล็งพวกเราหรือ ในมือของท่านไม่มี

ลูกศรแล้ว ข้าเองก็อยากช่วยเหลือ แต่ข้าช่วย

อะไรท่านไม่ได้ หรือท่านจะเป็นดั่งคำร่ำลือ

เหล่านั้นจริงที่สามารถต่อกรกับศัตรูหนึ่งต่อร้อย

ได้”

ทักษะการต่อสู้ที่มักฝึกฝนกันอย่างแพร่หลาย

ที่สุดคือการเคลื่อนไหวร่างกายแปดกระบวนท่า

และคัมภีร์เปลี่ยนเส้นเอ็น การต่อกรกับศัตรูด้วย

อัตราหนึ่งต่อยี่สิบนับว่าเยี่ยมยอดมากแล้ว

สำหรับหนึ่งต่อร้อยนั้นเป็นเพียงคำเล่าขานเท่านั้น

เต้าเหยี่ยนง้างสายหน้าไม้ขึ้นอีกครั้ง “หากไม่ดึง

ความสนใจจากคนเหล่านี้ พี่ชายสามของเจ้าก็จะ

ยิ่งตกอยู่ในอันตราย”

ลูกศรพุ่งแหวกอากาศ คนบนหลังม้าล้มลงบนพื้น

พร้อมกับตัวม้า ก่อให้เกิดฝุั่นตลบฟุั้งกระจายไป

ทั่ว ฝีมือของเต้าเหยี่ยนเข้าเปั้าทุกดอกจริงๆ! คน

ของค่ายเทพสงครามเข้าช่วยเหลือคนที่เป็นผู้นำ

ทันที ส่วนคนที่เหลือก็ไล่ตามพวกเขามา เต้าเห

ยี่ยนรีบรั้งหัวม้าให้เปลี่ยนทิศทาง ตรงไปยังพื้นที่

รกร้าง

อี๋หนิงเห็นคนของค่ายเทพสงครามหยิบหน้าไม้

ออกมากตื่นตระหนกขึ้นเล็กน้อย ความรุนแรง

ของหน้าไม้เป็นสิ่งที่คันธนูไม่อาจเทียบได้ ลูกศร

ของหน้าไม้สามารถยิงผ่านแผ่นไม้ได้อย่างไร้

ปัญหา ทว่าเมื่อนางเคาะผนังรถม้าถึงได้วางใจลง

ผนังน่าจะหล่อขึ้นจากเหล็ก ไม่จำเป็นต้องหวาด

เกรงลูกศรจากหน้าไม้

รถม้าวิ่งด้วยความรวดเร็วอย่างยิ่งยวด กล้ามเนื้อ

ม้ากำยำแข็งแรง น่าจะเป็นม้าพันธุ์สายเลือด

บริสุทธิ์จากต้าหยวน อี๋หนิงถูกกระแทกจนนั่งไม่

ติด กระดูกก้นกบปวดระบม แต่เมื่อเห็นคนของ

ค่ายเทพสงครามจำนวนยี่สิบสามสิบคนที่ไล่

ตามมา นางก็ไม่กล้าปริปากรบกวนเต้าเหยี่ยน

ไม่รู้ว่าจะสะบัดคนพวกนี้ทิ้งได้อย่างไร!

อันที่จริงหลัวเซิ่นหย่วนไม่ได้รั้งตัวอยู่ในวัดนาน

นัก

ครานี้ที่เขามา หนึ่งเพื่อช่วยอี๋หนิง สองเพื่อพาเจิง

อิ้งคุนหลบหนี เขาต้องการตัวทั้งสองคน ไฟไหม้ที่

หุบเขาด้านหลังก็เป็นเขาที่ส่งคนไปวางเพลิง เขา

คาดเดาไว้แล้วว่าลู่เจียเสวียต้องเอาคนมาขังไว้ที่

วัดต้าฉือ อันที่จริงนี่เป็นเรื่องที่ไม่ยากต่อการคาด

เดานัก มีองครักษ์จากจวนตระกูลลู่มาที่วัดต้าฉื

ออยู่เสมอ อีกทั้งในระยะนี้วัดต้าฉือก็มีปริมาณ

การกินอาหารมากกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด เมื่อ

ไล่ไปตามเถาวัลย์ย่อมเจอผลแตง ไม่นานเขาก็พบ

ตัวคน

ดังนั้นการใช้กลยุทธ์ส่งเสียงบูรพาฝั่าตีประจิมใน

การช่วยเหลือหลัวอี๋หนิงจึงเป็นวิธีการที่ดีที่สุด

หากสามารถช่วยเหลือเจิงอิ้งคุนออกมาได้ใน

คราวเดียวกันย่อมเป็นเรื่องที่วิเศษมาก

แผนการละเอียดรัดกุม เพียงแต่คนที่ส่งไปเพื่อ

ช่วยเหลือเจิงอิ้งคุนต้องเผชิญหน้ากับลู่เจียเสวีย

พวกเขาล้วนเป็นผู้ที่มีฝีมือเยี่ยมยอด หากในเวลา

ครึ่งก้านธูป[1]ยังไม่เห็นพวกนั้นกลับมา เขาก็ต้อง

รีบจากไป

คนเหล่านั้นจะเปลี่ยนเป็นหมากที่ถูกละทิ้ง ต้อง

ตายทั้งหมด

นิ้วของหลัวเซิ่นหย่วนเคาะลงบนระแนงหน้าต่าง

เขาหลับตาคำนวณเวลา ด้านนอกยังคงไร้ความ

เคลื่อนไหวใดๆ ทันใดนั้นเขาก็ลืมตาขึ้น “รีบ

หนี!”

ภายในห้องมีองครักษ์ยืนอยู่สองคน ครั้นได้ยิน

คำสั่งก็รีบวิ่งไปสั่งการรถม้า องครักษ์ของหลัวเซิ่น

หย่วนเพิ่งเดินออกมาจากด้านในก็พบลู่เจียเสวียที่

พาคนมายืนรอตรงประตูแล้ว

ลู่เจียเสวียนั่งอยู่บนหลังม้า มองพวกเขาจากมุม

สูงด้วยสีหน้าเฉยเมยเย็นชา น่าจะเพิ่งมาจากหุบ

เขาด้านหลัง

ช่างตอบสนองได้รวดเร็วยิ่งนัก!

หลัวเซิ่นหย่วนยิ้มพลางกล่าว “ใต้เท้าท่านผู้

บัญชาการ ช่างประจวบเหมาะยิ่ง ข้ามาเพื่อกราบ

ไหว้ไต้ซือเต้าเหยี่ยน แต่เขากลับไม่อยู่ ข้ากำลัง

จะออกไปก็พบกับท่าน ดูจากท่าทางแล้ว ท่าน

กำลังมีเรื่องเร่งด่วนหรือ”

ลู่เจียเสวียหัวเราะออกมา “ใต้เท้าหลัวไม่ทราบ

หรือ ที่หุบเขาด้านหลังมีคนคิดชิงตัวนักโทษ พวก

มันวางเพลิงเรือนบริวารไปสามห้อง เคราะห์ดีที่

เพลิงถูกควบคุมไว้ได้ทันกาล ทั้งยังจับตัวพวกที่

ลอบวางเพลิงได้แล้ว กำลังเตรียมส่งกลับไปยัง

จวนผู้บัญชาการ แต่พวกมันคิดจะกินยาพิษเพื่อ

ปลิดชีพ ดีที่ข้าหักกรามของพวกมันจึงช่วยเหลือ

ไว้ได้สองสามคน เมื่อส่งกลับไปสอบสวนก็น่าจะรู้

ว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังเป็นผู้ใด”

หลัวเซิ่นหย่วนยังคงสงบนิ่ง “พุทธสถานอันเงียบ

สงบบริสุทธิ์กลับมีคนกล้าลอบวางเพลิง”

ครั้นลู่เจียเสวียได้ยินก็หัวเราะเสียงต่ำ “ได้ยินมา

ว่าใต้เท้าหลัวเชี่ยวชาญในเรื่องการทรมานเพื่อ

สอบเค้นปากคำ มิสู้ช่วยเสนอความคิดสักวิธีสอง

วิธี”

“ข้าน้อยคงไม่กล้าเสนอความคิด” หลัวเซิ่นหย่วน

ประสานมือ “ทว่าหากใต้เท้าผู้บัญชาการสนใจ

ข้าจะให้คนส่งหนังสือไปที่จวนผู้บัญชาการสักสอง

เล่ม ในนั้นมีวิธีการทรมานเพื่อเค้นคำสารภาพ

มากมาย เพียงการถลกผิวหนังก็สามารถแบ่ง

อย่างละเอียดเป็นห้าประเภทสามสิบกว่าวิธีแล้ว

หากใต้เท้าผู้บัญชาการอยากเรียนรู้ก็ศึกษาจากสิ่ง

นี้ย่อมดีที่สุด วันนี้ข้าน้อยหลัวต้องขอตัวก่อน

แล้ว”

ครานี้หลัวเซิ่นหย่วนนำคนกว่าหนึ่งร้อยคนมาด้วย

ล้วนเป็นทหารพลีชีพที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็น

อย่างดี ยามนี้พวกเขาโอบล้อมอยู่ด้านนอก ดังนั้น

เขาจึงไม่กังวล หากลู่เจียเสวียกล้าลงมือจริงก็จะ

แปรเปลี่ยนเป็นตะพาบน้ำที่อยู่ในไห[2]ตัวนั้นแทน

รอยยิ้มของเขายังคงไม่เปลี่ยนแปลงขณะลอบส่ง

สัญญาณมือ คนรอบข้างที่แอบซุ่มอยู่กระโดด

ออกมาอย่างรวดเร็ว

ลู่เจียเสวียคาดการณ์ไว้ได้นานแล้ว ในใจจึงลอบ

สบถเย้ยหยัน เขาประมาณศัตรูต่ำไป ไม่ได้

วางแผนปั้องกันหลัวเซิ่นหย่วน! สำหรับเขาเรื่องนี้

ถือเป็นความอัปยศอดสู หากเขาไม่ได้ประเมิน

ศัตรูต่ำเกินไป หลัวเซิ่นหย่วนจะแย่งชิงหลัวอี๋หนิง

ไปจากมือเขาได้หรือ อย่าได้แม้แต่จะคิด!

หลัวเซิ่นหย่วนเองก็รู้สึกเสียดายที่วันนี้คงทำได้

เพียงจากไปก่อน เรื่องเจิงอิ้งคุน เขาคงไม่

พยายามชิงตัวอีก! เขาไม่สามารถประลองกับ

ลู่เจียเสวียในเรื่องที่อีกฝั่ายเหนือกว่า

ความสามารถในการต่อสู้ของลู่เจียเสวียน่ากลัว

เกินไป หากมิใช่เพราะวันนี้เขาวางแผนเล่นงาน

ลู่เจียเสวียโดยวางกองกำลังซุ่มโจมตีเต็มกำลัง

ฝั่ายลู่เจียเสวียเองก็เตรียมการปั้องกันไม่เพียงพอ

เขาคงเหลือเพียงหนทางแห่งความตายแล้ว

สีหน้าของลู่เจียเสวียเย็นชาถมึงทึง หลัวเซิ่นหย่

วนต้องส่งหลัวอี๋หนิงออกไปแล้วแน่นอน

เต้าเหยี่ยนติดตามตนมาห้าปี ยามปกตินอกจาก

พิธีกรรมทางศาสนาก็ไม่เคยสนใจสิ่งอื่นใด

หลังจากปราบพวกโจรสลัดได้สำเร็จ เดิมฮ่องเต้มี

บัญชาแต่งตั้งเขาเป็นผู้บัญชาการขุนนางขั้นสาม

ทว่าเขากลับปฏิเสธ เดิมหลงนึกว่าเขาเป็น

นักพรตที่มีสมณศักดิ์ขั้นสูง ลู่เจียเสวียจึงตั้งใจ

สร้างและตกแต่งวัดต้าฉือเพื่อให้เขาพำนักที่นี่ได้

อย่างสุขสบาย ทว่าไม่เคยคาดคิดเลยว่าเขาจะ

สมรู้ร่วมคิดกับหลัวเซิ่นหย่วน วางแผนแย่งชิงทุก

สิ่งไปจากมือตน

หลัวเซิ่นหย่วนผู้นี้อายุยังน้อย แต่กลับมาก

แผนการ คนทั่วไปไม่มีทางรับมือเขาได้ เฉิงหลาง

ถือเป็นหนึ่งในยอดฝีมือ แต่ก็ยังไม่อาจต่อกรกับ

เขา

ลู่เจียเสวียมองเขาเดินออกไปจากลานกว้าง

จากนั้นเสียงราบเรียบก็ดังขึ้น “หลัวเซิ่นหย่วน ใน

เมื่อเจ้าไม่ยินยอมหย่าภรรยา ต่อไปก็อย่าได้

กล่าวโทษข้า เดิมข้ายังมีใจเมตตาอยู่หลายส่วน

คิดจะปล่อยเจ้าไป”

“เชิญใต้เท้าตามสะดวก” หลัวเซิ่นหย่วนทิ้งไว้

เพียงหนึ่งประโยคจากระยะไกล

ลู่เจียเสวียหัวเราะขึ้นอีกครั้ง “ความสัมพันธ์

ระหว่างนางกับข้า…มิได้เรียบง่ายเช่นบิดากับ

บุตรสาวบุญธรรม”

คล้ายว่าร่างของหลัวเซิ่นหย่วนจะไม่ได้หยุดชะงัก

แม้เพียงเล็กน้อย

ครานี้ลู่เจียเสวียพาคนมาไม่มากพอ กองกำลัง

สนับสนุนจากหน่วยเทพสงครามด้านนอกคงถูก

เต้าเหยี่ยนสกัดกั้นไว้แล้ว เขาไม่ได้ลงมือกับ

หลัวเซิ่นหย่วน เพราะหนทางข้างหน้ายังอีกยาว

ไกล ยามนี้หลัวอี๋หนิงยังไม่ยอมรับเขา ทว่าช้าเร็ว

ก็ต้องมีสักวันที่นางต้องกลับมาอยู่ข้างกายเขา

แน่นอนหากนางยังยืนกรานไม่ยอมกลับมา ความ

อดทนของเขาก็ไม่ได้มีมากนัก

ลู่เจียเสวียสูดลมหายใจเข้าลึก อันที่จริงเมื่อเขา

พบว่าจำนวนคนของฝั่ายตรงข้ามมีไม่มากก็

ตระหนักได้ในทันทีว่านี่คือกลยุทธ์ส่งเสียงบูรพา

ฝั่าตีประจิม เขารีบย้อนกลับมา แต่ก็ยังช้าไปหนึ่ง

ก้าว หลัวอี๋หนิงถูกพาตัวออกไปแล้ว ที่สำคัญ

หลัวเซิ่นหย่วนยังวางกองกำลังพลีชีพล้อมรอบไว้

เป็นจำนวนมาก เวลานี้เขาไม่อาจกระทำการ

บุ่มบ่าม คนที่เขาพามามีจำนวนไม่มาก หากเกิด

การปะทะขึ้นย่อมไม่มีทางได้เปรียบ

ทว่าเขาไม่ใช่คนที่ยอมรามือโดยง่าย ในเมื่อนั่นคือ

ภรรยาของเขา

ลู่เจียเสวียรั้งบังเหียนม้าให้ม้ากลับหัว แล้วพุ่ง

ทะยานไปตามเส้นทางหลวงอย่างรวดเร็ว

อากาศบนภูเขาดุจสีหน้าของเด็กน้อย กล่าวว่าจะ

เปลี่ยนก็เปลี่ยนอย่างรวดเร็ว

เมื่อครู่ยังมีพระอาทิตย์สดใส เพียงชั่วประเดี๋ยว

เมฆดำกลับแผ่ปกคลุมไปทั่ว พายุฝนเทกระหน่ำ

เคราะห์ดีที่เต้าเหยี่ยนคุ้นเคยกับพื้นที่บนภูเขา

แห่งนี้เป็นอย่างดี หลังจากผ่านเส้นทางคดเคี้ยว

เลี้ยววนไปมาเจ็ดแปดครั้งก็สลัดหลุดจากการ

ติดตามของคนค่ายเทพสงคราม เขาพานางไปยัง

วัดที่ก่อด้วยดินบนภูเขาเพื่อหลบฝน

ขณะที่อี๋หนิงลงจากรถ เท้าที่เหยียบขั้นวางเท้าไม่

มั่นคงจึงจวนเจียนล้มลง เต้าเหยี่ยนหันกลับมา

มองนางคล้ายกำลังเร่งรัดให้นางเคลื่อนตัวเร็วขึ้น

พายุฝนที่สาดกระทบบนร่างนางหนาวเย็นยิ่งกว่า

สิ่งใด อี๋หนิงกัดฟันพยุงตัว ร่างกายของนางเปียก

โชกในระยะเวลาเพียงไม่นาน อาการบาดเจ็บที่

เท้าซึ่งยังไม่หายสนิท เมื่อเคล็ดอีกครั้งจึงคล้ายจะ

มีอาการปวดกำเริบ

บนเขามีวัตถุดิบทางยาจำพวกโสมและหงจิ่งเทียน

ขึ้นตลอดทั้งปี บรรดานักพรตที่ขึ้นเขามาเก็บ

เกี่ยวตัวยามักแวะพักผ่อนที่นี่ ดังนั้นด้านในจึงถูก

เก็บกวาดสะอาดสะอ้าน แม้จะมีห้องปีกข้างทั้ง

สองด้านและอาศรมเพียงแค่หลังเดียว แต่ก็มี

เตียงอุ่นโต๊ะเก้าอี้เตาไฟสำหรับจุดไฟทำอาหาร

ครบครัน หลังจากอี๋หนิงก้าวเข้ามาด้านในก็เปิด

หน้าต่างเพื่อระบายอากาศ นางมองด้านนอกที่

ฝนกำลังหนักจนทำให้พื้นกลายเป็นดินโคลน เป็น

พายุที่หนักหนาเอาการจริงๆ ท้องฟั้ามืดทะมึน

รถม้าจอดอยู่ตรงบริเวณลานกว้าง ม้าถูกฝนสาด

จนแผงคอชุ่มไปด้วยน้ำ มันสะบัดหัวไล่น้ำฝน

อย่างไม่รู้จะทำอย่างไร

ไร้หนทาง ที่นี่ไม่มีคอกม้า ห้องก็เล็กเกินไปที่จะ

ปล่อยให้มันเข้ามา

หลัวอี๋หนิงสำรวจสภาพภายในวัดที่ผุพังแห่งนี้อยู่

พักหนึ่ง นางหยิบถังจากมุมหนึ่งขึ้นมา เตรียม

ออกไปรองน้ำฝนเพื่อนำมาต้มดื่ม อย่างน้อยจะได้

ช่วยขับไล่ไอเย็น ยามนี้นางอยู่ในช่วงระดู ทนรับ

ความเย็นไม่ได้ มิเช่นนั้นอาการจะยิ่งทรุดลง ใน

เมื่อไม่มีสาวใช้คอยปรนนิบัติ นางก็ต้องลงมือเอง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสื้อผ้ายังเปียกชื้นไปหมด ไม่มี

กระทั่งชุดให้ผลัดเปลี่ยน เนื้อผ้าลู่แนบไปตาม

เรือนร่าง ทั้งหนาวเย็นทั้งอุ้มน้ำ นางอยากก่อกอง

ไฟเพื่อผิงไฟให้แห้งสักครู่ อย่างน้อยจะได้ทำให้

ร่างกายอุ่นขึ้นบ้าง

เต้าเหยี่ยนเห็นนางถือถังก็กล่าวว่า “ด้านนอกฝน

ตกหนัก หากเกิดเรื่องอะไรขึ้น ข้าก็ต้องไปช่วย

เจ้า เจ้าอย่าได้เคลื่อนไหว”

ในเมื่อเขาไม่ตกลง อี๋หนิงจึงทำได้เพียงวางถังลง

ความหนาวเย็นยิ่งทวีความรุนแรง

เมื่อเขาเห็นเช่นนี้ก็ค่อยๆ หลับตาลง นั่งขัดตะ

หมาดบนเตียงอุ่น ท่องบทสวดนับลูกประคำ

ต่อไป

ผ่านไปสักพักอี๋หนิงก็ลองพยายามจุดไฟ อากาศ

ยามฝนตกช่วงปลายฤดูสารทหนาวเย็นมากจริงๆ

ทั้งตอนนี้ยังอยู่บนภูเขา ดังนั้นจึงหนาวกว่ายาม

ปกติมาก เปั้ยจึลู่โฉวสีเขียวเข้มที่นางสวมเพียงตัว

เดียวเปียกชื้นไปทั้งตัว นางรู้วิธีจุดไฟ ทั้งที่ทำการ

ถูแรงๆ เพียงครั้งเดียวก็จุดติดแล้ว ทว่ายามนี้

เพราะวิงเวียนศีรษะ ร่างกายอ่อนแรง เรี่ยวแรง

น้อยเกินไป ทำให้ต่อจะถูหินจุดไฟจนมือเจ็บสัก

เท่าไรก็จุดไม่ติด

หลังจากเต้าเหยี่ยนพานางเข้ามาก็คล้ายไม่สนใจ

นางอีก

ผ่านไปครู่หนึ่ง อาจเป็นเพราะในที่สุดเขาก็ทน

มองต่อไปไม่ได้ มือที่สวมสร้อยประคำคู่หนึ่งจึงดึง

หินจุดไฟมาจากมือของนาง ถูอยู่สองสามครั้งเพื่อ

สร้างประกายไฟบนกระดาษ ก่อนจะวางกระดาษ

เข้าไปเพื่อจุดฟืน

อากาศภายในห้องอบอุ่นขึ้น ไม่ใช่ความหนาว

เหน็บอันเสียดแทงกระดูกแล้ว อี๋หนิงไม่ได้นั่งบน

เตียงอุ่น นางนั่งอยู่บนเก้าอี้กลม กอดตัวเองเป็น

ก้อนกลม คางเกยอยู่บนเข่า พยายามใช้ไฟผิง

ตัวเองให้แห้งเร็วที่สุด แม้คราแรกศิษย์พี่ผู้นี้ของ

หลัวเซิ่นหย่วนคิดจะสังหารนาง ทว่ายามนี้นาง

จำต้องสร้างสัมพันธ์อันดีกับเขาเอาไว้ นางอยากรู้

ถึงความสัมพันธ์ระหว่างเต้าเหยี่ยนกับหลัวเซิ่น

หย่วนจึงเอ่ยถามว่า “ไต้ซือ ท่านกับพี่ชายสาม

ของข้าเป็นศิษย์พี่น้องร่วมอาจารย์ตั้งแต่เขายัง

เด็กหรือ”

“คราแรกที่พบเขา เขามีอายุสิบเอ็ดปีแล้ว” เต้า

เหยี่ยนตอบเสียงเบา “เจ้ามานั่งบนเตียงอุ่น ข้า

จะไปนั่งบนเก้าอี้กลม”

“ข้าไม่เป็นไร…ท่านนั่งบนเตียงอุ่นเถิด” การที่อี๋ห

นิงนั่งบนเก้าอี้กลมช่วยให้นางรักษาสภาพตื่นตัว

ไว้ได้

นางไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้น บนลำคอหลังที่ขาว

ดุจหยกยังสามารถเห็นคราบเลือดที่เกิดจาก

เหตุการณ์เมื่อครู่ได้ แม้จะรู้สึกเหนื่อยล้า อีกทั้ง

ร่างกายยังไม่สบาย ทว่านางต้องรักษาความ

ตื่นตัวเอาไว้ ไม่กล้าผล็อยหลับ เพราะเมื่อครู่เต้า

เหยี่ยนคิดจะสังหารนาง

เต้าเหยี่ยนนั่งลงแล้วเริ่มท่องบทสวดอีกครั้ง ใน

เมื่อนางไม่รับน้ำใจ เช่นนั้นเขาก็ถือเสียว่าไม่เคย

พูด

อี๋หนิงตั้งใจฟังก็พบว่าเป็น ‘หัวใจพระสูตร’ นาง

หาวหวอด พยายามฝืนรั้งสติเอาไว้

นางมองออกไปนอกประตูก็พบว่าม้าถอยเข้ามา

ซุกตัวในอาศรม ฝนเบาบางลงแล้ว ฝนที่เพิ่งตก

ทำให้บนเขาปกคลุมไปด้วยหมอก ทำให้เห็นภูเขา

ที่อยู่ระยะไกลเป็นเพียงเงาดำสลัว ไม่รู้ว่าหลัวเซิ่น

หย่วนหนีไปแล้วหรือไม่ เมื่อไรนางจึงสามารถ

กลับไปได้…นางอยากกลับไปยังตระกูลหลัว

โดยเร็วที่สุด กลับไปยังบ้านอันคุ้นเคย บ้านที่

สามารถนำพาความอบอุ่นความผูกพันมาสู่นาง

ทว่าทันใดนั้นนางก็คิดถึงคำที่ลู่เจียเสวียกล่าว

เอาไว้อีกครั้ง เพียงนางยังเป็นภรรยาของหลัวเซิ่น

หย่วน เขาก็จะไม่มีวันปล่อยตระกูลหลัว

อี๋หนิงเอนกายลงบนเก้าอี้กลม ความรู้สึกสับสน

เศร้าสลดเข้าปกคลุม บางทีอาจเป็นเพราะฝนห่า

ใหญ่ในค่ำคืนราตรี บางทีอาจเป็นเพราะอากาศ

หนาวเย็นเกินไป เต้าเหยี่ยนที่อยู่ภายในห้องราว

กับไม่อยากจะสนทนากับนางแม้เพียงสักประโยค

ค่ำคืนอันเงียบสงัดไร้ซึ่งสรรพเสียงใดๆ หาก

หลัวเซิ่นหย่วนไม่ได้ออกตามหานาง เช่นนั้นนาง

จะไม่ต้องค้างแรมอยู่ในภูเขาแห่งนี้ทั้งคืนหรือ

นางทั้งเปียกทั้งหนาว หากต้องค้างแรมที่นี่ พรุ่งนี้

นางคงไม่ใช่แค่ไข้ขึ้นสูงแล้ว

ท้องฟั้าเปลี่ยนเป็นมืดสนิท อากาศยามค่ำคืนใน

ภูเขาหนาวเย็นยิ่งขึ้น อี๋หนิงจึงปิดบานประตูลง

เต้าเหยี่ยนเก็บลูกประคำแล้วเดินออกไปด้านนอก

เมื่อเขากลับมา ในมือก็มีมันเทศขนาดครึ่งฝั่ามือ

อันหนึ่ง เขาโยนลงไปในกองไฟทำให้เกิดเสียง

เปรี๊ยะปร๊ะขึ้นทันที

“อาหารเย็นของเจ้าคงต้องกินสิ่งนี้แล้ว เป็นของ

ปั่าบนภูเขา”

เดิมอี๋หนิงคิดว่านางไม่หิว ทว่าเมื่อกลิ่นหอมของ

มันเทศเผาร้อนๆ ลอยโชยออกมา นางกลับรู้สึก

อยากกินมาก ขณะที่หยิบออกมายังร้อนจัด มัน

เทศมีขนาดใหญ่เท่าฝั่ามือนาง หลังจากปอก

เปลือกแล้วนางก็แบ่งครึ่งหนึ่งส่งให้เต้าเหยี่ยน

เขาเองก็ไม่ได้ปฏิเสธ เห็นทีการหาอาหารบนเขา

จะเป็นเรื่องยากจริงๆ

อาจเป็นเพราะพิษจากไอเย็น นางจึงเริ่มวิงเวียน

ศีรษะท้องอืด ไร้ความอยากอาหาร ทั้งต่อมรับรส

ยังไม่ทำงาน แต่จะไม่กินก็ไม่ได้ อี๋หนิงพยายาม

ยัดมันเทศครึ่งหัวนั้นลงไป ทั้งนุ่มและอุ่นร้อน

ดีกว่าไม่ได้กินอะไรเลย

อี๋หนิงกำลังกินใกล้หมดก็ได้ยินเสียงรถม้าตรงหน้า

ประตู

ครั้นเต้าเหยี่ยนได้ยินเสียงก็ตื่นตัวขึ้นทันที ทั้งยัง

หยิบหน้าไม้ยาวของตนออกมา เสียงเคาะบาน

ประตูดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงมั่นคงลากยาวเสียง

หนึ่ง “เป็นข้าเอง มิเป็นไร”

เมื่ออี๋หนิงได้ยินเสียงของเขา ร่างกายก็ตอบสนอง

ปฏิกิริยาแรกคือกระบอกตาร้อนชื้นอย่างไม่อาจ

สะกดกลั้น

หลัวเซิ่นหย่วนมาหานางแล้ว!

เต้าเหยี่ยนเดินออกไปด้านนอก ร่างสูงร่างหนึ่งยืน

อยู่ตรงนั้น เขากางร่มอยู่ เมื่อเขาหุบร่มแล้วเดิน

เข้ามาด้านใน เต้าเหยี่ยนจึงได้วางหน้าไม้ยาวใน

มือลง ไม่อยู่ในอาการตื่นตัวอีก

อี๋หนิงรู้สึกอยากร้องไห้ เมื่อหลัวเซิ่นหย่วนเดินเข้า

มาก็พบกับสภาพอันน่าเวทนาของนาง ทำให้อด

ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความปวดใจไม่ได้ เขาก้าวเข้าไป

ปลดผ้าคลุมกันลมออกแล้วห่อตัวนางไว้ตั้งแต่หัว

จรดปลายเท้า เมื่อสัมผัสหน้าผากของนางก็พบว่า

ร้อนมาก!

“เหตุใดจึงมีสภาพเชนนี้” หลัวเซิ่นหย่วนดึงนาง

เข้าสู่อ้อมกอด

เดิมในช่วงมีระดูก็เจ็บปั่วยจากไอเย็นได้ง่าย มิ

เช่นนั้นคงไม่ปั่วยง่ายดายเช่นนี้ นางไม่ได้

เปราะบางถึงขั้นนั้น

หลัวอี๋หนิงรู้สึกว่าตนอ่อนแอกว่ายามปกติ ครั้นได้

พบเขาทั้งร่างก็ผ่อนคลาย นางกอดเขาไว้แน่นไม่

ยอมปล่อย ขานเรียกเขาว่าพี่ชายสามด้วย

น้ำเสียงที่เริ่มแหบพร่าแล้ว

เต้าเหยี่ยนกล่าวว่า “เมื่อครู่นางสะดุดล้มกลาง

สายฝน” น้ำเสียงเขาราบเรียบยิ่ง

หลัวเซิ่นหย่วนกอดนางไว้ เขายิ่งสัมผัสได้ถึงความ

ร้อนระอุทั่วร่างกายของสาวน้อย ไข้ขึ้นสูงมาก

เขาเอ่ยถาม “ข้าจำได้ว่าที่นี่พอมียาสมุนไพรอยู่

บ้าง เหตุใดท่านจึงไม่ต้มยาขับไอเย็นให้นางสัก

ถ้วย”

“ข้าไม่รู้ว่านางได้รับไอเย็น” เต้าเหยี่ยนกล่าว

เมื่อครู่นางฝืนทำเป็นเข้มแข็งนั่งบนเก้าอี้กลม เขา

ให้นางมานอนบนเตียง นางก็ไม่ยอม เขายังหลง

นึกว่านางไม่เป็นอะไร เพราะสำหรับเขาแล้ว การ

ที่เสื้อผ้าเปียกฝนนับเป็นเรื่องเล็กน้อยเรื่องหนึ่ง

หลัวเซิ่นหย่วนทอดถอนใจ ศิษย์พี่ไม่ค่อยใกล้ชิด

กับสตรี จะคำนึงถึงเรื่องเหล่านี้ได้อย่างไร ทั้งอี๋ห

นิงเองก็ไม่ใช่ผู้ที่เอ่ยปากแสดงความอ่อนแอต่อ

หน้าผู้อื่น ช่างเถิด อย่างไรเขาก็กำลังพาคน

กลับไปแล้ว เช่นนั้นก็ไปประเดี๋ยวนี้เลย

บนร่างของเขามีกลิ่นอันคุ้นเคย ทั้งยังทำให้

บังเกิดความอุ่นใจ อี๋หนิงกอดเอวของเขาไว้ สูด

ดมกลิ่นหอมบนสาบเสื้อของเขา บนนั้นยังมีกลิ่น

เปียกชื้นของน้ำฝน นางกล่าวว่า “ไม่เป็นไร ท่าน

ตามหาข้าเจอก็เพียงพอแล้ว…สถานที่แห่งนี้

ห่างไกลทุรกันดาร ข้ายังกลัวว่าท่านจะหาที่นี่ไม่

พบ”

“เอาเถิด บัดนี้ไม่มีเรื่องแล้ว” เขากอดอี๋หนิงไว้

แล้วตบหลังนางเบาๆ “ข้าต้องหาเจ้าจนพบ

แน่นอน”

หลัวเซิ่นหย่วนขอบคุณเต้าเหยี่ยน เขาอุ้มอี๋หนิง

กลับไปที่รถม้า นางเริ่มมึนงงไม่รู้สึกตัวแล้ว เขา

ให้นางพักผ่อนอยู่บนรถม้า ก่อนจะย้อนกลับมา

ภายในวัดแล้วกล่าวกับเต้าเหยี่ยนว่า “เกรงว่า

ท่านจะกลับไปที่วัดต้าฉือไม่ได้แล้ว…ข้าสร้างห้อง

พระเล็กๆ ไว้ในจวนที่ตรอกซินเฉียวห้องหนึ่ง

ท่านไปพักที่นั่นก่อน”

เต้าเหยี่ยนโคลงศีรษะ “นักพรตต้องรักษาศีล

เคร่งครัด ข้ายินดีที่จะอยู่ที่นี่” หลัวเซิ่นหย่วนไม่

ฝืนบังคับเขา อย่างไรเต้าเหยี่ยนก็มักพเนจรไปทั่ว

ทุกสารทิศ สถานที่เหล่านั้นแม้แต่ที่กำบังลมฝนก็

ไม่มี ทว่าอย่างน้อยที่นี่ก็มีห้องผุพังสามห้อง

สามารถปั้องกันลมฝนให้เขาได้ หลัวเซิ่นหย่วนจึง

เอ่ยขึ้นอีกครั้ง “ครานี้ท่านทรยศลู่เจียเสวีย การ

อยู่ที่นี่ไม่ปลอดภัย ช้าเร็วเขาก็จะตามหาท่านจน

พบ มิสู้ออกไปพเนจรให้ทั่วใต้หล้า”

“วางใจเถิด เขาไม่มีทางสังหารข้า” เต้าเหยี่ยน

พูดจบก็ปิดตาลงช้าๆ

หลัวเซิ่นหย่วนมองศิษย์พี่ของเขาเป็นครั้งสุดท้าย

โดยไม่กล่าวสิ่งใด ลู่เจียเสวียไม่มีทางฆ่าเขา คนผู้

นี้มีสถานะพิเศษ แต่ลู่เจียเสวียคงไม่เชื่อใจเขาอีก

แล้ว

เขากล่าวลาเต้าเหยี่ยน ก่อนไปขึ้นรถม้า บนรถม้า

ไม่มีกระถางไฟ อี๋หนิงขดตัวเป็นก้อนกลมอยู่ใน

เสื้อคลุม หนาวจนอยากจะถอดเสื้อที่เปียกชื้น

ออก แต่หลัวเซิ่นหย่วนอยู่ตรงหน้า นางจะถอดได้

อย่างไร ดังนั้นจึงทำได้เพียงกระชับเสื้อคลุมให้

แน่นขึ้น

ในที่สุดนางก็เห็นเขาเข้ามาด้านใน รถม้าเริ่ม

เคลื่อนตัว อี๋หนิงกัดฟัน มุดเข้าสู่อ้อมกอดเขาโดย

ไม่สนใจสิ่งใด ก็เพราะร่างของเขาอบอุ่นอย่างยิ่ง!

หลัวเซิ่นหย่วนถูกนางบังคับให้อ้าแขนทั้งสองข้าง

ออกเพื่อที่นางจะได้เข้ามานั่งในอ้อมกอดของเขา

เขาเช็ดผมที่เปียกลู่ของนาง ก่อนจะออกแรง

กระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น “รู้สึกไม่สบายหรือ

อีกครู่ก็ถึงบ้านแล้ว”

ย่อมรู้สึกไม่สบายแน่นอน! นางกอดเอวเขาไว้แน่น

ดุจปลาหมึกยักษ์ที่เกาะหนึบอยู่บนร่างเขา

——————–

1. เวลาหนึ่งก้านธูปจะเท่ากับประมาณ 30

นาที

2. มาจากสำนวนจับตะพาบน้ำในไห

หมายถึงหนีไม่พ้นเงื้อมมือ

ฝากนิยายบ้านน้อยๆไว้ด้วยนะคะ บราวนี่ออนไลน์ <จิ้ม>
Prev
Next

Comments for chapter "บทที่ 160"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

Novel PDF

YOU MAY ALSO LIKE

5f9f77d25aRgV0N8
ไหปีศาจ
17/11/2024
QWhAtB
ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์-
08/03/2025
63ef2662UmtVckMc
Top Star ระบบปั้นเธอให้เป็นดาว
27/09/2023
novelpdf0d4g
จากหมอเทวดาสู่ป๊ะป๋าสายเปย์
18/06/2026

    © 2020 - 2023 Novelpdf.xyz
    เว็บอ่านนิยาย นิยาย pdf เว็บ “novelpdf.xyz ” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน อัพเดททุกวัน ดฯฌซ,ฑ๊โฌฮฤ

    Sign in

    Lost your password?

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.

    Sign Up

    Register For This Site.

    Log in | Lost your password?

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.

    Lost your password?

    Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.