พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 161
หลังจากปั่วย นางก็สะลึมสะลือ สติสัมปชัญญะ
พร่าเลือน นางรู้สึกเพียงว่าตนกำลังถูกอุ้ม ก่อน
วางลงบนเตียงนุ่ม
สาวใช้กรูเข้ามาเปลี่ยนเสื้อผ้าให้นาง “นายหญิง
อยู่ในช่วงมีระดู ทนรับไอเย็นไม่ไหว…”
“พวกเจ้าเปลี่ยนเสื้อผ้าให้นายหญิงก่อน ข้าจะไป
เรียกสาวใช้ให้ยกกระถางไฟเข้ามา…”
“ไอ๋ หน้าผากของนายหญิงร้อนเหลือเกิน ต้องไป
เชิญท่านหมอมาหรือไม่”
มีคนกล่าวขึ้นอีกครั้ง “ใต้เท้าส่งคนไปเชิญแล้ว
อย่าได้ตื่นตระหนก!”
อี๋หนิงปล่อยให้ผู้อื่นจัดการนางตามอำเภอใจ
ศีรษะของนางหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ คล้ายมีผู้ใด
แหวกม่านออก เสียงทุ้มต่ำดังขึ้น “ไข้ขึ้นสูง
หรือไม่” จากนั้นนางก็ถูกคนดึงเข้าสู่อ้อมกอด ทั้ง
ยังตบดวงหน้ารูปไข่เบาๆ “อย่าเพิ่งนอน เจ้ายังมี
ที่ใดที่รู้สึกไม่สบายหรือไม่ บอกพี่ชายสามมา”
ที่ใดที่ไม่สบาย…ทั่วทั้งร่างนางล้วนรู้สึกไม่สบาย
หลัวเซิ่นหย่วนเห็นนางไข้ขึ้นจนสติเริ่มเลือนราง
ทิ้งตัวอ่อนยวบในอ้อมกอดของเขา ทั้งยังพยายาม
หลบมือของเขาที่กำลังตบเบาๆ เขาก็เปิดผ้านวม
บนร่างของนางขึ้นแล้วพินิจมองอย่างละเอียด
ช่างดูน่าเวทนายิ่งนัก ข้อเท้าบวมอีกแล้ว ผิวซีด
ขาวไร้สีเลือดใดๆ
เขาห่มผ้าให้นาง ก่อนจะเรียกสาวใช้ให้ยกยาเข้า
มา เขานั่งลงตรงหัวเตียง ปั้อนยาให้นางทีละคำ
ด้วยตัวเอง เคราะห์ดีที่นางยังรู้ตัวว่าต้องดื่มยา
สุดท้ายยังได้กินน้ำหวานตามไปอีกสองช้อน เขา
ทายาบริเวณข้อเท้าให้นางแล้วพันแผลใหม่อีก
ครั้ง จากนั้นหลัวเซิ่นหย่วนก็ให้บรรดาสาวใช้ถอย
ออกไป แขนกำยำแข็งแรงดึงนางเข้าสู่อ้อมกอด
“เหมยเหมย หลับเถิด เมื่อตื่นขึ้นมาก็จะไม่รู้สึก
แย่แล้ว”
ในที่สุดอี๋หนิงก็สัมผัสได้ถึงร่างกายที่แห้งสบาย
นางซุกตัวเข้าในอ้อมกอดอันอบอุ่น
หากไม่ใช่เพราะอาการปั่วย คงยากนักที่เขาจะ
ปลอบประโลมนางด้วยน้ำเสียงอ่อนละมุนเช่นนี้
อี๋หนิงพลิกตัวกอดเอวแน่นของเขา ซุกศีรษะใน
อ้อมกอดของเขาแล้วดำดิ่งเข้าสู่ห้วงนิทรา
เมื่อนางตื่นขึ้นอีกครั้ง ฟั้าด้านนอกก็สว่างแล้ว
ทว่าตัวนางกลับไม่ได้อยู่ในห้องด้านใน แต่กลับ
กำลังนอนอยู่บนตั่งไม้ด้านนอก ด้านข้างเป็น
กระถางไฟ มีฉากบังลมล้อมรอบ เจินจูนั่งสัปหงก
อยู่ข้างขอบเตียง อี๋หนิงเหลือบตามองนาฬิกา
หยดน้ำ[1]ที่อยู่ภายในห้องก็พบว่าใกล้ถึงยามเที่ยง
แล้ว
ครั้นเห็นว่านางตื่นแล้ว เจินจูก็ดีใจอย่างยิ่ง “…
ท่านหลับไปหกเจ็ดชั่วยามแล้ว!”
อี๋หนิงรู้สึกว่าร่างกายสบายขึ้นไม่น้อย ไม่รู้สึก
ย่ำแย่แล้ว เพียงแต่เมื่อเหงื่อออกจึงเหนียว
เหนอะหนะไปทั้งตัว เมื่อคืนนางไข้ขึ้นสูงต้องไม่มี
ผู้ใดกล้าเช็ดตัวให้นางเป็นแน่ นางให้เจินจู
ประคองแล้วสั่งการ “ให้คนไปต้มน้ำ ข้าจะ
อาบน้ำ”
อี๋หนิงแช่ตัวในถังไม้ ผมของนางเปียกชื้น นางดึง
ปินออก ปล่อยให้ผมสยายเพื่อรอให้มันแห้ง สาว
ใช้ตัวน้อยเข้ามาหยดน้ำค้างกุหลาบสองสามหยด
ลงในน้ำ อี๋หนิงได้ดมกลิ่นของกุหลาบและแช่ตัว
ในน้ำร้อนจึงรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาก นางเอ่ยถาม
เจินจู “หลายวันมานี้ในจวนเป็นอย่างไรบ้าง”
“เพราะกลัวว่าเรื่องที่ท่านหายตัวไปจะเผยแพร่
ออกไป คุณชายสามจึงกล่าวว่าท่านไปเป็นแขกที่
จวนของฮูหยินหยาง บ่าวไม่กล้าปรากฏตัวในจวน
คุณชายสามจึงให้บ่าวไปหลบในบ้านแถวชนบท
ดังนั้นเรื่องในจวน บ่าวจึงไม่แน่ชัดเจ้าค่ะ” เจินจู
ตอบเสียงเบา
พี่ชายสามกระทำการได้รอบคอบ เห็นทีเรื่องที่
นางหายตัวไปคงปิดบังคนในจวนไว้ได้อย่างมิดชิด
เขาต้องกังวลเรื่องในราชสำนัก ทั้งยังต้องมาดูแล
จัดการเรื่องในจวน ต่อให้มีสามศีรษะหกกรก็คง
จัดการไม่ไหว หากไม่ใช่เพราะแต่งรับนางเป็น
ภรรยา เขาจะต้องมากังวลเรื่องเหล่านี้ได้อย่างไร
อี๋หนิงนิ่งเงียบ ผ่านไปชั่วครู่จึงเอ่ยถาม “บัดนี้เป็น
เวลาใดแล้ว”
“ผ่านยามเที่ยงแล้วเจ้าค่ะ เมื่อเช้าหลังจากนาย
ท่านเขยอุ้มท่านออกมาด้านนอกถึงได้ออกจาก
จวน ไม่รู้ว่ายามบ่ายจะกลับมาได้หรือไม่” เจินจู
รับผ้าฝั้ายจากสาวใช้มาเช็ดร่างกายให้นาง
จากนั้นจึงหยิบชุดด้านในที่ทำจากเนื้อผ้าลู่โฉวจา
กบนถาดเคลือบสีดำอีกถาดหนึ่งมาสวมใส่ให้นาง
ทว่าเมื่อยกผมของนางขึ้นก็พบรอยแผลหนึ่งบน
ลำคอด้านหลังของอี๋หนิง เจินจูตกใจจนร้องเสียง
หลง “นายหญิง ท่านได้รับบาดเจ็บได้อย่างไร
เป็นผู้ใดที่ทำ”
“…ยังมีเลือดออกอยู่อีกรึ” นางยื่นมือออกไปกด
บาดแผลก่อนสั่งการ “ไปหยิบยาทามา”
เจินจูรับคำก่อนออกไป อี๋หนิงลุกขึ้น สวมเปั้ยจึสี
ฟั้าครามลายมวลบุปผาแล้วออกมาจากห้องน้ำ
ไต้เม่ายกถ้วยยามาให้นางดื่ม
เจินจูถือยาทาเดินเข้ามา อี๋หนิงรวบผมไปด้านข้าง
เพื่อให้เจินจูทายาให้
เจินจูทายาพลางกล่าว “ไม่รู้ใต้เท้าท่านผู้
บัญชาการลักพาตัวท่านไปด้วยจุดประสงค์ใด ซ้ำ
ยังทำร้ายท่านอีก ทั้งที่ท่านเป็นบุตรสาวบุญธรรม
ของเขา…”
“ไม่ต้องพูดเรื่องนี้แล้ว เขาวางตนกำเริบเสิบสาน
ไม่แยแสผู้อื่น ตัวข้าไม่ได้นับถือเขาเป็นบิดาบุญ
ธรรม” อี๋หนิงรู้สึกว่าเจินจูออกแรงหนักมาก
เกินไป หัวคิ้วจึงขมวดมุ่นเล็กน้อย
นางรู้สึกว่าอาการปั่วยไม่รุนแรงแล้ว นางยังถาม
ถึงพวกเสิ่นเลี่ยน มีหลายคนที่ถูกทำร้ายจน
บาดเจ็บ ทว่าเคราะห์ดีที่ไม่ได้เป็นอะไรมาก
หลัวเซิ่นหย่วนมอบเงินหลายสิบตำลึง พร้อมทั้ง
ส่งเป็ดไก่เครื่องบำรุงไปให้พวกเขา ยามนี้พวกเขา
ต่างรักษาตัวจนมีอาการดีขึ้นแล้ว
“ท่านอยากไปคารวะฮูหยินหรือไม่เจ้าคะ หลาย
วันมานี้ฮูหยินมักเอ่ยถามถึงท่านบ่อยครั้ง…” ไต้
เม่าถามนางจากด้านข้าง
อี๋หนิงยังไม่หายดี แต่นางถูกลักพาตัวไปหลายวัน
ไร้ซึ่งข่าวคราว อันที่จริงการบอกปัดว่าไปเป็น
แขกที่ตระกูลหยางถือเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องตาม
กฎเกณฑ์นัก ดังนั้นวันนี้นางจึงจำเป็นต้องไป นาง
เรียกโหลวมามาเข้ามาทำผมให้
อี๋หนิงเพิ่งถึงห้องโถงกลางก็เห็นหลัวเฉิงจางกำลัง
เล่นอยู่กับหนานเกอร์ สำหรับบุตรชายที่มาในช่วง
อายุเยอะผู้นี้ หลัวเฉิงจางรักเอ็นดูอย่างยิ่ง หนาน
เกอร์ดูคล้ายก้อนแปั้งที่ถูกห่อหุ้มด้วยเสื้อสีแดง
ปักลายอักษรโชคดี มือเล็กนุ่มนิ่มกำผลมันเทศ
แห้ง เขาพยายามกัดแทะ แต่กัดเท่าไรก็กัดไม่ลง
จนน้ำลายเปรอะเปือนไปทั่ว
เขาไม่สนิทใกล้ชิดกับบิดาของตน แต่เมื่อเห็นหลัว
อี๋หนิงเข้ามาก็กระโดดขึ้นจากตั่งไม้อย่างยินดี
หวังจะให้อี๋หนิงกอด
อี๋หนิงมองมือน้อยที่ยื่นออกมาด้วยความคาดหวัง
ของหนานเกอร์ ก่อนจะมองไปยังคราบน้ำลายที่
อยู่บนนั้น นางยืนนิ่งไม่ไหวติง ส่วนมือเล็กของ
หนานเกอร์ที่ยื่นออกมาก็ไม่ยอมวางลง เขามอง
อี๋หนิงที่ไม่ยอมอุ้มด้วยท่าทางคล้ายสงสัยระคน
น้อยเนื้อต่ำใจ
ในที่สุดอี๋หนิงก็รับตัวเขามา เจ้าเด็กน้อยรีบกอด
คอของนางทันที ทั้งยังปั้อนมันเทศที่ตนกัดแทะ
ให้นางอย่างกระตือรือร้น “พี่สะใภ้ หวานๆ …กิน
หวานๆ ”
อี๋หนิงอุ้ม
หนานเกอร์ ยอบตัวคารวะหลินไห่หรูกับหลัวเฉิง
จาง “คารวะท่านพ่อ ท่านแม่”
หลินไห่หรูรีบให้นางนั่งลง “ร่างกายของเจ้ายังไม่
หายดี จะมาคารวะอะไรกัน นางโจว รีบไปอุ้ม
หนานเกอร์ออกมา น้ำลายเปรอะเปือนไปทั่วแล้ว
เช็ดให้เขาหน่อย…”
หนานเกอร์ยืนกรานจะให้อี๋หนิงอุ้ม ไม่ว่าผู้ใดเข้า
มาอุ้ม เขาก็จะร้องไห้งอแง
หลัวเฉิงจางให้หลินไห่หรูถอยห่างออกไปเล็กน้อย
ไม่ต้องบีบนวดให้เขาแล้ว เขากล่าวด้วยเสียงเย็น
ชา “ครานี้เจ้าประพฤติตนเลยเถิดเกินไปแล้ว ข้า
ขอถามเจ้า มีสตรีคนใดบ้างที่แต่งงานได้เพียง
เดือนเดียวก็ร้างลาจากบ้านไปหลายวัน”
เขาเป็นผู้อาวุโส อย่างไรอี๋หนิงย่อมต้องยอมให้
เขาหลายส่วน “เป็นความผิดของสะใภ้ที่ห่วงเล่น
มากเกินไป”
หลินไห่หรูพูดขึ้นจากด้านข้าง “อี๋หนิงเพิ่งอายุสิบ
สี่ จะห่วงเล่นบ้างก็เป็นเรื่องธรรมดา ยามที่พวก
เราอยู่ที่เปั่าติ้ง เหลียนเจี่ยร์ก็ยังไปเล่นที่ตระกูล
เกาที่อยู่ข้างจวนครั้งหนึ่งนานถึงเจ็ดแปดวัน”
ขมับของหลัวเฉิงจางเต้นตุบๆ พวกคนไม่เอาไหน
หลินไห่หรูก็ได้แต่เอนเอียงเข้าข้างหลัวอี๋หนิง!
เหลียนเจี่ยร์เพียงไปเล่นกับเพื่อนบ้านสองสามวัน
ครั้นกลับมาก็ถูกตำหนิถากถางไปชุดใหญ่ ส่วน
หลัวอี๋หนิงออกไปเล่นนอกบ้านตั้งหลายวัน นาง
กลับถามไถ่ด้วยความห่วงใย
สีหน้าของเขาย่ำแย่ “บุตรสาวในเรือนของตนกับ
สะใภ้ที่เพิ่งแต่งเข้ามาใหม่จะนำมาเทียบกันได้
อย่างไร เหลียนเจี่ยร์เป็นสตรีที่ในห้องหับ เจ้าควร
ปฏิบัติต่อนางให้ดี นางเว่ย เจ้ามาเพื่อเป็นสะใภ้
เซิ่นหย่วนก็ควรปฏิบัติรับใช้พ่อแม่สามีและสามี
ตามกฎระเบียบ ผู้ใดอนุญาตให้เจ้าออกไปเล่นที่
อื่น เป็นเจ้าที่ควรปฏิบัติสามีหรือสามีที่ควรปฏิบัติ
เจ้า”
อี๋หนิงจนปัญญาเล็กน้อย หลัวเฉิงจางอาศัย
สถานะของผู้อาวุโส นางจึงไม่สมควรที่จะแสดง
อาการต่อต้าน มิเช่นนั้นหากเรื่องแพร่งพราย
ออกไป ผู้คนก็จะครหาว่านางไม่กตัญู คำ
กล่าวหาว่าอกตัญูนี้ หากอยู่ในตระกูลที่เปียม
ด้วยอำนาจความมั่งคั่ง ผู้ใดจะว่าอะไรนางได้
ทว่านี่กลับเป็นตระกูลของบัณฑิตซึ่งยึดถือความ
กตัญูเป็นสิ่งสำคัญที่สุด หากขุนนางคนใดคน
หนึ่งในราชสำนักถูกกล่าวหาว่า ‘ไม่กตัญู’
ความร้ายแรงอาจถึงขั้นต้องสูญเสียหมวกผ้าแพร
บาง[2]
ครานี้เป็นความบกพร่องของนางที่ปล่อยให้
หลัวเฉิงจางจับจุดผิดพลาดของนางได้
นางไม่ใช่บุตรสาวของหลัวเฉิงจาง หากที่นี่คือ
จวนอิงกั๋วกง เว่ยหลิงย่อมเข้าข้างนางอย่างไร้
เงื่อนไข ทว่าที่นี่คือตระกูลหลัว หลัวเฉิงจางย่อม
เข้าข้างหลัวอี๋เหลียน
“ต่อไปสะใภ้จะระวังเจ้าค่ะ” อี๋หนิงตอบรับ
หลัวเฉิงจางรู้สึกว่าตนดูมีบารมีขึ้นเล็กน้อย สีหน้า
จึงผ่อนคลายลง หากหลัวเซิ่นหย่วนอยู่ที่จวน เขา
ย่อมไม่กล้าพูดกับหลัวอี๋หนิงเช่นนี้ ทว่ายามนี้
หลัวเซิ่นหย่วนไม่อยู่ เขาจะพูดอะไรก็ได้
“จะเพียงกล่าวว่าระมัดระวังไม่ได้” เขาพูดเสียง
ราบเรียบ “บัดนี้เจ้าอายุยังน้อย ยากที่จะไม่รู้สึก
เหนื่อยเมื่อต้องปรนนิบัติหลัวเซิ่นหย่วน ยามนี้
เขาเป็นขุนนางขั้นสามของราชสำนัก ห้ามเอา
เรื่องในจวนมาฉุดรั้งเขา ข้าจะส่งสาวใช้สองคนไป
ปรนนิบัติเขา”
“ท่านพี่ เรื่องการส่งสาวใช้นี้…” หลินไห่หรูอยาก
ห้ามปราม
“สั่งสอนหนังสือหนานเกอร์ให้ดีนั่นจึงเป็นสิ่งที่
เจ้าควรกระทำ เจ้าดูแลเรื่องต่างๆ ในจวนจนยุ่ง
เหยิงวุ่นวาย แม้แต่ข้า หนานเกอร์ก็ไม่รู้จักเรียก
ขาน เจ้ายังจะพูดอะไรอีก” หลัวเฉิงจางปราย
ตามมองนาง “เดิมเรื่องในจวนข้าไม่ควรยื่นมือ
เข้ามายุ่ง เจ้าจงตรึกตรองให้ดีเถิด!”
กล่าวจบก็สะบัดแขนเสื้อเดินจากไป
ต่อให้หลินไห่หรูจะเก่งกาจอย่างไรก็ไม่กล้าขัดขืน
หลัวเฉิงจาง ได้แต่มองเขาจากไปแล้วจึงกล่าวขึ้น
ว่า
“หากไม่ใช่เพราะวันนั้นเหลียนเจี่ยร์หลุดปาก
ออกมา ท่านพ่อของเจ้าจะรู้ได้อย่างไร เมื่อรู้แล้ว
ก็โมโหใหญ่โต…คราแรกยังยืนกรานว่าจะส่งคนไป
รับเจ้ากลับมา ทว่าถูกพี่ชายสามของเจ้าห้ามเสียง
กร้าว เขาจึงไม่ได้พูดอะไรอีก”
หลินไห่หรูพูดถึงตรงนี้ก็ตบโต๊ะ “เจ้ากีบเท้าน้อย
นี่ชอบทำให้เสียเรื่อง! จิตใจชั่วร้ายเยี่ยงมารดา
ของนาง เห็นได้ชัดว่านางจงใจพูดออกมา เจ้า
เพียงออกไปเล่นไม่กี่วันจะเป็นเรื่องใหญ่อันใดกัน
หลัวซานไม่มีเจ้าคอยปรนนิบัติก็ใช่ว่าจะมีชีวิต
ไม่ได้เสียเมื่อไร…”
หลัวอี๋หนิงขบขันคำของนาง ท่านแม่ช่างน่ารักนัก
เป็นแม่สามีที่ดีที่สุดในใต้หล้า
หลัวอี๋หนิงฉีกยิ้มกว้าง นั่งลงข้างกายหลินไห่หรู
และแกะถั่วลิสงให้นาง “ท่านมีจิตใจเอนเอียง
ปกปั้องข้า ทว่าท่านพ่อมีจิตใจเอนเอียงปกปั้อง
เหลียนเจี่ยร์ มิเป็นไร ถึงเขาจะตำหนิข้าสองสาม
ประโยค ข้าก็ไม่รู้สึกกระไร ให้เขาได้ระบายสัก
หน่อยจะได้รู้สึกปลอดโปร่งขึ้น!”
“เจ้ากลับไปบอกกล่าวหลัวซาน เขาต้องทนเห็น
เจ้าถูกรังแกไม่ได้แน่ ครั้นเขากลับมาต้องแสดงสี
หน้าไม่ดีให้พ่อของเขาเห็น…”
หลินไห่หรูกระซิบกับนาง
อี๋หนิงปอกชั้นเยื่อหุ้มสีชมพูของถั่วลิสงออก ก่อน
จะวางลงในถ้วยเคลือบ “แต่ไรมาเขากับท่านพ่อ
ก็ไม่ลงรอยกัน ข้าคร้านจะพูด ตัวข้าเองก็ใช่ว่าจะ
รับมือไม่ได้ ในใจท่านพ่อเองก็ย่อมมีขอบเขต
มากที่สุดก็แค่เอ่ยออกมาสักสองประโยค ไม่กล้า
ทำอะไรข้า”
หลินไห่หรูครุ่นคิดแล้วก็ใช่ หลัวเฉิงจางมีจิตใจ
อาฆาตแค้น คราก่อนหลังจากถูกท่านอิงกั๋วกง
เรียกไปสนทนา เมื่อกลับมาใบหน้าก็ดำคล้ำดุจ
ก้นหม้อ ทว่าจากนั้นก็จัดการกับปัญหาของหลัว
อี๋หนิงอย่างระมัดระวังมากขึ้น หากไม่จำเป็นต้อง
ยุ่งก็พยายามไม่ยุ่ง ปล่อยให้นางดิ้นรนเอาเอง ถือ
เสียว่าในจวนนี้ไม่มีคนผู้นี้อยู่
ตั้งแต่ที่อี๋หนิงมาคารวะถึงที่เรือนของนางจน
กลับไป ในถ้วยใบเล็กก็มีถั่วลิสงเกินกว่าครึ่ง หลิน
ไห่หรูเอาไปบดเพื่อต้มเป็นน้ำให้หนานเกอร์ดื่ม
ปริมาณยังมีไม่เพียงพอ ขาดอีกเป็นจำนวนมาก
แต่นางก็ไม่อยากเรียกสาวใช้มาแกะเพิ่มแล้ว
นางให้คนเก็บของออกไปแล้วหยิบผ้าขึ้นมาเช็ด
มือ ก่อนกล่าวด้วยเสียงเนิบนาบ “ไปเชิญคุณหนู
หกมาให้ข้า”
ขณะที่หลัวอี๋เหลียนถูกเชิญเข้ามาก็พบว่ามารดา
เลี้ยงกำลังพิงกายอยู่ข้างกรอบหน้าต่าง นางตบ
หลังหนานเกอร์เบาๆ เกลี้ยกล่อมให้เขากินไข่ตุ๋น
นางชี้ไปยังถ้วยถั่วลิสงใบนั้น “เหลียนเจี่ยร์ ข้า
กำลังยุ่งวุ่นวายมาก เจ้ามาแกะถั่วลิสงให้ข้า
หน่อย”
สีหน้าของหลัวอี๋เหลียนดำคล้ำขึ้นทันใด ที่ตาม
นางมาอย่างเร่งด่วนก็เพราะจะให้นางช่วยแกะถั่ว
ลิสง ในห้องนี้มีสาวใช้ใหญ่เล็กตั้งมากมาย แกะ
กันไม่ได้หรือ
ทว่านางไม่สามารถขัดคำสั่งของมารดาใหญ่จึง
เดินเข้าไปก้มศีรษะแกะถั่วลิสง
ภายในห้องมีเพียงเสียงแกะถั่วลิสงของนาง
หลัวอี๋เหลียนยืนมานานพอแล้ว นางกำลังคิดจะ
นั่งบนเก้าอี้กลมด้านข้าง ทว่าปีอีไวกว่าก้าวหนึ่ง
ยกเก้าอี้กลมออกไปแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม “เก้าอี้
ตัวนี้สกปรก คุณหนูนั่งไม่ได้เจ้าค่ะ”
หลัวอี๋เหลียนกัดริมฝีปาก ทนยืนต่อไป แสงเทียน
สาดส่องแผ่นหลังบอบบาง ก่อให้เกิดเงาทอดเป็น
ทางยาว
หลินไห่หรูมองนางยืนแกะถั่วลิสงด้วยใบหน้าเฉย
เมย มือยังคงตบหลังหนานเกอร์เบาๆ
——————–
1. นาฬิกาหยดน้ำเป็นเครื่องมือในการนับ
เวลาในสมัยโบราณ
2. หมวกผ้าแพรเป็นหมวกที่ขุนนางสวมใส่
สูญเสียหมวกผ้าแพรบางจึงหมายถึงเสีย
ตำแหน่งหน้าที่