พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 162
เฉียวอี๋เหนียงต้องรอจนถึงกลางดึกกว่าหลัวอี๋
เหลียนจะกลับมา ทันทีที่นางกลับมาถึงก็ฟุบตัว
บนโต๊ะเล็กร่ำไห้สะอึกสะอื้น
เฉียวอี๋เหนียงกำลังทำเสื้อผ้าให้หลัวเซวียนหย่วน
ครั้นเห็นเช่นนั้นก็รีบปรี่เข้าไปปลอบประโลม “ลูก
สาวของข้า เจ้าเป็นกระไรไป”
สาวใช้ที่ติดตามนางพลอยน้ำตาตกตามไปด้วย
บอกเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้เฉียวอี๋เหนียงฟัง
ครั้นเฉียวอี๋เหนียงได้ยินก็เดือดดาล “นางปีศาจ
แพศยาคนนี้ เห็นพวกเราสองแม่ลูกไร้ที่พึ่งพิงถึง
ได้รังแกพวกเรา! หากเป็นแต่ก่อน…” หากเรื่องนี้
เกิดขึ้นในยามที่นางได้รับความรักความโปรด
ปราน หลินไห่หรูจะกล้ารังแกหลัวอี๋เหลียนเช่นนี้
หรือ
“ท่านแม่ ข้าไม่อาจแบกรับความโกรธนี้ไว้ได้”
หลัวอี๋เหลียนเงยหน้าขึ้น ดวงหน้าใต้แสงจันทร์
งดงามดุจเจียวเหริน[1] หยาดน้ำตาประหนึ่งไข่มุก
เฉียวอี๋เหนียงเห็นแล้วหัวใจก็อ่อนยวบ บุตรสาว
ของนางงดงามถึงเพียงนี้ อย่างไรก็ต้องแต่งให้กับ
คู่ครองดีๆ
“ข้าเองก็เป็นคุณหนูในจวนนี้ เหตุใดนางจึง
ปฏิบัติต่อข้าเยี่ยงนี้ กระทั่งบ่าวไพร่ยังรังแกข้า…”
หลัวอี๋เหลียนยิ่งพูดยิ่งโมโห น้ำตาไหลรินไม่ขาด
สาย
“เจ้าต้องไปบอกกล่าวท่านพ่อของเจ้า” เฉียวอี๋
เหนียงเอ่ย “แม้แม่จะแก่ชราจนถูกเพิกเฉยแล้ว
แต่อย่างไรเขาก็ยังเอ็นดูเจ้าอยู่!”
“หากข้าพูดไป เกรงว่าลับหลังนางปีศาจนั่นต้อง
ทรมานข้ายิ่งกว่านี้ ข้าคร้านจะพูดแล้ว อีกทั้ง
ท่านพ่อก็ไม่ยุ่งเรื่องของเรือนในสักเท่าไร หากพูด
ไปก็รังแต่จะทำให้เขารู้สึกรำคาญ…” หลัวอี๋
เหลียนร้องไห้สะอึกสะอื้น
เฉียวอี๋เหนียงปวดใจแทนบุตรสาว ลูบหลังนาง
เบาๆ เฉียวอี๋เหนียงกัดฟันเค้นเสียงออกมา “แม่
ต้องหาสามีดีๆ ให้เจ้าให้จงได้ เจ้ารอก่อนเถิด ถึง
เวลานั้นเมื่อพวกเขาพบเจ้าก็ยังต้องเกรงกลัว
ต้องคอยพะเน้าพะนอเอาใจเจ้า”
หลัวอี๋เหลียนฟุบตัวร้องไห้อยู่ในอ้อมกอดของ
มารดา รู้สึกราวกับทุกสิ่งบนโลกนี้ไม่มีสิ่งใด
เป็นไปตามความปรารถนาของนาง
ตอนที่อี๋หนิงกลับมาถึงเรือน หลัวเซิ่นหย่วนกำลัง
อ่านรายงานอยู่ภายใต้แสงเชิงเทียน ครั้นเขาได้
ยินว่านางกลับมาแล้วจึงส่งรายงานให้สาวใช้ที่
ปรนนิบัติอยู่ด้านข้าง ก่อนเดินเข้าไปอาบน้ำ อี๋ห
นิงนั่งลง เมื่อไม่มีอะไรทำจึงหยิบพู่กันที่วางอยู่บน
แท่นวางขึ้นมาจุ่มน้ำหมึก กางกระดาษเขียน
จดหมายให้อิงกั๋วกงเล่าสู่ว่านางสบายดี
เวลาผ่านไปครึ่งก้านธูป หลัวเซิ่นหย่วนจึงเดิน
ออกมา ภายใต้แสงเทียน ใบหน้าของเขาหล่อ
เหลาอย่างยิ่ง บนร่างยังกรุ่นไปด้วยไอน้ำร้อนชื้น
หลังอาบน้ำ แผงอกแน่นปรากฏวับแวม อันที่จริง
เมื่อเทียบกับเต้าเหยี่ยน เขากลับให้ความรู้สึก
คล้ายผู้ที่ฝึกยุทธ์มากกว่า เขาเดินเข้ามาแล้วเอ่ย
ถามนาง “เจ้ากำลังเขียนอะไรอยู่รึ”
อี๋หนิงเงยหน้ามองหลัวเซิ่นหย่วน นางมองขนตา
ยาวหลุบต่ำที่ดูประหนึ่งหางนกสีดำนั้น
“รายงานให้ท่านพ่อทราบว่าข้าสุขสบายดี ไม่ให้
เขาต้องกังวล” อี๋หนิงกล่าว “อ่อ ใช่แล้ว ด้าม
พู่กันของท่านใหญ่เกินไปหน่อย เขียนตัวอักษรได้
ไม่ค่อยดี”
“เจ้าใช้พู่กันของข้า แต่ยังนึกรังเกียจรึ” หลัวเซิ่น
หย่วนดึงพู่กันไปจากมือนาง เขาเปั่าเทียนที่อยู่บน
โต๊ะ “ไปอาบน้ำแล้วนอนเสีย อาการปั่วยของเจ้า
ยังไม่หายดี ต้องบำรุงพักผ่อนให้มาก”
อี๋หนิงถูกเขาบีบบังคับให้เข้านอนก็ชะงักอยู่ชั่วครู่
ก่อนกล่าวขึ้น “พี่ชายสาม ท่านไม่อยากรู้หรือว่า
หลายวันมานี้เกิดเรื่องอะไรขึ้นบ้าง”
หลัวเซิ่นหย่วนนิ่งเงียบ จากนั้นจึงทอดถอนใจ
แน่นอนว่าเขาอยากรู้มาก อันที่จริงเขาแทบเกิด
ความรู้สึกอิจฉาริษยา เขามีความปรารถนาจะ
ครอบครองตัวอี๋หนิงอย่างแรงกล้า ทว่าเขาไม่
ยินดีจะบีบบังคับนาง สภาพที่นางหนีมาจากลู่เจีย
เสวียน่าเวทนาถึงเพียงนั้น ทั้งยังไข้ขึ้นสูง เขาทน
ไม่ได้ที่จะบีบคั้นถามในเรื่องที่ทำให้นางไม่มี
ความสุข
“รอจนถึงยามที่เจ้าพักผ่อนเพียงพอแล้วและยินดี
บอกกล่าวข้า เจ้าย่อมบอกเอง” หลัวเซิ่นหย่วน
โน้มตัว “เจ้ารีบนอนเถิด ข้ายังต้องดูรายงานอีก
สักพัก”
อี๋หนิงรั้งเขาเอาไว้ “ข้าต้องการจะบอกท่านใน
ยามนี้“
หลัวเซิ่นหย่วนชะงักนิ่งไปชั่วครู่
อี๋หนิงเอ่ย “อันที่จริงก็ไม่มีกระไร ลู่เจียเสวียเพียง
บ้าไปแล้วเท่านั้น เขาต้องการพาข้าไปพบศิษย์พี่
ของท่านให้เขาทำนายดวงชะตา”
หลัวเซิ่นหย่วนฟังแล้วก็ยิ้ม รู้สึกว่าคำพูดของนาง
ฟังดูน่าขันอย่างประหลาด เขาตอบ “อืม เช่นนั้น
ข้าไปอ่านรายงานก่อน”
ครั้นมองแผ่นหลังของเขาที่หายลับตาไป อี๋หนิงก็
รู้สึกว่าตนพูดได้กระจ่างชัดแล้วจึงหลับตาลง
เตรียมตัวเข้านอน
ล่วงเลยถึงกลางดึก หลัวเซิ่นหย่วนถึงได้เข้ามา
พักผ่อน
ผ้านวมสีแดงสดลายนกยวนยางเล่นน้ำปักดิ้น
ขอบขาวงดงาม ภายในห้องแขวนมุ้งกลมสีแดง
สด มีตะขอเกี่ยวเคลือบทอง เตียงเชียนกงหลังนี้
ถูกสร้างอย่างประณีตวิจิตร ทางเข้าลึกสองชั้น
ประดับแผ่นไม้ฉลุลาย คานและเสาใต้ซุ้มประตู
ห้อยด้วยผ้าถักเส้นด้ายทองคำ มุ้งม่านบุปผาสี
แดงเข้มซึ่งแสงเทียนสามารถลอดผ่านอย่างสลัว
ราง
คืนส่งตัวเข้าหอ เขายังไม่เคยได้เชยชม
หลัวเซิ่นหย่วนเกรงว่าแสงเทียนจะรบกวนนาง
เขาเดินไปดับเทียนด้านนอก
เมื่อเขากลับมาก็เอนตัวลงนอน ทั้งสองคนแยกผ้า
ห่มกัน อี๋หนิงห่อตัวเป็นหนอนดักแด้ ทว่าไม่นาน
หลังจากนั้นนางกลับมีท่าทางกระสับกระส่าย
ขึ้นมา
หากภายในห้องมืดเกินไป อี๋หนิงจะนอนหลับไม่
สนิท ดังนั้นนางจึงมักเหลือตะเกียงไว้ดวงหนึ่ง
ความเคยชินนี้บรรดาสาวใช้ใหญ่ที่ปฏิบัตินางล้วน
ทราบดี ทว่าหลัวเซิ่นหย่วนไม่รู้
หนอนดักแด้อี๋หนิงพร้อมผ้าห่มกลิ้งตัวไปมา นาง
ฝันถึงหน้าผาสีดำอันมืดมิด ผืนปั่ามืดสนิทไร้ผู้คน
เมื่อนางกลิ้งตัวอีกครั้งก็ปะทะเข้ากับวัตถุแข็งแรง
อุ่นนุ่ม ดูเหมือนเจ้าสิ่งนี้จะแข็งตัวขึ้นเล็กน้อย
ทว่าอี๋หนิงกลับสัมผัสได้ถึงความสงบ อาจเป็น
เพราะรู้สึกว่ากลิ่นบนร่างของเขาคุ้นเคยเป็น
พิเศษ ฝันร้ายค่อยๆ อันตรายหายไป หนอน
ดักแด้อี๋หนิงไม่เคลื่อนไหวอีก
เช้าวันรุ่งขึ้น แสงรุ่งอรุณลอดผ่านบานประตู อี๋ห
นิงซึ่งยังไม่ตื่นถูกปลุกด้วยเสียงเปิดประตูที่ดัง
เอี๊ยดอ๊าด
ในขณะนั้นเองนางถึงรู้ว่าตนไม่ได้อยู่ในผ้านวมผืน
เดิม แต่กลับมาซุกอยู่ในผ้านวมผืนเดียวกับ
หลัวเซิ่นหย่วน ทั้งยังกอดเอวแข็งแรงและเอน
ศีรษะซบแผงอกของเขา อี๋หนิงตกใจมาก เพราะ
ยามนี้หลัวเซิ่นหย่วนกำลังหลุบตาลงมองนาง นาง
รีบกระเด้งตัวลุกขึ้นนั่ง
อี๋หนิงไม่ค่อยกล้ามองเขาสักเท่าไร นางเบนศีรษะ
มองไปยังนอกหน้าต่าง
หลัวเซิ่นหย่วนลุกขึ้นสวมเสื้อผ้า มีสาวใช้เข้ามา
ปรนนิบัติเขาสวมใส่ชุดด้านใน ชุดราชสำนักสีแดง
อันทรงเกียรติและหมวกอู่เหลียงกวน[2]
“เมื่อเช้าข้าตื่นขึ้นมา…ในผ้าห่มของท่าน” อี๋หนิง
พลันเอ่ยขึ้น
“เป็นเจ้าที่มุดเข้ามาเอง” มุมปากของหลัวเซิ่นหย่
วนยกหยักเล็กน้อย “ข้าไม่อยากนอนกอดเจ้า
ทว่าต่อให้ดึงเจ้าออกอย่างไรเจ้าก็ไม่ยอมปล่อย”
หลัวอี๋หนิงได้ยินแล้วจึงกล่าว “ข้ารู้ว่าเป็นเพราะ
ข้าเอง ข้าเพียงอยากถามท่านเท่านั้น…”
แน่นอนว่านางหลับสนิท นางเพียงอยากถามเขา
ว่าคุ้นชินหรือไม่ หากเขาคุ้นชิน นางก็อยากจะ
นอนเช่นนี้ต่อไปเพราะนางหลับได้หอมหวาน
เหลือเกิน
หลัวเซิ่นหย่วนไม่อยากสูญเสียการควบคุมตัวที่มี
ต่อความปรารถนานั้น เขาไม่ยินดีจะทำร้าย
ร่างกายของหลัวอี๋หนิง ทว่าจะให้ปฏิเสธการ
ใกล้ชิดกับนาง สำหรับหลัวเซิ่นหย่วนแล้วถือว่า
ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ผ่านไปครู่ใหญ่เขาจึงกล่าว “มิ
เป็นไร แล้วแต่เจ้า”
“ลู่เจียเสวีย…” อี๋หนิงกล่าวขึ้นจากด้านหลังเขา
“ท่านต้องระวังเขาไว้ เกรงว่าเขาจะเป็นภัยต่อ
ท่าน”
หลัวเซิ่นหย่วนรับคำ “ข้าจะรับมือเขาเอง เจ้า
ดูแลพักฟืนให้ดีก็พอ” อี๋หนิงเป็นเพียงเด็กสาวคน
หนึ่งจึงไม่ควรยื่นมือเข้ายุ่งเกี่ยวกับเรื่องในราช
สำนัก เขามีแผนการของตน หากแค้นนี้ไม่ชำระ
ชีวิตหลายปีที่ผ่านมาคงเปล่าประโยชน์แล้ว แวว
ตาของหลัวเซิ่นหย่วนเย็นเยียบขณะเดินออกไป
องครักษ์ที่เฝั้าอารักขาอยู่ด้านนอกติดตามเขาไป
ทันที
อี๋หนิงเอนกายลงบนหมอนอิง การอยู่ในบ้านให้
ความรู้สึกสบายที่สุด นางดื่มยาที่ใส่บ๊วยเค็มลงไป
ยามนั้นเองก็มีคนจากด้านนอกเดินเข้ามารายงาน
“นายหญิง นายท่านส่งสาวใช้มาคนหนึ่ง ให้ส่งไป
ยังห้องหนังสือที่เรือนหน้าของนายท่านเขยแล้ว
เจ้าค่ะ”
“ให้นางมาคารวะข้า” อี๋หนิงบ้วนเม็ดบ๊วยลงใน
จานใบเล็ก กล่าวเสียงเรียบเฉย “มีบ่าวไพร่คน
ใดบ้างที่ไม่ต้องคารวะนายหญิง หากแม้แต่
กฎระเบียบนี้ยังไม่รู้จักก็ให้รีบไสหัวไปเสีย”
สาวใช้ชรารับคำแล้วออกไป ไม่นานก็นำสาวใช้
คนหนึ่งเข้ามา
หลัวอี๋หนิงเหลือบตามอง สาวใช้คนนั้นรีบคุกเข่า
ลงคารวะนางทันที “บ่าวมีนามว่าเซียวหรง
คารวะนายหญิงสาม”
นางมีรูปร่างอรชรงดงาม สวมเปั้ยจึสีเหลืองห่าน
ลายผลซือ[3] กระโปรงสีจันทร์นวล ช่วงเอวห้อย
อิงลั่ว[4] ดวงหน้ารูปไข่นั้นเรียกได้ว่างามสะคราญ
คางเรียวบาง ผิวขาวดุจสีงา ริมฝีปากแดงก่ำ
นัยน์ตาดุจแต้มสี
รูปโฉมสะคราญเยี่ยงนี้ มิอาจเพียงกล่าวว่าเป็น
หนึ่งในร้อย
เพียงมองมือเรียวบางดุจหยกและปลายเล็บมนคู่
นั้นก็รู้ว่าไม่ได้มาเพื่อรับใช้ผู้คน ยามปกตินางต้อง
ถูกเลี้ยงดูมาอย่างทะนุถนอมยิ่งกว่าคุณหนูทั่วไป
เป็นแน่ ไม่รู้ว่าหลัวเฉิงจางสรรหาสาวใช้ที่มี
คุณสมบัติเยี่ยงนี้มาจากแห่งใด นับว่าลงทุนลง
แรงแล้ว
“ในเมื่อนายท่านส่งเจ้ามารับใช้ เช่นนั้นเจ้าทำ
อะไรเป็นบ้าง” อี๋หนิงถามนาง
เซียวหรงยอบกายลงอย่างนุ่มนวล “บ่าวพอรู้
เรื่องบทกวีโคลงกลอน การชงชา พิณ หมากและ
การวาดภาพเจ้าค่ะ”
ไม่ใช่มาคอยรับใช้จริงๆ…อี๋หนิงปรายตามองนาง
นางรู้สึกไม่ชอบสาวใช้คนนี้อย่างยิ่งยวด ทว่าหาก
ขับไล่อีกฝั่ายออกไปในยามนี้ เห็นทีนางคงได้รับ
การขนานนามว่าเป็นสตรีขี้อิจฉา นางกล่าวเสียง
ราบเรียบ “เซียวหรง[5] นามนี้ไม่ค่อยดีนัก”
“ฟังดูยังมงคลไม่พอ ข้าจะเปลี่ยนชื่อให้เจ้า ต่อไป
ให้มีนามว่าฮวาหรง[6]” หลัวอี๋หนิงกล่าวต่อ
เซียวหรงได้ยินก็ตะลึงงัน พวกเจินจูที่อยู่ด้านหลัง
เกือบหลุดเสียงหัวเราะออกมา
“นามนี้ไม่เลว” อี๋หนิงผงกศีรษะ “เจ้าเพิ่งมาใหม่
เห็นทีคงยังไม่รู้วิธีปรนนิบัติคุณชายสาม เจ้าจง
ตามผู้อื่นไปฝึกฝนเสียก่อน” นางพูดขึ้นอีกครั้ง
“ไต้เม่า เจ้าให้ฮวาหรงไปดูแลเรื่องเตาไฟที่
ห้องครัวก่อน เรื่องอาหารการกินของคุณชายสาม
เป็นเรื่องสำคัญ ฮวาหรงมาปรนนิบัติคุณชายสาม
จึงต้องเริ่มจากจุดนี้”
เซียวหรง…สีหน้าของแม่นางฮวาหรงดุจเถ้าที่มอด
ดับ นางไม่รู้กระทั่งวิธีใช้หม้อกระทะ ตั้งแต่เล็ก
นางก็เรียนรู้วิธีการประพันธ์โคลงกลอนบทเพลง
การขับร้องเล่นเครื่องดนตรีต่างๆ เป็นม้าผอมที่
ถูกบ่มเพาะด้วยมาตรฐานเดียวกับคุณหนูสูงศักดิ์
ทว่าอีกฝั่ายกลับจะให้นางไปอยู่ในห้องครัว!
ก่อนมาที่นี่ นายท่านรองหลัวได้กล่าวว่าให้นาง
ปรนนิบัติข้างกายคุณชายสาม หากกาลข้างหน้า
ปรนนิบัติได้ดีก็สามารถถูกแต่งตั้งเป็นอี๋เหนียงได้
นางคิดถึงคำเล่าขานของคนภายนอกที่บอกว่าใต้
เท้าหลัวเป็นผู้ที่เปียมไปด้วยความสามารถ มี
รูปลักษณ์ดุจต้นหยกลู่ลม ในใจก็บังเกิดความ
คาดหวัง นายท่านรองหลัวคงต้องการให้นางมา
ท่องบทกลอนปราศรัยเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตเป็น
เพื่อนคุณชาย สนทนาไปสนทนามาก็อาจกลิ้งลง
บนเตียง ทว่านางยังไม่ทันได้แตะขอบเตียง ไฉน
จึงถูกส่งไปยังห้องครัวแล้วเล่า
“ฮวาหรง เจ้าตามข้ามา” ไต้เม่ากล่าวเสียง
ราบเรียบ
ในห้องอี๋หนิง ไต้เม่าเป็นผู้ที่มีรูปโฉมงดงามที่สุด
นางรักทะนุถนอมรูปลักษณ์ของตนมากที่สุด ครั้น
ได้พบสาวใช้ที่มีหน้าตางดงามกว่าตน ในใจจึงไม่
สบอารมณ์
โหลวมามากลั้นยิ้มจนทรมาน นายหญิงทั่วไปมี
ผู้ใดบ้างเป็นเช่นอี๋หนิง ส่งคนไปยังห้องครัวซึ่ง
หน้า ที่ทำเช่นนี้เป็นเพราะคุณหนูรู้ว่าคุณชายสาม
ไม่มีทางตำหนินางแม้เพียงครึ่งคำ
“ท่านไม่กลัวว่าเมื่อนายท่านกลับมาจะตำหนิท่าน
หรือ”
อี๋หนิงตอบ “ข้ามีอะไรต้องกลัวกัน เขาบอกแล้ว
ว่าจะให้มาช่วยปรนนิบัติดูแลเรื่องความเป็นอยู่
ของพี่ชายสาม การทำอาหารให้เขาก็ถือเป็นการ
ปรนนิบัติเช่นกัน ดูไม่เลวเลย”
ในเวลานี้เอง ฟั่านมามาสาวใช้ชราที่ติดตามมาใน
ฐานะสินสมรสเจ้าสาวก็กลับมาจากด้านนอก
ครั้นได้ทราบเรื่องนี้ก็กังวลเล็กน้อย นางให้บรรดา
สาวใช้สาวใช้ชราถอยออกไปแล้วกล่าวกับหลัวอี๋ห
นิง “คุณหนู บ่าวเพียงพูดไปเรื่อยเท่านั้น ท่านฟัง
แล้วก็อย่าได้ขุ่นเคือง…นายท่านกั๋วกงห่วงใยท่าน
กล่าวเสมอว่าต้องรอให้ถึงเวลาปักปินเสียก่อน
แม้ท่านจะอายุยังน้อย ไม่ประสีประสาเรื่องความ
รัก ทว่านายท่านเขยกลับอายุยี่สิบสองแล้ว กำลัง
อยู่ในวัยที่บุรุษเปียมด้วยพลังมากที่สุด หากจะ
ไม่ให้นายท่านเขยมีสตรีข้างกายสักคน เกรงว่า
ด้วยความอดกลั้นที่มีมาช้านาน นายท่านเขยอาจ
บังเกิดความคิดเป็นอื่นได้ ท่านว่ากระทั่งนายท่าน
ยังส่งสาวใช้มาให้ หากให้ผู้อื่นส่งให้ มิสู้ใช้คนของ
ตนมิดีกว่าหรือเจ้าคะ”
“ตามความคิดเห็นของบ่าว มิสู้ท่านยกสาวใช้ข้าง
กายที่มีรูปโฉมงดงามคนหนึ่งให้เป็นสาวใช้ห้อง
ข้างของนายท่านเขยสักคน ข้าว่าไต้เม่าที่
ปรนนิบัติอยู่ข้างกายท่านก็ดูไม่เลว ทั้งยังมาจาก
จวนอิงกั๋วกงของพวกเรา จงรักภักดีต่อคุณหนู
เป็นที่สุด…รอเมื่อท่านผ่านพิธีปักปินแล้ว หาก
นางยังเชื่อฟัง ท่านก็ตกลงให้นางขึ้นเป็นอนุ หาก
ไม่เชื่อฟังก็ขับไล่ออกไปเสีย”
การยกสาวใช้ข้างกายนายหญิงขึ้นเป็นห้องข้าง
เป็นเรื่องที่พบเห็นได้ทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ
เด็กสาวที่อายุยังน้อย ไม่รู้จักความรักความ
ปรารถนา หากฝืนให้ร่วมหอก็รังแต่จะเป็นการ
ทรมาน มิสู้ให้ใช้สาวใช้ไปก่อน กระทั่งมีนายหญิง
บางคนยอมให้สามีของตนรับอนุห้องข้าง
เนื่องจากเจ็บปวดทรมานเกินไป
โหลวมามาเดือดดาลแทนอี๋หนิง “อายุยี่สิบกว่า
แล้วอย่างไร! หากเขากล้าไปทำอะไรด้านนอก
ยายเฒ่าคนนี้จะรีบเก็บสัมภาระกลับไปรายงาน
ท่านอิงกั๋วกงทันที!”
ฟั่านมามายิ้มขื่น “เฮ้ย เจ้ากล่าวเช่นนี้ หากเขาไป
ทำอะไรด้านนอกจริง พวกเราจะล่วงรู้ได้รึ นาย
ท่านเขยดูเหมือนไม่ชอบเข้าใกล้สตรี วางตนสุขุม
สำรวม ทว่าความคิดภายใน ผู้ใดจะล่วงรู้”
จากรูปการณ์ดูเหมือนฟั่านมามาจะพูดเกลี้ย
กล่อมโหลวมามาได้ หลังจากมามาทั้งสองพูดจบ
ก็หันไปมองอี๋หนิงอย่างพร้อมเพรียงกัน ฟั่านมา
มากล่าว “…ใกล้จะครบเดือนที่ต้องกลับไปเยี่ยม
บ้านเจ้าสาวแล้ว หากท่านเห็นว่าเป็นไปได้ พวก
บ่าวก็จะไปขอความคิดเห็นจากนายท่านกั๋วกง”
อี๋หนิงโบกมือ เอ่ยกับมามาทั้งสอง “ห้องข้างคงไม่
จำเป็น จะก่อให้เกิดความยุ่งยากโดยใช่เหตุ ยังไม่
ต้องกล่าวถึงเรื่องนี้ชั่วคราว”
ประการแรกเป็นเพราะนางไม่ชอบ ประการที่
สองหากนางทำเช่นนั้นจริง หลัวเซิ่นหย่วนย่อมไม่
พอใจแน่นอน มิใช่ว่านางไม่รู้ความต้องการของ
เขา
ครั้นมามาทั้งสองได้ยินก็เข้าใจความหมาย
ฟั่านมามาเอ่ยว่า “บ่าวเพียงเสนอไปเรื่อยเท่านั้น
แน่นอนว่าต้องจัดการตามเจตนารมณ์ของ
คุณหนู”
อี๋หนิงผงกศีรษะ “ให้คนเฝั้าจับตาดูฮวาหรงไว้ให้
ดี แต่หญิงสาวที่มีรูปโฉมเช่นนี้มักไม่มีลูกไม้อะไร
รับมือง่ายที่สุด”
——————–
1. เจียวเหรินคือสิ่งมีชีวิตในเทพนิยายจีน มี
ลักษณะครึ่งบนเป็นคน ครึ่งล่างเป็นปลา
อาศัยอยู่ในน้ำ หลั่งน้ำตาเป็นไข่มุก อายุยืน
ยาว และฉลาดเฉลียว เก่งเรื่องการทอผ้า
2. หมวกอู่เหลียงกวนคือหมวกขุนนางซึ่งมี
แนวสันห้าแถบ
3. ผลซือคือลูกพลับ
4. อิงลั่ว คือสร้อยประดับที่ทำจากหยกหรือ
พลอย
5. เซียวหรงเป็นชื่อมีความดีอย่างยิ่ง
หมายถึงมีคุณธรรมน้ำใจ หน้าตางดงาม
6. ฮวาหรงเป็นความหมายที่สื่อถึงความ
งดงามเท่านั้น