พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 163
หลังจากหลัวเซิ่นหย่วนกลับมา บ่าวรับใช้ที่ห้อง
หนังสือก็เข้ามารายงานเรื่องนี้กับเขา
“เขาส่งสาวใช้มาคนหนึ่ง” หลัวเซิ่นหย่วนสงบนิ่ง
งานในเมืองหลวงของหลัวเฉิงจางว่างมาก ไร้ธุระ
งานใดๆ ทำให้เขามีเวลาว่างจนกล้ามาก้าวก่าย
เรื่องของตนแล้ว
“ส่งสาวใช้มาคนหนึ่งขอรับ มีนามว่าฮวาหรง…
อ่อไม่ใช่ มีนามว่าเซียวหรง”
“นายหญิงทราบหรือยัง” หลัวเซิ่นหย่วนถอดเสื้อ
คลุมกันลม เดินเข้าไปในเรือนพลางเอ่ยถาม
“นางได้พูดอะไรหรือไม่”
“นายหญิงหรือขอรับ นายหญิงปกติดีขอรับ ได้
เรียกแม่นางเซียวหรงเข้าไปพบพร้อมกับมอบ
นามฮวาหรงให้นาง จากนั้นแม่นางเซียวหรงก็
ไม่ได้กลับออกมาอีก บ่าวไปสืบความจึงได้รู้ว่า
นายหญิงส่งนางไปทำงานที่ห้องครัว ให้ล้างจาน
…”
ทันทีที่หลัวเซิ่นหย่วนได้ยินก็ยิ้ม นางช่างน่าสนใจ
ยิ่งนัก
“ใต้เท้า ท่านเห็นว่าเรื่องนี้ควรจัดการอย่างไร ใน
เมื่อเป็นสาวใช้ที่นายท่านส่งมา…”
น้ำเสียงของหลัวเซิ่นหย่วนราบเรียบ “เรื่อง
ภายในเรือนให้นายหญิงเป็นผู้จัดการ นางกล่าว
อย่างไรก็ให้เป็นเช่นนั้น ไม่ต้องมาถามข้า” เขานิ่ง
ไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยต่อ “ต่อไปหากมีคนส่งสาวใช้
เข้ามาก็ให้ไปรายงานนายหญิง เข้าใจหรือไม่”
บ่าวรับใช้เห็นท่าทางของใต้เท้าหลัวคล้ายอารมณ์
ดีอย่างยิ่งก็รีบพยักหน้าตอบรับ อะไรก็ไม่สำคัญ
เท่าใต้เท้าหลัวอารมณ์ดี หากใต้เท้าหลัวอารมณ์ดี
ชีวิตของพวกเขาซึ่งเป็นเหล่าบ่าวรับใช้จึงจะสงบ
สุข
เคราะห์ดีที่นายหญิงกลับมาแล้ว ช่วงหลายวันนั้น
ที่นายหญิงไม่ได้กลับมา ไม่ว่าใต้เท้าหลัวจะทำ
อะไรก็มักมีสีหน้าดำคล้ำ พวกเขายืนอยู่ในห้องก็
ไม่กล้าพูดอะไรแม้เพียงประโยคเดียว เงียบกริบ
ดุจจักจั่นในหน้าหนาว หากทำเรื่องผิดพลาดแม้
เพียงเล็กน้อยก็ต้องถูกโบยยกหนึ่ง ทุกคนต่าง
ใจเต้นไม่เป็นส่ำ
หลินไห่หรูเองก็รู้เรื่องของเซียวหรงแล้ว นาง
หัวเราะจนต้องยกมือกุมท้อง เนิ่นนานกว่าจะ
กลับสู่สภาพปกติ
เป็นนางที่คิดผิดไป ยังหลงนึกว่าอี๋หนิงจะต้อง
กลุ้มใจเพราะเรื่องนี้
หลัวเฉิงจางโมโหมาก ทว่าต่อให้โมโหอย่างไรก็ไร้
หนทาง หากเขาส่งสาวใช้ห้องข้างโดยตรง หลัว
อี๋หนิงย่อมไม่มีทางกล้าส่งนางไปทำงานที่ห้องครัว
แต่บุตรชายจะต้องส่งกลับมาให้เขาเป็นแน่ แม้แต่
ประตูก็ไม่มีทางได้ย่างเท้าเข้าไป
ช่างเถิด ต้องดูว่าสาวใช้คนนั้นจะสามารถสร้าง
โอกาสขณะที่อยู่ในห้องครัวได้หรือไม่
ย่างเข้าสู่เดือนสิบเอ็ด อากาศเริ่มเย็นลง อี๋หนิง
ได้รับจดหมายตอบกลับจากเว่ยหลิง เขาใกล้จะ
ตบแต่งน้องสาวคนเล็กของสวีกั๋วกงเป็นภรรยา
แล้ว เขาให้อี๋หนิงรีบเดินทางกลับบ้านสักครั้ง
หลายวันก่อนเพราะเรื่องของอี๋หนิงจึงทำให้งาน
แต่งต้องล่าช้าออกไป สองวันนี้เป็นช่วงเวลาที่
ต้องแต่งรับเจ้าสาวเข้าจวน เขาจึงให้อี๋หนิง
กลับไป ทั้งยังอยากจะสอบถามความเป็นมาของ
เรื่องลู่เจียเสวียให้กระจ่าง
อี๋หนิงปิดจดหมายลง เตรียมบอกเรื่องนี้กับ
หลัวเซิ่นหย่วนตอนที่เขากลับมา
ทว่าเมื่อพี่ชายสามกลับมา นางก็ได้ยินเรื่องหนึ่ง
จากหลินหย่ง หลัวเซิ่นหย่วนถูกขุนนางอาลักษณ์
ก่นด่าในท้องพระโรง
เป็นเหตุผลเดียวกับที่อี๋หนิงได้ยินจากในจวนของ
ลู่เจียเสวีย กล่าวว่าหลัวเซิ่นหย่วนมีการติดต่อ
กับเจิงอิ้งคุน สมคบคิดกับศัตรูขายแว่นแคว้น
ฮ่องเต้ชื่นชมในความสามารถของหลัวเซิ่นหย่วน
รู้สึกว่าการที่เขาสมคบคิดกับศัตรูขายแว่นแคว้น
เป็นเรื่องที่ไม่มีมูลความจริง ทว่าฮ่องเต้โต้เถียงกับ
ขุนนางอาลักษณ์ที่เปียมไปด้วยพลังวังชาเหล่านั้น
ไม่ไหว รำคาญขุนนางอาลักษณ์เหล่านั้นจนต้อง
สั่งให้เลิกประชุมตั้งแต่เช้า ก่อนจะเรียกหลัวเซิ่น
หย่วนเข้าไปสนทนาในห้องทรงอักษรฝังทักษิณ
เป็นการส่วนตัว ส่งสัญญาณเป็นนัยให้เขารีบ
จัดการเรื่องนี้โดยเร็ว ในเมื่อวาจาของมนุษย์นั้น
น่ากลัวนัก
ตอนที่หลัวเซิ่นหย่วนกลับมาถึง อี๋หนิงก็ถามเขา
เรื่องนี้ เขาเองก็ไม่ปฏิเสธ
“วันๆ ขุนนางอาลักษณ์เอาแต่ก่นด่า ต่อให้ไม่ด่า
ข้าก็ไปด่าผู้อื่น” เขากล่าวเสียงหยัน
เหตุผลนี้เข้าใจได้ง่ายมาก หลัวเซิ่นหย่วนมี
ตำแหน่งโดดเด่นจึงมีสายตาจำนวนมากคอยจับ
จ้อง กอปรกับมีคนตั้งใจชักใยบงการ เสียงก่นด่า
จึงยิ่งร้อนแรง
หลัวเซิ่นหย่วนรู้สึกว่าไฟกำลังถูกสุมจนได้ที่แล้ว
ถึงเวลาต้องโต้กลับเสียที ในเมื่อถูกด่าก็ต้องรอให้
ด่าถึงจุดเดือดเสียก่อน จากนั้นจึงค่อยแถลงการณ์
อี๋หนิงมองเขาเดินหมาก ทันใดนั้นเขาก็หลับตาลง
คล้ายกำลังครุ่นคิดบางสิ่ง
นางคิดถึงว่าบัดนี้ตนนับเป็นภรรยาที่ถูกต้องตาม
ครรลองประเพณีของเขาแล้วจึงลุกขึ้นช่วยเขา
นวดขมับ เหตุใดคิ้วของเขาจึงคมเข้มเพียงนี้…สัน
จมูกก็สูงโด่งเหลือเกิน ริมฝีปากบนบางริมฝีปาก
ล่างอวบอิ่ม เป็นลักษณะโครงหน้าของผู้ที่มีจิตใจ
เหี้ยมเกรียม
หลัวเซิ่นหย่วนลืมตาขึ้นทันที ร่างของแม่นางน้อย
ปรากฏเบื้องหน้า ช่วงเอวโค้งเว้าเด่นชัด เขายืด
ตัวตรง จับมือของนางไว้ทันใด “ไม่ต้อง ข้าไม่
เหนื่อย ข้าเพียงกำลังขบคิดบางเรื่อง”
แรงเพียงเท่านั้นยังไม่พอทำให้เขารู้สึกคันยุบยิบ
เสียด้วยซ้ำ
ในเมื่อเขาบอกว่าไม่ต้อง อี๋หนิงจึงหดตัวถอย
กลับไปเพื่อไม่ให้เป็นที่รำคาญ พี่ชายสามกำลังคิด
เรื่องของเจิงอิ้งคุนหรือ อันที่จริงอี๋หนิงไม่ได้สนใจ
เรื่องเจิงอิ้งคุน นางสนใจถึงความเปลี่ยนแปลง
ของสวีเว่ยที่จะมีต่อพี่ชายสามมากกว่า
อี๋หนิงไม่อยากรบกวนเขา ผ่านไปครู่หนึ่งนางก็
เอ่ยถาม “พี่ชายสาม ท่านให้ความสำคัญกับใต้
เท้าสวีอาจารย์ของท่านหรือไม่”
อี๋หนิงอยากรู้ว่าแท้จริงแล้วเขามีท่าทีอย่างไร
ต่อสวีเว่ย เหตุใดในปีนั้นเมื่อเห็นสวีเว่ยใกล้ตาย
เขาจึงปฏิเสธไม่เข้าช่วย กระทั่งไร้ท่าทีโศกเศร้า
ใดๆ หรือนั่นจะเป็นการอดกลั้นเพื่อแก้แค้น หาก
เป็นเช่นนั้นจริง ผู้อื่นคงไม่โกรธเกลียดเขาถึงขั้น
นั้น ผู้ใดให้ทุกคนในใต้หล้าล้วนรู้ว่าเขาเป็นศิษย์
ที่สวีเว่ยให้ความสำคัญที่สุดกันเล่า
“สวีเว่ยเป็นคนฉลาดมาก” หลัวเซิ่นหย่วนพูดขึ้น
หลังจากครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ เขารู้ว่าสวีเว่ยกำลังคิด
อะไร ด้วยฝีมือของหยางหลิง หากจะให้ต่อกรกับ
สองผู้น่าเคารพนั่นคงดูน่าขันเกินไป สวีเว่ยต้อง
การผลักดันให้หยางหลิงขึ้นครองตำแหน่ง แต่
ก่อนหน้านั้นต้องขจัดอุปสรรคทั้งหมดให้เสียก่อน
เขาจะคอยดูว่าสวีเว่ยจะมีความอดทนถึงขั้นไหน
ไม่เสียทีที่เป็นว่าที่ท่านราชเลขาธิการ คำพูดคำจา
ระมัดระวังไร้ช่องโหว่
อี๋หนิงเรียกสาวใช้ชรามาสั่งการเรื่องอาหารการ
กิน
รอจนอี๋หนิงกลับมาก็พบว่าเขากำลังนั่งอยู่บน
เก้าอี้ วางหมากด้วยตัวเอง
ส่วนใหญ่แล้วหลัวเซิ่นหย่วนมักไม่ทำตัวสนิทสนม
กับผู้อื่น ราวกับเป็นคนที่คบหาสมาคมได้ยากยิ่ง
มีเพียงกับนางที่พี่ชายสามดูคล้ายมีความเป็น
มนุษย์ขึ้นมาเล็กน้อย แต่เมื่อพินิจสังเกตนานไปก็
จะพบว่า อันที่จริงเขาเป็นคนน่าสนใจมาก ครา
ก่อนอี๋หนิงเห็นหยางหลิงเชิญเขาไปดื่มสุราและ
เขาตอบตกลง วันนั้นเขาก็กลับมาพร้อมกับร่างที่
อวลไปด้วยกลิ่นเหล้า เขาอยากนอน แต่ก็กลัวว่า
กลิ่นจะรบกวนนาง อยากอาบน้ำ แต่ก็กลัว
อากาศหนาวเย็น เขาเดินไปเดินมาอยู่สักพัก ชั่ง
ใจอยู่นาน ก่อนจะตัดสินใจไปอาบน้ำ
ด้วยเหตุนี้อี๋หนิงจึงรู้สึกว่าพี่ชายสามเป็นคน
ค่อนข้างน่าสนใจ
อี๋หนิงเดินไปดูกระดานหมากสักพักก็ถามเขา
“พี่ชายสาม เหตุใดท่านจึงเดินหมากกับตนเอง มิ
สู้ให้ข้าเล่นเป็นเพื่อนท่าน”
หลัวเซิ่นหย่วนเงยหน้ามองนาง ก่อนกล่าวเสียง
เนิบช้า “เจ้าแน่ใจหรือว่าจะเล่นชนะข้าได้”
อี๋หนิงยิ้มเอาใจ “หากข้าชนะท่านไม่ได้ ท่านก็
ออมมือให้ข้าสักหน่อย ยามที่ข้ายังเด็ก มิใช่ว่า
ท่านยังยอมให้ข้าอยู่บ่อยครั้งหรือไร”
หลัวเซิ่นหย่วนส่งสัญญาณให้นางนั่งลง เขาต่อให้
นางห้าตัวหมาก ผลปรากฏว่าผ่านไปเพียงหนึ่ง
เค่อ หมากของอี๋หนิงก็ถูกฆ่าจนหมดสิ้น หลัวเซิ่น
หย่วนวางตัวหมากลงในถ้วยแล้วกล่าว “เจ้าลุก
ขึ้น ข้าจะประลองกับตัวเอง”
อี๋หนิงโกรธมาก คร้านจะวางหมากเป็นเพื่อนเขา
อีกต่อไป
เมื่อถึงเวลานอนในคืนนั้น อี๋หนิงก็หันหน้าเข้า
ด้านใน ลอบคิดในใจว่าหากช่วงเช้ายังกลิ้งเข้าไป
อยู่ในอ้อมกอดเขาอีก นางจะอารมณ์เสียแล้ว ทุก
ครั้งที่ตื่นขึ้นมาในอ้อมกอดของเขา นางมักจะ
สัมผัสได้ถึงบรรยากาศคลุมเครืออันน่าพิศวง
ผลปรากฏว่าคืนนั้นเขานอนหลับได้สบายกว่ายาม
ปกติ ตื่นมาสดชื่นกระปรี้กระเปร่า มื้อเช้ายังกิน
หมั่นโถวได้มากกว่าปกติถึงสองลูก ทั้งยังกิน
แตงกวาปรุงรสไปอีกหนึ่งจาน
…ได้ เขาชนะแล้ว
วันนี้เป็นวันที่ต้องกลับบ้านภรรยา โหลวมามา
และฟั่านมามาเตรียมของกลับจวนตั้งแต่เช้าตรู่
หลัวเซิ่นหย่วนสวมชุดขุนนาง นั่งอยู่ในรถม้าคัน
เดียวกับนาง อี๋หนิงเอ่ยถามอย่างสงสัย “พี่ชาย
สาม เหตุใดท่านจึงสวมชุดขุนนาง” ผู้ใดไปบ้าน
พ่อตาโดยสวมชุดขุนนางกัน เขาคิดจะไปข่มผู้ใด
หลัวเซิ่นหย่วนตอบกลับ “ชุดนี้น่ามอง”
มุมปากของหลัวอี๋หนิงกระตุก นางกุมผ้าซับเหงื่อ
พลางสูดลมหายใจเข้าลึก “ข้าจำได้ว่าหลายวัน
ก่อนท่านแม่เพิ่งทำเสื้อคลุมผ้าไหมหังโจวบุฝั้าย
มาให้ท่านหลายตัว ท่านไม่นำมาสวมหรือ”
หลัวเซิ่นหย่วนลูบศีรษะของนาง กล่าวด้วย
น้ำเสียงสงบนิ่ง “หลอกเจ้าเล่นเท่านั้น ยามบ่าย
เจ้าจงอยู่ที่จวนอิงกั๋วกง ข้ากับท่านพ่อตาต้องเข้า
วังหลวงสักครั้ง”
…นี่เขากำลังสัพยอกนางหรือ
ครั้นถึงจวนอิงกั๋วกง บ่าวรับใช้ก็จูงม้าไปปั้อน
หญ้าที่คอกม้า บรรยากาศในจวนครึกครื้น
ประดับประดาโคมไฟหลากสีสัน แขกเหรื่อมิตร
สหายเต็มโต๊ะ เว่ยหลิงกำลังง่วนกับการต้อนรับ
แขก ครั้นเห็นบุตรสาวและบุตรเขยกลับมาจึงเดิน
เข้ามาต้อนรับพวกเขา
อี๋หนิงมองบิดาที่อยู่ในชุดมงคลสีแดงสด ไม่รู้
เพราะเหตุใดในใจจึงบังเกิดความรู้สึกแสบร้อน
“…ข้ายังไม่เคยได้พบแม่เลี้ยงเลย” อี๋หนิงกล่าว
อันที่จริงเว่ยหลิงได้ตรึกตรองจนตกผลึกแล้ว จวน
อิงกั๋วกงไม่สามารถขาดผู้ดูแลได้อีกต่อไป เขาต้อง
ออกไปทำสงครามต่างถิ่น ในจวนจึงไร้ผู้ดูแล เขา
ลูบศีรษะของบุตรสาวพลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“อีกครู่เจ้าก็จะได้พบแล้ว”
อี๋หนิงยิ้มออกมา “…เช่นนั้นท่านก็ไปจัดการธุระ
ต่อเถิด ข้าจะไปคารวะท่านย่าก่อน”
หลัวเซิ่นหย่วนแยกตัวไปยังโถงบุปผา เขาเป็น
บุรุษ สามารถช่วยรับรองแขกได้
อี๋หนิงไปยังเรือนจิ้งอันพร้อมกับโหลวมามา ฮู
หยินผู้เฒ่าเว่ยกับจ้าวหมิงจูกำลังรอนางอยู่ นาง
พบว่าจากกันเพียงครึ่งเดือน ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยกลับ
ดูแก่ชราขึ้น ผมสองข้างขมับเปลี่ยนเป็นสีดอกเลา
มนุษย์เมื่อถึงช่วงปันปลายของชีวิตมักแก่ชราขึ้น
อย่างรวดเร็วเป็นพิเศษ
เพราะสติของนางไม่ค่อยแจ่มชัดนักจึงไม่ได้
ออกไปด้านนอกแล้ว นางสวมเสื้อกันหนาวสีแดง
เข้มลายมงคลว่านจื้อ สวมที่คาดศีรษะ ผู้ที่มาร่วม
อวยพรรวมตัวกันอยู่ในห้องนี้ บรรยากาศ
ครื้นเครงรื่นเริง อี๋หนิงคารวะฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยเต็ม
พิธีการก่อนจะถูกประคองขึ้น ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยม
องนาง ก่อนหันไปกล่าวกับจ้าวหมิงจูด้วยน้ำเสียง
คล้ายปรารภ “เหตุใดข้าจึงรู้สึกว่านางผ่ายผอมลง
อีกแล้ว”
จ้าวหมิงจูจับมือของนางไว้แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ข้าก็เห็นว่าเหมือนเดิม ท่านนั่งลงแล้วค่อยพูด
เถิด”
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยกล่าว “หมิงจู ข้าให้ห้องครัวเล็ก
เตรียมน้ำแกงนกพิราบตุ๋นเทียนหมาไว้ให้นาง เจ้า
บอกให้สาวใช้ยกออกมาให้นางดื่ม”
“ท่านจำผิดแล้ว วันนี้ห้องครัวเล็กไม่ได้เปิดครัว
เป็นห้องครัวด้านนอกที่ส่งอาหารเช้ามาให้ท่าน”
จ้าวหมิงจูตบหลังของฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยเบาๆ สีหน้า
ของฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยดูสับสนเล็กน้อย กล่าวว่า
“ข้าจำได้ว่ามีการตุ๋นน้ำแกงไว้” นางยืนกรานจะ
ให้สาวใช้ไปยกมาให้อี๋หนิงดื่มให้ได้ จนกระทั่งซ่ง
มามาเดินเข้ามาบอกว่าไม่มี นางจึงได้ปล่อยให้
ผ่านไป
อี๋หนิงมองภาพตรงหน้า รู้สึกคล้ายมีบางสิ่งไม่
ค่อยดีนัก
จ้าวหมิงจูนั่งลง พรูลมหายใจก่อนกล่าวกับนาง
“มีคืนหนึ่งท่านยายฝันร้าย ส่งเสียงตะโกน
โหวกเหวกทั้งคืนจนทำให้ซ่งมามาตกใจ นางรีบ
ไปเชิญหมอหลวงจากในวังมาดูอาการให้ท่านยาย
แต่ก็ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ตั้งแต่วันนั้นความจำของ
ท่านยายก็ไม่ดีแล้ว”
“ข้าไม่เคยรู้มาก่อน…เหตุใดจึงไม่ให้คนส่ง
จดหมายมาหาข้า” อี๋หนิงมองอาการของฮูหยินผู้
เฒ่าเว่ยก็นึกถึงหีบสินเจ้าสาวที่ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยม
อบให้นางขณะที่นางออกเรือน ในยามนั้น
สติสัมปชัญญะของฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยยังดี มาบัดนี้
เมื่อนางเห็นอีกฝั่ายผมขาวโพลนเต็มศีรษะก็รู้สึก
เวทนาอย่างยิ่ง
จ้าวหมิงจูยิ้ม “ท่านยายไม่อยากให้เจ้าเป็นกังวล
จนเกินไป นอกจากความจำที่ย่ำแย่ไปบ้าง
นอกเหนือจากนี้ก็ไม่มีอะไร มื้อหนึ่งยังกินข้าวได้
มากกว่าเดิมครึ่งถ้วย”
อี๋หนิงถึงได้โล่งใจเล็กน้อย นางกำลังยกถ้วยชาขึ้น
ดื่มก็มีสาวใช้ชราจากด้านนอกเข้ามารายงาน
“เกี้ยวของใต้เท้าท่านผู้บัญชาการมาถึงกำแพงบัง
รัศมีแล้ว ยามนี้น่าจะเข้ามาแล้วเจ้าค่ะ”
เดิมจ้าวหมิงจูมีใจต่อลู่เจียเสวีย ทว่ามาบัดนี้กลับ
ไม่รู้สึกอะไรแล้ว นั่นเป็นเพียงความคิดเพ้อฝัน
เท่านั้น
ยามนี้นางเพียงคิดอาศัยบารมีของลู่เจียเสวียให้
ได้มาซึ่งชีวิตอันสุขสบายในวังหลังเท่านั้น ดังนั้น
นางจึงมีท่าทีปีติยินดี “ขอบคุณหมัวมัวที่มาแจ้ง
อีกครู่ข้าจะไปคารวะท่านพ่อบุญธรรม”
อี๋หนิงฟังถึงตรงนี้ก็เงยหน้าขึ้นโดยพลัน
ในโถงบุปผาที่เรือนด้านหน้า เมื่อทุกคนเห็นลู่เจีย
เสวียมาก็ลุกขึ้นประสานมือคารวะโดยพร้อม
เพรียง
ลู่เจียเสวียเดินเข้ามา โบกมือเป็นสัญญาณให้ทุก
คนนั่งลง เพียงปราดตามองก็พบหลัวเซิ่นหย่วน
แล้ว
ลู่เจียเสวียไม่ได้สนใจหลัวเซิ่นหย่วนพี่ชายสามผู้นี้
หลังจากเขานั่งลงก็นิ่งเงียบอยู่ชั่วครู่ ก่อนหันไป
กล่าวกับเว่ยหลิง “วันนี้เป็นวันมงคลใหญ่ของเจ้า
ข้าจึงมาอวยพร” พูดจบก็ให้คนยกของขวัญเข้า
มา
เว่ยหลิงขอบคุณก่อนจะนั่งลง วันนี้ที่ลู่เจียเสวีย
มาที่นี่เพราะยังมีอีกเรื่องหนึ่งอยากจะพูดคุยกับ
เขา
นานมาแล้วที่ไท่จู่ฮ่องเต้ขับไล่ชาวเหมิงกู่ออกจาก
ชายแดน หลังเย่ซู่ตาร์ขึ้นรับตำแหน่งท่านข่าน มี
ชนชั้นสูงศักดิ์ของชาวเหมิงกู่และขุนนางชั้นผู้ใหญ่
จำนวนมากไม่ยอมรับการขึ้นครองตำแหน่งของ
เขา ดินแดนของเหมิงกู่จึงเริ่มแตกออกเป็นสอง
ส่วนหลัก ฝังบูรพาเป็นชนเผ่าต๋าต๋า ฝังประจิม
เป็นชนเผ่าหว่าล่า ทั้งสองดินแดนนี้มี
ความสัมพันธ์ไม่ดีนัก กระทั่งทำสงครามกันอยู่
บ่อยครั้ง ยังมีพวกชนเผ่านวี่เจิน ระหว่างสามชน
เผ่านี้มักเกิดความขัดแย้งภายใน ไม่ลงรอยดุจน้ำ
กับไฟ ในกลุ่มพวกเขาชนเผ่าหว่าล่ามีความ
แข็งแกร่งมากที่สุด ดังนั้นจึงกล้าบุกรุกชายแดน
ต้าหมิง
วันนี้มีสารจากกองทัพรายงานเข้ามาว่า ต้าถง
และจวนรักษาการณ์กั๋วกงต่างไร้ผู้บัญชาการ
กองทัพ ชนเผ่าหว่าล่ามีการติดต่อหารือกับชน
เผ่าต๋าต๋าเป็นการส่วนตัว เกรงว่าบัดนี้จะบรรลุ
ข้อตกลงแล้ว
ทันทีที่สารจากกองทัพรายงานเข้ามา ลู่เจียเสวีย
ก็ถูกเรียกตัวเข้าพบตลอดทั้งคืน
คราก่อนเว่ยหลิงขับไล่ชนเผ่าหว่าล่าออกไปได้
ไกลห้าสิบลี้ ทำให้พวกเขาเกิดความสูญเสียครั้ง
ใหญ่ เดิมหลงนึกว่าพวกเขาจะสงบเสงี่ยม ผู้ใดจะ
รู้ว่ากลับกลายเป็นการกระตุ้นให้ชนเผ่าต๋าต๋ากับ
ชนเผ่าหว่าล่าร่วมมือเป็นพันธมิตรกัน
“ข้าได้รับรายงานลับเรื่องที่ต้าถงแล้ว แต่ไรมาทั้ง
สองชนเผ่าก็เป็นดุจน้ำไฟไม่ลงรอย การร่วมมือ
ครั้งนี้เห็นทีคงไม่ใช่เรื่องธรรมดา เจ้าเป็นผู้
บัญชาการเซวียนฝูจึงควรมีส่วนร่วมในการ
ปกปั้องชายแดน วิธีที่ดีที่สุดคือขอราชโองการ
กลับไปยังเมืองเซวียนฝู” ลู่เจียเสวียกล่าว “รอ
เจ้าเสร็จสิ้นจากงานแต่งแล้วค่อยมาหารือกัน”
คราก่อนที่ลู่เจียเสวียเกิดเรื่องบาดหมางกับ
หลัวเซิ่นหย่วน เว่ยหลิงยังไม่กระจ่างชัดว่าแท้จริง
เป็นเพราะเหตุใด
หลัวเซิ่นหย่วนไม่ได้อธิบายให้เขาเข้าใจชัดเจน
หรือจะให้เขาไปถามลู่เจียเสวียก็คงไม่ได้ ทั้งสอง
คนล้วนเป็นคนฉลาด มีเพียงบุตรสาวของเขาที่ยัง
โง่เขลา ถึงกระนั้นเขาก็ยังไร้โอกาสถามไถ่นาง
เหตุใดลู่เจียเสวียจึงลักพาตัวนางไป หรือว่านาง
ล่วงเกินเขา แต่นั่นดูไม่สมเหตุสมผล ลู่เจียเสวีย
ทำเพื่ออยากจะกำราบหลัวเซิ่นหย่วนรึ นี่พอดูมี
ความเป็นไปได้อยู่บ้าง แต่ก็ไม่รู้ว่าด้วยเรื่องใด
เว่ยหลิงผงกศีรษะ คลี่ยิ้มพลางชี้ไปทางหลัวเซิ่น
หย่วน “วันนี้บุตรเขยของข้าก็อยู่ที่นี่ เจ้าเคยพบ
แล้วใช่หรือไม่”
ลู่เจียเสวียฟังถึงตรงนี้ ดวงตาก็พลันหรี่ลง
เล็กน้อย เขาเอนตัวไปด้านหลัง พิงร่างบนพนัก
เก้าอี้ “ข้าเพิ่งนำตัวเจิงอิ้งคุนส่งไปที่กรมอาญา
ได้ยินว่าระยะนี้ใต้เท้าหลัวมักถูกขุนนางอาลักษณ์
ยื่นฟั้องเรื่องสมคบคิดกับศัตรูขายแว่นแคว้นอยู่
บ่อยครั้ง”
หลัวเซิ่นหย่วนยิ้มบาง “นี่ต้องขอบคุณ
ความสามารถอันเยี่ยมยอดของใต้เท้าผู้บัญชาการ
ผู้น้อยหลัวชื่นชมยิ่งนัก”
“ชื่นชมคงไม่จำเป็น” ลู่เจียเสวียเปลี่ยนสร้อย
ข้อมือไปสวมไว้ในมืออีกข้าง ทั้งยังลูบไล้เบาๆ
ขณะกล่าวเนิบช้า “ใต้เท้าหลัวกลับไปตรึกตรอง
ให้ดี มิเช่นนั้นหากเจิงอิ้งคุนพูดอะไรออกมาคง
ก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อใต้เท้าหลัวแล้ว”
ทั้งสองคนกำลังสนทนา ผู้อื่นย่อมไม่กล้าเอ่ยปาก
แทรกคำ
เว่ยหลิงลูบคางครุ่นคิด บุตรเขย รองเสนาบดีของ
เขาสูงเพรียวดุจต้นสน ลู่เจียเสวียที่นั่งเอนกายบน
พนักเก้าอี้แผ่กลิ่นอายบารมีดุจมังกรพยัคฆ์ บารมี
อำนาจของทั้งสองฝั่ายดูทัดเทียม แบ่งขั้วชัดเจน
หากให้เวลาหลัวเซิ่นหย่วนอีกสักสิบปี เขาอาจมี
อำนาจเหนือกว่าลู่เจียเสวีย นี่ก็ไม่แน่ว่าจะเป็น
ฝั่ายใดที่ถ่วงดุลอำนาจของฝั่ายใด
เว่ยหลิงเรียกบ่าวรับใช้เข้ามาสั่งการเรื่องการจัด
โต๊ะน้ำชา เขาครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ก่อนกล่าวกับ
ลู่เจียเสวียว่า “ข้าได้ยินว่า…เจ้ากับบุตรสาวของ
ข้าเกิดเรื่องขัดแย้งกันเล็กน้อย หากนางล่วงเกิน
เจ้าตรงจุดใดก็ขอให้เจ้าเห็นแก่สถานะบุตรสาว
บุญธรรม อย่าได้ถือสากล่าวโทษนาง มิสู้อีกสัก
พักให้ข้าเรียกนางเข้ามายกสุราให้เจ้าเป็นการขอ
ขมา”
ลู่เจียเสวียหัวเราะ “นางเพิ่งมีอายุเท่าไรกัน ที่
สร้างเรื่องบาดหมางกับข้า ข้าเองก็ถือเป็นเพียง
อารมณ์โกรธของเด็กๆ เท่านั้น ย่อมไม่ถือสาหา
ความนาง”
หลัวเซิ่นหย่วนไพล่มือไว้ด้านหลัง
คนรอบข้างต่างไม่รู้ว่าสองคนนี้กำลังกล่าวถึง
อะไร
ไม่สนใจศีลธรรม ลักพาตัวภรรยาของผู้อื่น ทว่า
ยังวางตนเช่นสุภาพชน
แต่หลัวเซิ่นหย่วนย่อมไม่พูดถ้อยคำเหล่านี้ออกมา
เพราะจะทำให้ดูเหมือนเด็กน้อยที่ร้องงอแงว่าไม่
ยุติธรรม มีสิ่งใดไม่ยุติธรรมกันเล่า หลักการก็เป็น
เช่นนี้ ผู้อ่อนแอย่อมตกเป็นเหยื่อของผู้แข็งแกร่ง
สิ่งที่เขาต้องทำคือการวางแผนและโจมตีกลับ
หากเขาแข็งแกร่ง เขาเองก็ย่อมรู้สึกว่าการช่วงชิง
ทุกสิ่งจากลู่เจียเสวียเป็นเรื่องยุติธรรมอย่าง
ยิ่งยวด
ในวัยเยาว์มือของเขาพิการ ทุกคนในตระกูลหลัว
ต่างทำเหมือนเขาไร้ตัวตน ไม่มีผู้ใดสนใจเขา ใน
หัวใจของเด็กชายผู้โดดเดี่ยวเปียมไปด้วยความ
สิ้นหวังและเย็นชามากเพียงใด ยามที่อารมณ์เขา
เข้าใกล้ความดำมืดจนถึงขั้นสุด หลัวอี๋หนิงคือเด็ก
คนแรกที่จับมือขวาของเขา แสดงความพึ่งพาต่อ
เขา บางทีเด็กคนนี้อาจไม่รู้ว่าความรู้สึกพึ่งพาที่
เขามีต่อนางยังมากกว่าที่นางมีต่อเขามากนัก
เพราะนางทำให้เขาสัมผัสได้ถึงการมีตัวตนของ
ตน
ดังนั้นสำหรับเขาแล้ว ไม่ว่าต้องใช้วิธีการใดก็ล้วน
ไม่สำคัญ
หลังจากฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยไปนอนพักผ่อน อี๋หนิงก็
ช่วยฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยดึงไส้แปะก๊วยออก แกนกลาง
ด้านในของผลแปะก๊วยสุกมีฤทธิ์เป็นพิษห้ามกิน
ดังนั้นจึงจำเป็นต้องแกะออก หมอหลวงสั่งกำชับ
ว่าให้นำผลแปะก๊วยผสมลงไปในอาหารให้มากขึ้น
บรรดาสาวใช้สาวใช้ชราจึงพากันเก็บผลแปะก๊วย
ในจวนมามากมาย เคราะห์ดีที่อยู่ในช่วงกำลังเก็บ
เกี่ยวพอดี เมื่อว่างเว้นจากการทำงาน พวกนางจึง
เอาขึ้นมาบรรจงคัดแยก
ผลแปะก๊วยเนื้อใสแวววาวดุจหยกถูกบรรจุลงใน
ขวดใบเล็ก อี๋หนิงประหลาดใจเล็กน้อย “ท่านจะ
เข้าวังหลวงรึ”
จ้าวหมิงจูผงกศีรษะอย่างไม่ใส่ใจ นางหยิบมีดเล่ม
เล็กขึ้นมาตะไบเล็บมือตน “วันที่สามสิบเข้าวัง
หลวง ท่านยายดูแล้วเป็นฤกษ์วันมงคลสำหรับ
การแต่งงาน ผู้ใดจะคาดคิดว่าจะราบรื่นถึงเพียงนี้
ท่านอิงกั๋วกงถวายนามของข้าขึ้นไปพร้อมกับ
บุตรสาวจากตระกูลสูงศักดิ์เพื่อรับการคัดเลือก
สตรีที่มาจากตระกูลขุนนางสำคัญมีไม่น้อย ครั้น
ฮ่องเต้ทรงได้ยินว่าข้าเป็นคุณหนูญาติผู้พี่จากจวน
อิงกั๋วกงก็ทรงวงชื่อของข้าทันที ทั้งยัง
พระราชทานตำแหน่งการเข้าถวายการปรนนิบัติ
ให้แก่ข้า ข้ายังเก็บราชโองการไว้ เจ้าอยากดู
หรือไม่” นางพูดแล้วก็ให้สาวใช้ไปเอามา
“คนที่เข้าวังพร้อมข้ายังมีบุตรีสายตรงคนรองของ
ท่านรองเสนาบดีกรมคลัง และหญิงสาวหน้าตา
งดงามที่ฮองเฮาทรงเป็นคนเลือก นางเป็น
หลานสาวจากตระกูลเครือญาติห่างๆ ของ
ฮองเฮา” จ้าวหมิงจูกล่าวต่อ “ใช่แล้ว ข้าได้ยินว่า
เซี่ยอวิ้นหลานสาวแท้ๆ ของฮองเฮาแต่งงาน
กับเฉิงหลางแล้ว”
ยามนี้นางอุทิศความกระตือรือร้นของตนให้กับ
ตำแหน่งหน้าที่ใหม่ สำหรับนางการปรนนิบัติ
บุรุษที่มีสตรีมากมายไม่ใช่เรื่องน่าเศร้า แต่เป็น
เรื่องที่มีความสุขมากทีเดียว ในเมื่อนางเองก็ไม่ได้
รักฮ่องเต้ ที่เข้าวังหลวงก็เพื่อยศถาบรรดาศักดิ์
ในวังหลวงเต็มไปด้วยความท้าทาย ไม่แน่ว่าอาจมี
วันหนึ่งที่นางได้ขึ้นเป็นเหนียงเหนียง ยามนั้นคน
ที่มีบุญคุณกับนาง นางย่อมทดแทน ส่วนคนที่
ปฏิบัติต่อนางอย่างเลวร้าย นางย่อมไม่มีทาง
เกรงใจ
อี๋หนิงมองใบหน้าที่เปียมไปด้วยความปีติยินดีของ
นางก็รู้สึกว่านางเป็นคนที่น่าสนใจจริงๆ จึงอด
กล่าวไม่ได้ “นี่ท่านไม่เหมือนกับคนที่ใกล้จะ
แต่งงานสักนิด กลับคล้ายต้องการไปช่วงชิงทรัพย์
สมบัติเสียมากกว่า คุณหนูรองเซี่ยเคยมาเยือนที่
จวนของเรา นางแต่งงานให้กับเฉิงหลางแล้ว ข้า
ยังเคยร่วมชมการแสดงดื่มน้ำชากับนาง นาง
กับเฉิงหลางนับว่าเข้ากันได้ดี”
จ้าวหมิงจูทอดถอนใจเบาๆ “ข้ากับญาติผู้พี่เฉิง
หลางหมั้นหมายกันไม่สำเร็จ เจ้ากับเขาเองก็
ล้มเหลว คาดไม่ถึงว่าเขาจะไปแต่งงานกับเซี่ยอ
วิ้น ต้องถือว่าเซี่ยอวิ้นมีวาสนาได้แต่งงานกับคน
เช่นญาติผู้พี่เฉิงหลาง”
ขณะนั้นเองสาวใช้ก็ถือราชโองการเข้ามา
ใช่ว่าอี๋หนิงไม่เคยเห็นราชโองการ ราชโองการที่
เว่ยหลิงได้รับล้วนถูกเก็บไว้ในกล่องในห้อง
หนังสือของเขา ยามที่นางเพิ่งมาถึงจวนอิงกั๋วกงก็
เข้าไปเล่นซุกซนในห้องหนังสือของเขา นางเคย
หยิบออกมาพลิกอ่านแล้ว ดังนั้นจึงไร้ความสนใจ
ใดๆ
เวลานี้เองก็มีสาวใช้ชราจากด้านนอกเดินเข้ามา
รายงาน กล่าวว่าลู่เจียเสวียกำลังดื่มชาอยู่ที่โถง
บุปผา เว่ยหลิงให้เชิญพวกนางทั้งสองท่านไป
คารวะพร้อมกัน
ทันทีที่อี๋หนิงได้ยินชื่อนี้ก็รู้สึกตื่นตระหนก
“เจ้าตามข้าไปเถิด ไปคารวะย่อมเป็นเรื่องดี”
จ้าวหมิงจูดึงนางขึ้น
อี๋หนิงไม่อยากพบลู่เจียเสวียจึงกล่าว “เจ้ากลับไป
รายงานที บอกว่าข้าต้องดูแลท่านย่า เรื่องคารวะ
บิดาบุญธรรมไว้เป็นคราหน้าเถิด”
สาวใช้ชราที่เข้ามารายงานกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“คุณหนู นายท่านกั๋วกงกำชับไว้ว่าท่านต้องไปเจ้า
ค่ะ”
อี๋หนิงกัดฟัน ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ก็แข็งใจ ไปก็ไป ต่อ
หน้าธารกำนัล เขาจะทำอะไรได้! มีสายตาจำนวน
มากคอยจับจ้อง นางเป็นบุตรสาวบุญธรรมของ
เขา ลู่เจียเสวียคงไม่ไร้ยางอายถึงเพียงนั้น
ในโถงบุปผายังมีขุนนางอีกหลายคน ลู่เจียเสวีย
กำลังสนทนากับเจียงจั่วอวิ๋นรองเสนาบดีกรม
ทหารอยู่ด้านใน ส่วนเว่ยหลิงกำลังยืนพูดคุยกับ
หลัวเซิ่นหย่วนอยู่ด้านนอก ทันทีที่เขาเห็น
บุตรสาวมาถึงก็กวักมือเรียกให้นางไปหา
ไม่พบกันครึ่งเดือน ครั้นพินิจมองอย่างละเอียดก็
พบว่านางดูซีดเซียวไปเล็กน้อย เว่ยหลิงจึง
สัพยอกนาง “พี่ชายสามของเจ้าไม่ดีต่อเจ้าหรือ”
ทันทีที่หลัวเซิ่นหย่วนได้ยินก็ยิ้ม
“พี่ชายสามย่อมดีต่อเจ้า เขายินดีสละชีวิตการ
แต่งงานของตัวเองเพื่อช่วยเจ้า ย่อมไม่มีทาง
ปฏิบัติต่อเจ้าอย่างเลวร้าย” เว่ยหลิงตบบ่าของ
ลูกสาวเบาๆ
หลัวเซิ่นหย่วนจึงกล่าว “ท่านพ่อตาไม่ต้องเป็น
กังวล ทุกคนในจวนไม่มีผู้ใดกล้าไม่ดีต่อนาง”
อี๋หนิงถอยไปอยู่ด้านหลัง ครั้นนึกถึงเรื่องการวาง
หมากและการนอนเมื่อคืนก็รู้สึกไม่สบอารมณ์นัก
นางยื่นมือไปหยิกเขา ทว่ากล้ามเนื้อแขนของเขา
แน่นขนัด จะหยิกอย่างไรก็หยิกไม่ลง นางรู้ว่าเขา
เรียนรู้การฝึกร่างกายจากปรมาจารย์ท่านนั้นมา
บ้าง แม้จะโกรธเขาอย่างไร นางก็อับจนหนทาง
เว่ยหลิงหันไปสนทนากับจ้าวหมิงจู จากนั้นจึงหัน
กลับมาเรียกอี๋หนิง น้ำเสียงต่ำลงเล็กน้อย” ข้าได้
ยินว่าเจ้ากับพ่อบุญธรรมเกิดเรื่องกระทบกระทั่ง
กันเล็กน้อย แท้จริงแล้วเป็นมาอย่างไร”
รอยยิ้มบนใบหน้าของหลัวอี๋หนิงค่อยๆ
อันตรธานหายไป นางไม่อาจบอกความจริงให้
ผู้ใดฟังได้ เพียงแต่เมื่อเป็นเช่นนี้ การคาดเดาและ
ความสงสัยของทุกคนก็จะดำเนินไปตลอดกาล
“เป็นข้าที่ล่วงเกินพ่อบุญธรรมโดยไม่ตั้งใจเจ้า
ค่ะ” อี๋หนิงกล่าว “พ่อบุญธรรมจึงเกิดความขุ่น
เคืองเล็กน้อย”
เว่ยหลิงรู้ว่าบุตรสาวกำลังปิดบังบางสิ่ง แต่เมื่อ
หลัวเซิ่นหย่วนอยู่ด้วย เขาจึงไม่ได้ถามอะไรให้
มากความ เขาเอ่ยว่า “เช่นนั้นวันนี้ก็ประจวบ
เหมาะนัก หมิงจูจะไปคารวะลู่เจียเสวีย เจ้าก็ตาม
นางไปขอขมาเขาด้วยแล้วกัน เซิ่นหย่วน เจ้ารอ
ข้าประเดี๋ยว” เว่ยหลิงให้เด็กสาวทั้งสองคนตาม
เขาเข้าไปด้านใน
หลัวเซิ่นหย่วนเห็นทุกคนเข้าไปด้านในจึงหมุนตัว
ไปนั่งรออยู่ข้างนอก มีขุนนางบางคนเข้ามาพูดคุย
ประจบสอพลอ ทว่าเขากลับสนใจ ดอก
เบญจมาศที่ปลูกอยู่นอกโถงบุปผากำลังผลิบาน
ลมเย็นพัดโชยมาจากทะเลสาบ ให้บรรยากาศฤดู
สารทอันเปลี่ยวเหงา
จ้าวหมิงจูเข้าไปคารวะลู่เจียเสวียก่อน หลัวอี๋หนิง
ยืนอยู่ข้างกายนาง ลู่เจียเสวียไม่สนใจหลัวอี๋หนิง
หันไปสนทนากับจ้าวหมิงจู “ข้ารู้เรื่องที่เจ้าจะเข้า
วังหลวงแล้ว ฮองเฮากับข้าถือว่ามีปฏิสัมพันธ์ที่ดี
ต่อกัน เพียงแต่ครานี้หลานสาวจากแดนไกลของ
พระองค์ก็เข้าวังด้วย ฮองเฮาทรงไร้ทายาทมา
หลายปีจนทรงเริ่มหวาดหวั่นจึงอยากหาผู้ใดสัก
คนที่ฟังความมาช่วยแย่งชิงความโปรดปราน เมื่อ
เจ้าเข้าวังหลวงแล้วคิดจะสวามิภักดิ์ต่อฮองเฮา
หรือไม่”
“หลานทราบว่าสนมต่งแห่งตระกูลต่งเป็นคนร้าย
กาจ ทั้งยังเป็นพระมารดาผู้ให้ประสูติองค์ชาย
ใหญ่” จ้าวหมิงจูกล่าว “แต่หลังจากข้าครุ่นคิด
อย่างไรฮองเฮาก็ทรงเป็นพระมารดาของแว่น
แคว้น…”
ลู่เจียเสวียรู้สึกว่าจ้าวหมิงจูฉลาดไม่มากพอ เกรง
ว่าเมื่อเข้าวังไปแล้วคงต้องประสบกับความ
ยากลำบาก ที่สำคัญยังริอ่านคิดติดตามฮองเฮา
เขาจึงกล่าวกับเว่ยหลิง “ในเมื่อมีพระราชโองการ
เรียกตัวส่งมาแล้ว เจ้าก็คัดเลือกสาวใช้ฉลาดหลัก
แหลมสักสองคนติดตามนางไป มิเช่นนั้นนางคน
เดียวคงรับมือไม่ไหว”
เบื้องหลังจ้าวหมิงจูมีตระกูลลู่และตระกูลเว่ย
ย่อมดีกว่าบุตรสาวของท่านรองเสนาบดีที่ไม่มี
ขุนเขาลูกใหญ่ให้พึ่งพิง
เมื่อพูดเรื่องของจ้าวหมิงจูจบ เว่ยหลิงก็ให้หลัว
อี๋หนิงยกน้ำชาให้ลู่เจียเสวีย “..หากเจ้ากระทำ
เรื่องใดล่วงเกินพ่อบุญธรรมก็จงยกน้ำชายอมรับ
ผิดเสีย อย่าได้ทำให้พ่อบุญธรรมต้องขุ่นเคือง”
การตั้งตัวเป็นปรปักษ์ซึ่งหน้ากับลู่เจียเสวียเป็น
เรื่องที่ไร้เหตุผลอย่างมาก เว่ยหลิงหวังว่าเมื่อนาง
ยอมรับความผิดแล้วเรื่องนี้จะจบลง
อี๋หนิงรับถ้วยน้ำชาจากมือของสาวใช้ นางลอบกัด
ฟันเบาๆ คุกเข่าลงเบื้องหน้าเขาอย่างแช่มช้า
“ท่านพ่อบุญธรรมโปรดดื่มชา เรื่องที่ข้าล่วงเกิน
ท่าน ขอท่านโปรดให้อภัยด้วย อย่าได้ถือสาข้าซึ่ง
เป็นเพียงเด็กหญิงตัวเล็กๆ ”
สายตาที่ลู่เจียเสวียมองนางกึ่งยิ้มกึ่งไม่ยิ้ม
นางคุกเข่าอยู่เบื้องหน้า มือที่ถือถ้วยชาสั่นเทา
เล็กน้อย ไม่รู้เป็นเพราะความโมโหหรือหวาดกลัว
น่าจะเป็นทั้งสองอารมณ์
เขายื่นมือออกมารับ “พ่อบุญธรรมรับน้ำชาของ
เจ้าแล้ว เพียงเจ้าเชื่อฟังไม่ต่อต้าน ข้าย่อมไม่
สร้างความลำบากให้แก่เจ้า” เขาเอนกายลง
เล็กน้อย ก่อนกระซิบข้างหูนาง “ข้าจะไม่มีวัน
ปล่อยเจ้าไป”
อี๋หนิงมองเขาจิบชาด้วยอากัปกิริยาผ่อนคลาย
ร่างสวมชุดอาภรณ์หรูหรา ในใจรู้สึกสั่นสะท้าน