Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Banner Contact
Advanced
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Banner Contact
Sign in Sign up

พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 164

  1. Home
  2. พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ
  3. บทที่ 164
Prev
Next
<*>นิยายBookmarksไม่แจ้งเตือนท่านสามรถดูนิยายอัพเดทได้ที่นี่<*>Click

หลังจากคารวะน้ำชาได้ไม่นาน ลู่เจียเสวียก็เดิน

ออกมาจากห้องด้านใน พวกรองเสนาบดีกรม

ทหารติดตามอยู่ด้านหลังประหนึ่งดาวล้อมเดือน

เขามองหลัวเซิ่นหย่วนที่ยืนอยู่ตรงบริเวณราวกั้น

ทางเดิน บัณฑิตส่วนมากมักมีรูปร่างบอบบาง

ทว่าหลัวเซิ่นหย่วนกลับดูแข็งแรงกำยำ รูปร่าง

แทบไม่ต่างจากเขา

เมื่ออี๋หนิงเห็นหลัวเซิ่นหย่วนก็เดินไปยังข้างกาย

เขา ก่อนกล่าวบางสิ่งกับเขา

นางยืนอยู่ข้างกายหลัวเซิ่นหย่วน สูงไม่ถึงกระทั่ง

ไหล่ของเขา แม้หลัวเซิ่นหย่วนจะยังไม่ได้ทำอะไร

แต่เมื่อเขายืนอยู่ข้างกายนางก็ประหนึ่งภูเขาสูง

ตระหง่าน ให้ความรู้สึกดุจผู้พิทักษ์โดยธรรมชาติ

ลู่เจียเสวียหรี่ตาลงเล็กน้อย

แม้จะตระหนักดีว่าเขาเป็นพี่ชายสามของนาง

ทว่าทั้งสองคนร่วมอยู่อาศัยในเรือนหลังเดียวกัน

แม้จะในฐานะพี่น้อง แต่หากนานไปก็อาจ

ก่อให้เกิดความรู้สึก ทั้งสองคนไม่มีความสัมพันธ์

โดยสายเลือด หากมีวันหนึ่งที่การแสดงเกิดเป็น

เรื่องจริงขึ้นมา…

เขาเดินเข้าไป กล่าวกลั้วรอยยิ้ม “ยามบ่ายใต้เท้า

หลัวต้องเข้าวังไปเข้าเฝั้าหน้าพระพักตร์ ข้าเองก็

ต้องไปหารือกับฝั่าบาทเกี่ยวกับเรื่องที่ชายแดน มิ

สู้พวกเราเดินทางไปพร้อมกัน”

ลู่เจียเสวียเคยพูดไว้ว่าขอเพียงนางอยู่ข้างกาย

หลัวเซิ่นหย่วนอีกวันหนึ่ง เขาก็จะไม่มีวันปล่อย

หลัวเซิ่นหย่วนไปอีกหนึ่งวัน

หลัวอี๋หนิงกล่าวด้วยอารมณ์ข่มกลั้น “นี่ท่านจะ

…”

หลัวเซิ่นหย่วนกดบ่าของนางไว้เป็นการห้ามปราม

น้ำเสียงแผ่วเบานุ่มนวลประหนึ่งธารน้ำไหลดังขึ้น

“ข้ากับใต้เท้าผู้บัญชาการผูกสัมพันธไมตรีกันมา

ยาวนาน เพียงแต่เกรงว่าวันนี้ข้าคงต้องตามไปที

หลังแล้ว เชิญใต้เท้าผู้บัญชาการไปก่อนเถิด”

พูดจบก็ผายมือออกเป็นท่าทีเชื้อเชิญ

ลู่เจียเสวียยิ้มอีกครั้ง “ใต้เท้าหลัวเกรงใจแล้ว ข้า

เห็นใต้เท้าหลัวดูไม่มีท่าทีเร่งร้อนแต่อย่างใด ดู

สงบเยือกเย็น ไม่รู้ว่ายามนี้กรมอาญาสอบสวน

เจิงอิ้งคุนได้ความว่าอย่างไรบ้าง” ไม่ว่าผู้ใดหาก

กำลังตกอยู่ภายใต้คำครหาและเป็นผู้ต้องสงสัยใน

การสมคบคิดกับศัตรูขายแว่นแคว้นย่อมมีอาการ

นั่งไม่ติด

ทว่านอกจากหลัวเซิ่นหย่วนจะนั่งได้อย่างมั่นคง

แล้ว ทุกวันยังไปที่หน่วยงานตรงเวลา ไม่ว่าผู้ใด

พูดสิ่งใดก็แสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน

คุณสมบัติที่เขาควรมีในฐานะขุนนางชั้นนำไม่ใช่

เรื่องที่จะนำมาล้อเล่นได้เลย

หลัวเซิ่นหย่วนยิ้มพลางเอ่ย “ปากอยู่บนร่างของ

ผู้อื่น ผู้น้อยหลัวไม่สามารถปิดกั้นลมปากของ

พวกเขาจึงทำได้เพียงจัดการในสิ่งที่ตนต้องทำให้

ดี มิเช่นนั้นหากต้องคอยถือสาหาความกับทุกคน

ข้าคงไม่เป็นอันทำงานแล้ว”

ลู่เจียเสวียรู้สึกว่าหลัวเซิ่นหย่วนเป็นบุคคล

อันตรายอย่างยิ่งยวด สวีเว่ยมีสายตาในการมอง

คนที่เฉียบแหลมนัก คนผู้นี้มีความสามารถที่จะ

ขึ้นเป็นเก๋อเหล่าหรือกระทั่งท่านราชเลขาธิการ

“ใต้เท้าหลัวกล่าวได้มีเหตุผล” ลู่เจียเสวียทิ้งไว้

ประโยคหนึ่งแล้วไม่สนใจเขาอีก พาคนเดิน

ออกไปจากโถงบุปผา

เมื่อหลัวเซิ่นหย่วนเห็นทุกคนจากไปจึงกล่าวกับ

อี๋หนิง “ข้าเข้าวังแล้วจะกลับไปก่อน เจ้าก็รีบ

กลับมา” อี๋หนิงต้องอยู่ที่จวนอิงกั๋วกงสองวันเพื่อ

พบนายหญิงคนใหม่ของตระกูลเว่ย

จากนั้นเขาก็เดินออกไปจากโถงบุปผา

อี๋หนิงไม่รู้ว่าเขาเขาเข้าวังไปทำอะไร ครั้นคิดถึง

ประโยคนั้นของลู่เจียเสวีย ในใจก็หนักอึ้งขึ้นทุก

ขณะ

ล่วงผ่านยามเที่ยง เว่ยหลิงก็ออกไปรับเจ้าสาว

เขานั่งอยู่บนหลังม้าสูงใหญ่ ขบวนต้อนรับเจ้าสาว

ติดตามอยู่ด้านหลัง รื่นเริงครื้นเครงเป็นอย่างยิ่ง

อี๋หนิงมองขบวนที่ห่างออกไปช้าๆ ด้วยความรู้สึก

สับสนซับซ้อน หมิงหลานด่วนจากไปตั้งแต่อายุยัง

น้อย หญิงสาวที่นั่งอย่างสำรวม สีหน้าสงบนิ่ง

ตามความทรงจำที่ผู้อื่นเล่าให้นางฟังผู้นั้น

หมิงหลานเองก็ชอบเขาใช่หรือไม่ มิเช่นนั้นจะให้

กำเนิดลูกของพวกเขาสองคนได้อย่างไร

บางทีอาจเป็นอี๋หนิงเองที่หวังให้เป็นเช่นนั้น นาง

หวังว่าหมิงหลานจะชอบเว่ยหลิง ทั้งสองฝั่ายต่าง

มีใจรักใคร่พึงใจซึ่งกันและกัน หากไม่มีสิ่ง

ผิดพลาด เรื่องนี้คงจบลงอย่างสุขสมหวังราบรื่น

งดงาม

สิบสี่ปีผ่านไป ในที่สุดจวนอิงกั๋วกงก็จะมีนายหญิง

แล้ว

จ้าวหมิงจูจับมือนาง “ไปเถิด อีกครู่เขาก็กลับ

มาแล้ว”

ภายในห้องเต็มไปด้วยแขกนั่งอยู่ ถิงเกอร์กำลัง

พูดคุยเป็นเพื่อนฮูหยินผู้เฒ่าเว่ย สำหรับแม่เลี้ยง

ที่กำลังมาถึง เขาแสดงท่าทีไม่พอใจนัก เขาไม่

ต้องการแม่เลี้ยง อี๋หนิงลูบศีรษะของเขา ไม่ใคร่ใส่

ใจเขาสักเท่าไร เพราะคราแรกเขาก็ไม่ชอบนาง

เช่นกัน ในกาลข้างหน้าเมื่อแม่เลี้ยงดีต่อเขา เขา

ย่อมชอบนางเอง ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยเคยกล่าวไว้นาน

แล้วว่านางสวีผู้นี้เป็นคนอ่อนโยนและมีเหตุมีผล

อย่างยิ่ง น่าจะทำให้ถิงเกอร์พอใจได้ไม่ยาก

รอจนขบวนรับเจ้าสาวมาถึงก็เป็นเวลาพลบค่ำ

แล้ว เนื่องจากฝั่ายตรงข้ามเป็นน้องสาวคนเล็ก

ของท่านสวีกั๋วกง ทุกคนในจวนจึงรักเอ็นดูเป็น

อย่างยิ่ง พวกเขาส่งคนมาส่งขบวนเจ้าสาวด้วย ผู้

ที่มาคือหลานชายหลายคนของนางสวี

สวีหย่งมาส่งขบวนเจ้าสาวของท่านอาหญิง ครั้น

เห็นหลัวอี๋หนิงที่กำลังนั่งจิบชาอยู่ในโถงบุปผาก็

ตกใจจนเกือบสะดุดเท้าตัวเอง

มีคนในตระกูลเว่ยเข้าไปต้อนรับเขาพลางกล่าว

ด้วยรอยยิ้ม “คุณชายสวี เชิญมานั่งทางนี้”

สวีหย่งเบิกตากว้าง ชี้ไปยังหลัวอี๋หนิง “ท่านนั้น…

ท่านนั้นเป็นผู้ใด…”

“นั่นคือคุณหนูเพียงคนเดียวของตระกูลพวกเรา

ยามนี้แต่งงานกับใต้เท้าหลัวรองเสนาบดีกรม

โยธาแล้ว นายท่านกั๋วกงรักเอ็นดูนางอย่างยิ่ง อีก

ครู่เมื่อท่านสนทนากับนาง จะให้ดีควรใช้วาจา

นุ่มนวลสุภาพ” ผู้ที่มาต้อนรับเขายิ้มพลางตอบ

เขาก็ว่าเหตุใดวันนั้นลู่เจียเสวียจึงออกหน้าแทน

นาง! ที่แท้นางก็เป็นบุตรสาวของเว่ยหลิง

อี๋หนิงนั่งอยู่ในโถงบุปผา นางเองก็เห็นสวีหย่งแล้ว

เช่นกัน นางรู้ว่าช้าเร็วต้องมีวันที่ได้พบกัน แต่

คาดไม่ถึงว่าวันนี้เขาจะมาส่งท่านอาหญิงของเขา

ด้วย นางยิ้ม ให้คนไปเชิญเขาเข้ามา “คุณชายสวี

ไม่ทราบว่าหยกของท่านที่หายไปในวันนั้นหาพบ

แล้วหรือยัง”

จ้าวหมิงจูประหลาดใจ “เจ้ารู้จักเขาหรือ”

“รู้จัก บังเอิญได้พบกันครั้งหนึ่ง ความประทับใจ

สลักลึกนัก”

เหตุใดสวีหย่งจึงรู้สึกว่าทุกถ้อยคำที่คุณหนูท่านนี้

กล่าวจึงทำให้เหงื่อของเขาผุดพราย

หากท่านพ่อของเขาล่วงรู้ว่าเขาเคยมีเรื่องกับ

คุณหนูแห่งจวนอิงกั๋วกง เมื่อเขากลับไปต้องถูก

โบยจนขาหักแน่นอน

สวีหย่งเดินไปทักทายนาง เหงื่อเย็นผุดเต็ม

หน้าผาก หลายคนรู้ว่าเขาหลงใหลเซี่ยอวิ้น แม้

เซี่ยอวิ้นจะแต่งงานแล้วก็ยังไม่ยอมแพ้ และด้วย

เหตุนี้จึงได้ล่วงเกินคุณหนูแห่งจวนอิงกั๋วกงเข้า

“ขอบคุณฮูหยินที่จำได้ ปั้ายหยกข้าหาเจอแล้ว”

สวีหย่งรีบหัวเราะออกมา

อี๋หนิงเพียงรู้สึกสนุกที่ได้กลั่นแกล้งเขาเท่านั้น ไม่

คิดจะถือสาหาความจริงจัง ครั้นเห็นเขาตกใจกลัว

ก็โบกมือให้เขาออกไปได้

อีกด้านพิธีแต่งได้เริ่มขึ้นแล้ว

เสียงฆ้องกลองดังก้อง เสียงเพลงบรรเลงพิธีกรรม

อี๋หนิงฟังจนตกอยู่ในภวังค์ไปเล็กน้อย

อี๋หนิงพักผ่อนอยู่ในห้องของตน วันรุ่งขึ้นขณะที่

ไปคารวะฮูหยินผู้เฒ่าเว่ย นางก็ได้พบกับนางสวี

เจ้าสาวคนใหม่

เว่ยหลิงจับจูงนาง นางสวมเปั้ยจึสีแดงสดลาย

ร้อยมงคล เกล้ามวยเมฆคล้อย สวมต่างหูทองคำ

คู่หนึ่ง ขับให้ลำคอดูยาวระหง ดวงหน้ากระจ่าง

ดวงตาหงส์เรียวยาว ดูสำรวมสุขุม ทว่าไม่สูญเสีย

ความงามสะคราญ

หลังผ่านคืนวิวาห์ สายตาที่นางทอดมองเว่ยหลิงก็

ระคนไปด้วยความเขินอายของเจ้าสาวคนใหม่

เพราะอย่างไรเว่ยหลิงก็มีรูปร่างสูงใหญ่หล่อเหลา

อยู่ในวัยที่เปียมไปด้วยพละกำลัง บุรุษที่กำลังอยู่

ในวัยเจริญรุ่งโรจน์สามารถดึงดูดความชื่นชมจาก

หญิงสาวได้ง่ายดาย

นางคารวะฮูหยินผู้เฒ่าเว่ย จากนั้นอี๋หนิงจึงพาถิง

เกอร์มาคารวะนาง

โดยปกติความสัมพันธ์ระหว่างแม่เลี้ยงกับลูกเลี้ยง

มักเหินห่าง ก่อนที่นางสวีจะแต่งเข้ามา บรรดา

พี่ชายและพี่สะใภ้ต่างเล่าสถานการณ์ในจวน

อิงกั๋วกงให้นางฟังแล้ว ทายาทมีไม่มาก ทว่าบุตร

ทั้งสองล้วนสำคัญอย่างยิ่ง บุตรสาวเป็นดุจไข่มุก

บนฝั่ามือของเว่ยหลิง เขามีบุตรสาวคนนี้เพียงคน

เดียว สำหรับบุตรชาย ในภายภาคหน้าจะขึ้นรับ

บรรดาศักดิ์อิงกั๋วกง คนทั้งตระกูลล้วน

พะเน้าพะนอเอาใจเขา หากปฏิบัติต่อบุตรชายไม่

ดี เบื้องหลังของเขายังมีท่านย่าและพี่สาว อีกทั้ง

เว่ยหลิงเองย่อมยืนหยัดอยู่ข้างกายลูกๆ ของเขา

อย่างแน่นอน

พี่สะใภ้เคยกล่าวกับนางว่า เว่ยหลิงเชื่อในคำพูด

ของบุตรสาวคนนี้ยิ่งนัก

ดังนั้นนางสวีจึงมองไปที่อี๋หนิงก่อน คนในตระกูล

เว่ยล้วนมีรูปโฉมงดงามอย่างยิ่งยวด นางประคอง

อี๋หนิงลุกขึ้น ก่อนมอบซองแดงซองใหญ่ให้

จากนั้นจึงประคองถิงเกอร์ ทว่าถิงเกอร์กลับ

แสดงสีหน้าไม่ดีนัก หลบไปอยู่ด้านหลังอี๋หนิง ไม่

ไยดีนาง

อี๋หนิงจับตัวเขาให้ยืนตรง น้ำเสียงเจือแววยิ้ม

“ท่านอย่าได้ถือสาเขา เขาเพียงหวาดกลัวคน

แปลกหน้าอยู่บ้าง”

เมื่อเด็กสาวรู้จักกาลเทศะ ความกระอักกระอ่วน

ใจของนางสวีจึงผ่อนคลายลงบ้าง นางยิ้มพร้อม

กล่าวด้วยน้ำเสียงอบอุ่น “มิเป็นไรๆ เด็กย่อมต้อง

หวาดกลัวคนแปลกหน้าอยู่บ้าง ต่อไปเมื่อได้

ใกล้ชิดสนิทสนมกันก็จะดีขึ้นเอง”

นางสวีสัมผัสได้ว่าหลังจากนางกล่าวประโยคนี้

อี๋หนิงก็เผยรอยยิ้มจริงใจออกมา สายตาของเว่ย

หลิงที่จับจ้องนางมาโดยตลอดยังอ่อนละมุนขึ้น

เล็กน้อยด้วย

ยามบ่ายเป็นเวลารู้จักเครือญาติ เครือญาติสาย

นอกของตระกูลเว่ยมาเยี่ยมเยือนนาง นางสวี

ปลุกเร้าสติให้ตื่นตัว เมื่อคิดว่าต่อไปตนก็คือฮูหยิ

นของท่านอิงกั๋วกง นางจำเป็นต้องตื่นตัวไว้ นาง

นั่งอยู่ด้านนอกของโถงบุปผา คลับคล้ายคลับคลา

ได้ยินบทสนทนาระหว่างเว่ยหลิงกับอี๋หนิงที่อยู่

ด้านใน

อี๋หนิงกล่าวว่านางดีมาก เป็นผู้ที่มีอุปนิสัย

อ่อนโยนคนหนึ่ง น้ำเสียงของเว่ยหลิงทุ้มต่ำ ได้

ยินไม่ชัดนัก แต่ก็พอฟังออกว่าเขารักเอ็นดู

บุตรสาวผู้นี้เป็นอย่างยิ่ง น้ำเสียงที่พูดคุยกับนาง

ยังไม่อ่อนโยนถึงเพียงนี้

ในใจของนางสวีบังเกิดความหวาดหวั่น เคราะห์ดี

ที่ก่อนมาที่นี่ พี่ชายและพี่สะใภ้ได้บอกกล่าวให้

นางฟังชัดเจนแล้วว่าห้ามล่วงเกินเด็กสาวตระกูล

นี้ เมื่อครู่นางเห็นว่าบรรดาผู้ดูแลและสาวใช้ใน

จวนนี้ปฏิบัติต่ออี๋หนิงอย่างนอบน้อมเชื่อฟัง หาก

มิใช่เพราะอี๋หนิงออกเรือนไปแล้ว ในจวนนี้คำพูด

ของอีกฝั่ายคงมีน้ำหนักมากกว่าตน

นางสวีหยิบน้ำตาลรังไหมออกมาเอาใจถิงเกอร์

ทว่าเขากลับหลบไปอีกข้างไม่สนใจนาง ทั้งยัง

กล่าวด้วยอารมณ์โมโหของเด็กน้อย “ข้าไม่กิน

น้ำตาลของท่าน”

ปีนั้นที่เขายอมรับอี๋หนิงเพราะอี๋หนิงเป็นพี่สาวที่มี

สายเลือดเดียวกับเขา ทว่านางสวีไม่ใช่

ภาพลักษณ์ที่แม่เลี้ยงมีต่อเขาเป็นเพียงสตรีแปลก

หน้าคนหนึ่ง ทั้งเขายังต้องขานเรียกนางว่ามารดา

โดยไร้ซึ่งเวลาให้ตั้งตัว

เมื่ออี๋หนิงที่อยู่ภายในห้องได้ยินก็รีบปรี่เข้าไป

ตำหนิถิงเกอร์เสียงต่ำ ถิงเกอร์มองพี่สาวอย่าง

น้อยเนื้อต่ำใจ แต่ก็ยังถูกนางพาไปขอขมาอยู่

เบื้องหน้านางสวี เมื่อขอขมาแล้ว เขาก็หันหน้า

กลับมากอดขาของพี่สาวไว้ทันที ท่าทีประหนึ่ง

สัตว์ตัวน้อยที่แยกร่างออกมาจากตัวนาง

นางสวีคิดถึงสภาพการณ์ของตนขณะที่ยังเป็น

คุณหนูในตระกูล จมูกก็พลันแสบร้อน

เมื่อเทียบกับสตรีที่แต่งงานแล้วกับการเป็น

คุณหนู ในขณะที่เป็นคุณหนู คนในจวนยังรู้จัก

โอนอ่อนอดทนต่อนาง ทว่าเมื่อแต่งงานแล้ว นาง

กลับต้องโอนอ่อนให้ผู้อื่น

นางที่อยู่ในจวนอิงกั๋วกงจึงรู้สึกราวกับเป็นคน

แปลกหน้าคนหนึ่ง

อี๋หนิงพาถิงเกอร์กลับมาที่เรือน ตำหนิที่เขาแสดง

สีหน้าไม่ดีต่อแม่เลี้ยง ต่อไปผู้ที่ดูแลเขาก็คือนาง

สวี มิใช่นาง ถิงเกอร์กลิ้งตัวเข้าไปในอ้อมกอดของ

นาง ทำตัวออดอ้อน อี๋หนิงหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่

ออก นางเรียกแม่นมของเขาเข้ามาแล้วสั่งกำชับ

อย่างดี “หากท่านแม่เลี้ยงปฏิบัติต่อเขาไม่ดีก็จง

บอกข้าบอกท่านพ่อ ต้องรายงานให้ทราบ เข้าใจ

หรือไม่”

ถิงเกอร์ยืดตัวขึ้น “หากนางรังแกข้า ข้าก็จะตี

นาง”

อี๋หนิงตีเขาทันที “ตีอันใดกัน! ไม่เข้าท่าเอา

เสียเลย ต่อไปนางก็คือแม่เลี้ยงของเจ้า เข้าใจ

หรือไม่”

เมื่อถิงเกอร์รู้ว่าพี่สาวจะกลับมาพักสองสามวันก็ดี

ใจยิ่งกว่าอะไร เขายังจะสนใจนางสวีอีกหรือ คอย

แต่ทำตัวติดกับนาง รอจนเวลาผ่านไปสองวัน

หลัวเซิ่นหย่วนก็ยังไม่เห็นอี๋หนิงกลับมา ดังนั้นจึง

ส่งหนังสือหย่ามาฉบับหนึ่งเพื่อเร่งเร้าให้นาง

กลับไปในวันรุ่งขึ้น

อี๋หนิงเองก็รู้สึกว่านางไม่สมควรอยู่นาน นางสั่งให้

พวกเจินจูโหลวมามาจัดเก็บสิ่งของ ถิงเกอร์แสดง

อาการไม่พอใจต่อพี่เขย “เขามีคนคอยปรนนิบัติ

มากมาย เหตุใดจึงต้องให้ท่านกลับไปให้จงได้!”

“เจ้าเองก็มีคนคอยปฏิบัติมากมาย เหตุใดจึงยัง

ต้องการข้า” อี๋หนิงดันเขาออก โตเพียงใดแล้ว

แต่ยังทำตัวประหนึ่งเติบโตบนร่างนาง

ประจวบเหมาะกับวันนี้จ้าวหมิงจูต้องเข้าวังหลวง

อี๋หนิงจึงส่งนางก่อนแล้วค่อยกลับไปยังตระกูล

หลัวด้วยรถที่บรรจุสิ่งของเต็มคัน

ตอนที่กลับไปก็ตรงกับช่วงที่หลินไห่หรูกำลังกิน

มื้อเที่ยงพอดี นางเรียกอี๋หนิงไปกินด้วยกัน จะได้

ถามไถ่ถึงเรื่องที่น่าสนใจในจวนอิงกั๋วกง

อี๋หนิงม้วนแขนเสื้อขึ้นเพื่อแกะก้างปลาให้หนาน

เกอร์พลางสนทนากับนางอย่างสนุกสนาน

ผ่านไปครู่หนึ่ง เฉียวอี๋เหนียงกับหลัวอี๋เหลียนก็

เข้ามาคารวะหลินไห่หรู

วันนี้เฉียวอี๋เหนียงอารมณ์ดีมาก นางสวมเปั้ยจึสี

แดงสดแขนยาว บนศีรษะเสียบดอกไม้ถักขนาด

ใหญ่เท่าจอกสุรา แม่นางน้อยหลัวอี๋เหลียนปราย

ตามองอี๋หนิงปราดหนึ่ง ก่อนจะเบนสายตามอง

ไปยังนอกประตู

หลังจากเฉียวอี๋เหนียงนั่งลงก็หยิบผ้าเช็ดหน้า

ออกมาปิดปากยิ้ม “วันนี้ที่มาคารวะฮูหยินก็

เพราะต้องการบอกกล่าวฮูหยินถึงเรื่องการหมั้น

หมายของเหลียนเอ๋อร์ว่าได้มีการตกลงเรียบร้อย

แล้ว”

หลินไห่หรูประหลาดใจเล็กน้อย ในที่สุดเฉียวอี๋

เหนียงก็พบคนที่ทำให้พึงพอใจแล้ว

จากท่าทีของเฉียวอี๋เหนียงก่อนหน้านี้ ราวกับนาง

จะยืนกรานให้หลัวอี๋เหลียนแต่งงานกับพวกชน

ชั้นสูงศักดิ์ให้จงได้

หลินไห่หรูรู้ว่ามาตรฐานขั้นต่ำของการเลือก

ลูกเขยของเฉียวอี๋เหนียงคือจิ้นซื่อ ไม่รู้ว่าสุดท้าย

เป็นผู้ใดที่เข้าตานาง

นางให้หลัวอี๋เหลียนนั่งลงก่อนเอ่ยถาม “เหลียน

เจี่ยร์ เจ้าเล่าให้แม่ฟังสิว่าหมั้นหมายกับคน

ตระกูลใดไว้”

หลัวอี๋เหลียนดูไม่ค่อยยินดีที่จะกล่าวนัก น้ำเสียง

จึงราบเรียบ “…เมื่อคนสู่ขอมา ท่านแม่ย่อมรู้เอง

เจ้าค่ะ”

สาวน้อยผู้นี้ ครั้นยังเด็กมักแสร้งทำตัวอ่อนแอ

เปราะบาง บัดนี้นางเติบใหญ่แล้ว กระทั่งจะเส

แสร้งก็ยังคร้านจะทำ กอปรกับเรือนร่างอรชร

ท่วงท่าดุจดอกกล้วยไม้ในหุบเขา งดงามจนทำให้

ผู้พบเห็นต้องตกตะลึง ด้วยรูปโฉมเช่นนี้การจะ

แต่งเข้าสู่ตระกูลใหญ่นั้นใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้

เพียงแต่จะให้เป็นภรรยาเอกคงไร้หนทาง ในเมื่อ

นางมีชาติกำเนิดจากอนุ

เมื่อจมูกของหลินไห่หรูถูเข้ากับฝุั่น[1] นางจึงคร้าน

จะสนใจอีกฝั่ายแล้ว ขอเพียงพวกนางไม่สร้าง

ปัญหาใดก็เป็นอันใช้ได้ จะพยายามอย่างไรก็สุด

แล้วแต่พวกนาง เมื่อเกิดปัญหาก็อย่ามาให้นาง

เป็นผู้เก็บกวาดก็แล้วกัน

บัดนี้หนานเกอร์เริ่มเดินได้ดีขึ้นแล้ว เขาสวมเสื้อ

ตัวบน วิ่งเตาะแตะไปมาอยู่ภายในห้อง บรรดา

สาวใช้ชราที่อยู่ในห้องจึงต้องคอยติดตามเขาอยู่

ด้านหลัง ปกปั้องเขาอย่างระมัดระวัง หลินไห่หรู

ต้องดูแลจวนจึงยุ่งไม่มีเวลา เมื่ออี๋หนิงกินมื้อเที่ยง

เสร็จจึงอุ้มหนานเก๋อร์กลับไปเล่นที่ห้องเซวียนจิ่ง

หนานเกอร์ดูไม่ร่าเริงนักเมื่อมาอยู่ที่ห้องเซวียนจิ่ง

อี๋หนิงนำก้อนน้ำตาลมาหยอกล้อเขา เด็กคนนี้

ชอบกินก้อนน้ำตาลมาก เขากัดแทะก้อนน้ำตาล

พลางก้าวเท้าเล็กๆ เดินโซซัดโซเซไล่ตามอี๋หนิง

ประหนึ่งหางเล็กๆ พาให้ผู้คนรู้สึกเอ็นดู

วันนี้หลัวเซิ่นหย่วนกลับมาเร็ว หนานเกอร์น้อยจึง

วิ่งไปดึงเสื้อคลุมของเขา ก้อนน้ำตาลละลาย

เปรอะเปือนเสื้อคลุมของหลัวเซิ่นหย่วน เขาไม่

ชอบเด็กเล็กจึงเรียกสาวใช้ชราให้มาเอาตัวเขา

ออกไปด้วยคิ้วที่ขมวดมุ่น

ไม่ง่ายเลยกว่าเขาจะเร่งรัดให้อี๋หนิงกลับมาได้

เหตุใดจึงยังพาคนตัวน้อยมาด้วย เขาไม่ชอบให้

ผู้ใดเกาะติดนาง ในจวนอิงกั๋วกงมีถิงเกอร์ตามติด

ครั้นกลับมาก็ยังมีหนานเกอร์เจ้าหางเล็กๆ

เพิ่มขึ้นอีกคน

หนานเกอร์ร้องเรียกอี๋หนิงอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ

“พี่สาว” เขากุมก้อนน้ำตาลที่หมายจะให้

หลัวเซิ่นหย่วนกินไว้ในมืออย่างไม่รู้จะทำอย่างไร

ดี

หลัวเซิ่นหย่วนหันกลับมาถามเขา “เจ้าเรียกนาง

ว่ากระไรนะ”

อี๋หนิงหัวเราะเบาๆ “เชิญท่านยุ่งไปเถิด ข้าจะอุ้ม

เขากลับไปที่เรือนของท่านแม่แล้ว”

เมื่อเห็นอี๋หนิงอุ้มเด็กกลับไป นิ้วมือของหลัวเซิ่น

หย่วนก็เคาะลงบนขอบโต๊ะเบาๆ เขาไม่ชอบเด็ก

ทว่าอี๋หนิงกลับชอบมาก

อันที่จริงหลัวเซิ่นหย่วนไม่อยากมีลูก หากมีลูก

แล้ว อี๋หนิงก็จะทุ่มเทความรักความสนใจทั้งหมด

ไปที่เด็กคนนั้น เขารู้สึกไม่สบายใจ ต่อให้นั่นจะ

เป็นลูกของเขาก็ตามที

เขากลัวจริงๆ ว่าหากวันหนึ่งนางล่วงรู้ว่า…เขา

เป็นคนที่น่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้ กระทั่งสิ่งที่

สามารถเบี่ยงเบนความสนใจของนาง เขายังไม่

อยากให้สิ่งนั้นดำรงอยู่

วันรุ่งขึ้นอี๋หนิงสะดุ้งตื่นจากฝันร้าย นางมักคิดถึง

ถ้อยคำที่ลู่เจียเสวียกระซิบข้างหู

‘ข้าจะไม่มีวันปล่อยเจ้าไป’

นางสวมเสื้อคลุมแล้วลุกขึ้น ก่อนจะพบว่า

หลัวเซิ่นหย่วนไม่อยู่แล้ว

บรรยากาศภายในห้องดูตึงเครียด ด้านนอกมี

องครักษ์เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก อี๋หนิงจำได้

แม่นยำว่าวันนี้เป็นวันหยุดของหลัวเซิ่นหย่วน แต่

เขากลับไม่อยู่ในจวน ช่างแปลกพิกลนัก

นางรู้สึกว่ามีบางสิ่งไม่ถูกต้องจึงเรียกหลินหย่งเข้า

มาถามความ หลินหย่งกล่าวว่า “ยามเหม่าหนึ่ง

เค่อ ใต้เท้าถูกเรียกเข้าวังหลวงอย่างเร่งด่วน

น่าจะเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นขอรับ”

ด้วยเหตุนี้อี๋หนิงจึงยิ่งกังวล นางรอจนถึงเวลา

พลบค่ำ หลัวเซิ่นหย่วนก็ยังไม่กลับมา

บนท้องฟั้าปรากฏเค้ารางของพระจันทร์เสี้ยวแล้ว

อี๋หนิงยืนมองอยู่ใต้เฉลียงชั่วครู่ เจินจูเข้ามาสวม

เสื้อคลุมกันลมให้นางอีกชั้นเพื่อปั้องกันไอเย็น

นางรู้สึกกังวลขึ้นทุกขณะ เวลานี้แล้วเขายังไม่

กลับมา ด้านนอกก็ไร้ความเคลื่อนไหวใดๆ

ทันใดนั้นหลินหย่งก็เดินเข้ามาด้วยท่าทีรีบร้อน

“…มีข่าวจากในวังแจ้งมาว่ามีคนยื่นฟั้องใต้เท้า

หลัวต่อหน้าพระพักตร์ กล่าวโทษเขาถึงหกข้อหา

เมื่อฝั่าบาทได้ทอดพระเนตรยังรู้สึกประหลาด

พระทัยจึงได้เรียกตัวใต้เท้าหลัวเข้าวัง”

มิน่าเล่าจนถึงเวลานี้ก็ยังไม่กลับมา!

อี๋หนิงครุ่นคิด ก่อนเอ่ยถาม “นายท่านใหญ่นาย

ท่านรองทราบเรื่องนี้แล้วหรือยัง”

นางเป็นสตรีในจวนไม่อาจก้าวก่ายเรื่องนี้ ใน

ตระกูลมีเพียงสองคนนี้ที่ยังพอจัดการได้

หลิงหย่งจึงตอบ “นายหญิงไม่ต้องกังวลไปขอรับ

เมื่อครู่นายท่านใหญ่นายท่านรองได้เรียกบ่าวเข้า

ไปถามความแล้ว เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็รีบเปลี่ยนชุด

ขุนนางเข้าวังไปแล้วขอรับ ยามนี้น่าจะถึงด้าน

นอกของประตูวังหลวงแล้ว”

“ท่านพ่อของข้าเล่า” อี๋หนิงถามอีกครั้ง

เรื่องของเจิงอิ้งคุน เมื่อกล่าวขึ้นมาก็เกี่ยวข้องกับ

เรื่องที่ด่านปราการผิงหย่วน หากมีคำของเว่ย

หลิง สถานการณ์ก็อาจผ่อนคลายลงบ้าง

หลิงหย่งนิ่งไปชั่วครู่ก่อนจะตระหนักได้ว่านาย

หญิงคงกำลังกล่าวถึงท่านอิงกั๋วกง “เรื่องนี้

ข้าน้อยไม่ทราบขอรับ ข้าน้อยจะส่งคนไปสืบ

ถาม”

อี๋หนิงรับคำเสียงหนึ่ง ก่อนเอ่ยกับหลินหย่งอีก

ครั้ง “ให้ทหารยามที่รักษาการณ์ช่วงกลางคืน

ระมัดระวังเรื่องการเปิดประตู ช่วงพลบค่ำอาจ

เกิดฝนฟั้าคะนองได้”

ภายในห้องหนังสือมีการจุดเทียนขนาดเท่าเม็ดถั่ว

อี๋หนิงเริ่มง่วงนอน แต่นางยังอยากรออีกสักพัก

อี๋หนิงสัปหงกอยู่นานจนเจินจูเข้ามาดับตะเกียง

เพื่อให้นางนอนหลับสนิท เสียงฝีเท้าม้าและล้อรถ

ดังขึ้นจากนอกเรือน อี๋หนิงตื่นทันใด ตะเกียงถูก

จุดสว่างไสว มีเสียงบ่าวที่รักษาการณ์ช่วง

กลางคืนเปิดประตูดังเอี๊ยดอ๊าด ราตรีอันมืดมิดยิ่ง

ขับให้เสียงนั้นฟังดูห่างไกล

อี๋หนิงตื่นขึ้น มีเสียงดังขึ้นตรงประตู นางรีบสวม

เสื้อคลุมแล้วพาชิงชวี่ที่อยู่เวรดึกออกไปต้อนรับ

เขา ที่นอกประตูฉุยฮวาเหมินมีคนจำนวนมากยืน

ห้อมล้อมเขาอยู่ มีทั้งคนในตระกูลหลัว ท่านลุง

ใหญ่ หลัวเฉิงจาง และผู้ติดตามที่เขาเลี้ยงดูไว้

ใบหน้าเงียบขรึมของหลัวเซิ่นหย่วนดูสงบนิ่งเป็น

อย่างยิ่ง

อี๋หนิงได้ยินหลัวเฉิงเหวินกล่าวกับคนที่อยู่

ด้านข้าง “ความดีสามส่วนของกองทัพตกเป็น

ของหลัวเซิ่นหย่วน ฝั่าบาทกริ้วหนัก จานฝนหมึก

ที่ทรงขว้างออกไปทำให้สวีหย่งชิงเกือบตาย ทรง

ผรุสวาทเขายกใหญ่ว่าใส่ร้ายขุนนางผู้จงรักภักดี”

ครั้นอี๋หนิงได้ยินประโยคนี้ ในใจก็บังเกิดความ

ยินดี เช่นนั้นคงไม่มีปัญหาร้ายแรงแล้ว นางพรูลม

หายใจโล่งอก

เมื่อหลัวเฉิงเหวินนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่

หัวใจก็เต้นระส่ำ ยังคงระงับอารมณ์ไม่ค่อยอยู่

“เกรงว่าพรุ่งนี้เมื่อเจ้าตื่นขึ้นมา ขุนนางอาลักษณ์

ทั่วทั้งท้องพระโรงคงราวกับถูกตบหน้าไปตามๆ

กัน ทั้งฝั่าบาทยังทรงรู้สึกว่าเจ้าได้รับความอ

ยุติธรรม เกรงว่าคงต้องพระราชทานรางวัลให้เจ้า

ไม่น้อย เซิ่นหย่วน เจ้าเตรียมตัวเสพสุขไว้ให้ดี!

ยามนี้ยังไม่สามารถเลื่อนตำแหน่งได้ ทว่าหาก

กาลข้างหน้าตำแหน่งเจ้ากรมโยธาว่างเว้นลง เจ้า

ต้องได้ครอบครองอย่างแน่นอน”

“ยามนี้หลานยังไม่กล้าคาดหวังตำแหน่งท่าน

เจ้ากรม” หลัวเซิ่นหย่วนกล่าว

อี๋หนิงรอเขาอยู่ตรงประตูฉุยฮวาเหมิน นางยอบ

กายคารวะบรรดาท่านลุง หลังจากบรรดาท่านลุง

ส่งหลัวเซิ่นหย่วนตรงประตูฉุยฮวาเหมินก็กลับไป

หลัวเซิ่นหย่วนมองนางที่ตัวสั่นราวลูกนกกระทา

ท่ามกลางลมหนาวก็รีบกล่าวอำลาท่านลุงใหญ่

และบิดา ก่อนเดินตรงมาหานาง “เหตุใดจึงยังไม่

นอนอีก ใบหน้าเย็นจนเปลี่ยนเป็นเขียวคล้ำแล้ว”

หลัวเซิ่นหย่วนเอาเสื้อคลุมของตนคลุมลงบนร่าง

นาง เสื้อคลุมกันลมของเขาตัวใหญ่มาก ห่อหุ้ม

นางไว้ตั้งแต่ปลายคางจรดปลายเท้า ดูเหมือน

ก้อนกลมเล็กๆ นุ่มๆ ดุจก้อนแปั้งนึ่งอันหอม

หวาน

“พี่ชายสาม เมื่อครู่ข้าขายได้ยินท่านลุงใหญ่กล่าว

ว่าท่านจัดการพวกขุนนางอาลักษณ์ได้แล้ว” อี๋ห

นิงเอ่ยถามเขา “ท่านจัดการอย่างไรหรือ”

เขาที่สวมชุดขุนนางสีแดงเต็มยศไร้คลื่นอารมณ์

ใดๆ

หลัวเซิ่นหย่วนเดินพลางกล่าวกับนาง “ข้าติดต่อ

เจิงหางเพราะอยากจะสืบข้อมูลจากเจิงหางเพื่อ

ช่วยเหลือท่านพ่อของเจ้า เพียงท่านพ่อของเจ้า

เอาเรื่องนี้ขึ้นมาอธิบายให้กระจ่าง พวกขุนนาง

อาลักษณ์ก็ยืนไม่ติดพื้นแล้ว”

อี๋หนิงยังคงสงสัยอยู่เล็กน้อย เมื่อเดินเข้ามานางก็

ให้สาวใช้ไปเตรียมน้ำร้อน จัดเตรียมที่นอน ทั้ง

สองคนนั่งลงบนตั่งไม้ข้างหน้าต่าง นางถามสืบต่อ

“ในเมื่อจัดการได้อย่างง่ายดาย เหตุใดจึงไม่กล่าว

ให้ชัดเจนตั้งแต่คราแรก จะได้ไม่ก่อให้เกิดความ

ยุ่งยากมากมายเยี่ยงนี้ ทำให้ท่านต้องถูกก่นด่า

โดยไร้ประโยชน์ตั้งหลายครา” นางรับถ้วยน้ำแกง

จากมือสาวใช้ ก่อนยื่นไปให้เขา “ค่ำคืนอากาศ

หนาวเย็นน้ำค้างลงหนัก ท่านดื่มน้ำแกงขิงสัก

หน่อยจะได้ช่วยขจัดไอเย็น”

น้ำแกงขิงในถ้วยหยกขาวใบเล็กมีสีน้ำตาลอ่อน

น่าจะเติมน้ำตาลทรายแดงลงไป หลัวเซิ่นหย่วน

ยื่นมาตรงริมฝีปากของนาง “เจ้าดื่มก่อน”

อี๋หนิงรู้สึกอยากหัวเราะ “อย่างไรกัน ท่านกลัวว่า

ข้าจะวางยาพิษท่านหรือ”

เขาเคาะนิ้วลงบนศีรษะของนางครั้งหนึ่ง “ รีบดื่ม

เร็วเข้า เมื่อครู่เห็นเจ้าหนาวจนใกล้แข็งแล้ว”

อี๋หนิงทำได้เพียงดื่มน้ำแกงขิงจากมือของเขา เขา

เห็นริมฝีปากของนางขยับเล็กน้อย กลีบปากแวว

วาวด้วยน้ำตาลที่เคลือบอยู่ จากนั้นนางก็ปฏิเสธ

จะดื่มต่อ หลัวเซิ่นหย่วนจึงรับมันกลับมาอีกครั้ง

สำหรับเขานี่เป็นการดื่มอย่างรวดเร็วเพียงอึก

เดียว เมื่อดื่มเสร็จก็วางถ้วยลงบนโต๊ะตัวเล็ก

“ที่ข้ายืดเยื้อไม่ยอมกล่าวเพราะต้องการให้ฝั่า

บาททรงลงพระอาญาข้า” หลัวเซิ่นหย่วนพูด

“ครานี้มีขุนนางอาลักษณ์หลายคนก่นด่าเกินกว่า

เหตุไปมาก สีพระพักตร์ของฝั่าบาทย่ำแย่เป็น

อย่างยิ่ง ที่ข้ารอก็คือชั่วขณะนี้ ด้วยความ

ช่วยเหลืออย่างลับๆ จากท่านพ่อตา ข้าไม่

เพียงแต่ได้ชำระล้างข้อกล่าวหาว่าทรยศต่อแว่น

แคว้น แต่ยังได้รับความละอายพระทัยจากฝั่า

บาท ในกาลข้างหน้าการเลื่อนตำแหน่งเป็นท่าน

เจ้ากรมก็จะง่ายขึ้น การประชุมในท้องพระโรงวัน

พรุ่งเห็นทีคงจะมีเรื่องสนุกให้ชมแล้ว”

ครั้นอี๋หนิงฟังถึงตรงนี้ก็ตระหนักได้โดยพลัน

หลัวเซิ่นหย่วนน่าจะวางแผนนี้เพื่อคิดแสวงหา

ผลประโยชน์ที่มากขึ้นให้กับตน

หลัวเซิ่นหย่วนเล่นกับถ้วยใบน้อย จับจ้องมัน

พลางหรี่ดวงตาลง

ฝั่าบาทลุกจากบัลลังก์มังกรมาประคองเขาด้วย

ตัวเอง กล่าวว่าเขาเป็นเสาหลักของผู้มาก

ความสามารถ ทั้งยังก่นด่าสวีหย่งชิงขุนนางที่

ปรึกษากรมขุนนางผู้เป็นแกนนำจนเลือดสุนัข

อาบทั่วศีรษะ[2]

ทว่าลู่เจียเสวียกลับนิ่งเงียบ เขายืนมองเว่ยหลิงอ

ยู่ด้านข้างด้วยสีหน้ากึ่งยิ้มกึ่งไม่ยิ้ม

อี๋หนิงคิดถึงภาพเหตุการณ์ที่เมื่อครู่ท่านลุงใหญ่

พรรณนาออกมา นางก็อยากเห็นด้วยตาตัวเอง

นัก ว่าสถานการณ์จะดุเดือดเพียงใด นางชื่นชม

หลัวเซิ่นหย่วนจากส่วนลึกของจิตใจ มิน่าเล่าเขา

ถึงได้ขึ้นเป็นท่านราชเลขาธิการตั้งแต่อายุยังน้อย

นั่นก็เพราะมีจิตใจเช่นนี้!

“…ฮ่องเต้ทรงทำให้ขุนนางที่กล่าวฟั้องร้องหัว

แตกจริงหรือ”

“ฝั่าบาททรงรำคาญพระทัยคนพวกนี้มานานแล้ว

ครั้นมีโอกาสย่อมหาทางทุบหัวพวกเขา”

หลัวเซิ่นหย่วนกล่าว

อี๋หนิงยังคงรู้สึกกังวลเรื่องของลู่เจียเสวีย นางจึง

เอ่ยถามอีกครั้ง “เรื่องนี้…น่าจะมีลู่เจียเสวียเป็นผู้

บงการ คนที่อยู่เบื้องหลังคนเหล่านั้นน่าจะเป็น

เขา เขาถูกชี้ตัวหรือไม่”

หลัวเซิ่นหย่วนเอ่ยเสียงราบเรียบ “คนเหล่านั้น

จะกล้าได้อย่างไร”

หลัวอี๋หนิงครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ “ยามนั้นที่ข้าอยู่กับ

เขา ข้าได้ยินว่าเขาจะใช้เจิงอิ้งคุนมาใส่ร้ายท่าน

กล่าวว่าท่านได้รับผลประโยชน์จากเรื่องที่ด่าน

ปราการผิงหย่วน แต่ข้าไม่รู้ว่าเขาจะทำอะไร แต่

ไรมาเขาก็มีนิสัยอันธพาล เพื่อให้บรรลุเปั้าหมาย

ของตน เขาไม่เกี่ยงว่าต้องใช้วิธีการใด…”

“ไม่ต้องพูดแล้ว” ทันใดนั้นหลัวเซิ่นหย่วนก็ตัด

บท

หลัวอี๋หนิงคล้ายไม่ทันตั้งตัว หลัวเซิ่นหย่วนเอ่ย

ด้วยน้ำเสียงเอือมระอา “ข้าไม่ชอบให้เจ้าพูดถึง

เขา ต่อไปอย่าได้พูดถึงเขาอีก ได้หรือไม่”

อันที่จริงแล้วพี่ชายสามยังคงถือสาเรื่องที่นางถูก

ลู่เจียเสวียลักพาตัวไปใช่หรือไม่ เพราะสุดท้าย

แล้วคงมีบุรุษเพียงไม่กี่คนที่สามารถไม่ถือสาเรื่อง

นี้ได้

“ได้” นางนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนกล่าวด้วยรอยยิ้ม

“เช่นนั้นต่อไปข้าก็จะไม่เอ่ยถึงเขาแล้ว”

หลัวเซิ่นหย่วนลูบศีรษะนาง “นอนเถิด ไม่มีผู้ใด

สามารถทำร้ายข้าได้”

วันรุ่งขึ้นมีประชุมในท้องพระโรง หลัวเซิ่นหย่วน

จึงต้องตื่นแต่เช้า ตอนที่อี๋หนิงตื่น เขาก็ออกจาก

จวนไปแล้ว

นางให้ฟั่านมามาหยิบรูปปันขงจื๊อที่วางอยู่ในห้อง

โถงด้านหน้าและแปั้งนึ่งเกาลัดไส้เหอเถาที่เพิ่งทำ

เสร็จจำนวนหนึ่งไปคารวะหลินไห่หรู หลินไห่หรู

กำลังนั่งเอนตัวอยู่บนหมอนอิง ใช้ค้อนหยกทุบ

นวดขาตัวเองเป็นระยะๆ ดูท่าทางคล้ายกำลังตก

อยู่ในภวังค์ ครั้นเห็นอี๋หนิงมาก็กวักมือเรียกให้

นางมานั่งข้างกาย

แม่สามีผู้นี้ดีที่สุด ในอดีตตอนที่อี๋หนิงอยู่ในจวนห

นิงหย่วนโหว นางไม่เพียงต้องปรนนิบัติฮูหยิน

เท่านั้น แต่ยังมีฮูหยินผู้เฒ่า ทุกคนต่างอยากจะ

กดข่มสะใภ้ พี่สะใภ้ทั้งสามคนต่างถือกำเนิดจาก

ชาติตระกูลที่มีชื่อเสียง มีเพียงนางที่มีชาติกำเนิด

ค่อนไปทางต่ำต้อย ดังนั้นนางจึงไม่อาจถือสาหา

ความพวกนางได้

อี๋หนิงนึกถึงคำกล่าวของลู่เจียเสวียขึ้นมาโดยพลัน

“…หากไม่ใช่เพราะข้าอยากแต่งเจ้าเป็นภรรยา

ด้วยสถานะของเจ้า การจะแต่งให้กับบุตรอนุใน

จวนโหวย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย”

สิ่งที่เขากล่าวน่าจะเป็นความจริง ยามที่เขาพูด

ประโยคนี้ สีหน้านับได้ว่าจริงจัง งานแต่งนั้นมิใช่

ได้มาเพราะการร้องไห้ของนางจริงๆ

ยามนี้หลินไห่หรูใช้ชีวิตอย่างมีความสุข มี

หลัวเซิ่นหย่วนคอยหนุนหลัง ทั้งยังให้กำเนิด

หนานเกอร์ นอกจากเฉียวอี๋เหนียงที่มา

ประจันหน้ารังแกนางเป็นครั้งคราว เรื่องอื่นก็ไม่มี

อะไร อี๋หนิงรับค้อนหยกมาทุบนวดขาให้นาง

“ท่านกำลังคิดอะไรอยู่หรือ ถึงได้ตกอยู่ในภวังค์

เช่นนี้”

“ข้ากำลังคิดว่าแท้จริงแล้วเหลียนเจี่ยร์แต่งให้กับ

ตระกูลสูงศักดิ์ได้อย่างไร จนบัดนี้คนผู้นั้นก็ยังไม่

ปรากฏตัว” หลินไห่หรูทอดถอนใจยาว ก่อนจะ

ยืดตัวตรง “เฉียวอี๋เหนียงไปพบท่านพ่อของเจ้า

กล่าวว่าข้าให้เบี้ยหวัดน้อย อยากได้เงินอีกหลาย

ร้อยตำลึงเพื่อทำเครื่องประดับศีรษะ เมื่อคืนพ่อ

ของเจ้าจึงเอ่ยเรื่องนี้กับข้า ต่อว่าข้าไปยกหนึ่ง”

“ยามนี้เขายังพบเฉียวอี๋เหนียงอยู่อีกหรือ” ค้อน

หยกที่อยู่ในมืออี๋หนิงชะงักชั่วครู่ นางหลงนึกว่า

เฉียวอี๋เหนียงจะสูญเสียความโปรดปรานไปแล้ว

“บุรุษมักใจอ่อน นางร้องไห้อยู่สองสามครั้ง แม้

จะไม่อยากพบก็ต้องพบ” หลินไห่หรูเองก็ใช่ว่าไม่

สนใจ ในเมื่ออย่างไรหลัวเฉิงจางก็คือสามีของตน

ทว่าเวลาผ่านไปหลายปีแล้ว แม้อยากจะถือสาแต่

ก็ไร้เรี่ยวแรงถือสาแล้ว มิสู้ทำเป็นหลับตาข้างเปิด

ตาข้าง ทำเป็นไม่เห็นไป

อี๋หนิงครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ก่อนเอ่ยถามเรื่องของหลิน

เหมาว่าเขาไปเป็นนายอำเภอที่เกามี่เป็นอย่างไร

บ้าง

พอพูดถึงเรื่องนี้ หลินไห่หรูก็ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมา

นางหยิบจดหมายของหลินเหมามาให้อี๋หนิงอ่าน

นี่เป็นจดหมายที่หลินเหมาเขียนให้พ่อแม่ที่หยาง

โจว ตั้งแต่ที่บุตรชายเข้ารับตำแหน่งขุนนาง ทั้ง

ตระกูลหลินก็พากันยกย่องเชิดชูเขา จดหมาย

หลายฉบับที่หลินเหมาเขียนกลับไปล้วนถูกส่งต่อ

ให้บรรดาท่านปั้าท่านน้าของเขาได้อ่านชื่นชม ใน

เมื่ออย่างไรเขาก็คือบุคคลแรกในตระกูลที่ได้ดำรง

ตำแหน่งขุนนางในเมืองหลวง ครั้นถูกโยกย้าย

เจ้าเด็กคนนี้กลับไม่รู้สึกสักนิดว่า ‘การที่ข้าถูก

ส่งไปเป็นนายอำเภอที่เกามี่ถือเป็นการลด

ตำแหน่ง’ จดหมายของเขาล้วนเกี่ยวข้องกับ

บันทึกการท่องเที่ยว บันทึกการเดินทางหนึ่งวัน

ในภูเขา บันทึกการเดินทางสองวันแถวทะเลสาบ

แห่งหนึ่ง บันทึกการท่องเที่ยวชนบทในปีเจี่ยเซิน

ทุกสิ่งที่ได้เห็นได้ยินได้กินระหว่างทาง เขา

พรรณนาออกมาได้อย่างสมบูรณ์ลื่นไหล คมคาย

และยอดเยี่ยม

อี๋หนิงหัวเราะจนปวดท้อง นางส่งจดหมายคืนให้

หลินไห่หรู “ท่านกล่าวกับพวกท่านลุงสักคำ ให้

เก็บจดหมายที่เขาเขียนไว้ให้ครบถ้วน รอจนเขา

กลับมาแล้ว พวกท่านสามารถรวบรวมเป็น

ตำนานหลินเหมา ประวัติศาสตร์จะต้องจารึก

ตลอดไป”

“เขาถูกลดขั้นตำแหน่ง คนที่ดีใจมากที่สุดก็คือปูั่

ของเขา ปูั่ของเขากล่าวว่าไปเป็นขุนนางปกครอง

ท้องถิ่นก็ดี จะได้สร้างความเจริญให้กับราษฎร

แต่เขาน่ะหรือจะสร้างความเจริญให้กับราษฎร”

หลินไห่หรูเหยียดหยัน “ข้ายังกลัวว่าต้องเป็น

ราษฎรที่สร้างความเจริญให้แก่เขา”

หนานเกอร์ที่ตื่นแล้วถูกอุ้มเข้ามา ก่อนถูกส่งเข้าสู่

อ้อมอกของมารดา

ทุกคนในตระกูลหลัวต่างกำลังรอข่าวจากในวัง

หลวงด้วยความกระวนกระวาย

ถึงยามเที่ยงก็มีข่าวส่งมาจากในวัง หลัวเซิ่นหย่วน

มีความดีความชอบในการสร้างความสงบที่

ชายแดนผิงหย่วน ได้รับพระราชทานรางวัลเป็น

ที่ดินห้าร้อยหมู่ ทองคำสองพันตำลึง เงินอีกห้า

พันตำลึง ส่วนพวกขุนนางอาลักษณ์ที่กล่าว

ฟั้องร้องใส่ร้ายเขาให้รับโทษโบยสิบไม้ คนทั้ง

ตระกูลหลัวพากันตื่นตกใจ

ในท้องพระโรง สีหน้าของฝั่าบาทเปียมไปด้วย

รอยยิ้มสรวล

หลัวเซิ่นหย่วนลุกขึ้นมารับรางวัลพระราชทาน

ฮ่องเต้ยกย่องเชิดชูเขาเป็นอย่างยิ่ง หลัวเซิ่นหย่

วนเหลือบตามองเว่ยหลิง ทั้งสองคนต่างนิ่งเงียบ

ไม่เอ่ยวาจา

ลู่เจียเสวียยืนอยู่ตำแหน่งแรกของฝังขุนนางฝั่ายบู๊

เขาไม่แม้แต่จะหันไปมอง สีหน้าไร้อารมณ์ใดๆ

หลัวเซิ่นหย่วนไม่ใช่ลูกวัวแรกเกิด เขาเป็นลูกเสือ

น้อย บัดนี้เริ่มมีพละกำลังแล้ว หากให้โอกาสเขา

ได้เติบใหญ่ เขาต้องหันกลับมาตอบโต้เป็นแน่ สิ่ง

ที่อยู่เหนือความคาดหมายก็คือเว่ยหลิง เว่ยหลิง

ยินดีมอบความดีความชอบทางทหารให้กับผู้อื่น

หากเวลานานไปคงไม่มีผู้ใดสยบเขาได้

เฉิงหลางยืนอยู่ท่ามกลางขุนนางนับร้อย ฟังราช

โองการจากฝั่าบาทเงียบๆ อันที่จริงในใจเขา

ตระหนักดีตั้งแต่ลู่เจียเสวียไม่เรียกใช้ถุงภูมิปัญญา

เช่นเขา ยามนี้ถุงภูมิปัญญาที่แท้จริงก็คือตัวเขา

เอง แท้จริงเขาไม่ได้คิดจะใช้สิ่งนี้ต่อกรกับ

หลัวเซิ่นหย่วน เขาเพียงต้องการสร้างความ

ลำบากให้อีกฝั่ายเท่านั้น สิ่งที่เขาต้องการจริงๆ

เขาย่อมตั้งใจวางแผนสุดกำลังเพื่อให้ได้มันมา

และแน่นอนว่าสิ่งที่เขาหมายมั่นย่อมไม่ใช่การ

เป็นปรปักษ์กับหลัวเซิ่นหย่วน

ยามนี้เขาไม่สามารถสร้างความไม่พอใจให้กับ

ลู่เจียเสวียได้อีกแล้ว มิเช่นนั้นลู่เจียเสวียต้อง

สังหารเขาอย่างแน่นอน

ในขณะเดียวกัน เขาก็ไม่สามารถล่วงเกินหลัวเซิ่น

หย่วนได้ ทั้งสองคนต่อสู้กัน เขาทำได้เพียงเฝั้า

มองจากด้านข้าง อำนาจและผลประโยชน์จาก

การสู้รบจะเป็นของผู้ที่ชนะเท่านั้น

เฉิงหลางก้มศีรษะลง มุมปากปรากฏรอยยิ้มเย็น

ขณะที่เขาออกมาจากวังหลวง กลุ่มละอองสีเทา

แห่งเหมันต์ฤดูคล้อยต่ำและหนาแน่น ดูราวกลุ่ม

หมอกควัน

เขาก้าวลงบันไดทีละขั้น เฉิงหลางเห็นหลัวเซิ่นหย่

วนกำลังพูดคุยกับสวีเว่ย ใบหน้าของสวีเว่ยเปียม

ไปด้วยรอยยิ้ม หลัวเซิ่นหย่วนตั้งใจฟัง แม้จะไม่ได้

มีการเคลื่อนไหวอะไรเป็นพิเศษ ทว่าสายตาของ

ทุกคนกลับทอดลงบนร่างของเขา

ลู่เจียเสวียกำลังรอเฉิงหลางอยู่ตรงด้านล่างของ

บันได

“หลานชายผู้ประเสริฐ เจ้าลอบส่งข่าวให้หลัวเซิ่น

หย่วนหรือ” ลู่เจียเสวียถามเขาด้วยรอยยิ้ม

เฉิงหลางรู้นานแล้วว่าเขาต้องค้นพบจึงไม่ได้แก้

ต่าง “ท่านน้า…แล้วแต่ท่านจะจัดการเถิด ข้าจะ

ไม่แก้ต่างให้มากความ”

“จัดการเจ้า” ลู่เจียเสวียแค่นเสียงหึเย้ยหยัน

“ที่ข้าหาเจ้าก็เพราะมีธุระ เจ้าตามข้ามา” กล่าว

จบก็สวมเสื้อคลุมกันลม เดินนำหน้าไป

เฉิงหลางกัดฟัน ตามเขาไปทางด้านหลังเพราะไม่

กล้าขัดขืนลู่เจียเสวีย เขาหาตนด้วยเหตุใด

——————–

1. จมูกถูเข้ากับฝุั่นหมายถึงถูกปฏิเสธจน

อาจทำให้ทำตัวไม่ถูก

2. เลือดสุนัขอาบศีรษะหมายถึงถูกด่าสาด

เสียเทเสีย

ฝากนิยายบ้านน้อยๆไว้ด้วยนะคะ บราวนี่ออนไลน์ <จิ้ม>
Prev
Next

Comments for chapter "บทที่ 164"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

Novel PDF

YOU MAY ALSO LIKE

62660ef8FEnVUUGD
สำรับมนตราของชายาอ๋อง [戏精王妃的魔力美食屋]
04/12/2022
a6-4 (1)
ราชินีพลิกสวรรค์
11/06/2026
novelpdfrh84
พี่ชายทั้งห้าของข้าเก่งเกินไปแล้ว
17/06/2026
Yqkg
ฉันมีพี่ชาย 7 คน
18/04/2025

    © 2020 - 2023 Novelpdf.xyz
    เว็บอ่านนิยาย นิยาย pdf เว็บ “novelpdf.xyz ” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน อัพเดททุกวัน ดฯฌซ,ฑ๊โฌฮฤ

    Sign in

    Lost your password?

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.

    Sign Up

    Register For This Site.

    Log in | Lost your password?

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.

    Lost your password?

    Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.